|
สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน"
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" ทั่วประเทศที่ให้ความสนใจแบบ "บ้านไม่บาน"
ในชุด "จิตต์สวัสดิ์" ทั้งแบบที่ 1 และ 2 ซึ่งเป็นรูปแบบหรือสไตล์ "ไทยร่วมสมัย"
(MODERN CONTEMPORARY THAI STYLE) ในบางครั้งผมอยากจะเรียกว่า
เป็น สไตล์ "ไทยใหม่" อันเป็นกระบวนการ "อนุรักษ์ สืบสานและพัฒนา" ต่อยอดกับ
"ภูมิปัญญา" เดิมซึ่งเป็น "ของดีมีอยู่" ของบรรดา "ครูช่าง" ที่ได้รังสรรค์
(ปรุงแต่ง) "เรือนไทย" ให้สามารถตอบสนองความต้องการของคนไทยที่ได้ลงหลักปักฐานมายาวนานหลายพันปีอาศัยอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิ
ซึ่งจะว่าไปแล้ว "บ้านไทย" หรือ "เรือนไทย" ก็ได้ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านฝน
ผ่านการทดสอบมานานหลายชั่วอายุคน อีกทั้งยังได้มีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม สอดคล้อง
จนเกิดเป็นกระบวนการ วิวัฒนาการของ "เรือนไทย" แต่ที่น่าสนใจคือ "เรือนไทย"
ก็ไม่ได้เปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิมมากนักถึงแม้ระยะเวลาจะล่วงเลยมานับพันปี (อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ้างในด้านวัสดุที่ใช้และเทคนิคในการก่อสร้าง)
จากการศึกษาค้นคว้าวิจัยของผมที่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายปีกับ "เรือนไทย" โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภท "เรือนพื้นถิ่น" ( VERNECULAR
ARCHITECTURE) ซึ่งทำให้สามารถแยกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือกลุ่ม "เรือนเครื่องผูก" กับกลุ่ม "เรือนเครื่องสับ" ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ใช้ ทั้งยังขึ้นอยู่กับกำลังทรัพยากรที่มีและยังขึ้นอยู่กับสถานภาพทางสังคม
ตลอดจนขึ้นอยู่กับกาละเทศะและรสนิยม ฯลฯ เพียงกล่าวนำแค่นี้ ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่านก็คงจะเริ่มสับสน
จับต้นชนปลายกันแทบไม่ถูก ก็ค่อยเรียนค่อยรู้กันไปครับ

แต่โบร่ำโบราณเมื่อคิดจะลงหลักปักฐานสร้างบ้านปรุงเรือนกันแต่ละหลัง สร้างชุมชนกันแต่ละครั้งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเป็นอย่างยิ่งครับ
ต้องศึกษาทางภูมิศาสตร์ในด้านทำเลที่ตั้ง ต้องหา "ชัยภูมิ" ที่เหมาะสม รวมทั้งหา
"ฤกษ์งาม ยามดี" ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้แหละครับทำให้ผมได้เห็นถึงความละเอียดอ่อนทางความคิดในทุก
"มิติ" ซึ่งผมได้เคยเขียนบทวิเคราะห์ทางวิชาการอันเป็นกรอบทางความคิดในการพิจารณา
อาคารบ้านเรือนแต่ละหลังและชุมชนแต่ละชุมชน ซึ่งผมมักจะเรียกแนวคิดดังกล่าวให้บรรดานักศึกษาทางด้านสถาปัตยกรรมทั้งระดับปริญาตรี
โท ไปจนถึงเอก เพื่อให้สามารถจดจำได้ง่าย ๆ ว่า "ทฤษฎี 3 ห่วง" เพราะผมเชื่อว่าการที่เราจะมีอาคารบ้านเรือนที่ดีสักหลังได้นั้นจะต้องถึงพร้อมทั้ง
3 ปัจจัย หรือ 3 ห่วง อันประกอบไปด้วย ห่วงที่ 1 คือ "ความเชื่อ"
ใน "ภูมิปัญญา" ที่บรรดา "ครูช่าง" ได้ฝากเอาไว้ให้เป็น "ของดีมีอยู่"
อันเป็น "มรดกทางวัฒนธรรม" เป็น "ทุนทางสังคม" ที่เราต้อง "อนุรักษ์
สืบสานและพัฒนา" ต่อยอดให้จงได้ โดยไม่หลงมัวเมาไปกับความ "ทันสมัยจอมปลอม"
ที่มาพร้อมกับกระแส "โลกาภิวัฒน์" (ที่แท้จริงแล้วก็มาหลายครั้งหลายรอบโดยเฉลี่ยแล้วภายในระยะเวลาประมาณ
1 ศตวรรษ ก็มักจะมากันครั้งหนึ่ง ดังนั้นอย่าไปตื่นเต้นหรือหลงไหลได้ปลื้มกับกระแสของการเปลี่ยนแปลงไปของโลกและเทคโนโลยีสมัยใหม่มากเกินไป)
สำหรับห่วงที่ 2 คือ "วิถีชีวิตร่วมสมัย" ที่แต่ละชุมชนในแต่ละยุคแต่ละสมัยก็มีวิถีชีวิตเฉพาะตัวในการกิน
การอยู่ คนไทยเมื่อ 100 ปีที่แล้ว กับคนไทยในปัจจุบัน ก็มี "วิถีชีวิตร่วมสมัย"
ที่แตกต่างกัน มีทั้งความเหมือนและความต่าง ดังนั้นจะต้องไม่ยึดติด อีกทั้งยังต้องก้าวไปข้างหน้าอย่างรู้เท่าทันให้ถึงพร้อมทั้ง
"สติ" และ "ปัญญา" และห่วงที่ 3 คือ "ฐานทรัพยากร" ซึ่งก็ต่างกัน
ในสมัยโบราณยังไม่มีวัสดุประเภทคอนกรีต เหล็ก อลูมิเนียมฯลฯ ตลอดจนบรรดาเทคโนโลยีในการก่อสร้างที่ทันสมัย
และมีความหลากหลาย รวมไปถึงบรรดาสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น คอมพิวเตอร์, ระบบการสื่อสาร,
จานดาวเทียม,เครื่องปรับอากาศ,เครื่องทำน้ำอุ่น ฯลฯ สำหรับห่วงที่ 3 ของผมนั้นได้ครอบคลุมไปถึงกำลังความสามารถในการจับจ่ายซื้อหาบรรดาข้าวของเครื่องใช้เหล่านี้มาไว้ในบ้าน
ซึ่ง "ฐานทรัพยากร" ของแต่ละท่านมีไม่เท่ากัน จึงทำให้ข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน
รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างบ้านมีความแตกต่างกัน นอกจากนั้น "ฐานทรัพยากร"
ในมุมมองของผม นอกจาก "มิติ" ในด้าน "ภูมิสังคม" แล้วยังครอบคลุมไปถึงสภาพทาง
"ภูมิศาสตร์" ทำเลที่ตั้ง ทิศทางแดด ลม ฝน ซึ่งมีผลโดยตรงกับสภาพ ดิน ฟ้า อากาศ
นอกจากนั้นยังเตือนสติให้เรารับรู้ รับทราบถึง ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้
เช่น ในกรณีที่เป็นพื้นที่ลุ่ม ก็อาจจะประสบกับภัยน้ำท่วมฉับพลันหรือบริเวณที่ติดกับชายฝั่งทะเลก็อาจจะได้รับผลกระทบจากคลื่นลมกรรโชกแรงอันเกิดจากลมพายุ
"สตอร์มเซิร์จ" หรือ "สึนามิ" เป็นต้น

ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจครับพอได้ศึกษาลงไปลึก
ๆ ภายใต้ "กรอบทฤษฏี 3 ห่วง" ผมค้นพบว่าบรรดา "ครูช่าง" ในอดีตมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาคารบ้านเรือนมากกว่าบรรดาสถาปนิก,วิศวกรในปัจจุบันเสียอีก
ดังนั้นผมจึงไม่แปลกใจว่าการปลูกเรือนในที่ราบลุ่มน้ำท่วมขัง บรรดา "ครูช่าง" จึงได้มีการยกพื้นสูงและมีการออกแบบให้หลังคาลาดชันเพื่อสู้กับสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นต่าง
ๆ เหล่านี้เป็นต้น
สำหรับแบบบ้านไม่บานในชุด "จิตต์สวัสดิ์"
1 และ 2 ที่ผมได้ทำการเผยแพร่และแจกแบบพิมพ์เขียวให้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายนั้น
ผมก็ได้คิดและพัฒนาขึ้นภายใต้กรอบทฤษฏี 3 ห่วงนี้แหละครับ สำหรับท่านที่สนใจต้องการรับแบบพิมพ์เขียวของ
"บ้านไม่บาน" ทั้ง 2 หลัง สามารถติดต่อได้โดยตรงที่ อ.เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
วังท่าพระ หน้าพระลาน กทม 10200 และต้องขอกราบขอโทษจริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาแฟน
ๆ ที่เป็นประเภท "วัยรุ่นใจร้อน" ที่ได้เขียนจดหมายติดต่อมาแล้วยังไม่ได้รับแบบพิมพ์เขียวที่ส่งให้ก็เพราะต้องรอส่งตามคิวครับ
และประกอบกับมีความต้องการมากเหลือเกินติดต่อกันเข้ามาไม่เว้นแต่ละวันจากทุกสารทิศทั่วประเทศ
ผมจึงให้ความสำคัญกับองค์กรสาธารณะประโยชน์ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนวัดวาอาราม โรงเรียนปอเนาะ
ตลอดจนสถานปฏิบัติธรรม และสถานศึกษาก่อน ดังนั้นของดีและของฟรีมีแน่แต่ต้องรอหน่อย
รับรองได้แน่ครับ
สำหรับท่านที่สนใจศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปดูที่เว็ปไซต์ยอดฮิตของชาว
"คนรักบ้าน" ที่ www.homeloverthai.com ครับ
|