สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

“กางร่ม” ขนาดยักษ์ ให้กับ “ตึกแถว”

          แนวคิดของการ "กางร่ม" ขนาดยักษ์ให้กับ "ตึกแถว" ในสไตล์ "ชิโน-โปรตุกีส" ที่ "สิงคโปร์" นั้นน่าสนใจยิ่งครับ ก่อนอื่นคงต้องยอมรับนะครับว่า "สิงคโปร์" ซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ ตั้งอยู่ปลาย "แหลมมลายู" นั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะตั้งอยู่บนจุด "ยุทธศาสตร์" สำคัญ ที่ควบคุมการเดินเรือของช่องแคบ "มะละกา" ทั้งหมด จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม "อังกฤษ" ซึ่งอยู่ไกลอีกซีกโลกหนึ่งจึงหมายมั่นปั้นมือที่จะต้องเป็นเจ้าอาณานิคมของดินแดนแถบนี้ ให้ได้

          "สิงคโปร์" มีประวัติที่น่าสนใจครับ พอ "สิงคโปร์" เห็น "มาเลเซีย"ได้รับเอกราชจาก "อังกฤษ" "สิงคโปร์" จึงขอรวมชาติเข้ากับ "มลายู" กลายเป็น สหพันธรัฐ "มลายา" ทันที เพื่อจะได้ไม่เป็น "เมืองขึ้น" ของ "อังกฤษ" แต่ "สิงคโปร์" ก็ไม่พอใจกับ "มาเลเซีย" มากนักเพราะมีการเหยียดชนชาติกัน ทำให้ "พรรคกิจประชาชน" ของ "สิงคโปร์" ประกาศให้ "สิงคโปร์" แยกตัวเป็นเอกราชตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1965 ตั้งแต่บัดนั้นมาก็ใช้ชื่อ "สาธารณรัฐสิงคโปร์" จนถึงทุกวันนี้

“กางร่ม” ขนาดยักษ์ ให้กับ “ตึกแถว”

          สำหรับ "คลินิกคนรักบ้าน" ในสัปดาห์นี้เรามาทำความรู้จัก "ตึกแถว" ในสมัยล่า "อาณานิคม" กันครับ โดยเริ่มจากชาว "โปรตุเกส" ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานและทำการค้าบริเวณเมือง "ท่ามะละกา" และได้นำเอาศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนวิทยาการตะวันตกเข้ามาเผยแพร่ และได้สร้างบ้านแปลงเมืองตามรูปแบบของตน ซึ่งที่น่าสนใจ คือ ช่างชาว "จีน" เป็นผู้ทำการการก่อสร้างทำให้ลักษณะของสถาปัตยกรรมได้เพี้ยนไปจากเดิม โดยช่างชาว "จีน" ได้ตกแต่งลวดลายสัญลักษณ์รวมถึงลักษณะรูปแบบบางส่วนของตัวอาคารตามคติความเชื่อของ "จีน" เกิดการผสมผสานกันระหว่าง "สถาปัตยกรรมโปรตุเกส+จีน" เกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้น ท่ามกลางสังคมของกลุ่มชน 3 เชื้อชาติ อันได้แก่ "โปรตุเกส", "จีน" และ "มาเลย์" ในดินแดน "แหลมมลายู" หรือ "มาเลย์เพนนิซูล่า" แห่งนี้

          ต่อมาเมื่อชาว "ดัตช์" และ "อังกฤษ" เข้ามามีอิทธิพลในดินแดนแถบนี้ ก็ได้ปรับปรุงรูปแบบของอาคารโดยดัดแปลงและเพิ่มเติมลวดลายต่างๆ และเรียกรูปแบบทางสถาปัตยกรรมนี้ว่าสไตล์ "ชิโน-โปรตุกีส" คำว่า "ชิโน" หมายถึงคน "จีน" และคำว่า "โปรตุกีส" หมายถึง "โปรตุเกส" แม้ว่า "อังกฤษ" และ "ดัตช์" จะเข้ามามีอิทธิพลในการผสมผสานศิลปะของตนเข้าไปในยุคหลังด้วยก็ตามก็ยังคงเรียกว่า "ชิโน-โปรตุกีส" กันมาโดยตลอดครับ

          ในประเทศไทยพบ "ตึกแถว" ในสไตล์ "ชิโน-โปรตุกีส" ได้ใน "ภูเก็ต",  "ระนอง", "กระบี่", หรือ "ตรัง" ซึ่ง "ตึกแถว" ส่วนใหญ่สร้างในสมัยของ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) เป็นสมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการ "มณฑลภูเก็ต" (ในช่วงปี พ.ศ. 2444 - 2456 )ใน "รัชสมัยรัชกาลที่ 5" ซึ่ง "ภูเก็ต" ในสมัยนั้นมีความสัมพันธ์ทางด้านการค้าอย่างใกล้ชิดกับ "ปีนัง" จึงมีการสร้าง "ตึกแถว" ในสไตล์ "ชิโน-โปรตุกีส" โดยนักธุรกิจชาว "จีน" ที่มีความร่ำรวยจากการทำธุรกิจเหมืองแร่ดีบุกครับ

          จะว่าไปแล้วลักษณะของ "ตึกแถว" ในสไตล์ "ชิโน-โปรตุกีส" คือ การผสมผสานระหว่าง "สถาปัตยกรรมยุโรป" และ "ศิลปะจีน" จนเกิดเป็น "สถาปัตยกรรมแบบอาณานิคม" หรือ "อาคารแบบโคโลเนียล" (Colonial Style) มักจะเป็นอาคารสองชั้นกึ่งร้านค้ากึ่งที่อยู่อาศัย (Shop-house or Semi-Residential) จะมีด้านหน้าอาคารที่ชั้นล่างมี "ช่องโค้ง" (Arch) ต่อเนื่องกันเป็นระยะๆ เพื่อให้เกิดการเดินเท้า ที่ภาษาไทยเรียกทับศัพท์ว่า "อาเขต" (Arcade) หรือที่ภาษาจีน "ฮกเกี้ยน" เรียกว่า "หง่อคาขี่" ซึ่งมีความหมายว่า "ทางเดินกว้างห้าฟุต" นอกจาก "อาเขต" แล้ว อาคารแบบ "โคโลเนียล" ได้มีการนำลวดลายศิลปะตะวันตกแบบกรีก โรมัน หรือเรียกว่า "สมัยคลาสสิก" เช่น หน้าต่างวงโค้งเกือกม้า หรือหัวเสาแบบ "ดอร์ริก" หรือ "ไอโอนิก" (แบบม้วนก้นหอย) และ "คอรินเทียน" (แบบมีใบไม้ประดับ) เป็นต้น ซึ่งนักวิชาการบางท่านเรียกสถาปัตยกรรมแบบนี้ว่า "นีโอคลาสสิก" สิ่งที่ผสมผสาน "ศิลปะจีน" คือ ลวดลายการตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็นภาพประติมากรรมนูนต่ำหรือนูนสูงทำด้วยปูนปั้นระบายสีของช่างฝีมือจีนประดับอยู่บนโครงสร้างอาคารแบบ "โปรตุเกส" บานประตูหน้าต่าง ตลอดจนการตกแต่งภายในที่มีลักษณะเป็น "ศิลปะแบบจีน"

          แต่ผมประทับใจที่สุดคือ "สิงคโปร์" ได้ทำการแก้ไขปัญหา "ตึกแถว" สไตล์ "ชิโน-โปรตุกีส" ที่ได้มีการออกแบบชายคาแบบทันสมัยในลักษณะ "กางร่ม" ขนาดยักษ์ให้กับ "ตึกแถว" โดยใช้โครงสร้างเหล็ก และหลังคาโปร่งแสงทำให้สามารถใช้งานได้ตลอดทั้งวันทั้งคืน โดยกลางวันก็ไม่ร้อน ฝนตกก็ไม่เปียก ก็ถือได้ว่าเป็นงานออกแบบที่ผมยอมรับว่าใช้งานได้ดีเยี่ยม ทำให้อาคาร "ตึกแถว" อายุนับร้อยปีกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ เพราะในปัจจุบัน "ตึกแถว" นอกจากประกอบกิจการค้าขายแล้ว ก็ยังถูกดัดแปลงให้เป็น "เกสเฮ้าส์" หรือ "โรงแรมขนาดเล็ก" ประเภท "บูทิคโฮเทล" ก็นับได้ว่ามีเสน่ห์ไม่น้อยเลยทีเดียว เป็นที่ชื่นชมชื่นชอบถูกอกถูกใจบรรดานักเดินทาง โดยเฉพาะ "แบ็กแพ็กเกอร์" ซึ่งหมายถึง นักเดินทางรุ่นหนุ่มสาวที่นิยมแบกเป้เดินทางท่องไปในโลกกว้าง

          ก็ลองเอาแนวคิดของการ"กางร่ม" ขนาดยักษ์ ให้กับ "ตึกแถว" มาปรับประยุกต์ใช้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ ทั้งยังเป็นการเพิ่มสีสันและเติมเต็มกิจกรรมการค้าและการบริการของ "ตึกแถว" ที่ถูกสร้างขึ้นในยุค "ล่าอาณานิคม" ในสไตล์ "ชิโน-โปรตุกีส" ได้อย่างน่าสนใจยิ่งครับ

“เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์กึ่งเกสเฮ้าส์ไม่บาน” ที่ “หัวหิน”(1)

            สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" สำหรับสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอรูปแบบ "เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์กึ่งเกสเฮ้าส์ไม่บาน" ที่ "หัวหิน" ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาคงต้องยอมรับนะครับว่า "หัวหิน" ได้พัฒนาเจริญขึ้นอย่างผิดหูผิดตาไปมากกว่าเดิม อาจจะเป็นเพราะ "พระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม" ที่ "พ่อหลวง" ได้ทรงแปรพระราชฐาน ณ "พระตำหนักไกลกังวล" ก็เป็นไปได้ครับ

            จะว่าไปแล้วบริเวณพื้นที่ที่เรียกว่า "หัวหิน" ในปัจจุบันนั้นจัดได้ว่าเป็นชุมชนเก่าแก่มีประวัติยาวนาน มีเรื่องเล่าขานกันว่าราวปี พ.ศ. 2377 ใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จ "พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว" พื้นที่เกษตรกรรมหลายแห่งของเมือง "เพชรบุรี" แห้งแล้งกันดารมาก จึงได้มีการอพยพย้ายถิ่นฐานมาอยู่บริเวณที่มีหมู่หินกระจัดกระจายอยู่อย่างสวยงาม ทั้งที่ดินก็มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับการเพาะปลูก ทั้งยังติดชายทะเลเหมาะสำหรับการทำประมง บรรพชนเหล่านี้จึงเป็นเสมือนผู้ที่ลงหลักปักฐานสร้างบ้านแปลงเมืองขึ้นที่ "หัวหิน" ในปัจจุบัน จนกลายเป็นชุมชนที่เรียกกันเริ่มแรกว่า "บ้านแหลมหิน"

“เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์กึ่งเกสเฮ้าส์ไม่บาน” ที่ “หัวหิน”(1)

            พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ (ต้นราชสกุล "กฤดากร") เป็นเจ้านายพระองค์แรกที่สร้างตำหนักหลังใหญ่ชายทะเลด้านใต้ของหมู่หิน (ปัจจุบันอยู่ติดกับโรงแรม "โซฟิเทลฯ") และประทานชื่อตำหนักว่า "แสนสำราญสุขเวศน์" เพื่อไว้ใช้รับเสด็จเจ้านาย พร้อมกับทรงสร้างเรือนขนาดเล็กใต้ถุนสูงอีกหลายหลัง ซึ่งต่อๆ มาคือ "บังกะโลสุขเวศน์" ทรงขนานนามหาดทรายบริเวณตำหนักและหาดถัดๆ ไปทางใต้เสียใหม่ว่า "หัวหิน" เป็นคนละส่วนกับบ้าน "แหลมหิน" เดิม โดยมีกองหินชายทะเลเป็นที่หมายแบ่งเขต ซึ่งตำแหน่งที่ตั้งของบ้าน "แหลมหิน" ปัจจุบันอยู่บริเวณโรงแรม "โซฟิเทลฯ"

            เมื่อวันเวลาผ่านไป ชื่อ "หัวหิน" ก็แผ่คลุมทั้งหาดทั้งตำบลจนขยายเป็นทั้งอำเภอ "หัวหิน" ส่วนที่ดินแปลงที่อยู่ตรงหมู่หินชายทะเลเดิม เป็นของ "สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ" ซึ่งทรงสร้างตำหนักใหญ่ขึ้นสองหลัง คือ "ตำหนักขาว" และ "ตำหนักเทา" ตลอดจนเรือนเล็กตากอากาศอีกหลายหลัง ในเวลาต่อมา ปัจจุบันคือ "โรงแรมฮิลตัน"

            ในช่วงเวลาเดียวกันกับการสร้าง "พระราชวังไกลกังวล" นั้น "พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน" (ต้นราชสกุล "บุรฉัตร") ก็ได้จัดสร้างตลาด "ฉัตร์ไชย" ขึ้นในที่ดิน "พระคลังข้างที่" โดยออกแบบให้มีหลังคารูปโค้งครึ่งวงกลมต่อเนื่องกัน 7 โค้ง เพื่อสื่อความหมายว่า เป็นการสร้างขึ้นใน "รัชกาลที่ 7" ทั้งตัวอาคารและแผงขายสินค้าเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก สภาพโดยรวมของตลาดโล่งโปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวกและจัดว่าเป็นตลาดที่ถูกสุขลักษณะที่สุดของประเทศในขณะนั้น ซึ่งชื่อตลาด "ฉัตร์ไชย" นี้ มาจากพระนามเดิมของพระองค์ คือ "พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร" นั่นเอง ซึ่งต่อมาตลาด "ฉัตร์ไชย" และ "โรงแรมรถไฟ" หรือ "โฮเต็ลหัวหิน" ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของชายทะเล "หัวหิน" นับตั้งแต่มีการสร้างทางรถไฟสายใต้แล้วเสร็จ เชื่อมต่อกับ "มาเลเซีย" และ "สิงคโปร์" ก็ยิ่งทำให้ "หัวหิน" กลายเป็นสถานที่พักตากอากาศอันลือชื่อ มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศก็นิยมมาพักผ่อนตากอากาศ ว่ายน้ำ ตกปลา และตีกอล์ฟเนื่องจากมีสนามกอล์ฟ "หัวหินรอยัลกอล์ฟ" ซึ่งจัดเป็นสนามกอล์ฟระดับมาตรฐานสากลแห่งแรกของประเทศอีกด้วย

“เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์กึ่งเกสเฮ้าส์ไม่บาน” ที่ “หัวหิน”(1)

            จากประวัติศาสตร์อันยาวนานของแหล่งที่พักตากอากาศที่น่าประทับใจของ "หัวหิน" ที่ได้ดึงดูดผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางมาเยี่ยมเยียน "หัวหิน" ในปัจจุบันนั้นสามารถทำได้อย่างสะดวกสบายตลอดปี ไม่ว่าจะเดินทางโดย ทางรถยนต์ ทางรถไฟ หรือแม้แต่ทางเครื่องบิน ก็มีท่าอากาศยานนานาชาติ "หัวหิน" คงไม่ผิดนะครับว่าถนนทุกสายมุ่งสู่ "หัวหิน" ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นเมืองตากอากาศที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ดังนั้นผมจึงไม่แปลกใจเลยครับว่าทุกครั้งที่มาเยี่ยมเยียน "หัวหิน" ก็ต้องแปลกใจที่ได้พบกับบรรดา ร้านค้า, โรงแรม, รีสอร์ท, คอนโดมิเนียม, อพาร์ทเม้นท์ ฯลฯ ซึ่งเป็นโครงการใหม่ ๆ ผุดขึ้นอยู่ตลอดเวลาเป็นผลให้ที่ดินใน "หัวหิน" มีราคาแพงริบลิ่ว

            เมื่อสถานการณ์โดยรวมคึกคักคึกครื้นเช่นนี้ พอผมได้รับการร้องขอให้ทำการออกแบบ "เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์กึ่งเกสเฮ้าส์ไม่บาน" ที่ "หัวหิน" จึงตกลงรับปากจะดำเนินการให้ เพราะผมมั่นใจว่าการลงทุนครั้งนี้อย่างไรเสียก็น่าจะอยู่รอดปลอดภัยและสามารถคืนทุนที่ลงไปได้ในระยะเวลาอันสั้นแน่ ซึ่งในการดำเนินการครั้งนี้ผมได้น้อมนำเอาแนวคิดเศรษฐกิจ "พอเพียง" ของ "พ่อหลวง" นำมาใช้ คือ "พอประมาณ" , "มีเหตุผล" ตลอดจน "มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี" และทำงานภายใต้เงื่อนไข "ความรู้" และ "คุณธรรม" โดยตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ "ทำอะไรเกินตัว" และไม่ "เล็งผลเลิศ" เป็นอันขาด พอได้ทำ "การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ" (FEASIBILITY STUDY) แล้ว กลุ่มเป้าหมายที่ผมสนใจ คือ บรรดาผู้คนที่ทำงานใน "หัวหิน" โดยประเมินราคาค่าเช่าของ "อพาร์ทเม้นท์" และ "เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์" เดือนละ 4,500 - 7,500 บาท และในกรณีที่พักเป็นรายวันคิดราคาที่พักต่อวันวันละ 750 - 1,500 บาท ซึ่งผมบอกกับเจ้าของโครงการนี้ว่าผมอยากให้เริ่มจากอะไรที่ง่าย ๆ สามารถทำได้ก่อน แล้วจึงค่อยขยับขยายปรับราคาและการให้บริการที่หลากหลายมากขึ้นในอนาคต เพราะอย่างไรเสียราคาค่าเช่าก็ต้องปรับราคาขึ้นแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากที่เปิด "AEC" เสรีอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้า และผมเชื่อมั่นในความเป็น "แม่เหล็ก" ของ "หัวหิน" จะสามารถดึงดูดผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเข้ามาได้อีกมากมายครับ

            สำหรับสัปดาห์นี้มาชื่นชมความงามของ "เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์กึ่งเกสเฮ้าส์ไม่บาน" ที่ "หัวหิน" สำหรับผมแล้วเพียงแค่ได้เห็นแบบร่างและได้รับรู้ราคาที่ตั้งไว้ก็ทำให้ยิ่งอยากจะมาพัก อยากมาสัมผัสบรรยากาศของ "หัวหิน" (แต่ไม่อยากจ่ายมากจนเกินไป ) สำหรับอาคารหลังนี้ก็จัดได้ว่าเป็นประเภท "อพาร์ทเม้นท์ +บูทิคโฮเทลไม่บาน" ในสไตล์ "อกาลิโก+ไฮโซ+โลว์คอส" อย่างแท้จริง ก็เป็นที่ชื่นมื่นของทั้งผู้ออกแบบและของเจ้าของ

สำหรับสัปดาห์นี้มีสาระน่ารู้เพียงแค่นี้ และท่านที่สนใจ "เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์กึ่งเกสเฮ้าส์ไม่บาน" ที่ "หัวหิน" ก็เข้าไปศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.homeloverthai.com หรือมีข้อสงสัยประการใดก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์ 081-4218323 ครับ

“บ้านตากอากาศไม่บาน” ที่ “เกาะลิบง”

          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "บ้านไม่บาน" สำหรับในสัปดาห์นี้เพื่อเป็นการเอาใจบรรดาแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" ทั่วประเทศ ที่กำลังคิดจะมี "บ้าน"หลังเล็ก ๆ ยกพื้นสูง (ประมาณ 1.20 -1.50 เมตร) สักหลัง ซึ่ง "บ้านไม่บาน" ในรูปแบบนี้สามารถปรับประยุกต์ใช้งานเป็นบ้านพักตากอากาศชายทะเล หรือริมแม่น้ำ หรือ เชิงเขา ก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด สำหรับ "บ้านไม่บาน" ตากอากาศหลังนี้มีที่มาที่ไปมาจากสุภาพสตรีท่านหนึ่งมีที่ดินผืนงาม อยู่ชายทะเลที่ "เกาะลิบง" อำเภอ "กันตัง" จังหวัด "ตรัง" ซึ่งว่ากันว่าเป็นชายทะเลที่สวยที่สุดและยังคงความเป็นธรรมชาติที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ ซึ่งผมต้องใช้เวลาจินตนาการอยู่นานว่า "บ้านตากอากาศไม่บาน" ในฝันควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ที่ผสมผสานกันอย่างกลมกลืนระหว่าง หาดทราย สายลม เกลียวคลื่นกับสองเรา ทั้งยังต้องมีบรรยากาศที่ "โรแมนติก" ให้เกียรติกับสภาพแวดล้อม ซึ่งผมมักจะเรียกว่าสภาพทาง "ภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิสังคม" ซึ่งหมายถึง นอกจากสภาพทางภูมิอากาศแบบร้อนชื้นชายทะเลแล้ว ยังต้องคำนึงถึงวิถีการดำรงชีวิตและรูปแบบสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ที่สะท้อน "กลิ่นอาย" ของ "เกาะลิบง" ที่มีชื่อเสียงความงามไปทั่วโลก ซึ่งจะว่าไปแล้วความยากง่ายในการออกแบบ "บ้านตากอากาศไม่บาน"ก็อยู่ตรงนี้แหละครับ จะทำอย่างไร จะเดินก้าวไปข้างหน้าอย่างไรโดยไม่ลืมที่จะหอบหิ้วเอา "ของดีมีอยู่" ของพื้นถิ่นนั้นไปพร้อมกันด้วยครับ

“บ้านตากอากาศไม่บาน” ที่ “เกาะลิบง”

          หากพิจารณาให้ดีจะเห็นรูปแบบโครงหลังคาของ "บ้านตากอากาศไม่บาน" หลังนี้ ผมตั้งใจออกแบบให้เป็นทรง "ปั้นหยา" ตกแต่งด้วยลายฉลุแบบโบราณ อันเป็นเอกลักษณ์ของ "เรือนพื้นถิ่นภาคใต้" และมีการยกพื้นสูงเพื่อให้ระบายอากาศได้ดีและลดปัญหาที่เกิดจากความชื้นและบริเวณที่ยกสูงนี่แหละครับได้รับประโยชน์หลายประการ อาทิเช่น เป็นที่วาง "คอมเพลสเซอร์" เครื่องปรับอากาศ บริเวณใต้ถุนเรือน ซึ่งสามารถลดปัญหาการระบายน้ำแล้วยังลดปัญหาเรื่องแมลงที่ไม่พึงประสงค์ เช่น มด ปลวก ฯลฯ ตลอดจนลดปัญหาเรื่องสัตว์ที่มีพิษไม่พึงประสงค์ ประเภท งู ตะขาบ ฯลฯ นอกจากนั้นยังช่วยให้การเซอร์วิสหรือการซ่อมบำรุงระบบท่อต่าง ๆ ทำได้ง่าย เพราะมีพื้นที่เพียงพอที่ช่างซ่อมบำรุงสามารถเข้าไปทำงานใต้ถุน "บ้านตากอากาศไม่บาน" หลังนี้ได้

          หลังคาทรง "ปั้นหยา" หรือเรียกภาษาทางช่าง เรียกว่า "HIP ROOF" ในการออกแบบทางสถาปัตยกรรมแล้ว ถือว่าเป็นโครงหลังคาที่สมบูรณ์แบบที่สุด เมื่อเผชิญกับสภาวะ "ฝนแปด แดดสี่" ซึ่งหมายถึง สภาพภูมิอากาศ ตลอดทั้งปีต้องเผชิญกับแดดแรงและฝนตกชุก เพราะมีชายคาที่ยื่นยาว ที่พร้อมจะกันแดดคุ้มฝน หรือในกรณีที่จะต้องเผชิญกับแดดที่ร้อนแรงทางทิศตะวันตก อาจจะทำเป็นระแนงไม้ ปลูกไม้เลื้อยประเภท "เทวดาเลี้ยง" (ปลูกง่าย โตไว ตายยาก ) พวก "การเวก" , "กระดังงา" หรือ "ม่านบาหลี" ก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด ด้านบนของระแนงอาจจะกรุด้วยวัสดุมุงแบบโปร่งใส ที่เรียกว่า "โพลีคาบอร์เน็ท" ที่แสงผ่านได้แต่น้ำผ่านไม่ได้ ก็ยิ่งดีกับพืชพรรณไม้ เพราะ "คลอโรฟิลล์" ในสีเขียวของใบไม้ต้องการแดดในการสังเคราะห์แสงและให้ออกซิเจน นำมาซึ่งความสดชื่นกับผู้ที่พักอาศัยใน "บ้านตากอากาศไม่บาน" หลังนี้เป็นอย่างยิ่ง

“บ้านตากอากาศไม่บาน” ที่ “เกาะลิบง”

          "สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น" ครับ มาชื่นชมความงามของ "บ้านตากอากาศไม่บาน" ที่ "เกาะลิบง" กัน สารภาพตามตรงครับว่า เมื่อผมออกแบบเสร็จก็ถึงกับอึ้ง ทึ่ง ในความงาม แบบ "รักแรกพบ" เลยทีเดียว นอกจากในบางอารมณ์จะรู้สึก "อิจฉาตาร้อน" กับเจ้าของบ้าน ก็ยังนั่งนับวันนับคืนที่จะรอให้สร้างเสร็จ จะได้เข้าไปพักใน "บ้านไม่บานตากอากาศ" หลังนี้ จะได้กินลมชมคลื่นที่ชายหาดแสนสวยระดับตำนาน ณ "เกาะลิบง" สักครั้งในชีวิต

          เมื่อถึงพร้อมไปด้วย บ้านเรือนงดงาม ธรรมชาติงดงาม ผู้คนงดงาม ชีวิตก็คงไม่มีอะไรดีกว่านี้แล้วครับ และคงไม่ขออะไรหรือต้องการมากไปกว่านี้อีกแล้วครับ ก็อยากให้แฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" ทั่วประเทศ ลองนำเอารูปแบบของ "บ้านตากอากาศไม่บาน" หลังนี้นำไปปรับประยุกต์ใช้ต่อยอดทางความความคิดกันครับ

“ตึกแถวไม่บาน”

          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "คนรักบาน" สำหรับสัปดาห์นี้ผมจะพาแฟน ๆ ไปเที่ยวเกาะเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า "สิงคโปร์" หรือมีชื่อเรียกเป็นทางการว่า "สาธารณรัฐสิงคโปร์" กันครับ ซึ่งมีพื้นที่เพียง 697 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 5,543,494 คน ซึ่งพื้นที่ดินถือว่าไม่ใหญ่ไม่โตกว่าเกาะ "ภูเก็ต" ของไทยเราเท่าไหร่ครับ จะว่าไปแล้ว "สิงคโปร์" เป็นประเทศที่ไม่มี "ทรัพยากรธรรมชาติ" อะไรเป็นชิ้นเป็นอันครับ "ทรัพยากร" อย่างเดียวที่ "สิงคโปร์" มีก็คือ "คน" นอกจากนั้น "สิงคโปร์" ถือว่าเป็นประเทศเกิดใหม่ เพิ่งได้รับเอกราชในวันที่ 9 สิงหาคม ปี พ.ศ.1965 โดยแยกตัวมาจาก "สหพันธรัฐมาลายา" หรือ "มาเลเซีย" ในปัจจุบันโดยมีผู้นำ "สิงคโปร์" คนแรกคือ "ลี กวน ยู" และเป็นผู้นำตลอดกาลยาวนานมากว่า 25 ปี จนกระทั่งเกษียณอายุ ในปัจจุบันนายกรัฐมนตรีประเทศนี้ คือ "ลี เซียน ลุง" ซึ่งก็เป็นลูกชายของ " ลี กวน ยู" ก็บริหารจัดการประเทศนี้ต่อ ถือว่าเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีระบบเผด็จการรัฐสภาอย่างแท้จริง ซึ่งฝ่ายรัฐบาลคุมเสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จครับ

“ตึกแถวไม่บาน”

          อดีตนายกรัฐมนตรี "ลี กวน ยู" นั้นเชื่อว่าการที่จะนำพา "สิงคโปร์" ไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองภายใต้สภาวะการขาดแคลน "ทรัพยากรธรรมชาติ" นั้นไม่มีทางเลือกอื่น จะต้องพัฒนา "ทรัพยากรมนุษย์" อย่างเข้มข้นและจริงจัง เป็นผลให้ "สิงคโปร์" จึงเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา ดังนั้นงบประมาณส่วนใหญ่จึงทุ่มเทไปที่ "กระทรวงศึกษา" ก็ได้ผลครับ "คนสิงคโปร์" จึงเป็นคนที่มีคุณภาพสูงกว่าทุกชาติใน "อาเซียน" ทั้ง ๆ ที่เป็นประเทศที่เล็กที่สุด,ประชากรน้อยที่สุด และขาดแคลน "ทรัพยากรธรรมชาติ" ที่สุดใน "อาเซียน" แม้แต่น้ำที่ใช้อุปโภค บริโภคยังต้องนำเข้ามาจากประเทศ "มาเลเซีย" โดยผ่าน "จอร์โหบารู" น่าแปลกใจครับว่า "สิงคโปร์" เป็นผู้ค้าข้าวระดับโลกแต่ไม่เคยปลูกข้าว เป็นผู้ค้าน้ำมันระดับโลกแต่ก็ไม่เคยมีบ่อน้ำมัน การค้าการลงทุนใน "สิงคโปร์" ก็ถือว่าเฟื่องฟูที่สุดใน "อาเซียน" มีท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่และทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกและยังเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าปลอดภาษี ทั้งเป็นศูนย์การลงทุนทางการเงินและการธนาคารน้อยใหญ่ทั่วโลกก็จะกระจุกตัวบนเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้ หากใครคิดจะลงทุนในกลุ่มประเทศ "อาเซียน" หรือต้องการระดมทุนก็ต้องมาตั้งสำนักงานที่ "สิงคโปร์" และปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่ง "สิงคโปร์" ได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่มี "การคอรัปชั่น" ต่ำที่สุดประเทศหนึ่งในโลกครับ
“ตึกแถวไม่บาน”          คน "สิงคโปร์" ประกอบด้วยคนหลายเชื้อชาติครับ ไม่ว่าจะเป็น "จีน" (76.5%) , ชาว "มาเลย์" (13.8%) , ชาว "อินเดีย" (8.1%) และอื่น ๆ สามารถอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน ไม่มีความขัดแย้งรุนแรง ทุกครั้งที่ผมไป "สิงคโปร์" ผมชอบไปย่าน "ไชน่าทาวน์" เพื่อที่จะไปทานอาหารประจำชาติของ "สิงคโปร์" คือ "ข้าวมันไก่ไหหลำ" และกลับไปย้อนรอยดูอดีตอันรุ่งเรืองของ "สิงคโปร์" ในยุคล่าอาณานิคมของ "อังกฤษ" ซึ่งผมชื่นชมรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่หลากหลายของ "ตึกแถว" ในสไตล์ "ชิโน-โปรตุกีส" ที่มีลักษณะพิเศษเรียกว่า "หง่อคาขี่" และที่น่าชื่นใจ คือ "สิงคโปร์" ได้ก้าวไปข้างหน้าสู่ความ "ทันสมัย" โดยไม่ทำลายอาคารเก่า ซึ่งจะว่าไปแล้ว "กรุงเทพฯ" ในอดีตก็มี "ตึกแถว" ในสไตล์ที่คล้ายคลึงกันนี้อยู่มิใช่น้อย ตลอดสองฟากฝั่งของถนน "เจริญกรุง" ที่มีชื่อเดิมว่า "นิวโรด" บนถนนตัดใหม่สมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 แต่แนวทางในการพัฒนาประเทศของเราต่างจาก "สิงคโปร์" ครับ เพราะก็มักจะทุบทิ้งและทำลายของเก่าโดยไม่ "อนุรักษ์ สืบสาน และพัฒนา" ก็เป็นที่น่าเสียดายมากครับ "ตึกแถว" ที่ "สิงคโปร์" ก็เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจของผมในการออกแบบ "ตึกแถวไม่บาน" ซึ่งผมได้พัฒนาต่อยอด จากรูปแบบ "ตึกแถว" ที่ได้สร้างนับ 100 ปีล่วงแล้ว ตั้งแต่ยุคแรก ๆ ของการล่าอาณานิคมของ "อังกฤษ" และทำให้ผมเชื่อว่า "ตึกแถว" ก็จะอยู่คู่สังคม "ไทย" และสังคม "อาเซียน" ไปอีกนานหลายสิบหลายร้อยปี ก็เพราะ "ตึกแถว" นั้นเป็น "ราก" ทางวัฒนธรรมของชาว "จีนโพ้นทะเล" มาพร้อมกับกิจการการค้าที่แทรกตัวผสมผสานอยู่ในทุกชาติ "อาเซียน" ครับ
          สำหรับสัปดาห์นี้แฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" มาลองเปรียบเทียบกันของ "ตึกแถว"สไตล์ "ชิโน-โปรตุกีส" ที่ตั้งอยู่มานานนับศตวรรษในย่าน "ไชน่าทาวน์" ของ "สิงคโปร์" กับ "ตึกแถวไม่บาน" ของอาจารย์ "เชี่ยว ชอบช่วย" ที่หากดูรูปลักษณ์ภายนอกแบบผิวเผินอาจจะดูคล้าย ๆ กัน แต่เมื่อกระแส "โลกาภิวัตน์" เปลี่ยนไปทำให้วัฒนธรรมการกินอยู่ใน "ตึกแถว" ยุคเก่าหรือยุคใหม่ก็มีความเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันไปเช่นกัน แต่มาจาก "ราก" อันเดียวกัน สำหรับ "ตึกแถวไม่บาน" ของผมมีความพิเศษ คือ เป็น "ตึกแถว" มีความสูง 4 ชั้น (หากนับดาดฟ้าก็จะเป็น 5 ชั้น) ที่เป็น "ลูกผสม" ของกิจการ ค้าขาย ออฟฟิศ และที่พักอาศัย โดยมีจำนวนห้องถึง 16 ห้องนอน 16 ห้องน้ำ และภายในยังติดตั้งลิฟท์โดยสารขนาดความจุ 4 คน เพื่อความสะดวกสบายในการขึ้นลงชั้นสูง ๆ นับเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ตึกแถวรุ่นเก่าไม่มี ส่วนตัวโครงสร้างก็เปลี่ยนไปจากเดิมเป็นการ "ก่ออิฐถือปูน" ในระบบ "กำแพงรับน้ำหนัก" มาเป็นระบบ "เสาคาน" ที่ทำให้โครงสร้างเบาขึ้นและสามารถเจาะช่องเปิดได้มากขึ้น ก็นับได้ว่าเป็นความก้าวหน้าทางด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม ตลอดจนเทคโนโลยีในการก่อสร้างครับ
          ก็อยากให้ผู้อ่านชาว "คนรักบ้าน" ลองใช้วิจารณญาณเปรียบเทียบกันดูครับ ระหว่าง "ตึกแถวรุ่นเก่า" ที่มีอายุนับร้อยปีกับ "ตึกแถวไม่บานรุ่นใหม่" ที่ผมได้ออกแบบขึ้น ซึ่งใน "ความเหมือน" ก็ย่อมมี "ความแตกต่าง" ครับ จะว่าไปแล้ว "ตึกแถวไม่บานรุ่นใหม่" สามารถตอบโจทย์ของ "วิถีชีวิตร่วมสมัย" ได้ดีขึ้น เป็นการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงโดยไม่ลืม "ราก" และไม่ลืมที่จะหอบหิ้วเอา "ของดีมีอยู่" คือ รูปแบบของ "ตึกแถว" ในอดีตตามเราไปด้วย เป็นการก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนโดยไม่ลืมที่จะเหลียวหลัง
สำหรับสาระน่ารู้เกี่ยวกับอาคารบ้านเรือนใน "ไชน่าทาวน์" ยังมีอีกมาก ติดตามกันต่ออีก 2 สัปดาห์หน้าครับ มาดูกันว่า คน "สิงคโปร์" ที่ผมชื่นชมหนักหนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการศึกษาได้ใช้ปัญญาเข้าไปแก้ปัญหา สภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นที่แดดแรงและฝนตกชุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำกันอย่างไร ก็มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบ่งปันกันครับ จะได้นำมาปรับประยุกต์ใช้ให้เข้ากับวิถีชีวิตสำหรับ "คนรักบ้าน" ชาวไทยให้อยู่ดี มีสุข ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ครับ

“มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ของ “ชาวบางสตางค์น้อย”

          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" สำหรับในสัปดาห์นี้ตามคำเรียกร้องสำหรับผู้ที่มีที่ดินในย่านใจกลางเมืองที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก 150-200 ตารางวาและอยู่ในกลุ่มชาว "บางสตางค์น้อย" คือ มี "ทุนทรัพย์น้อย" ไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง หรือ ไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาแต่กำเนิด เป็นชีวิตที่ต้องต่อสู้ฝ่าฟันด้วยตัวเอง และใฝ่ฝันที่จะมี "อพาร์ทเม้นท์ไม่บานขนาดเล็ก" หลังเล็ก ๆ สักหลัง ตั้งใจเก็บหอมรอมริบกะว่าจะสร้างไว้เก็บค่าเช่ากินยามเกษียณ เมื่อท่านได้ติดต่อมาที่ผมให้ช่วยเสนอแนวคิดในการออกแบบ "มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ของชาว "บางสตางค์น้อย" ในสไตล์ "อกาลิโก+ไฮโซ+โลว์คอส" ก็จะจัดให้ครับ จะว่าไปแล้วถือว่าเป็นโจทย์ที่ยากครับ เพราะการที่ออกแบบอาคารบนผืนที่ดินจำกัดทั้งยังมีงบประมาณค่อนข้างน้อย จึงจำเป็นต้องระมัดระวังในการใช้จ่าย เพราะไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง ทั้งยังจำเป็นต้องออกแบบให้ "สวยที่สุดในซอย" และสามารถก่อสร้างให้แล้วเสร็จในงบประมาณเพียงไม่กี่ล้านบาท

“มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ของ “ชาวบางสตางค์น้อย”

          จะว่าไปแล้ว "มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ของชุมชน "ชาวบางสตางค์น้อย" จัดได้ว่าเป็นอาคารที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะในอดีตคนจำนวนไม่น้อยที่อยู่ตามตรอกซอกซอย ในย่านใจกลางเมืองก็มักจะปลูกบ้านบนที่ดิน 150-200 ตารางวา ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในสมัย 30 -40 ปีก่อน ต่อมาบ้านเมืองเจริญขึ้นก็มีการพัฒนาถนนหนทางในตรอกซอกซอย รวมถึงการทำโครงข่ายระบบท่อระบายน้ำ ตลอดจนปรับปรุงผิวการจราจรเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก แต่ปัญหาที่ตามมาคือเมื่อได้มีการยกระดับผิวถนนให้สูงขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันน้ำท่วม ประกอบกับที่ดินใน "กรุงเทพฯ" นั้นมีการทรุดตัวอยู่ตลอดเวลา ทำไปทำมาบ้านที่เคยอยู่สูงกว่าถนนได้กลายสภาพเป็นบ้านที่อยู่ต่ำกว่าระดับถนนและระดับท่อระบายน้ำ เวลาฝนตกก็มักจะเป็นบริเวณน้ำท่วมขัง และประกอบกับบ้าน 1-2 ชั้น (ครึ่งตึกครึ่งไม้) ที่ได้สร้างตั้งแต่สมัยคุณพ่อยังหนุ่ม คุณแม่ยังสาว ก็ตกอยู่ในสภาพทรุดโทรม จำเป็นต้องบูรณะปรับปรุงกันขนานใหญ่ ซ่อมไปซ่อมมาก็พบว่า สร้างใหม่ถูกกว่าและข้อสำคัญอันดับสุดท้ายที่ผมเรียกว่ากระบวนการ "URBANIZATION" หรือ "การขยายตัวของชุมชนเมือง" เป็นผลให้ "กรุงเทพฯ" ได้ขยายตัวแบบก้าวกระโดดจากจำนวนประชากรไม่ถึงล้านคนในอดีต ในปัจจุบันเชื่อกันว่า "มหานคร" แห่งนี้ได้ดึงดูดผู้คนจากทั่วสารทิศมาใช้ชีวิตอย่างแออัดกว่า 12-15 ล้านคน จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องจัดหาที่พักอาศัยที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีราคาเหมาะสม ทำให้บ้าน 1-2 ชั้น ที่มีเพียง 2-3 ห้องนอนไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้

“มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ของ “ชาวบางสตางค์น้อย”

          จากเหตุผลดังกล่าวผมจึงไม่แปลกใจว่าบ้านเดี่ยวบนเนื้อที่ 150-200 ตารางวา ใน "ทำเลทอง" ที่อยู่ในตรอกซอกซอยใจกลางเมือง เช่น ย่านลาดพร้าว , ย่านเพชรบุรี, ย่านสุขุมวิท ฯลฯ ได้ปรับเปลี่ยนตัวเองเป็น "มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ขนาดความสูง 3-5 ชั้น หลายแห่งที่เจ้าของที่ดินก็พักอาศัยอยู่ในที่เดิมในอาคารหลังใหม่โดยไม่ย้ายไปไหน โดยเลือกเอาว่าจะอยู่ชั้นล่างสุดหรือบนเพนส์เฮ้าส์ชั้นบนสุด ซึ่งผมแนะนำให้ติดตั้ง "ปล่องลิฟท์โดยสาร" เอาไว้ ถึงแม้ "พรบ.ควบคุมอาคาร" จะไม่กำหนดว่าจะต้องมี "ลิฟท์" แต่การทำ "ปล่องลิฟท์" เตรียมเอาไว้ก็น่าจะเป็นการดี เพราะในอนาคตหากมีความจำเป็นต้องติดตั้ง "ลิฟท์" ก็จะได้ทำได้อย่างสะดวกเพราะมีการเตรียมการรองรับไว้แล้วครับ

          เสน่ห์อย่างหนึ่งของ "มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" คือ การใช้เงินลงทุนไม่มาก อยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้ ทั้งยังไม่ไกลเกินเอื้อม เพราะเจ้าของที่ดินอาจจะมีเงินสดที่เก็บหอมรอมริบไว้บางส่วนประมาณ 2-3 ล้านบาท และที่เหลือก็ขอสนับสนุนทางสถาบันการเงินโดยให้รายรับจากอพาร์ทเม้นท์ทำการผ่อนตัวเองประมาณ 6-8 ปี ก็คืนทุน ทั้งยังได้ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บานขนาดเล็ก" ฟรีมา 1 หลัง และเงินลงทุนที่คืนไปก็ได้กลับคืนมา ทั้งยังได้บ้านหลังใหม่มาแทนหลังเก่าที่ชำรุดทรุดโทรมและยังเป็นที่มาของรายได้แบบ "น้ำซึมบ่อทราย" ที่มั่นคงเพราะ "มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ในลักษณะนี้มักจะได้เปรียบในด้านทำเลที่ตั้ง เพราะอยู่ในย่านกลางใจกลางเมือง มีกลุ่มลูกค้าแน่นอน ทำให้สร้างเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอหรอกครับ

          ในสัปดาห์นี้มาชื่นชมความงามของ "มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ในย่าน "ลาดพร้าว" ในซอย "จอมพล" ซึ่งถือว่าเป็น "ทำเลทอง" ที่การคมนาคมแสนจะสะดวกอีกทำเลหนึ่ง ทั้งยังอยู่ใกล้ "เซ็นทรัลพลาซ่า" และ "ยูเนียนมอลล์" ใกล้ออฟฟิศสำนักงาน ตลอดจนมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาหลายแห่ง ทำให้ผมเชื่อว่าเมื่อสร้างเสร็จก็คงจะคึกครื้น คึกคัก พอสมควร เพราะเป็นย่านที่มีความต้องการที่พักอาศัยสูงมาก ๆ สำหรับแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" ประเภทชาว "บางสตางค์น้อย" และสนใจที่จะลงทุนใน "อพาร์ทเม้นท์ไม่บานขนาดเล็ก" ในสไตล์ "อกาลิโก+ไฮโซ+โลว์คอส" บนพื้นที่ 100-200 ตารางวาก็ลองพิจารณารูปแบบ "มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ของผม แล้วนำไปต่อยอดทางความคิดกันดูครับ ส่วนท่านที่สนใจศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถดูได้ที่เว็ปไซต์ยอดฮิตของชาว "คนรักบ้าน" www.homeloverthai.com หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการลงทุนทำ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บานขนาดเล็ก" ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ 081-4218323 ก่อนจากกันในสัปดาห์นี้ขอให้ทุกท่านโชคดีมีชัย แล้วพบกันใหม่อีกสองสัปดาห์ครับ

<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 1 - 10 of 1603
บ้านไม่บานยอดนิยม อพาร์ตเม้นท์ไม่บานยอดนิยม พิมพ์เขียวแบบบ้าน 999 บาท

เปิดตัวแล้วสำหรับ หนังสือรวม  52  รูปแบบ “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน”  กับอาจารย์ “เชี่ยว  ชอบช่วย”

“HOTAP + CONDO” แดงแรงฤทธิ์ @ บ้านฉาง”

ออกแบบ+ก่อสร้างอพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอาจารย์เชี่ยว

บริการงานออกแบบตกแต่งภายในด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้จริง

บ้านไม่บานอัพเดต

"บ้านตากอากาศไม่บาน" ที่ "เกาะลิบง"

“บ้านตากอากาศไม่บาน” ที่ “เกาะลิบง”              สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "บ้านไม่บาน" สำหรับในสัปดาห์นี้เพื่อเป็นการเอาใจบรรดาแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" ทั่วประเทศ ที่กำลังคิดจะมี "บ้าน"หลังเล็ก ๆ ยกพื้นสูง (ประมาณ 1.20 -1.50 เมตร) สักหลัง ซึ่ง "บ้านไม่บาน" ในรูปแบบนี้สามารถปรับประยุกต์ใช้งานเป็นบ้านพักตากอากาศชายทะเล หรือริมแม่น้ำ หรือ เชิงเขา ก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด สำหรับ "บ้านไม่บาน" ตากอากาศหลังนี้มีที่มาที่ไปมาจากสุภาพสตรีท่านหนึ่งมีที่ดินผืนงาม อยู่ชายทะเลที่ "เกาะลิบง" อำเภอ "กันตัง" จังหวัด "ตรัง" ซึ่งว่ากันว่าเป็นชายทะเลที่สวยที่สุดและยังคงความเป็นธรรมชาติที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ ซึ่งผมต้องใช้เวลาจินตนาการอยู่นานว่า "บ้านตากอากาศไม่บาน" ในฝันควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร . . .

อ่ า น ต่ อ . . .

"เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์กึ่งเกสเฮ้าส์ไม่บาน" ที่ "หัวหิน"(1)

“เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์กึ่งเกสเฮ้าส์ไม่บาน” ที่ “หัวหิน”(1)          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" สำหรับสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอรูปแบบ "เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์กึ่งเกสเฮ้าส์ไม่บาน" ที่ "หัวหิน" ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาคงต้องยอมรับนะครับว่า "หัวหิน" ได้พัฒนาเจริญขึ้นอย่างผิดหูผิดตาไปมากกว่าเดิม อาจจะเป็นเพราะ "พระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม" ที่ "พ่อหลวง" ได้ทรงแปรพระราชฐาน ณ "พระตำหนักไกลกังวล" ก็เป็นไปได้ครับ . . .

อ่ า น ต่ อ . . .
คลินิกคนรักบ้าน

"กางร่ม" ขนาดยักษ์ ให้กับ "ตึกแถว"


“กางร่ม” ขนาดยักษ์ ให้กับ “ตึกแถว”

               แนวคิดของการ "กางร่ม" ขนาดยักษ์ให้กับ "ตึกแถว" ในสไตล์ "ชิโน-โปรตุกีส" ที่ "สิงคโปร์" นั้นน่าสนใจยิ่งครับ ก่อนอื่นคงต้องยอมรับนะครับว่า "สิงคโปร์" ซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ ตั้งอยู่ปลาย "แหลมมลายู" นั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะตั้งอยู่บนจุด "ยุทธศาสตร์" สำคัญ ที่ควบคุมการเดินเรือของช่องแคบ "มะละกา" ทั้งหมด จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม "อังกฤษ" ซึ่งอยู่ไกลอีกซีกโลกหนึ่งจึงหมายมั่นปั้นมือที่จะต้องเป็นเจ้าอาณานิคมของดินแดนแถบนี้ ให้ได้ . . .

อ่ า น ต่ อ . . .

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
รายการคนไทยไม่ท้อ >>  

รายการ แผ่นดินพอเพียง   

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
 

นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับ อ.เชี่ยว ฉบับสะสม
นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอ.เชี่ยว ฉบับสะสม เหลือเพียง 6 เล่ม
(เล่ม 7,8,9,10,11,12)  ราคาชุดละ 300 บาท  รวมค่าจัดส่งแบบลงทะเบียน
รายละเอียดการโอนเงิน
ชื่อบัญชี ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  ธนาคารกรุงเทพ ฯ  สาขาห้วยขวาง  ประเภทสะสมทรัพย์  บัญชีเลขที่  1764267272
แฟกซ์ pay  in
พร้อมระบุชื่อที่อยู่   หมายเลขโทรศัพท์ และ เล่มหนังสือที่สั่งซื้อ   มาที่หมายเลข  02-6441479 หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-2451399 และ 02-6441478 หรือ สำนักงานบ้านไม่บาน  เลขที่ 1  ซ.ประชาสงเคราะห์ 12   แขวงดินแดง  เขตดินแดง  กทม.  10400