สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

“ของขวัญ”ที่ “คนรักแม่”มอบให้ “แม่”

            สวัสดีครับบรรดาท่านผู้อ่านชาว "คนรักบ้าน" ที่เป็น "คนรักแม่" ในช่วงเวลานี้ก็ถือได้ว่าเป็นช่วงการเฉลิมฉลองเนื่องในวาระ "วันแม่แห่งชาติ" ครับ หลายท่านคงมีความสุขสดชื่นเพราะได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยม "แม่" พร้อมกับน้ำหอมน้ำปรุงและพวงมาลัยดอกมะลินำไปกราบแทบเท้า "แม่" ขอขมาลาโทษที่ได้ล่วงเกิน ทำให้ "แม่" ต้องทุกข์ใจหรือไม่ได้ทำหน้าที่ "ลูก" ที่กตัญญูรู้คุณ "แม่" ทั้งยังไม่ได้ดูแลสารทุกข์สุขดิบให้กับ "แม่" ก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะปรับปรุงตัวเสียใหม่ เพื่อเป็น "ลูก" ที่ดี แต่หากคิดว่าทำดีอยู่แล้วก็จะทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นอีกครับ จะว่าไปแล้วสำหรับผมวันที่น่าจะเรียกว่า "วันแม่" อีกวันก็คือ "วันเกิด" ของเรา ๆ ท่าน ๆ นั่นแหละครับ เพราะวันที่เราลืมตาขึ้นมาดูโลก ถือได้ว่า เป็นวันที่ "แม่" เจ็บปวดที่สุด แต่ก็เป็นวันที่ "แม่" ก็มีความสุขมากที่สุดครับ เพราะได้เห็นหน้า"ลูก" ที่ "แม่" ได้ประคบประหงมดูแลอุ้มท้อง "ลูก" ในครรภ์มานานถึง 9 เดือน และนับตั้งแต่วันนั้นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตของ "แม่" คือ "ลูก" ไม่ว่า "ลูก" จะเติบโตขึ้นเท่าไหร่ ก็ยังคงเป็น "เด็ก" ในสายตา "แม่" เสมอ ดังนั้นใน "วันแม่" ที่ได้เวียนมาบรรจบครบรอบอีกปี ผมก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะทำความดีสักอย่างเพื่อ "แม่" เพื่อเป็น "ของขวัญ" ที่ "คนรักแม่" มอบให้กับ "แม่" ครับ

“ของขวัญ”ที่ “คนรักแม่”มอบให้ “แม่”

            สำหรับคนที่ "แม่" ไม่อยู่แล้วอย่างผม ในบางอารมณ์ก็รู้สึกอิจฉาคนที่ยังมี "แม่" ให้ "กอด" และ "กราบ" อยู่ ผมจึงอยากจะฝากบอกบรรดาแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" ว่า ให้แสดงความรักความห่วงใยและความกตัญญูรู้คุณกับ "แม่" เสียตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่ "แม่" จะไม่อยู่ให้เราแสดงความรัก เพราะ "พรุ่งนี้ก็อาจสายเสียแล้ว"ครับ ซึ่ง "วันแม่" ในปีนี้ผมก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะทำความดีสักอย่างให้ "แม่" ได้ชื่นใจ ไม่ว่าในยามนี้ "แม่" จะอยู่ที่ไหน จะรับรู้ได้หรือไม่ก็ตาม อย่างน้อยผมก็รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ทำอะไรบางอย่างเป็น "ของขวัญ" ให้กับ "แม่" คือ การตั้ง "มูลนิธิ ฯ" เล็ก ๆ ขึ้นมาเพื่อเป็น "ของขวัญ" ให้กับ "แม่" โดยให้ชื่อมูลนิธิว่า "มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์" ซึ่งมาจากชื่อ "แม่" คือ แพทย์หญิง "ขวัญจิตต์" ผสมกับชื่อ "พ่อ" คือนายหมวดโท "สวัสดิ์" ครับ

            เมื่อยามที่ "บุพการี" ของผมได้สิ้นบุญไปผมก็ได้ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อเป็นการทำบุญบูชาท่านทั้งสอง ซึ่งจะต้องเป็นสิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุด และถนัดที่สุดและมีความสุขที่สุดที่ได้ทำ คือ การออกแบบอาคารบ้านเรือนที่นอกจากจะ "ไม่บาน" แล้วยังต้อง "งามง่าย" และ "พอเพียง"โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนสถานก็เป็นเรื่องที่ผมอยากลงมือทำเป็นอย่างยิ่ง ท่านทราบไหมครับว่าในปัจจุบันมีวัดวาอารามกว่า 33,500 วัด กระจัดกระจายไปทั่วประเทศ แต่ที่น่าสังเวชใจคือ จำนวนกว่าครึ่งได้ตกอยู่ในสภาพทรุดโทรม ขาดการทนุบำรุงรักษา จำเป็นต้องดูแลเอาใจใส่อย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นกุฏิพระ,เมรุ,ศาลาการเปรียญ,โบสถ์,วิหาร ฯลฯ ตลอดไปจนถึงระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการต่าง ๆ ที่รอคอยท่านผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้ความช่วยเหลือ สำหรับผมเชื่อเสมอว่า ศาสนาไม่เคยเสื่อมหรอกครับ แต่บรรดาผู้คนที่นับถือศาสนานี่แหละครับเสื่อมและหนึ่งในสาเหตุแห่งความเสื่อมนั้น คือการปล่อยปละละเลยไม่ใส่ใจทะนุบำรุงดูแลอาคาร,สถานที่ และบรรดาถาวรวัตถุต่าง ๆ ในศาสนสถาน จึงเป็นที่มาของวัตถุประสงค์หลักของ "มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์" ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการก่อตั้ง และทำการยื่นขออนุญาตอย่างถูกต้องกับหน่วยงานทางราชการ ขอเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานเล็ก ๆ ที่ทำหน้าที่เล็ก ๆ ในการรับออกแบบ เขียนแบบทั้งทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมเป็นวิทยาทานให้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย โดยตั้งใจว่าในการดำเนินงานครั้งนี้ไม่เรียกร้องเรี่ยไรหรือขอความช่วยเหลือจากใครแต่หากท่านผู้ใดมีจิตศรัทธาก็ยินดีครับ

“ของขวัญ”ที่ “คนรักแม่”มอบให้ “แม่”

            นอกจากนั้นทาง "มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์" ก็ยังมีวัตถุประสงค์ในด้านอื่น ๆ อีกหลายประการ อาทิ เช่น ทำการศึกษา,ค้นคว้า และวิจัย ตลอดไปจนถึงการออกแบบอาคารบ้านเรือนที่นอกจากจะ "ไม่บาน" แล้ว ยังต้อง "งามง่าย,พอเพียง" ทั้งยังมีราคา "ประหยัด" และทำการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับอาคารบ้านเรือนที่ "ไม่บาน" ให้เป็นวิทยาทาน รวมทั้งการออกแบบอาคารสาธารณะประโยชน์ต่าง ๆ เช่น โรงเรียน, ห้องสมุด, สถานีอนามัย,ที่ทำการหมู่บ้าน,อาคาร อบต. ฯลฯ ก็ทำแบบค่อยเป็นค่อยไปตามกำลังสติปัญญา ความรู้ และกำลังทรัพยากรที่มีอยู่ ตั้งใจว่าจะทำต่อไปเรื่อย ๆเหนื่อยก็พัก เป็นการทำงานอย่างต่อเนื่องแบบไม่หยุด จวบจนวาระสุดท้าย ทั้งยังตั้งใจว่าหากวันไหนไม่อยู่ไปสู่ที่ชอบแล้ว (เมื่อผมได้เดินทางไปพบ "แม่" ผมแล้ว) ผมก็จะฝากให้คนรุ่นหลัง บรรดาลูกศิษย์ลูกหา เพื่อนพ้องน้องพี่ ให้มาร่วมด้วยช่วยกันสืบทอดเจตนารมณ์ของ "มูลนิธิ ฯ" นี้ต่อไป เพราะตลอดระยะเวลากว่า 10 ที่ผ่านมา มีอาคารบ้านเรือนที่ผมได้ออกแบบไว้มีมากมายหลายหลากประเภทกว่า 200 รูปแบบ ซึ่งรูปแบบต่าง ๆ เหล่านี้นั้นก็จะถูกทาง "มูลนิธิ ฯ" นำมาปรับประยุกต์ให้ถูกกาลเทศะ เพื่อให้นำไปใช้ก่อให้เกิดประโยชน์ ทั้งยังเป็นการ "ต่อยอด" ทางความคิดกันครับ

             ก็ต้องกราบขอบคุณ "แม่" ที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการเกิดขึ้นของ "มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์" ในครั้งนี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็น "ของขวัญ" ที่ดีที่สุดใน "วันแม่" ปีนี้ ที่ผมจะมอบให้ "แม่" ครับ

            สำหรับบรรดาแฟนๆชาว "คนรักบ้าน" ตลอดไปจนบรรดาองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนที่ประกอบกิจการอันเป็นสาธารณะประโยชน์ หรือบรรดาภิกษุสงฆ์หรือมัคทายก ฯลฯ ที่ต้องการติดต่อทาง "มูลนิธิฯ" ให้ช่วยเหลือประการใด ก็สามารถติดต่อได้โดยตรงที่ ผศ.ดร. ภัทรพล เวทยสุภรณ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร หน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ครับ

“เดอะเลคไซด์คอนโด” ในสไตล์ “โมเดิร์นล้านนาร่วมสมัย” ริม “กว๊านพะเยา”

            สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ผมจะพาขึ้นไปแอ่วเมืองเหนือ ที่ริม "กว๊านพะเยา" ซึ่งเป็นทะเลสาบที่แสนงดงามทางธรรมชาติตั้งอยู่ที่จังหวัด "พะเยา" ซึ่งเป็นพื้นที่แอ่งรับน้ำรวมกันโดยประมาณกว่า 12,831 ไร่ ซึ่งเมื่อปีที่แล้วก็มีแฟนจาก "พะเยา" ได้เดินทางมาหาผมที่ "กรุงเทพฯ" เพื่อมาบอกถึงความฝันว่าอยากจะทำ "คอนโดมิเนียมไม่บาน" บนที่ดินผืนงามติดริม "กว๊านพะเยา" เมื่อผมได้พิจารณาดูทำเลที่ตั้งแล้วก็ "ฟันธง" ลงไปว่ายังไงก็สอบผ่าน สามารถทำได้ เพราะตรงกับเงื่อนไข "ทฤษฏี 3 L" คือ Location, Location,Location ซึ่งหมายถึง "การเลือกทำเลที่ตั้ง" อันเป็น "ชัยภูมิ" ที่ดี ก็ทำให้มีชัยไปกว่าครึ่ง จะว่าไปแล้วที่ดินริม "กว๊าน" ที่สวยงามเช่นนี้นั้นหาได้ไม่ง่ายเลยครับ เพราะเป็น "ทำเลทอง" ที่ใคร ๆ ก็อยากจับจองเป็นเจ้าของ เพราะนอกจากระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการครบครัน แบบน้ำไหล,ไฟสว่าง,หนทางเข้าถึงสะดวกแล้ว ก็ยังได้รับอากาศบริสุทธิ์ที่เต็มไปด้วย "โอโซน" จาก "กว๊านพะเยา" ที่มีผืนน้ำกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา จะเห็นได้ว่าเป็นบริเวณที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยบรรดาพืชพันธุ์ไม้และพันธุ์ปลาหลากชนิดใน "กว๊าน" ทั้งยังได้เปรียบเรื่องวิว ทิวทัศน์ของสายน้ำและขุนเขา ลองหลับตานึกภาพว่าตื่นขึ้นมาตอนเช้ามองลอดออกไปทางช่องหน้าต่างก็จะเห็นแสงเงินแสงทองรำไรทางทิศตะวันออก พร้อมกับสายหมอกยามเช้า เห็นทิวเขาอยู่ไกลริบ ๆ นั่งจิบกาแฟและรับประทานอาหารเช้าตรงระเบียง ได้สูดอากาศบริสุทธิ์อย่างเต็มปอด มองทอดสายตาไปไกลจนสุดปลายฟ้าโดยไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นให้เสียความรู้สึก รับรู้ความงามของการเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติอย่างเต็มอิ่ม 360 องศา เห็นฝูงนกกาเริ่มออกหากินยามรุ่งอรุณ ก็เป็นการเริ่มต้นวันใหม่ที่แสนจะสดชื่น พร้อมจะออกไปเผชิญกับภารกิจภาระกรรมที่รออยู่ภายนอก พอตกเย็นก็กลับบ้านมาชื่นชมอาทิตย์ยามอัศดงทางทิศตะวันตก แสงแดดยามโพล้เพล้ดวงตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า เห็นฝูงนกกาบินกลับรัง ความมืดมิดของย่ำค่ำสนธยาก็ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาเยี่ยมเยือนอย่าเชื่องช้า ก็ได้เวลาพักผ่อนอย่างมีความสุขกับคนที่เรารักและรักเรา ช่างเป็นชีวิตที่ลงตัวน่าอภิรมย์เป็นอย่างยิ่ง เมื่อมนุษย์กับธรรมชาติรอบตัวได้ผสมกลมกลืนหลอมรวมกันเป็นหนึ่งอย่างมี "เอกภาพ" อ่อนน้อมถ่อมตน ถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่ว่าจะเช้า,สาย,บ่าย,ค่ำ ถึงแม้บรรยากาศในแต่ละช่วงเวลาจะไม่เหมือนกัน แต่ก็มีงดงามไม่ด้อยไปกว่ากัน จะว่ากันไปแล้วชีวิตคงจะไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้วครับ จากประสบการณ์กว่า 25 ปี ที่ได้คลุกคลีกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผมตระหนักดีถึงคุณค่าการเลือก "ทำเลที่ตั้ง" ของการลงทุนในธุรกิจ "เรียลเอสเตท" เพราะหากอยู่ใน "ทำเล" ที่ตั้งอันเป็น "ชัยภูมิ" ที่ดีแล้ว ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีก็มีชัยไปกว่าครึ่งครับ

“เดอะเลคไซด์คอนโด” ในสไตล์ “โมเดิร์นล้านนาร่วมสมัย” ริม “กว๊านพะเยา”

            นอกจากในการออกแบบโครงการ "เดอะเลคไซด์" ซึ่งเป็น "บูทิคคอนโดมิเนียม" ริม "กว๊านพะเยา" จำเป็นที่จะต้องให้เกียรติกับสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติรวมถึงสภาพภูมิศาสตร์แล้ว ทางด้านศิลปวัฒนธรรมที่ผมมักเรียกว่า "ภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิสังคม" ก็ยังจำเป็นที่จะต้องให้เกียรติเช่นกัน ดังนั้น รูปแบบ "สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น" ของ "ล้านนา" จำเป็นต้องนำมาปรับประยุกต์ใช้แล้วนำเอาความ "ทันสมัย" มาผสมผสานอย่างกลมกลืน จนเกิดเป็นสไตล์ "โมเดิร์นล้านนาร่วมสมัย" มี "กลิ่นอาย" ของ "มนต์เมืองเหนือ" ครับ ทำให้รูปแบบของ "เดอะเลคไซด์" ไม่ผิดแปลกแตกแยกกับสภาพแวดล้อมโดยรวม ทั้งยังเป็นอาคารที่มีเสน่ห์, เป็นมิตรและเชิญชวนให้คนเข้ามาพักอาศัย โดยทางทีมงาน "คอนโดมิเนียมไม่บาน" ซึ่งมี "อาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย" เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่สำคัญ ก็ได้ใช้เวลานานหลายเดือน กว่าจะ "ตกผลึก" ทางความคิด จนสามารถสรุปรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ตามที่ต้องการครับ

            แต่ผมมักย้ำเสมอครับว่า คนที่เป็นผู้ตัดสินที่แท้จริงว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จหรือไม่นั้นก็คือบรรดา "ลูกค้า" ที่เข้าไปซื้อ "ห้องชุด" ในโครงการ "เดอะเลคไซด์" นั้น จะเป็นเครื่องชี้วัดที่สำคัญ เพราะผมเชื่อว่าหากเป็นโครงการที่ได้ผ่านกระบวน "การเลือกทำเลที่ตั้ง" ที่ดีและกระบวน "การออกแบบ" ที่ดี นอกจากนั้นราคายังไม่สูงเกินเอื้อมแล้ว อย่างไรเสียก็ต้องขายได้อย่างแน่นอน ผลที่ออกมาก็เป็นเรื่องที่น่าประทับใจครับ โครงการ "เดอะเลคไซด์" ก็สามารถขายหมดลงได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ก็เป็นความจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์อะไรกันอีก เพราะผลที่ออกมาก็ได้พิสูจน์ถึงคุณค่าและมูลค่าของโครงการไปเรียบร้อยแล้ว

“เดอะเลคไซด์คอนโด” ในสไตล์ “โมเดิร์นล้านนาร่วมสมัย” ริม “กว๊านพะเยา”

            สำหรับในสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอกระบวนการทำงานตั้งแต่ช่วงการออกแบบไปจนถึงช่วงการก่อสร้างจนกระทั่งก่อสร้างแล้วเสร็จ ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการ "คอนโดมิเนียมไม่บาน" ที่ผมและทีมงานมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะเป็นโครงการที่ถึงพร้อมในทุก "มิติ" ตั้งแต่การเลือกทำเลที่ตั้ง, การศึกษาความเป็นไปได้, กระบวนการออกแบบ,การวางผัง, การจัดพื้นที่ใช้สอย, การบริหารจัดการงานก่อสร้าง ไปจนถึง การส่งมอบ "ห้องชุด" ให้แก่ผู้ซื้อ จะเห็นได้ชัดว่าการที่จะทำโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ดี ๆ ขึ้นสักโครงการหนึ่งและประสบความสำเร็จอย่างสูงนั้น ไม่มีคำว่า "ฟลุ๊ค" หรือ "เกิดขึ้นโดยบังเอิญ" เป็นอันขาด แต่เป็นกระบวนการทำงานที่มีการเตรียมการอย่างรัดกุมและมีการวางแผนงานเป็นอย่างดี มีการคิดอย่างรอบคอบตั้งแต่เริ่มแรก เมื่อถึงพร้อมในทุก "มิติ" แล้ว จึงตัดสินใจลงมือทำครับ

             "สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น" ครับ แฟน ๆ ชาว "คอนโดมิเนียมไม่บาน" ทั่วประเทศก็มาชื่นชมความสำเร็จด้วยภาพถ่ายจากสถานที่จริง ๆ ครับ สำหรับท่านที่สนใจรายละเอียดของโครงการ"เดอะเลคไซด์คอนโด" ริม "กว๊านพะเยา" ในสไตล์ "โมเดิร์นล้านนาร่วมสมัย" ก็สามารถติดต่อสอบถามเบื้องหน้าเบื้องหลังและเบื้องลึกได้ที่ 081-4218323 หรือเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็ปไซต์ยอดฮิตของชาว "คนรักบ้าน" www.homeloverthai.com แต่คงจะทำได้แค่สอบถามหรือดูรายละเอียดแต่จะจับจองเป็นเจ้าของคงไม่ได้เพราะโครงการนี้ขายหมดไปนานแล้วครับ

“ของขวัญ”ที่ “คนรักแม่”มอบให้ “แม่”

            สวัสดีครับบรรดาท่านผู้อ่านชาว "คนรักบ้าน" ที่เป็น "คนรักแม่" ในช่วงเวลานี้ก็ถือได้ว่าเป็นช่วงการเฉลิมฉลองเนื่องในวาระ "วันแม่แห่งชาติ" ครับ หลายท่านคงมีความสุขสดชื่นเพราะได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยม "แม่" พร้อมกับน้ำหอมน้ำปรุงและพวงมาลัยดอกมะลินำไปกราบแทบเท้า "แม่" ขอขมาลาโทษที่ได้ล่วงเกิน ทำให้ "แม่" ต้องทุกข์ใจหรือไม่ได้ทำหน้าที่ "ลูก" ที่กตัญญูรู้คุณ "แม่" ทั้งยังไม่ได้ดูแลสารทุกข์สุขดิบให้กับ "แม่" ก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะปรับปรุงตัวเสียใหม่ เพื่อเป็น "ลูก" ที่ดี แต่หากคิดว่าทำดีอยู่แล้วก็จะทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นอีกครับ จะว่าไปแล้วสำหรับผมวันที่น่าจะเรียกว่า "วันแม่" อีกวันก็คือ "วันเกิด" ของเรา ๆ ท่าน ๆ นั่นแหละครับ เพราะวันที่เราลืมตาขึ้นมาดูโลก ถือได้ว่า เป็นวันที่ "แม่" เจ็บปวดที่สุด แต่ก็เป็นวันที่ "แม่" ก็มีความสุขมากที่สุดครับ เพราะได้เห็นหน้า"ลูก" ที่ "แม่" ได้ประคบประหงมดูแลอุ้มท้อง "ลูก" ในครรภ์มานานถึง 9 เดือน และนับตั้งแต่วันนั้นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตของ "แม่" คือ "ลูก" ไม่ว่า "ลูก" จะเติบโตขึ้นเท่าไหร่ ก็ยังคงเป็น "เด็ก" ในสายตา "แม่" เสมอ ดังนั้นใน "วันแม่" ที่ได้เวียนมาบรรจบครบรอบอีกปี ผมก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะทำความดีสักอย่างเพื่อ "แม่" เพื่อเป็น "ของขวัญ" ที่ "คนรักแม่" มอบให้กับ "แม่" ครับ

“ของขวัญ”ที่ “คนรักแม่”มอบให้ “แม่”

            สำหรับคนที่ "แม่" ไม่อยู่แล้วอย่างผม ในบางอารมณ์ก็รู้สึกอิจฉาคนที่ยังมี "แม่" ให้ "กอด" และ "กราบ" อยู่ ผมจึงอยากจะฝากบอกบรรดาแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" ว่า ให้แสดงความรักความห่วงใยและความกตัญญูรู้คุณกับ "แม่" เสียตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่ "แม่" จะไม่อยู่ให้เราแสดงความรัก เพราะ "พรุ่งนี้ก็อาจสายเสียแล้ว"ครับ ซึ่ง "วันแม่" ในปีนี้ผมก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะทำความดีสักอย่างให้ "แม่" ได้ชื่นใจ ไม่ว่าในยามนี้ "แม่" จะอยู่ที่ไหน จะรับรู้ได้หรือไม่ก็ตาม อย่างน้อยผมก็รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ทำอะไรบางอย่างเป็น "ของขวัญ" ให้กับ "แม่" คือ การตั้ง "มูลนิธิ ฯ" เล็ก ๆ ขึ้นมาเพื่อเป็น "ของขวัญ" ให้กับ "แม่" โดยให้ชื่อมูลนิธิว่า "มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์" ซึ่งมาจากชื่อ "แม่" คือ แพทย์หญิง "ขวัญจิตต์" ผสมกับชื่อ "พ่อ" คือนายหมวดโท "สวัสดิ์" ครับ

            เมื่อยามที่ "บุพการี" ของผมได้สิ้นบุญไปผมก็ได้ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อเป็นการทำบุญบูชาท่านทั้งสอง ซึ่งจะต้องเป็นสิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุด และถนัดที่สุดและมีความสุขที่สุดที่ได้ทำ คือ การออกแบบอาคารบ้านเรือนที่นอกจากจะ "ไม่บาน" แล้วยังต้อง "งามง่าย" และ "พอเพียง"โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนสถานก็เป็นเรื่องที่ผมอยากลงมือทำเป็นอย่างยิ่ง ท่านทราบไหมครับว่าในปัจจุบันมีวัดวาอารามกว่า 33,500 วัด กระจัดกระจายไปทั่วประเทศ แต่ที่น่าสังเวชใจคือ จำนวนกว่าครึ่งได้ตกอยู่ในสภาพทรุดโทรม ขาดการทนุบำรุงรักษา จำเป็นต้องดูแลเอาใจใส่อย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นกุฏิพระ,เมรุ,ศาลาการเปรียญ,โบสถ์,วิหาร ฯลฯ ตลอดไปจนถึงระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการต่าง ๆ ที่รอคอยท่านผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้ความช่วยเหลือ สำหรับผมเชื่อเสมอว่า ศาสนาไม่เคยเสื่อมหรอกครับ แต่บรรดาผู้คนที่นับถือศาสนานี่แหละครับเสื่อมและหนึ่งในสาเหตุแห่งความเสื่อมนั้น คือการปล่อยปละละเลยไม่ใส่ใจทะนุบำรุงดูแลอาคาร,สถานที่ และบรรดาถาวรวัตถุต่าง ๆ ในศาสนสถาน จึงเป็นที่มาของวัตถุประสงค์หลักของ "มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์" ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการก่อตั้ง และทำการยื่นขออนุญาตอย่างถูกต้องกับหน่วยงานทางราชการ ขอเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานเล็ก ๆ ที่ทำหน้าที่เล็ก ๆ ในการรับออกแบบ เขียนแบบทั้งทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมเป็นวิทยาทานให้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย โดยตั้งใจว่าในการดำเนินงานครั้งนี้ไม่เรียกร้องเรี่ยไรหรือขอความช่วยเหลือจากใครแต่หากท่านผู้ใดมีจิตศรัทธาก็ยินดีครับ

“ของขวัญ”ที่ “คนรักแม่”มอบให้ “แม่”

            นอกจากนั้นทาง "มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์" ก็ยังมีวัตถุประสงค์ในด้านอื่น ๆ อีกหลายประการ อาทิ เช่น ทำการศึกษา,ค้นคว้า และวิจัย ตลอดไปจนถึงการออกแบบอาคารบ้านเรือนที่นอกจากจะ "ไม่บาน" แล้ว ยังต้อง "งามง่าย,พอเพียง" ทั้งยังมีราคา "ประหยัด" และทำการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับอาคารบ้านเรือนที่ "ไม่บาน" ให้เป็นวิทยาทาน รวมทั้งการออกแบบอาคารสาธารณะประโยชน์ต่าง ๆ เช่น โรงเรียน, ห้องสมุด, สถานีอนามัย,ที่ทำการหมู่บ้าน,อาคาร อบต. ฯลฯ ก็ทำแบบค่อยเป็นค่อยไปตามกำลังสติปัญญา ความรู้ และกำลังทรัพยากรที่มีอยู่ ตั้งใจว่าจะทำต่อไปเรื่อย ๆเหนื่อยก็พัก เป็นการทำงานอย่างต่อเนื่องแบบไม่หยุด จวบจนวาระสุดท้าย ทั้งยังตั้งใจว่าหากวันไหนไม่อยู่ไปสู่ที่ชอบแล้ว (เมื่อผมได้เดินทางไปพบ "แม่" ผมแล้ว) ผมก็จะฝากให้คนรุ่นหลัง บรรดาลูกศิษย์ลูกหา เพื่อนพ้องน้องพี่ ให้มาร่วมด้วยช่วยกันสืบทอดเจตนารมณ์ของ "มูลนิธิ ฯ" นี้ต่อไป เพราะตลอดระยะเวลากว่า 10 ที่ผ่านมา มีอาคารบ้านเรือนที่ผมได้ออกแบบไว้มีมากมายหลายหลากประเภทกว่า 200 รูปแบบ ซึ่งรูปแบบต่าง ๆ เหล่านี้นั้นก็จะถูกทาง "มูลนิธิ ฯ" นำมาปรับประยุกต์ให้ถูกกาลเทศะ เพื่อให้นำไปใช้ก่อให้เกิดประโยชน์ ทั้งยังเป็นการ "ต่อยอด" ทางความคิดกันครับ

             ก็ต้องกราบขอบคุณ "แม่" ที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการเกิดขึ้นของ "มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์" ในครั้งนี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็น "ของขวัญ" ที่ดีที่สุดใน "วันแม่" ปีนี้ ที่ผมจะมอบให้ "แม่" ครับ

            สำหรับบรรดาแฟนๆชาว "คนรักบ้าน" ตลอดไปจนบรรดาองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนที่ประกอบกิจการอันเป็นสาธารณะประโยชน์ หรือบรรดาภิกษุสงฆ์หรือมัคทายก ฯลฯ ที่ต้องการติดต่อทาง "มูลนิธิฯ" ให้ช่วยเหลือประการใด ก็สามารถติดต่อได้โดยตรงที่ ผศ.ดร. ภัทรพล เวทยสุภรณ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร หน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ครับ

“กางร่ม” ขนาดยักษ์ ให้กับ “ตึกแถว”

          แนวคิดของการ "กางร่ม" ขนาดยักษ์ให้กับ "ตึกแถว" ในสไตล์ "ชิโน-โปรตุกีส" ที่ "สิงคโปร์" นั้นน่าสนใจยิ่งครับ ก่อนอื่นคงต้องยอมรับนะครับว่า "สิงคโปร์" ซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ ตั้งอยู่ปลาย "แหลมมลายู" นั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะตั้งอยู่บนจุด "ยุทธศาสตร์" สำคัญ ที่ควบคุมการเดินเรือของช่องแคบ "มะละกา" ทั้งหมด จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม "อังกฤษ" ซึ่งอยู่ไกลอีกซีกโลกหนึ่งจึงหมายมั่นปั้นมือที่จะต้องเป็นเจ้าอาณานิคมของดินแดนแถบนี้ ให้ได้

          "สิงคโปร์" มีประวัติที่น่าสนใจครับ พอ "สิงคโปร์" เห็น "มาเลเซีย"ได้รับเอกราชจาก "อังกฤษ" "สิงคโปร์" จึงขอรวมชาติเข้ากับ "มลายู" กลายเป็น สหพันธรัฐ "มลายา" ทันที เพื่อจะได้ไม่เป็น "เมืองขึ้น" ของ "อังกฤษ" แต่ "สิงคโปร์" ก็ไม่พอใจกับ "มาเลเซีย" มากนักเพราะมีการเหยียดชนชาติกัน ทำให้ "พรรคกิจประชาชน" ของ "สิงคโปร์" ประกาศให้ "สิงคโปร์" แยกตัวเป็นเอกราชตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1965 ตั้งแต่บัดนั้นมาก็ใช้ชื่อ "สาธารณรัฐสิงคโปร์" จนถึงทุกวันนี้

“กางร่ม” ขนาดยักษ์ ให้กับ “ตึกแถว”

          สำหรับ "คลินิกคนรักบ้าน" ในสัปดาห์นี้เรามาทำความรู้จัก "ตึกแถว" ในสมัยล่า "อาณานิคม" กันครับ โดยเริ่มจากชาว "โปรตุเกส" ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานและทำการค้าบริเวณเมือง "ท่ามะละกา" และได้นำเอาศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนวิทยาการตะวันตกเข้ามาเผยแพร่ และได้สร้างบ้านแปลงเมืองตามรูปแบบของตน ซึ่งที่น่าสนใจ คือ ช่างชาว "จีน" เป็นผู้ทำการการก่อสร้างทำให้ลักษณะของสถาปัตยกรรมได้เพี้ยนไปจากเดิม โดยช่างชาว "จีน" ได้ตกแต่งลวดลายสัญลักษณ์รวมถึงลักษณะรูปแบบบางส่วนของตัวอาคารตามคติความเชื่อของ "จีน" เกิดการผสมผสานกันระหว่าง "สถาปัตยกรรมโปรตุเกส+จีน" เกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้น ท่ามกลางสังคมของกลุ่มชน 3 เชื้อชาติ อันได้แก่ "โปรตุเกส", "จีน" และ "มาเลย์" ในดินแดน "แหลมมลายู" หรือ "มาเลย์เพนนิซูล่า" แห่งนี้

          ต่อมาเมื่อชาว "ดัตช์" และ "อังกฤษ" เข้ามามีอิทธิพลในดินแดนแถบนี้ ก็ได้ปรับปรุงรูปแบบของอาคารโดยดัดแปลงและเพิ่มเติมลวดลายต่างๆ และเรียกรูปแบบทางสถาปัตยกรรมนี้ว่าสไตล์ "ชิโน-โปรตุกีส" คำว่า "ชิโน" หมายถึงคน "จีน" และคำว่า "โปรตุกีส" หมายถึง "โปรตุเกส" แม้ว่า "อังกฤษ" และ "ดัตช์" จะเข้ามามีอิทธิพลในการผสมผสานศิลปะของตนเข้าไปในยุคหลังด้วยก็ตามก็ยังคงเรียกว่า "ชิโน-โปรตุกีส" กันมาโดยตลอดครับ

          ในประเทศไทยพบ "ตึกแถว" ในสไตล์ "ชิโน-โปรตุกีส" ได้ใน "ภูเก็ต",  "ระนอง", "กระบี่", หรือ "ตรัง" ซึ่ง "ตึกแถว" ส่วนใหญ่สร้างในสมัยของ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) เป็นสมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการ "มณฑลภูเก็ต" (ในช่วงปี พ.ศ. 2444 - 2456 )ใน "รัชสมัยรัชกาลที่ 5" ซึ่ง "ภูเก็ต" ในสมัยนั้นมีความสัมพันธ์ทางด้านการค้าอย่างใกล้ชิดกับ "ปีนัง" จึงมีการสร้าง "ตึกแถว" ในสไตล์ "ชิโน-โปรตุกีส" โดยนักธุรกิจชาว "จีน" ที่มีความร่ำรวยจากการทำธุรกิจเหมืองแร่ดีบุกครับ

          จะว่าไปแล้วลักษณะของ "ตึกแถว" ในสไตล์ "ชิโน-โปรตุกีส" คือ การผสมผสานระหว่าง "สถาปัตยกรรมยุโรป" และ "ศิลปะจีน" จนเกิดเป็น "สถาปัตยกรรมแบบอาณานิคม" หรือ "อาคารแบบโคโลเนียล" (Colonial Style) มักจะเป็นอาคารสองชั้นกึ่งร้านค้ากึ่งที่อยู่อาศัย (Shop-house or Semi-Residential) จะมีด้านหน้าอาคารที่ชั้นล่างมี "ช่องโค้ง" (Arch) ต่อเนื่องกันเป็นระยะๆ เพื่อให้เกิดการเดินเท้า ที่ภาษาไทยเรียกทับศัพท์ว่า "อาเขต" (Arcade) หรือที่ภาษาจีน "ฮกเกี้ยน" เรียกว่า "หง่อคาขี่" ซึ่งมีความหมายว่า "ทางเดินกว้างห้าฟุต" นอกจาก "อาเขต" แล้ว อาคารแบบ "โคโลเนียล" ได้มีการนำลวดลายศิลปะตะวันตกแบบกรีก โรมัน หรือเรียกว่า "สมัยคลาสสิก" เช่น หน้าต่างวงโค้งเกือกม้า หรือหัวเสาแบบ "ดอร์ริก" หรือ "ไอโอนิก" (แบบม้วนก้นหอย) และ "คอรินเทียน" (แบบมีใบไม้ประดับ) เป็นต้น ซึ่งนักวิชาการบางท่านเรียกสถาปัตยกรรมแบบนี้ว่า "นีโอคลาสสิก" สิ่งที่ผสมผสาน "ศิลปะจีน" คือ ลวดลายการตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็นภาพประติมากรรมนูนต่ำหรือนูนสูงทำด้วยปูนปั้นระบายสีของช่างฝีมือจีนประดับอยู่บนโครงสร้างอาคารแบบ "โปรตุเกส" บานประตูหน้าต่าง ตลอดจนการตกแต่งภายในที่มีลักษณะเป็น "ศิลปะแบบจีน"

          แต่ผมประทับใจที่สุดคือ "สิงคโปร์" ได้ทำการแก้ไขปัญหา "ตึกแถว" สไตล์ "ชิโน-โปรตุกีส" ที่ได้มีการออกแบบชายคาแบบทันสมัยในลักษณะ "กางร่ม" ขนาดยักษ์ให้กับ "ตึกแถว" โดยใช้โครงสร้างเหล็ก และหลังคาโปร่งแสงทำให้สามารถใช้งานได้ตลอดทั้งวันทั้งคืน โดยกลางวันก็ไม่ร้อน ฝนตกก็ไม่เปียก ก็ถือได้ว่าเป็นงานออกแบบที่ผมยอมรับว่าใช้งานได้ดีเยี่ยม ทำให้อาคาร "ตึกแถว" อายุนับร้อยปีกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ เพราะในปัจจุบัน "ตึกแถว" นอกจากประกอบกิจการค้าขายแล้ว ก็ยังถูกดัดแปลงให้เป็น "เกสเฮ้าส์" หรือ "โรงแรมขนาดเล็ก" ประเภท "บูทิคโฮเทล" ก็นับได้ว่ามีเสน่ห์ไม่น้อยเลยทีเดียว เป็นที่ชื่นชมชื่นชอบถูกอกถูกใจบรรดานักเดินทาง โดยเฉพาะ "แบ็กแพ็กเกอร์" ซึ่งหมายถึง นักเดินทางรุ่นหนุ่มสาวที่นิยมแบกเป้เดินทางท่องไปในโลกกว้าง

          ก็ลองเอาแนวคิดของการ"กางร่ม" ขนาดยักษ์ ให้กับ "ตึกแถว" มาปรับประยุกต์ใช้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ ทั้งยังเป็นการเพิ่มสีสันและเติมเต็มกิจกรรมการค้าและการบริการของ "ตึกแถว" ที่ถูกสร้างขึ้นในยุค "ล่าอาณานิคม" ในสไตล์ "ชิโน-โปรตุกีส" ได้อย่างน่าสนใจยิ่งครับ

“เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์กึ่งเกสเฮ้าส์ไม่บาน” ที่ “หัวหิน”(1)

            สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" สำหรับสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอรูปแบบ "เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์กึ่งเกสเฮ้าส์ไม่บาน" ที่ "หัวหิน" ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาคงต้องยอมรับนะครับว่า "หัวหิน" ได้พัฒนาเจริญขึ้นอย่างผิดหูผิดตาไปมากกว่าเดิม อาจจะเป็นเพราะ "พระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม" ที่ "พ่อหลวง" ได้ทรงแปรพระราชฐาน ณ "พระตำหนักไกลกังวล" ก็เป็นไปได้ครับ

            จะว่าไปแล้วบริเวณพื้นที่ที่เรียกว่า "หัวหิน" ในปัจจุบันนั้นจัดได้ว่าเป็นชุมชนเก่าแก่มีประวัติยาวนาน มีเรื่องเล่าขานกันว่าราวปี พ.ศ. 2377 ใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จ "พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว" พื้นที่เกษตรกรรมหลายแห่งของเมือง "เพชรบุรี" แห้งแล้งกันดารมาก จึงได้มีการอพยพย้ายถิ่นฐานมาอยู่บริเวณที่มีหมู่หินกระจัดกระจายอยู่อย่างสวยงาม ทั้งที่ดินก็มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับการเพาะปลูก ทั้งยังติดชายทะเลเหมาะสำหรับการทำประมง บรรพชนเหล่านี้จึงเป็นเสมือนผู้ที่ลงหลักปักฐานสร้างบ้านแปลงเมืองขึ้นที่ "หัวหิน" ในปัจจุบัน จนกลายเป็นชุมชนที่เรียกกันเริ่มแรกว่า "บ้านแหลมหิน"

“เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์กึ่งเกสเฮ้าส์ไม่บาน” ที่ “หัวหิน”(1)

            พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ (ต้นราชสกุล "กฤดากร") เป็นเจ้านายพระองค์แรกที่สร้างตำหนักหลังใหญ่ชายทะเลด้านใต้ของหมู่หิน (ปัจจุบันอยู่ติดกับโรงแรม "โซฟิเทลฯ") และประทานชื่อตำหนักว่า "แสนสำราญสุขเวศน์" เพื่อไว้ใช้รับเสด็จเจ้านาย พร้อมกับทรงสร้างเรือนขนาดเล็กใต้ถุนสูงอีกหลายหลัง ซึ่งต่อๆ มาคือ "บังกะโลสุขเวศน์" ทรงขนานนามหาดทรายบริเวณตำหนักและหาดถัดๆ ไปทางใต้เสียใหม่ว่า "หัวหิน" เป็นคนละส่วนกับบ้าน "แหลมหิน" เดิม โดยมีกองหินชายทะเลเป็นที่หมายแบ่งเขต ซึ่งตำแหน่งที่ตั้งของบ้าน "แหลมหิน" ปัจจุบันอยู่บริเวณโรงแรม "โซฟิเทลฯ"

            เมื่อวันเวลาผ่านไป ชื่อ "หัวหิน" ก็แผ่คลุมทั้งหาดทั้งตำบลจนขยายเป็นทั้งอำเภอ "หัวหิน" ส่วนที่ดินแปลงที่อยู่ตรงหมู่หินชายทะเลเดิม เป็นของ "สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ" ซึ่งทรงสร้างตำหนักใหญ่ขึ้นสองหลัง คือ "ตำหนักขาว" และ "ตำหนักเทา" ตลอดจนเรือนเล็กตากอากาศอีกหลายหลัง ในเวลาต่อมา ปัจจุบันคือ "โรงแรมฮิลตัน"

            ในช่วงเวลาเดียวกันกับการสร้าง "พระราชวังไกลกังวล" นั้น "พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน" (ต้นราชสกุล "บุรฉัตร") ก็ได้จัดสร้างตลาด "ฉัตร์ไชย" ขึ้นในที่ดิน "พระคลังข้างที่" โดยออกแบบให้มีหลังคารูปโค้งครึ่งวงกลมต่อเนื่องกัน 7 โค้ง เพื่อสื่อความหมายว่า เป็นการสร้างขึ้นใน "รัชกาลที่ 7" ทั้งตัวอาคารและแผงขายสินค้าเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก สภาพโดยรวมของตลาดโล่งโปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวกและจัดว่าเป็นตลาดที่ถูกสุขลักษณะที่สุดของประเทศในขณะนั้น ซึ่งชื่อตลาด "ฉัตร์ไชย" นี้ มาจากพระนามเดิมของพระองค์ คือ "พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร" นั่นเอง ซึ่งต่อมาตลาด "ฉัตร์ไชย" และ "โรงแรมรถไฟ" หรือ "โฮเต็ลหัวหิน" ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของชายทะเล "หัวหิน" นับตั้งแต่มีการสร้างทางรถไฟสายใต้แล้วเสร็จ เชื่อมต่อกับ "มาเลเซีย" และ "สิงคโปร์" ก็ยิ่งทำให้ "หัวหิน" กลายเป็นสถานที่พักตากอากาศอันลือชื่อ มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศก็นิยมมาพักผ่อนตากอากาศ ว่ายน้ำ ตกปลา และตีกอล์ฟเนื่องจากมีสนามกอล์ฟ "หัวหินรอยัลกอล์ฟ" ซึ่งจัดเป็นสนามกอล์ฟระดับมาตรฐานสากลแห่งแรกของประเทศอีกด้วย

“เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์กึ่งเกสเฮ้าส์ไม่บาน” ที่ “หัวหิน”(1)

            จากประวัติศาสตร์อันยาวนานของแหล่งที่พักตากอากาศที่น่าประทับใจของ "หัวหิน" ที่ได้ดึงดูดผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางมาเยี่ยมเยียน "หัวหิน" ในปัจจุบันนั้นสามารถทำได้อย่างสะดวกสบายตลอดปี ไม่ว่าจะเดินทางโดย ทางรถยนต์ ทางรถไฟ หรือแม้แต่ทางเครื่องบิน ก็มีท่าอากาศยานนานาชาติ "หัวหิน" คงไม่ผิดนะครับว่าถนนทุกสายมุ่งสู่ "หัวหิน" ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นเมืองตากอากาศที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ดังนั้นผมจึงไม่แปลกใจเลยครับว่าทุกครั้งที่มาเยี่ยมเยียน "หัวหิน" ก็ต้องแปลกใจที่ได้พบกับบรรดา ร้านค้า, โรงแรม, รีสอร์ท, คอนโดมิเนียม, อพาร์ทเม้นท์ ฯลฯ ซึ่งเป็นโครงการใหม่ ๆ ผุดขึ้นอยู่ตลอดเวลาเป็นผลให้ที่ดินใน "หัวหิน" มีราคาแพงริบลิ่ว

            เมื่อสถานการณ์โดยรวมคึกคักคึกครื้นเช่นนี้ พอผมได้รับการร้องขอให้ทำการออกแบบ "เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์กึ่งเกสเฮ้าส์ไม่บาน" ที่ "หัวหิน" จึงตกลงรับปากจะดำเนินการให้ เพราะผมมั่นใจว่าการลงทุนครั้งนี้อย่างไรเสียก็น่าจะอยู่รอดปลอดภัยและสามารถคืนทุนที่ลงไปได้ในระยะเวลาอันสั้นแน่ ซึ่งในการดำเนินการครั้งนี้ผมได้น้อมนำเอาแนวคิดเศรษฐกิจ "พอเพียง" ของ "พ่อหลวง" นำมาใช้ คือ "พอประมาณ" , "มีเหตุผล" ตลอดจน "มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี" และทำงานภายใต้เงื่อนไข "ความรู้" และ "คุณธรรม" โดยตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ "ทำอะไรเกินตัว" และไม่ "เล็งผลเลิศ" เป็นอันขาด พอได้ทำ "การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ" (FEASIBILITY STUDY) แล้ว กลุ่มเป้าหมายที่ผมสนใจ คือ บรรดาผู้คนที่ทำงานใน "หัวหิน" โดยประเมินราคาค่าเช่าของ "อพาร์ทเม้นท์" และ "เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์" เดือนละ 4,500 - 7,500 บาท และในกรณีที่พักเป็นรายวันคิดราคาที่พักต่อวันวันละ 750 - 1,500 บาท ซึ่งผมบอกกับเจ้าของโครงการนี้ว่าผมอยากให้เริ่มจากอะไรที่ง่าย ๆ สามารถทำได้ก่อน แล้วจึงค่อยขยับขยายปรับราคาและการให้บริการที่หลากหลายมากขึ้นในอนาคต เพราะอย่างไรเสียราคาค่าเช่าก็ต้องปรับราคาขึ้นแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากที่เปิด "AEC" เสรีอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้า และผมเชื่อมั่นในความเป็น "แม่เหล็ก" ของ "หัวหิน" จะสามารถดึงดูดผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเข้ามาได้อีกมากมายครับ

            สำหรับสัปดาห์นี้มาชื่นชมความงามของ "เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์กึ่งเกสเฮ้าส์ไม่บาน" ที่ "หัวหิน" สำหรับผมแล้วเพียงแค่ได้เห็นแบบร่างและได้รับรู้ราคาที่ตั้งไว้ก็ทำให้ยิ่งอยากจะมาพัก อยากมาสัมผัสบรรยากาศของ "หัวหิน" (แต่ไม่อยากจ่ายมากจนเกินไป ) สำหรับอาคารหลังนี้ก็จัดได้ว่าเป็นประเภท "อพาร์ทเม้นท์ +บูทิคโฮเทลไม่บาน" ในสไตล์ "อกาลิโก+ไฮโซ+โลว์คอส" อย่างแท้จริง ก็เป็นที่ชื่นมื่นของทั้งผู้ออกแบบและของเจ้าของ

สำหรับสัปดาห์นี้มีสาระน่ารู้เพียงแค่นี้ และท่านที่สนใจ "เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์กึ่งเกสเฮ้าส์ไม่บาน" ที่ "หัวหิน" ก็เข้าไปศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.homeloverthai.com หรือมีข้อสงสัยประการใดก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์ 081-4218323 ครับ

<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 1 - 10 of 1606
บ้านไม่บานยอดนิยม อพาร์ตเม้นท์ไม่บานยอดนิยม พิมพ์เขียวแบบบ้าน 999 บาท

เปิดตัวแล้วสำหรับ หนังสือรวม  52  รูปแบบ “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน”  กับอาจารย์ “เชี่ยว  ชอบช่วย”

“HOTAP + CONDO” แดงแรงฤทธิ์ @ บ้านฉาง”

ออกแบบ+ก่อสร้างอพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอาจารย์เชี่ยว

บริการงานออกแบบตกแต่งภายในด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้จริง

บ้านไม่บานอัพเดต

"ของขวัญ"ที่ "คนรักแม่"มอบให้ "แม่"

“ของขวัญ”ที่ “คนรักแม่”มอบให้ “แม่”              สวัสดีครับบรรดาท่านผู้อ่านชาว "คนรักบ้าน" ที่เป็น "คนรักแม่" ในช่วงเวลานี้ก็ถือได้ว่าเป็นช่วงการเฉลิมฉลองเนื่องในวาระ "วันแม่แห่งชาติ" ครับ หลายท่านคงมีความสุขสดชื่นเพราะได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยม "แม่" พร้อมกับน้ำหอมน้ำปรุงและพวงมาลัยดอกมะลินำไปกราบแทบเท้า "แม่" ขอขมาลาโทษที่ได้ล่วงเกิน ทำให้ "แม่" ต้องทุกข์ใจหรือไม่ได้ทำหน้าที่ "ลูก" ที่กตัญญูรู้คุณ "แม่" ทั้งยังไม่ได้ดูแลสารทุกข์สุขดิบให้กับ "แม่" ก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะปรับปรุงตัวเสียใหม่ เพื่อเป็น "ลูก" ที่ดี แต่หากคิดว่าทำดีอยู่แล้วก็จะทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นอีกครับ จะว่าไปแล้วสำหรับผมวันที่น่าจะเรียกว่า "วันแม่" อีกวันก็คือ "วันเกิด" ของเรา ๆ ท่าน ๆ นั่นแหละครับ . . .

อ่ า น ต่ อ . . .

"เดอะเลคไซด์คอนโด" ในสไตล์
"โมเดิร์นล้านนาร่วมสมัย" ริม "กว๊านพะเยา"


“เดอะเลคไซด์คอนโด” ในสไตล์ “โมเดิร์นล้านนาร่วมสมัย” ริม “กว๊านพะเยา”          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ผมจะพาขึ้นไปแอ่วเมืองเหนือ ที่ริม "กว๊านพะเยา" ซึ่งเป็นทะเลสาบที่แสนงดงามทางธรรมชาติตั้งอยู่ที่จังหวัด "พะเยา" ซึ่งเป็นพื้นที่แอ่งรับน้ำรวมกันโดยประมาณกว่า 12,831 ไร่ ซึ่งเมื่อปีที่แล้วก็มีแฟนจาก "พะเยา" ได้เดินทางมาหาผมที่ "กรุงเทพฯ" เพื่อมาบอกถึงความฝันว่าอยากจะทำ "คอนโดมิเนียมไม่บาน" บนที่ดินผืนงามติดริม "กว๊านพะเยา" เมื่อผมได้พิจารณาดูทำเลที่ตั้งแล้วก็ "ฟันธง" ลงไปว่ายังไงก็สอบผ่าน สามารถทำได้ เพราะตรงกับเงื่อนไข "ทฤษฏี 3 L" . . .

อ่ า น ต่ อ . . .
คลินิกคนรักบ้าน

"ของขวัญ"ที่
"คนรักแม่"มอบให้ "แม่"


“ของขวัญ”ที่ “คนรักแม่”มอบให้ “แม่”

               สวัสดีครับบรรดาท่านผู้อ่านชาว "คนรักบ้าน" ที่เป็น "คนรักแม่" ในช่วงเวลานี้ก็ถือได้ว่าเป็นช่วงการเฉลิมฉลองเนื่องในวาระ "วันแม่แห่งชาติ" ครับ หลายท่านคงมีความสุขสดชื่นเพราะได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยม "แม่" พร้อมกับน้ำหอมน้ำปรุงและพวงมาลัยดอกมะลินำไปกราบแทบเท้า "แม่" ขอขมาลาโทษที่ได้ล่วงเกิน ทำให้ "แม่" ต้องทุกข์ใจหรือไม่ได้ทำหน้าที่ "ลูก" ที่กตัญญูรู้คุณ "แม่" ทั้งยังไม่ได้ดูแลสารทุกข์สุขดิบให้กับ "แม่" ก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะปรับปรุงตัวเสียใหม่ เพื่อเป็น "ลูก" ที่ดี แต่หากคิดว่าทำดีอยู่แล้วก็จะทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นอีกครับ จะว่าไปแล้วสำหรับผมวันที่น่าจะเรียกว่า "วันแม่" อีกวันก็คือ "วันเกิด" ของเรา ๆ ท่าน ๆ นั่นแหละครับ เพราะวันที่เราลืมตาขึ้นมาดูโลก ถือได้ว่า เป็นวันที่ "แม่" เจ็บปวดที่สุด แต่ก็เป็นวันที่ "แม่" ก็มีความสุขมากที่สุดครับ . . .

อ่ า น ต่ อ . . .

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
รายการคนไทยไม่ท้อ >>  

รายการ แผ่นดินพอเพียง   

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
 

นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับ อ.เชี่ยว ฉบับสะสม
นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอ.เชี่ยว ฉบับสะสม เหลือเพียง 6 เล่ม
(เล่ม 7,8,9,10,11,12)  ราคาชุดละ 300 บาท  รวมค่าจัดส่งแบบลงทะเบียน
รายละเอียดการโอนเงิน
ชื่อบัญชี ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  ธนาคารกรุงเทพ ฯ  สาขาห้วยขวาง  ประเภทสะสมทรัพย์  บัญชีเลขที่  1764267272
แฟกซ์ pay  in
พร้อมระบุชื่อที่อยู่   หมายเลขโทรศัพท์ และ เล่มหนังสือที่สั่งซื้อ   มาที่หมายเลข  02-6441479 หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-2451399 และ 02-6441478 หรือ สำนักงานบ้านไม่บาน  เลขที่ 1  ซ.ประชาสงเคราะห์ 12   แขวงดินแดง  เขตดินแดง  กทม.  10400