สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

“หลักการทรงงาน” ของ “ในหลวง”

          ตลอดระยะเวลา ๗๐ ปี ที่ทรงเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ "ในหลวง" อันเป็นที่รักยิ่งของเรา ได้ทรงพระราชทาน "หลักการทรงงาน"ของพระองค์ที่ใช้ในการบริหารจัดการ โครงการในพระราชดำริกว่า ๔,๐๐๐ โครงการ ถึงแม้ "ในหลวง" จะทรงงานโดยมีหลักการต่าง ๆ มากมาย แต่ในทางปฏิบัติไม่ทรงยึดติดกรอบความคิดและหลักการ เพราะในแต่ละโครงการก็จะมีลักษณะเฉพาะตัวไม่เหมือนกัน จากการที่พระองค์ทรงงานมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนเกิดสัมฤทธิ์ผล ซึ่ง "หลักการทรงงาน" ของพระองค์ท่านได้ถูกสรุปขึ้นโดย "ศาตราจารย์นายแพทย์เกษม วัฒนชัย" ( องคมนตรี ) ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างมากจึงนำมาเผยแพร่ให้รับรู้และรับทราบเป็นแบบอย่างให้ประชาชนทั่วไปสามารถน้อมนำไปปรับประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน เนื่องจากพื้นที่มีจำกัดผมขอนำเสนอ "หลักการทรงงาน" เพียง ๙ ข้อจากทั้งหมด ๒๓ ข้อดังมีรายละเอียดที่น่าสนใจยิ่งดังต่อไปนี้ครับ

  • "หลักการทรงงาน" ข้อที่ ๑. คือ การศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ การที่จะทรงพระราชทานโครงการใดโครงการหนึ่งให้กับประชาชน ทรงศึกษารายละเอียดอย่างลึกซึ้งเพื่อที่จะ "เข้าใจ,เข้าถึง,จึงพัฒนา" อย่างเป็นระบบ จากข้อมูล เอกสาร แผนที่ ฯลฯ ทั้งยังทรงสอบถามจาก เจ้าหน้าที่,นักวิชาการ และราษฎรในพื้นที่ ให้ได้รายละเอียดที่ถูกต้อง เพื่อที่จะพระราชทานความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ

  • "หลักการทรงงาน" ข้อที่ ๒. คือ การระเบิดจากข้างใน หมายความว่าต้องสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่เข้าไปพัฒนา ให้มีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน แล้วจึงค่อยออกมาสู่สังคมภายนอก มิใช่การนำเอาความเจริญหรือบุคคลจากสังคมภายนอกเข้าไปหาชุมชนในหมู่บ้านที่ยังไม่มีโอกาสเตรียมตัวหรือตั้งตัว

  • "หลักการทรงงาน" ข้อที่ ๓. คือ การแก้ปัญหาที่จุดเล็ก ถึงแม้พระองค์จะทรงมองปัญหาใน "ภาพรวม" (Macro) ก่อนเสมอ แต่การแก้ปัญหานั้นทรงเริ่มจาก "จุดเล็ก" (Micro) คือ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่คนมักจะมองข้ามดังกระแสพระราชดำรัสที่ว่า "...ถ้าปวดหัวก็คิดอะไรไม่ออก เป็นอย่างนั้นต้องแก้ไขการปวดหัวนี้ก่อน ไม่ได้เป็นการแก้อาการจริง แต่ต้องแก้ปวดหัวก่อน เพื่อที่จะให้อยู่ในสภาพที่คิดได้..."

  • "หลักการทรงงาน" ข้อที่ ๔. คือ การทำตามลำดับขั้น ทรงเริ่มต้นจาก สิ่งที่จำเป็นที่สุดของประชาชนก่อน ได้แก่ สาธารณสุข ต่อจากนั้นเป็นเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและสิ่งจำเป็นในการประกอบอาชีพ ที่เอื้อประโยชน์ต่อประชาชน โดยไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการให้ความรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยีที่เรียบง่าย เน้นการปรับใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ราษฎรสามารถนำไปปฏิบัติได้และเกิดประโยชน์สูงสุด ดังกระแสพระราชดำรัสที่ว่า "...การพัฒนาประเทศ จำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป..."

  • "หลักการทรงงาน" ข้อที่ ๕. คือ ภูมิสังคม การพัฒนาใด ๆ ต้องคำนึงสภาพภูมิประเทศของบริเวณนั้น และสังคมวิทยาเกี่ยวกับลักษณะนิสัยใจคอของคน ตลอดจนวัฒนธรรม ประเพณีในแต่ละท้องถิ่น ดังกระแสพระราชดำรัสที่ว่า "...การพัฒนาจะต้องเป็นไปตามภูมิประเทศทางภูมิศาสตร์ และภูมิประเทศทางสังคมศาสตร์ คือ นิสัยใจคอของคนเรา จะไปบังคับให้คนอื่นคิดอย่างอื่นไม่ได้ เข้าไปช่วยโดยที่คิด ให้เขาเข้ากับเราไม่ได้ แต่ถ้าเข้าไปแล้วไปดูว่าเขาต้องการอะไรจริง ๆ แล้วก็อธิบายให้เขาเข้าใจหลักการของการพัฒนา ก็จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง..."

  • "หลักการทรงงาน" ข้อที่ ๖. คือ องค์รวม ทรงมีวิธีคิดอย่าง "องค์รวม" (Holistic) หรือมองอย่าง "ครบวงจร" ทรงมองเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นและแนวทางแก้ไขอย่างเชื่อมโยง

  • "หลักการทรงงาน" ข้อที่ ๗. คือ การไม่ติดตำรา การพัฒนาโครงการต่าง ๆ ตามแนวพระราชดำริของพระองค์ท่าน มีลักษณะของการพัฒนาที่อนุโลมและรอมชอมกับสภาพธรรมชาติสิ่งแวดล้อม สภาพของสังคมจิตวิทยาแห่งชุมชน คือ ไม่ติดตำรา ไม่ผูกมัดติดกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนไทย

  • "หลักการทรงงาน" ข้อที่ ๘. คือ การประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด การพัฒนาและช่วยเหลือราษฎร ทรงใช้หลักการแก้ไขปัญหาด้วยความเรียบง่ายและประหยัดที่ราษฎรสามารถทำได้เอง วัสดุหาได้ในท้องถิ่น และประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่ในภูมิภาคนั้น ๆ มาแก้ไขปัญหา โดยไม่ต้องลงทุนสูง ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีที่ยุ่งยากนัก ดังกระแสพระราชดำรัสที่ว่า "...ให้ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก ปล่อยให้ขึ้นเองตามธรรมชาติ จะได้ประหยัดงบประมาณ..."

  • "หลักการทรงงาน" ข้อที่ ๙. คือ การทำให้ง่าย ทรงคิดค้น ดัดแปลง ปรับปรุง และแก้ไขงานการพัฒนาประเทศตามแนวพระราชดำริให้ดำเนินไปได้โดยง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน สอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่และระบบนิเวศน์โดยส่วนรวม ตลอดจนสภาพทางสังคมของชุมชนนั้น ๆ ทรงทำสิ่งที่ยากให้กลายเป็นง่าย ทำสิ่งที่สลับซับซ้อน ให้เข้ใจง่าย ดังนั้น คำว่า "การทำให้ง่าย" หรือ "Simplicity" ของพระองค์จึงเป็นหลักคิดสำคัญที่สุดประการหนึ่งของการพัฒนาประเทศ ในรูปแบบของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

          ซึ่ง "หลักการทรงงาน" ใน "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ทั้ง ๙ ข้อ ที่ผมได้นำเสนอจาก ๒๓ ข้อเหล่านี้ เป็นเสมือน "ชัยมงคลคาถา" ที่มีค่ายิ่งหากพิจารณาด้วย "สติปัญญา" ให้ถ่องแท้จนถึง "แก่น" แล้ว จะสามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิต อันจะก่อเกิดทั้งประโยชน์และความสุขให้กับตนเองและผู้อื่นสำหรับ "หลักการทรงงาน" ที่เหลืออีก ๑๔ ข้อ ผมจะทยอยนำเสนอในโอกาสต่อไปครับ

อ่ า น ต่ อ . . .
การออกแบบแปลนและตกแต่งภายในที่ “ประโยชน์สูงประหยัดสุด”แบบ “พอเพียง”

การออกแบบแปลนและตกแต่งภายในที่ “ประโยชน์สูงประหยัดสุด”แบบ “พอเพียง”

          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้เป็นรายละเอียดในการจัดวางแปลนบ้านและการตกแต่งภายในแบบ "พอเพียง" สำหรับ "บ้านเก้าพอเพียง" โครงการรังสิตคลอง 7 ซึ่งผมได้ตั้ง "โจทย์" อันเป็นที่มาของ "สมมุติฐาน" ที่เป็นไปได้ยาก คือ บ้าน 2 ชั้น บนเนื้อที่ 50 ตารางวา 5 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1 ห้องเตรียมอาหารและรับประทานอาหาร จะเห็นได้ว่ามีพื้นที่ใช้สอยครบถ้วน สามารถตอบโจทย์การดำเนินชีวิตในปัจจุบัน ซึ่งเหตุผลสำคัญที่ผมตั้งใจจะให้บ้านหลังนี้มีพื้นที่ใช้สอยถึง 5 ห้อง เพราะโดยพื้นเพเดิมของผมเป็นคนต่างจังหวัด เติบโตมาลืมตามองโลกก็เห็นปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา และบรรดาพี่น้องที่อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาในบริเวณร่มไม้ชายคาของบ้านเดียวกัน ก็เป็นความทรงจำที่มิรู้ลืมในช่วงเยาว์วัยอันแสนสุข จัดได้ว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดีเยี่ยม ถึงจะไม่ร่ำรวยเงินทองทรัพย์สินอะไรมากมายแต่ชีวิตก็มีความสุข มีเรื่องสนุกสนานให้ทำทุกวัน แต่พอพักหลัง ๆ สังคมไทยไปยึดเอาเงินเป็นที่ตั้ง พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศภายใต้ระบอบ "ทุนนิยม" ที่นำมาซึ่ง "วัตถุนิยม" ดังที่เคยมีคำขวัญที่ว่า "งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข" เป็นผลให้คนไทยส่วนใหญ่ก็เลยละทิ้ง "ของดีมีอยู่" เกิดสภาวะบ้านแตกสาแหรกขาด มีการอพยพย้ายถิ่นฐานละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนสู่เมืองใหญ่ (ดังคำโบราณที่ว่า "ทิ้งผืนดินที่ฝังรก") จะเห็นได้ว่าในสภาวะปัจจุบันเกิดปรากฎการณ์ "รวยกระจุก จนกระจาย" ดังจะเห็นได้จากบรรดาเศรษฐีผู้ดีมีเงินก็กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ คนส่วนใหญ่ของประเทศหลายสิบล้านคนที่อยู่ต่างจังหวัด ตกอยู่ในสภาพยากจนข้นแค้นในหลายหมู่บ้านที่ห่างไกล ทิ้งไว้แต่พ่อแก่แม่แก่ เพราะลูกหลานได้อพยพย้ายถิ่นฐาน ก็จะกลับไปเยี่ยมบ้านกันปีละ 1 ถึง 2 ครั้ง เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการเยียวยาแก้ไข มิฉะนั้นเราจะอยู่ในสังคมที่พัฒนาก็ยิ่ง "ไร้เสถียรภาพ" ช่องว่างระหว่างความร่ำรวยและความยากจนก็จะกว้างขึ้นๆ เมื่อคนส่วนใหญ่ตกอยู่ในสภาพลำบากยากแค้น ขาดแคลนไปทุกด้าน แล้วเราจะอยู่กันอย่างสุข สงบ,สันติกันได้อย่างไร

การออกแบบแปลนและตกแต่งภายในที่ “ประโยชน์สูงประหยัดสุด”แบบ “พอเพียง”

          ก็นับว่าเป็นบุญวาสนาอย่างยิ่งแล้วของประชาชนชาวไทยที่พอการพัฒนาประเทศเข้าสู่หนทางที่ตีบตัน ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งยากจน ยิ่งทำลายทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์แต่ "ในหลวง" ท่านมองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่งด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล ด้วยพระปรีชาสามารถ อันเกิดมาจากการที่พระองค์ท่านได้ทรงงานลองลงมือปฏิบัติจริงจนเกิดสัมฤทธิ์ผลแล้วจึงนำมาเผยแพร่ คือ "แนวคิดทฤษฎีใหม่" และ "แนวคิดแห่งความพอเพียง" ครับ ซึ่งในการออกแบบจัดวางแปลนบ้านและตกแต่งภายในของ "บ้านเก้าพอเพียง" คือ ความพยายามที่ผมและคณะทำงานที่มุ่งมั่นเดินตาม "รอยพระบาท" เราฝันถึง "บ้านพอเพียง" ที่คนหลายรุ่นหลายวัยอยู่ร่วมกัน ถึงแม้ลูกหลานมีความจำเป็นที่จะต้องอพยพย้ายถิ่นฐานทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนไปหางานทำต่างถิ่น ก็ยังสามารถหอบพ่อแม่ปู่ย่าตายาย พี่ป้าน้าอา ลูกหลานไปอยู่ร่วมชายคากันได้ ผมจึงจัดได้ถึง 5 ห้องนอน เวลาพ่อแม่ไปทำงานนอกบ้านไปประกอบสัมมาอาชีวะก็สามารถทิ้งลูกหลานให้ปู่ย่าตายายดูแลไม่ต้องไปฝากไว้ที่สถานรับเลี้ยงเด็ก ตอนเย็นกลับบ้านทานข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตากัน และข้อสำคัญจะต้องเป็นการออกแบบจัดวางแปลนบ้านและตกแต่งภายในแบบประหยัด เพราะคนเหล่านี้จัดได้ว่าเป็น "ชาวบางสตางค์น้อย" กว่าจะหาเงินได้มาแต่ละบาทก็ต้อง "อาบเหงื่อต่างน้ำ" จะต้องเป็นการออกแบบในสไตล์ "อกาลิโก+ไฮโซ+โลว์คอส" อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นการ "เดินตามคำพ่อสอน" ในเรื่องของความประหยัด, มัธยัสถ์ และอดออม สิ่งใดควรใช้ก็ใช้ สิ่งใดไม่ควรใช้หรือไม่จำเป็นต้องใช้ก็ไม่ควรใช้ เพราะผิดจากแนวทางแห่งความ "พอเพียง" ที่ได้ทรงพระราชทานเอาไว้ บางครั้งความอยากอวดมั่งอวดมี อวดร่ำอวดรวย ก็มักจะทำให้เราลืมความ "พอเพียง" อาคารบ้านเรือนหลายหลังดูไปดูมากลายเป็นโชว์รูม อวดแข่งขันกันทางด้านวัตถุ หากแข่งขันกันในลักษณะนี้ก็จะไม่มีจบไม่มีสิ้นหรอกครับ เพราะพอทำเสร็จก็จะมีคนที่ใช้ของหรูหรากว่า มีราคาแพงกว่า ดังนั้นจงอย่าแปลกใจที่คนไทยบางคนส่วนใหญ่ของประเทศตกอยู่ในสภาพยากจน สามารถซื้อกระเป๋าถือใบละ 4-5 แสนบาท บางรายมากกว่านั้นอีก ถือกระเป๋าใบละเป็นล้านบาท มีราคามากกว่าบ้านทั้งหลังของ "บ้านเก้าพอเพียง" อีกครับ

การออกแบบแปลนและตกแต่งภายในที่ “ประโยชน์สูงประหยัดสุด”แบบ “พอเพียง”

          การออกแบบที่ผมนำเสนอในสัปดาห์นี้ที่สำคัญ คือ "แนวคิดทฤษฎีใหม่" ที่ตอกย้ำความ "พอเพียง" ในการดำรงชีวิต บ้าน 50 ตารางวา 2 ชั้นหลังนี้ สามารถให้คนหลายรุ่นหลายวัยตั้งแต่วัยชรา , วัยกลางคน,วัยทำงานและวัยเด็กสามารถอยู่ร่วมกันได้ถึง 10 ชีวิตเลยทีเดียว เพราะผมออกแบบให้มีถึง 4 ห้องนอนเล็ก และ 1 ห้องนอนใหญ่ รวมเป็น 5 ห้องนอน มี 2 ห้องน้ำ มีส่วนรับแขก นั่งเล่น ส่วนรับประทานอาหารและเตรียมอาหาร สำหรับครอบครัวที่ชอบการทำอาหาร เพราะสามารถต่อขยายออกไปด้านหลังเป็นครัวไทย และนอกจากนั้น ยังจัดให้มีพื้นที่จอดรถได้ถึง 5 คัน

การออกแบบแปลนและตกแต่งภายในที่ “ประโยชน์สูงประหยัดสุด”แบบ “พอเพียง”

          ก็คงไม่มีคำบรรยายอะไรมากไปกว่านี้แล้วครับ นอกจากการลงมือปฏิบัติจริง สร้างจริงให้เกิดสัมฤทธิ์ผลจริง รูปแบบที่ผมได้นำเสนอต่อไปนี้ก็อยากให้แฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" นำไปต่อยอดกันดู เพราะเป็นการออกแบบที่ใช้แนวคิด "ทฤษฎีใหม่" และความ "พอเพียง" นำมาปรับประยุกต์ใช้ ก็สารภาพตามตรงครับว่า ดีใจ ภูมิใจ ที่มีวาสนาได้เกิดมาในแผ่นดินของพระองค์ท่าน ได้ดำเนินชีวิตตาม "รอยพระบาท" จนเกิดความสำเร็จ สำหรับท่านที่สนใจในรายละเอียดก็สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็ปไซต์ www.homeloverthai.com และ www.chivagroup.com แล้วพบกับสาระน่ารู้กันได้ใหม่อีกสองสัปดาห์หน้าครับ

อ่ า น ต่ อ . . .
“ทฤษฎีใหม่” + “ความพอเพียง” กับ “บ้านเก้าพอเพียง”

            สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ ผมมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่จะนำเสนอ การนำเอาแนวคิดทั้ง "ทฤษฎีใหม่" และ "ความพอเพียง" ที่ผมได้นำมาปรับประยุกต์ใช้ในการออกแบบและก่อสร้างบ้านพักอาศัยในโครงการ "บ้านเก้าพอเพียง" ซึ่งในความคิดของผมแนวคิดทั้ง "ทฤษฎีใหม่" และ "ความพอเพียง" แท้จริงแล้วคือ ความลงตัวอย่าง "สมดุลย์" ของปัจจัยที่จำเป็นต่าง ๆ ซึ่งต้องศึกษาให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งครบถ้วนแบบ 360 องศาใน ทุก "มิติ" ครับ

“ทฤษฎีใหม่” + “ความพอเพียง” กับ “บ้านเก้าพอเพียง”

            โครงการ "บ้านเก้าพอเพียง" เป็นโครงการบ้านจัดสรรนำร่องที่ผมได้ริเริ่มทำขึ้น เป็นการเรียนรู้ "ศาสตร์พระราชา" จากการลงมือทำจริง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์จริง โดยการตั้ง "สมมุติฐาน" เบื้องต้นว่า เป็นไปได้หรือไม่ หากจะลงมือทำหมู่บ้านจัดสรรขนาด 200 หลังคาเรือน ในทำเลที่เหมาะสม บนถนนสายหลัก "รังสิต - นครนายก" บริเวณ "คลอง 7" ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นย่านที่มีความสะดวกสบายถึงพร้อม และแวดล้อมไปด้วย ห้างสรรพสินค้า ,โรงเรียน , ตลาด, สถานที่ราชการ ฯลฯ นอกจากนั้นยังถือว่าเป็นย่านที่เดินทางสะดวกสบายเหมาะกับการอยู่อาศัยเป็นอย่างยิ่งครับ เรียกว่าพอลงป้ายรถโดยสารประจำทางก็เดินข้ามสะพานสาธารณะ สามารถเข้าหมู่บ้านอย่างสะดวกสบายได้ โดยไม่ต้องไปเสียค่ามอเตอร์ไซค์หรือรถรับจ้างแต่ประการใด

            ตอนเริ่มต้นผมได้ตั้ง "โจทย์" เพื่อนำไปสู่การสร้าง "สมมุติฐาน" (Hypothesis) ไว้ยากมากครับ โดยกำหนดให้สร้าง "บ้านเก้าพอเพียง" บนพื้นที่ดิน 50 ตารางวา เป็นบ้านที่มีพื้นที่ใช้สอยขนาด 5 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ และผมยังออกแบบเอาไว้ให้สามารถจอดรถถึง 5 คัน เหตุผลที่จำเป็นต้องมีถึง 5 ห้องนอน เพราะผมต้องการให้คน 5 รุ่น 5 วัย สามารถใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกัน คือ รุ่นปู่ย่า ตายาย รุ่นพี่ป้าน้าอา รุ่นพ่อแม่ รุ่นลูกและรุ่นหลาน เพราะผมเชื่อว่าการที่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเช่นนี้ จะทำให้ครอบครัวอบอุ่น ไม่ตกอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด ดังเช่นในปัจจุบันที่ ปู่ย่า ตายาย อยู่ทาง พี่ป้าน้าอา อยู่ทาง พ่อแม่ อยู่ทาง ลูกหลาน อยู่ทาง ส่งผลให้เกิดปัญหาทางสังคมต่าง ๆ เกิดขึ้นตามมามากมายครับ และเหตุผลอีกประการหนึ่งที่ผมออกแบบให้มีที่จอดรถได้ถึง 5 คัน เพราะจะได้ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องแย่งพื้นที่จอดรถกันระหว่างคนที่อยู่ในหมู่บ้าน ที่ในปัจจุบันจัดได้ว่าเป็นปัญหาโลกแตกที่หลายหมู่บ้านแก้กันไม่ตก เป็นการเริ่มโครงการจากการตั้ง "โจทย์" ที่นำไปสู่ "สมมุติฐาน" ในการออกแบบบ้านและชุมชนเพื่อการอยู่อาศัย โดยมีเงื่อนไขของปัญหาที่เกิดขึ้นจริงจากการอยู่อาศัยจริงในโครงการอื่น ๆ ในย่าน "รังสิตคลอง 7" ที่กำลังประสบกันอยู่ครับ

“ทฤษฎีใหม่” + “ความพอเพียง” กับ “บ้านเก้าพอเพียง”

            นอกจากนั้น "บ้านเก้าพอเพียง" ยังตั้งใจตั้งโจทย์ให้ยากมากไปอีก ซึ่งโครงการหมู่บ้านอื่น ๆ ที่เป็นบ้าน 2 ชั้น บนพื้นที่ดิน 50 ตารางวาทั่วไปโดยรอบเสนอขายกันประมาณหลังละ 3 ล้านบาท ก็ถือว่าเป็นราคามาตรฐานไม่ถูกไม่แพงครับ เพราะโดยทั่วไปบ้านจัดสรรในย่านนี้ก็ขายกันได้ในราคานี้ ผมเลยตั้งราคาขายไว้ที่ 1,100,000 บาท ถูกกว่าชาวบ้านร้านตลาดเกือบ 2,00,000 บาท ซึ่งในทางปฏิบัติก็ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่ไม่ลองก็ไม่รู้หรอกครับว่าจะเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ หากมีความรู้,ความมุ่งมั่น ประกอบกับความเพียรอันบริสุทธิ์ ตลอดจนมีความ "พอเพียง" ในทุก "มิติ" ไม่ว่าจะเป็นความรู้และความเข้าใจในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม และในด้านการออกแบบทางวิศวกรรม รวมไปถึงความรู้และความเข้าใจในกระบวนการก่อสร้างใน "ระบบสำเร็จรูป" (Prefabrication) ที่สามารถก่อสร้างได้รวดเร็ว มีราคาประหยัด ทั้งในด้านเวลาและทรัพยากรที่ใช้ รวมถึงความรู้ความเข้าใจในการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้าง สิ่งที่เชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ก็สามารถเป็นไปได้ครับ

            นอกจากนั้นแนวคิด "ทฤษฎีใหม่" และ "ความพอเพียง" กำลังจะพิสูจน์ว่า บ้านเดี่ยว 2 ชั้นบนเนื้อที่ขนาด 50 ตารางวา ไม่จำเป็นต้องขายกันในราคาหลังละ 3 ล้านบาท แต่สามารถขายได้ในราคา 1 ใน 3 หรือถูกกว่าท้องตลาด 3 เท่า คือ หลังละล้านบาท จะมีความเป็นไปได้หรือไม่ ซึ่งในตอนเริ่มต้นของการทำงานก็ดูว่าจะเป็นไปไม่ได้ พอผมได้มีโอกาสอ่านบทพระราชนิพนธ์ "พระมหาชนก" นั่นแหละครับถึงเข้าใจว่าแม้เรือจะล่มจมลงแล้ว ถึงยังไม่เห็นฝั่ง แต่หากมีความเพียรอันบริสุทธิ์มุ่งมั่นที่จะว่ายไปให้ถึงฝั่งจนได้ ทำให้เกิดกำลังใจและเกิดแรงบันดาลใจ ผมมักจะบอกกับบรรดาลูกศิษย์และคณะทำงานว่าหากมีปัญหาอุปสรรคอันใดก็ให้เงยหน้ามองไปที่ "รูปภาพที่มีทุกบ้าน" คือ "พระบรมสาทิสลักษณ์"ของ "พ่อหลวง" จะเห็นได้ว่านับตั้งแต่ปี พ.ศ.2489 ที่เสด็จขึ้นครองราชย์ ก็ 70 ปีกว่าล่วงแล้ว ท่านอุทิศพระวรกายทุ่มเท ยังไม่เคยได้หยุดพักเลย ทรงทำเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรของพระองค์มาโดยตลอด แล้วพวกเราบรรดาสถาปนิกและวิศวกรจะมาลองร่วมแรงร่วมใจกันทำในสิ่งที่ใครหลายคนสบประมาทว่าทำไม่ได้ หรือทำได้ยาก จะว่าไปแล้วผมและคณะทำงานก็ใช้เวลานับปีครับ กว่าจะค้นพบและประสบความสำเร็จ

            สำหรับสาระน่ารู้ของ "บ้านเก้าพอเพียง" ที่นำเอาแนวคิด "ทฤษฎีใหม่" และ "ความพอเพียง" นั้น มีหลาย "มิติ" ยิ่งศึกษาก็ยิ่งได้เรียนรู้ยิ่งลงมือปฏิบัติก็ยิ่งค้นพบ ยิ่งสะท้อนให้เห็นพระอัจฉริยภาพของ "พ่อหลวง" ที่ทรงเป็น "มหาธรรมราชา รามาธิบดีที่ 9" แห่ง "กรุงรัตนโกสินทร์" พระองค์นี้ "สิบปากว่าก็ไม่เท่าตาเห็น" ครับ สำหรับสัปดาห์นี้ก็เป็นภาพของ "บ้านเก้าพอเพียง" ที่เริ่มจากตั้งแต่แนวคิดเป็นภาพ "Perspective" ของ บ้าน 2 ชั้นบนเนื้อที่ 50 ตารางวา 5 ห้องนอน ที่จอดรถ 5 คัน ที่ใคร ๆ ก็ขายกัน 3,000,000 บาท++ แต่ที่ "บ้านเก้าพอเพียง" ขายแค่ 1,100,000 บาท ลองเปรียบเทียบกันดูสำหรับบ้านในจินตนาการกับบ้านที่สร้างแล้วเสร็จ สำหรับท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็ปไซต์ www.chivagroup.com เอาไว้อีก 2 สัปดาห์หน้าค่อยมาต่อรายละเอียดในเบื้องลึกกันครับ จะว่าไปแล้ว "บ้านเก้าพอเพียง" นอกจากจะเป็นบ้านที่ถึงพร้อมทั้ง "ประโยชน์" และ "ความสุข" แล้วยังเป็นความพยายามของผมที่จะ "เดินตามรอยเท้าพ่อ" โดยการทำ "หน้าที่ทางจริยธรรม" ให้สมกับที่ได้เกิดมาเป็นหนึ่งใน 70 ล้านคน ที่เป็น "ลูกของพ่อ" ตั้งใจทำความดีถวายเป็นพระราชกุศล ส่งเสด็จ "พ่อหลวง" สู่สวรรคาลัยครับ

อ่ า น ต่ อ . . .
“ช่างไก่” กับการซ่อม “ฉลองพระบาท” ที่ขาดชำรุด

“ช่างไก่” กับการซ่อม “ฉลองพระบาท” ที่ขาดชำรุด

          "ช่างไก่" หรือ "นายศรไกร แน่นศรีนิล" เป็นคนไทยที่เป็นหนึ่งใน "ไอดอล"ของผม ที่ในปีนี้อายุอานามของแก ก็เข้าใกล้ 70 ปี แล้วครับ แต่ก็ยังดูอ่อนวัย,กระฉับกระเฉงและมีอารมณ์ดีเหมือนคนวัย 50 ปี จะว่าไปแล้วอาชีพช่างซ่อมรองเท้าเก่าที่ชำรุดของ "ช่างไก่" นั้นเป็นอาชีพที่สุดแสนจะธรรมดามาก ๆ ครับ ผมเชื่อว่าเด็กรุ่นใหม่ในปัจจุบันส่วนใหญ่ก็คงไม่มีใครอยากเป็นช่างซ่อมรองเท้าที่เก่าชำรุดกันหรอกครับ นอกจากนั้นมิหนำซ้ำ "ช่างไก่" ไม่ใช่ช่างซ่อมรองเท้าตามเคาท์เตอร์ติดแอร์ ที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าหรูหราใจกลางเมือง แรกเริ่มเดิมที "ช่างไก่" ที่ผมรู้จักได้เปิดร้านซ่อมรองเท้าเป็นคูหาไม้เล็ก ๆ ชื่อ "ก.เปรมศิลป์" แถวย่าน "พิชัย" ใกล้กับ "วชิราวุธวิทยาลัย" ผมก็ใช้บริการ "ช่างไก่" มายาวนาน เป็นเพราะแกเป็นช่างฝีมือดี อัธยาศัยดีและข้อสำคัญราคาค่าบริการก็ดีสมเหตุสมผลไม่แพงเลยครับ ถึงผมไม่ได้เจอ "ช่างไก่" ตัวเป็น ๆ มานานนับ 10 ปี แต่ก็ได้รับรู้เรื่องราวติดตามข่าวคราว "ช่างไก่" ผ่านสื่อต่าง ๆ ก็เลยทำให้รู้ว่าช่างซ่อมรองเท้าผู้นี้ได้กลายเป็นพสกนิกรที่มีบุญวาสนามากกว่าผมหลายเท่า เพราะตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ได้เป็นผู้ถวายงานซ่อม "ฉลองพระบาท" ของ "พระเจ้าอยู่หัว" ถึง 5 คู่ และได้ตัดรองเท้าคู่ใหม่ (เบอร์ 43) ทูลเกล้าฯ ถวายอีก 15 คู่ รวมทั้งยังได้มีโอกาสซ่อม "ฉลองพระบาท" ของ "สมเด็จพระเทพฯ" อีกด้วย นับว่าได้เกิดมามีบุญวาสนาเหลือล้นครับ

“ช่างไก่” กับการซ่อม “ฉลองพระบาท” ที่ขาดชำรุด

            "ช่างไก่" ได้มีโอกาสถวายงานรับใช้ "พระเจ้าอยู่หัว" เริ่มจากปีพ.ศ. 2545 เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังท่านหนึ่ง ได้นำ "ฉลองพระบาท" ของ "พระองค์" มาให้ซ่อมเป็นคู่แรก โดยสภาพ "ฉลองพระบาท" ที่นำมาซ่อมนั้น ชำรุด หลุดร่อนไปหลายส่วน "ช่างไก่" ได้กล่าวว่า ในตอนนั้นตนรู้สึกประหม่า เกรงจะทำได้ไม่ดี จึงได้ก้มกราบ "ฉลองพระบาท" คิดในใจว่า ถือเป็นโชคดีที่สุดแล้วในชีวิตนี้ โดยสถานะภาพทางสังคมนั้นไม่เคยมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ อย่างใกล้ชิด แต่กลับมีโอกาสได้ถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท และได้พยายามซ่อมแซม "รองฉลองพระบาท" คู่นั้นจนเสร็จสมบูรณ์ หลังเป็นข่าว ร้านซ่อมรองเท้าเล็ก ๆ ของ "ช่างไก่" ก็เนืองแน่นไปด้วยบรรดาผู้คนที่มาขอชม "รองพระบาท" คู่ดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังได้รับกลับไปแล้ว ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ที่ตื่นเต้นเพราะข่าวนี้แสดงให้เห็นถึง พระราชจริยวัตรที่แสนจะเรียบง่ายงดงาม ที่ทรงประหยัดแม้กระทั่ง "ฉลองพระบาท" ที่ชำรุดก็ไม่ทรงทิ้งขว้าง แต่โปรดให้ซ่อมแซมนำกลับมาใช้ใหม่ สมควรที่คนไทยควรยึดเป็นแบบอย่างเป็นอย่างยิ่งครับ

“ช่างไก่” กับการซ่อม “ฉลองพระบาท” ที่ขาดชำรุด

            สารภาพตามตรงครับว่าหลังจากที่ "พระเจ้าอยู่หัว" เสด็จ "สวรรคต" ผมก็รู้สึกซึมเศร้า เงียบเหงาและอ้างว้างอย่างไงชอบกล เกิดอาการสับสนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตดี ไม่มีสมาธิ จะทำการงานใด ๆ พอคิดอะไรไม่ออก ก็เลยตั้งใจไปกราบ "ฉลองพระบาท" เก่าชำรุดที่ "ช่างไก่" เก็บไว้ในตู้ ใส่พาน ขึ้นหิ้งไว้บูชา ปรากฏว่า "ช่างไก่" ได้ย้ายร้านจากแยก "พิชัย" ไปย่านสะพาน "ซังฮี้" ก็ตามไปจนเจอครับ "ช่างไก่" ก็ยังอารมณ์ดีและมีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงดีสมวัย ถึงแม้จะเข้าช่วงปลายของชีวิต นอกจากนั้นผมได้นำเอารองเท้าหลายคู่ของผมที่ชำรุด ไปให้ "ช่างไก่" ซ่อม เหมือนที่ผมเคยทำเมื่อ หลายสิบปีก่อน ก็ได้อุดหนุน "ช่างไก่" ที่ผมถือว่าเป็นพสกนิกรที่โชคดีที่สุดคนหนึ่ง ที่เป็น "ช่างนอกราชสำนัก" ได้มีโอกาสถวายงานแด่พระองค์ท่านและตอกย้ำให้ผมได้เห็นถึงวิถีแห่ง "ความพอเพียง" ของพระองค์ท่าน ที่แสนจะเรียบง่ายเหลือเกิน เชื่อไหมครับว่าคนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันหากรองเท้าที่ใส่เกิดชำรุดเสียหายหรือเพียงแค่เป็นรอยนิดหน่อยก็ทิ้งกันแล้วครับ แต่ "พระเจ้าอยู่หัว" ท่านทรงไม่ทิ้ง ทรงโปรดให้นำมาซ่อม เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ ก็น่าจะเป็นอีกแบบอย่างหนึ่งของการใช้ชีวิต ที่สิ่งใดควรใช้ก็ใช้ สิ่งใดที่ไม่จำเป็นต้องใช้ก็ไม่ควรใช้ สิ่งใดควรซ่อมก็ซ่อม เป็นการใช้ชีวิตแบบ "พอเหมาะ", "พอดี" และ "พอเพียง" ที่ลงตัวในทุก "มิติ" โดยแท้จริง

         จากการที่ผมได้ไปพบเจอ "ช่างไก่" ที่ห่างเหินกันมานาน ทั้งยังมีโอกาสได้ไปกราบ "ฉลองพระบาท" ที่ "ช่างไก่" ได้ใส่พาน ตั้งอยู่บนหิ้งบูชา ก็สารภาพตามตรงครับว่าคนที่ใจแข็งอย่างผมยังกลั้นน้ำตาลูกผู้ชายเอาไว้ไม่ไหว

         ใจเหม่อลอยออกไปไกล คิดถึงพระองค์ท่านจนสุดขั้วหัวใจเลยครับ

“ภูมิสังคม” ที่ “พอเพียง”ของ “ในหลวง”

          เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ที่ผ่านมาก่อนที่ "ในหลวง" จะเสด็จสวรรคตเพียง 5 วัน ผมได้เขียนถึงแนวคิด "ภูมิสังคม" ที่ "พอเพียง" ของ "ในหลวง" ที่พระองค์ทรงเป็น "ต้นแบบ" ให้พสกนิกรของพระองค์ท่านได้เห็นว่าที่ก่อนจะทำกิจการงานใด มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการที่จะต้องศึกษาจนเกิดความเข้าใจถ่องแท้ในทุก ๆ "มิติ" ให้ได้เสียก่อน ยิ่งถ้าเริ่มจากความรู้ความเข้าใจมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีชัยชนะในการพัฒนามากยิ่งขึ้นเท่านั้น ความรู้ความเข้าใจ "ภูมิสังคม" นี้นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นที่สุด เพราะในการแก้ไขปัญหาที่สลับซับซ้อน ไม่อาจจะทำทีเดียวให้สำเร็จเด็ดขาดได้ จำเป็นต้องมีกระบวนการค่อย ๆ ทำค่อย ๆ แก้ไขไป ในบางโครงการของ "ในหลวง" ต้องเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรด้วยพระองค์เองถึง 45 ครั้ง เพราะพอแก้ไขปัญหาหนึ่งสำเร็จ ก็ส่งผลกระทบถึงปัญหาอีกอย่างหนึ่ง เป็นลูกโซ่ไม่รู้จักจบสิ้น ความรู้ความเข้าใจที่พระองค์ทรงรับสั่งว่าเป็น "ภูมิสังคม" นั้น จึงเป็น "แก่น" ที่สำคัญ จะต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่าง "เพียงพอ" และ "พอเพียง" ในทุก "มิติ" ครับ

“ภูมิสังคม” ที่ “พอเพียง”ของ “ในหลวง”

          "ในหลวง" ได้ทรงพระราชทานแนวคิดเรื่องความ "พอเพียง" ดังพระบรมราโชวาทที่ว่า "...เมื่อปี 2517 วันนั้นได้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให้พอมีพอกิน พอมีพอกินนี้ ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมี พอกินก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี..." , "...ถ้าเรารักษาความพออยู่ พอกิน นี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้..." , "...คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัยว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมี พอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทย พออยู่ พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งจิตอธิษฐาน ตั้งปณิธานในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบ พออยู่ พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ถ้าเรารักษาความ พออยู่ พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้...", "...พอเพียง มีความหมายกว้างขวางกว่านี้อีก คือคำว่าพอ ก็พอ เพียงนี้ก็พอแค่นั้นเอง คนเราถ้าพอในความต้องการก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าประเทศใดมีความคิดอันนี้ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมี มีมากอาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น..." ซึ่งกระแสพระราชดำรัสเหล่านี้ได้ทรงพระราชทานแด่ปวงชนชาวไทยในหลายครั้งต่างวาระกันไป

          เชื่อไหมครับว่ากว่า 40 ปี ที่พระองค์ได้พระราชทานแนวคิดดังกล่าว คนไทยส่วนใหญ่กลับละเลยเรื่อง "ภูมิสังคม" ที่ "พอเพียง" หลักฐานที่เห็นชัดเจน คือ "หนี้สินในครัวเรือน" จากข้อมูล "ธนาคารแห่งประเทศไทย" เปิดเผยยอดคงค้างหนี้ครัวเรือน ณ สิ้นไตรมาสอยู่ที่ระดับ 11.24 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 81.3% ต่อ "จีดีพี" หรือ "ผลผลิตในมวลรวมของประเทศ" มีครอบครัวที่ตกอยู่ในสภาวะเป็นหนี้นอกระบบ 1.2 ล้านครอบครัว คิดเป็นหนี้ 1.23 แสนล้านบาท (ที่กำลังแบกรับอัตราดอกเบี้ยกว่า 200% ต่อปี) และหนี้สินในครัวเรือนก็มีแนวโน้มว่าจะขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ จึงเป็นความจริงที่เจ็บปวดว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้กำลังตกอยู่ในสภาวะหนี้สินท่วมและสิ้นเนื้อประดาตัว ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งเป็นหนี้ ยิ่งอยากทันสมัยเท่าไรก็ยิ่งยากจนมากขึ้นเท่านั้น ก็เกิดปรากฎการณ์ "รวยกระจุก จนกระจาย" ก่อให้เกิดความ "ไร้เสถียรภาพ" ทางสังคม แต่ "พระองค์ท่าน" ทรงมีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกล "ภูมิสังคม" ที่ "พอเพียง" จึงเป็น "หนึ่งทางเลือกอันเป็นทางรอด" ผมเองก็ได้นำเอาแนวคิดของพระองค์ท่านมาปรับประยุกต์ใช้และได้ผลดีเยี่ยมทุกครั้ง

        หลักการสำคัญของ"ภูมิสังคม" ที่ "พอเพียง"ของพระองค์ท่าน เท่าที่กำลังสติปัญญาของผมพอที่จะเข้าใจและถ่ายทอดได้มีดังนี้ครับ "ข้อที่ 1" คือ "การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี" "ข้อที่ 2" คือ "ความพอประมาณ" ส่วน "ข้อที่ 3" คือ "การมีเหตุผล" ซึ่งทั้ง 3 ข้อ หลัก ๆ นี้จะต้องทำงานร่วมกันแบบบูรณาการภายใต้เงื่อนไขของ "ความรู้" (รอบรู้ รอบคอบ ระวัดระวัง) และ เงื่อนไขของ "คุณธรรม" (ซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน สติปัญญา แบ่งปัน) ซึ่งหากทำได้เช่นนี้แล้ว ก็จะนำไปสู่วิถีการดำรงชีวิต,โครงสร้างเศรษฐกิจ,สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่มีความมั่นคง,สมดุลและยั่งยืน จะทำกิจการงานใดก็สามารถบรรลุเป้าหมายได้ดังประสงค์

         แนวคิดเรื่อง "ภูมิสังคม" ที่ "พอเพียง" ของ "ในหลวง" สำหรับผมถือว่าเป็น "มรดกทางวัฒนธรรม" ในด้านปรัชญาความคิด อันเป็นของดี ของวิเศษ ที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ น่าเสียดายที่การพัฒนาของประเทศเราไม่ได้น้อมนำเอาแนวคิดของ "พระองค์ท่าน" นำมาปรับประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง เปรียบเสมือน "ไก่ได้พลอย" หรือ "ลิงได้แก้ว" สังคมไทยก็เลยสับสนวุ่นวายขาดเสถียรภาพในแทบทุก "มิติ" อาจจะถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องทบทวนแบบจริง ๆ จัง ๆ กันเสียที ร่วมแรงร่วมใจอนุรักษ์ สืบสานและพัฒนาแนวคิด "ภูมิสังคม" ที่ "พอเพียง"ที่ "พระองค์ท่าน" ที่ได้ทรงพระราชทานไว้ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์และความสุขแก่พสกนิกรชาวไทยตามพระราชประสงค์

<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 1 - 10 of 1784
บ้านไม่บานยอดนิยม อพาร์ตเม้นท์ไม่บานยอดนิยม พิมพ์เขียวแบบบ้าน 999 บาท


หนังสือ “อัศวินอสังหาฯ พารวยกับ อ.เชี่ยว ชอบช่วย” ....ใครลงทุนทา “อสังหาฯไม่บาน” แล้วขาดทุนหรือเจ๊ง... โคตรเก่งเลย!
สามารถอ่าน บทความแนะนำหนังสือ จาก เว็บไซต์ชี้ช่องรวยได้ที่นี่

“HOTAP + CONDO” แดงแรงฤทธิ์ @ บ้านฉาง”

บ้านไม่บานอัพเดต

"ทฤษฎีใหม่" + "ความพอเพียง" กับ "บ้านเก้าพอเพียง"

“ทฤษฎีใหม่” + “ความพอเพียง” กับ “บ้านเก้าพอเพียง”

          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ ผมมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่จะนำเสนอ การนำเอาแนวคิดทั้ง "ทฤษฎีใหม่" และ "ความพอเพียง" ที่ผมได้นำมาปรับประยุกต์ใช้ในการออกแบบและก่อสร้างบ้านพักอาศัยในโครงการ "บ้านเก้าพอเพียง" ซึ่งในความคิดของผมแนวคิดทั้ง "ทฤษฎีใหม่" และ "ความพอเพียง" แท้จริงแล้วคือ ความลงตัวอย่าง "สมดุลย์" ของปัจจัยที่จำเป็นต่าง ๆ ซึ่งต้องศึกษาให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งครบถ้วนแบบ 360 องศาใน ทุก "มิติ" ครับ . . .

อ่ า น ต่ อ . . .

การออกแบบแปลนและตกแต่งภายในที่
"ประโยชน์สูงประหยัดสุด"แบบ "พอเพียง"

การออกแบบแปลนและตกแต่งภายในที่ “ประโยชน์สูงประหยัดสุด”แบบ “พอเพียง”          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้เป็นรายละเอียดในการจัดวางแปลนบ้านและการตกแต่งภายในแบบ "พอเพียง" สำหรับ "บ้านเก้าพอเพียง" โครงการรังสิตคลอง 7 ซึ่งผมได้ตั้ง "โจทย์" อันเป็นที่มาของ "สมมุติฐาน" ที่เป็นไปได้ยาก คือ บ้าน 2 ชั้น บนเนื้อที่ 50 ตารางวา 5 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1 ห้องเตรียมอาหารและรับประทานอาหาร จะเห็นได้ว่ามีพื้นที่ใช้สอยครบถ้วน สามารถตอบโจทย์การดำเนินชีวิตในปัจจุบัน ซึ่งเหตุผลสำคัญที่ผมตั้งใจจะให้บ้านหลังนี้มีพื้นที่ใช้สอยถึง 5 ห้อง เพราะโดยพื้นเพเดิมของผมเป็นคนต่างจังหวัด เติบโตมาลืมตามองโลกก็เห็นปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา และบรรดาพี่น้องที่อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาในบริเวณร่มไม้ชายคาของบ้านเดียว กัน ก็เป็นความทรงจำที่มิรู้ลืมในช่วงเยาว์วัยอันแสนสุข จัดได้ว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดีเยี่ยม . . .

อ่ า น ต่ อ . . .
คลินิกคนรักบ้าน

"หลักการทรงงาน" ของ "ในหลวง"


 

        ตลอดระยะเวลา ๗๐ ปี ที่ทรงเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ "ในหลวง" อันเป็นที่รักยิ่งของเรา ได้ทรงพระราชทาน "หลักการทรงงาน"ของพระองค์ที่ใช้ในการบริหารจัดการ โครงการในพระราชดำริกว่า ๔,๐๐๐ โครงการ ถึงแม้ "ในหลวง" จะทรงงานโดยมีหลักการต่าง ๆ มากมาย แต่ในทางปฏิบัติไม่ทรงยึดติดกรอบความคิดและหลักการ เพราะในแต่ละโครงการก็จะมีลักษณะเฉพาะตัวไม่เหมือนกัน จากการที่พระองค์ทรงงานมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนเกิดสัมฤทธิ์ผล ซึ่ง "หลักการทรงงาน" ของพระองค์ท่านได้ถูกสรุปขึ้นโดย "ศาตราจารย์นายแพทย์เกษม วัฒนชัย" ( องคมนตรี ) ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างมากจึงนำมาเผยแพร่ให้รับรู้และรับทราบเป็นแบบ อย่างให้ประชาชนทั่วไปสามารถน้อมนำไปปรับประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน . . .

อ่ า น ต่ อ . . .

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
รายการคนไทยไม่ท้อ >>  

รายการ แผ่นดินพอเพียง   

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
 

นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับ อ.เชี่ยว ฉบับสะสม
นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอ.เชี่ยว ฉบับสะสม เหลือเพียง 6 เล่ม
(เล่ม 7,8,9,10,11,12)  ราคาชุดละ 300 บาท  รวมค่าจัดส่งแบบลงทะเบียน
รายละเอียดการโอนเงิน
ชื่อบัญชี ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  ธนาคารกรุงเทพ ฯ  สาขาห้วยขวาง  ประเภทสะสมทรัพย์  บัญชีเลขที่  1764267272
แฟกซ์ pay  in
พร้อมระบุชื่อที่อยู่   หมายเลขโทรศัพท์ และ เล่มหนังสือที่สั่งซื้อ   มาที่หมายเลข  02-6441479 หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-2451399 และ 02-6441478 หรือ สำนักงานบ้านไม่บาน  เลขที่ 1  ซ.ประชาสงเคราะห์ 12   แขวงดินแดง  เขตดินแดง  กทม.  10400