สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

“กุญแจ 11 ดอก” ที่นำไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น (2)

            เมื่อสองสัปดาห์ก่อนผมได้พูดถึง "กุญแจ 11 ดอก" ที่นำไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นสาระน่ารู้ที่ผมได้เรียนรู้จากการได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนกับ "โค้ชทางพลังจิต" คือ"อาจารย์สถิตธรรม เพ็ญสุข" ซึ่งผมได้พูดถึง "กุญแจ 5 ดอก" แรกจาก "กุญแจ 11 ดอก" และในสัปดาห์นี้ผมจะพูดถึง "กุญแจ 6 ดอก" ที่เหลือ ก่อนอื่นผมขอทบทวน "กุญแจ 5 ดอก" ที่ได้กล่าวไปแล้วครับ กุญแจดอกที่ 1 คือ "การฝึกฝนแบบบูรณาการ", กุญแจดอกที่ 2 คือ "ขุมพลังแห่งความรัก", กุญแจดอกที่ 3 คือ "ประสบการณ์ในการให้อภัย" กุญแจดอกที่ 4 คือ "การกระตุ้นพลังงานในตัวตนให้สูงขึ้น" ส่วนกุญแจดอกที่ 5 คือ "พลังแห่งการชำระล้างใจให้บริสุทธิ์" ครับ

“กุญแจ 11 ดอก” ที่นำไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น (2)

            ส่วน "กุญแจ 6 ดอก" ที่นำไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นที่เหลือมีดังนี้ครับ กุญแจดอกที่ 6 คือ "การสร้างขุมพลังแห่งความดี" จะว่าไปแล้ว "ความดี" ในที่นี้คือ "จุดหมายสูงสุด" ของการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ครับ ทำให้ต้องปลูกจิตของเราอยู่ตลอดเวลาให้อยู่กับ "ขุมพลังแห่งความดี" เพราะ "ความดี" คือ "ปฏิกิริยาเร่ง" อันแสนวิเศษที่ทำให้เราพบกับคุณค่าของชีวิตที่แท้จริงครับ ส่วน กุญแจดอกที่ 7 คือ "ขุมพลังแห่งความสั่นสะเทือน" ถ้าจิตของเราสามารถเชื่อมต่อกับ "ขุมพลังแห่งความสั่นสะเทือน" นี้ได้ ก็จะทำให้เราสามารถใช้ชีวิตในสถานที่ที่ทรงพลังหรือสถานที่อันเร้นลับทุกหนแห่งบนโลกใบนี้ได้อย่างเหลือเชื่อ ทำให้ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ใดก็มักจะได้ประสบการณ์ที่เกินความคาดหมายเสมอ จาก "ขุมพลังแห่งความสั่นสะเทือน" นี้แหละครับ กุญแจดอกที่ 8 คือ "ขุมพลังแห่งความสุข" จะว่าไปแล้ว "ความสุข" เป็นพลังที่ขับเคลื่อนอยู่ในจิตของมนุษย์ที่ควรจะได้รับการพัฒนาอย่างถึงที่สุด เพราะ "ความสุข" ทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างเบิกบานและมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ "ความสุข" ทำให้ทุกโมงยามมีค่า สามารถใช้เวลาของชีวิตได้อย่างไม่มีความวิตกกังวล มีแต่ความเอิบอิ่มและปราบปลื้มใจครับ ส่วน กุญแจดอกที่ 9 คือ "เจตนารมณ์" สิ่งสำคัญที่ต้องเรียนรู้และเปิดเผยตัวตนผ่านทางความคิด ความเชื่อ ความเที่ยงตรง ความซื่อสัตย์ และความจริงแท้แห่งปัญญา เมื่อเราสามารถเชื่อมกับ "เจตนารมณ์" ที่แท้จริงของเราได้ เราก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราได้ครับ กุญแจดอกที่ 10 คือ "ความสมดุลย์ ในโลกแห่งความเป็นจริง" ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับความทนทุกข์ทรมาน ความเจ็บปวดหรือความขัดแย้งทางอารมณ์ แต่เมื่อเราได้ตระหนักรู้อย่างกระจ่างแจ้ง จนพบ "ความสมดุลย์" เราก็จะหลุดพ้นจากวังวนของกิเลส ตัณหา มายา และความรัก,โลภ,โกรธ,หลง อันเกิดจากความไม่รู้ ซึ่งจะทำให้จิตของเราเข้าสู่ "สภาวะแห่งความสมดุลย์" กุญแจดอกที่ 11 คือ "การปล่อยวาง" ดังเช่นคำกล่าวที่ว่า "สูงสุดคืนสู่สามัญ" เป็นคำพูดที่ใช้กันมากของผู้ที่ศึกษาค้นคว้าและนักปฏิบัติทางจิต ความหมายที่แท้จริงก็คือ การเข้าสู่ธรรมชาติดั้งเดิมของชีวิต เป็นการ "ปล่อยวาง" ทุกสิ่งในทุกแง่มุม ในทุกมิติ การปล่อยวางจะทำให้เราสามารถขจัด "มลภาวะ" ที่ไม่ต้องการภายใจใจเราและสามารถเผชิญกับทุกปัญหา ที่กล้ำกลายมาสู่ชีวิตเราได้ การปล่อยวางทำให้เราเป็นคนอารมณ์ดี สามารถเข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างได้อย่างง่ายดาย ทำให้มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข สรุปแล้ว "การปล่อยวาง" คือ "การบรรลุเป้าหมายสูงสุด" ของ "การค้นพบความจริงแห่งชีวิต" เป็นการปลดปล่อยมนุษย์ให้หลุดพ้นจากความเศร้าโศกเสียใจ จากความโง่เขลา แล้วกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า และสุดท้าย "การปล่อยวาง" คือการค้นพบความสุขที่แท้จริงนั่นเองครับ

            จะว่าไปแล้ว "กุญแจทั้ง 11 ดอก" จะนำพาจิตของเราให้เข้าสู่ "พลังอานุภาพ"รูปแบบใหม่ ซึ่งจะช่วยทำให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตที่แข่งขันกันอย่างรุนแรงในโลกทุนนิยมและวัตถุนิยมยุคใหม่ที่สับสนวุ่นวายได้ลงตัวอย่างมี "ดุลยภาพ" สำหรับผมเชื่อว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงโลกที่สับสนวุ่นวายนี้ได้ด้วยจิตที่เป็นพลังงานอันแสนจะบริสุทธิ์และยิ่งใหญ่ได้ด้วยตัวเราเองครับ นอกจากนั้นยังสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องโดยใช้ "กุญแจทั้ง 11 ดอก" นี้เปลี่ยนชะตาชีวิตของเรา เพียงแค่เราเลือกที่จะออกจากวิถีชีวิตที่ซ้ำซากและจำเจเดิม ๆ และฝึกฝนจิตในวิธีการใหม่ ๆ ที่สอดคล้องเข้ากับยุคสมัย ให้เข้ากับโลกที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป ผมเชื่อว่าหากลองใช้ "กุญแจทั้ง 11 ดอก" นี้ก็จะสามารถค้นพบความมหัศจรรย์ของจิตได้อย่างแน่นอนครับ

            สุดท้ายก็ต้องขอขอบคุณ "อาจารย์สถิตธรรม เพ็ญสุข" อีกครั้ง ที่ได้ให้ข้อคิดดี ๆ กับผม ทำให้ผมได้มีโอกาสนำมาถ่ายทอดให้กับท่านผู้อ่านให้ได้ลองนำไปปรับประยุกต์ใช้กันดู รับรองว่าได้ผลแน่ครับ ส่วนจะได้ผลมากหรือน้อยสักเท่าใดก็ขึ้นอยู่กับบุญบารมีและความมุ่งมั่นของแต่ละท่านครับ ก็ลองดูครับไม่แน่นะครับ "กุญแจทั้ง 11 ดอก" นี้ก็อาจนำท่านไปสู่ "ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น" ได้ครับ

“อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ที่ “สวยนานเจ็ดโคตร”

          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวในช่วงกลางเดือนเมษายนแบบนี้ สำหรับในสัปดาห์นี้ผมจะคลายร้อนโดยการนำเสนอ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ในสไตล์ "ไทยร่วมสมัย" แบบ "คลาสสิค" ที่มีรูปแบบ "สวยนานเจ็ดโคตร" ถือว่าเป็น "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ในสไตล์ "อกาลิโก" + "ไฮโซ" + "โลว์คอส" อย่างแท้จริง ขนาดผมที่คลุกคลีกับการลงทุนทำ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" มายาวนานกว่า 25 ปี พอได้เห็น "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ในรูปแบบที่ "สวยนานเจ็ดโคตร" ในสไตล์ "ไทยร่วมสมัย" แบบ "คลาสสิก" หลังนี้ ยังต้องร้อง "ว๊าว !!!" (WOW !!!) เมื่อผมออกแบบเสร็จ ทั้งยังเชื่อว่าเมื่อทำการก่อสร้างแล้วเสร็จ ก็น่าจะเป็น "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ที่คุ้มค่าคุ้มราคาที่สุดและจัดได้ว่าสวยที่สุดในซอยหลังหนึ่งที่เคยทำมาครับ

“อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ที่ “สวยนานเจ็ดโคตร”

          สืบเนื่องจากอาคารหลังนี้ตั้งอยู่ใจกลาง "กรุงเทพฯ" ย่าน "ริมคลองประปา" อยู่ติดกับทางด่วน จึงถูกควบคุมด้วยความสูงทำให้ สามารถทำการก่อสร้างได้เพียง 5 ชั้นและเป็นพื้นที่จอดรถ 1 ชั้น เนื่องจากถูกจำกัดจาก พรบ.ควบคุมอาคารที่ว่าด้วยความสูงและระยะถอยร่น ก็พลิกกันไปพลิกกันมาปรับเปลี่ยนรูปแบบกันอยู่หลายเดือนครับจนลงตัว เชื่อไหมครับว่า "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ที่ "สวยนานเจ็ดโคตร" ในสไตล์ "ไทยร่วมสมัย" แบบ "คลาสสิก" หลังนี้ เป็นหนึ่งใน "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ในฝันของผมเลยทีเดียว สำหรับคนที่ผ่านการออกแบบมากว่า 500 โครงการ ก็นับได้ว่าเป็นหนึ่งในอาคารที่ผมภาคภูมิใจแล้วจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต เพราะเมื่อออกแบบเสร็จก็รู้สึกว่าลงตัวไปทุกด้าน ในทุก "มิติ" เลยทีเดียวครับ

          "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" หลังนี้จะว่าไปแล้วสามารถเรียกได้ว่าเป็นอาคารในสไตล์ "โมเดิร์นไทย" ในสไตล์ " คอนเทมโพรารี" ("Contemporary") หรือ "ร่วมสมัย" ที่มีความสวยงามลงตัวแบบ "ไทยร่วมสมัย" และผมก็มั่นใจว่าจะไม่มีวันล้าสมัย โดยผมได้ปรับประยุกต์เอา "ความเป็นไทย" ที่ผมเรียกว่า "ไทยใหม่" หรือ "ไทยทันสมัย" ผสมผสานกับ "กลิ่นอาย" ของ "ศิลปกรรมแบบสากล" โดยมีการเล่นกับเส้นโค้งกับลวดลาย "ปูนปั้น" ประดับตกแต่งที่ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป เพราะหากมากเกินไปก็จะเป็น "ลิเก" หลงโรงได้ แต่หากน้อยเกินไปแบบ "มินิมั่ม" (Minimum) ก็จะเรียบเกินไปจนจืดชืดขาดความงามครับ

          ในการออกแบบ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" นั้น "สัดส่วน" ที่ลงตัวเป็น "แก่น" สารสาระสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ผมโชคดีครับที่ได้มีโอกาสร่ำเรียนเรื่อง "สัดส่วน" มาเป็นเวลายาวนานกว่าสิบปี โดยเริ่มจาก คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ "มหาวิทยาลัยศิลปากร" ที่ "วังท่าพระ" ซึ่งบรรดาครูบาอาจารย์ของผมในยุคนั้นหลายท่านก็เป็นถึง "ศิลปินแห่งชาติ" ในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม ไม่ว่าจะเป็น "ดร.ประเวศ ลิมปรังษี" หรือ "รองศาสตราจารย์ฤทัย ใจจงรัก" หรือ "อาจารย์วนิดา พึ่งสุนทร" ฯลฯ ซึ่งท่านทั้งหลายเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็น "ครู" ของผมทั้งสิ้น สิ่งที่ท่านได้ปลูกฝังและพร่ำสอนตั้งแต่เริ่มแรก คือ การค้นให้พบถึง "สัดส่วนที่งดงาม ลงตัวและมีเอกลักษณ์" ที่ไม่ลอกเลียนแบบใคร เป็นการพัฒนาการเชิงช่างในการต่อยอดสัดส่วนของความเป็น "ไทยที่ร่วมสมัย" สามารถอวดสายตาคนทั้งโลกได้โดยไม่อายใคร และส่วนพื้นที่ด้านบนของ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" หลังนี้ (บริเวณดาดฟ้า) บางส่วนผมก็แก้ความเลี่ยนโดยใส่หลังคาทรงปั้นหยาและหลังคามีเครื่องยอดประดับทำให้เกิดความงดงามที่ลงตัวเป็นอย่างยิ่ง มีทั้งองค์ประกอบหลักและองค์ประกอบรองอย่างครบครันไม่ขาดตกบกพร่องครับ

“อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ที่ “สวยนานเจ็ดโคตร”

          หลังจากออกแบบอาคารหลังนี้แล้วเสร็จผมก็เกิดอาการ "ว๊าว!!!" ( WOW !!! ) ขึ้นมาทันทีเพราะนานทีปีหนจะสามารถออกแบบได้ลงตัวถึงขนาดนี้ ก็อยากให้แฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ได้เกิดความภาคภูมิใจแบบที่เกิดขึ้นกับผมครับว่า "เราก็ไม่เป็นรองใคร" และอาคารที่ได้ "สัดส่วน" สวยงามที่ลงตัวเช่นนี้แหละครับเป็นศักดิ์เป็นศรีเป็นคุณงามความดี ที่สามารถอวดสายตาชาวโลกได้อย่างไม่อายใคร เป็นการต่อยอดทางวิชาความรู้ที่ "ครู" ได้พร่ำสอนและเป็นการตอกย้ำให้โลกได้รู้ว่าผมก็ "ศิษย์มีครู" ถึงแม้ว่าฝีไม้ลายมือยังห่างไกลนักจากฝีมือของ "ครู" แต่อย่างไรเสียก็ยังไม่ให้ใครต่อว่าเป็น "ลูกศิษย์" ขั้นปลายแถวของ "ครู" ได้ครับ

          สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์ที่อากาศร้อนระอุแบบสุด ๆ นี้ก็อยากให้แฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" นำรูปแบบอาคารที่ "สวยนานเจ็ดโคตร" ในสไตล์ "ไทยร่วมสมัย" แบบ "คลาสสิค" ที่ผมกำลังนำเสนออยู่นี้ นำไปต่อยอดปรับประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดเป็นศักดิ์เป็นศรีเป็นคุณงามความดี ทำให้บ้านเมืองของเราเป็น "บ้านสวยเมืองงาม" บนความ "ศิวิไลซ์" ในสไตล์ "อกาลิโก" + "ไฮโซ" + "โลว์คอส" ที่ "สวยทน,สวยทาน,สายนาน,สวยประหยัด,สวยดูดี,สวยมีชาติตระกูล" ทั้งยังเป็นความสวยงามที่มีเอกลักษณ์แบบไม่อายใครอย่างแท้จริงครับ สำหรับท่านที่สนใจก็สามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมกันได้ที่ "เว็ปไซต์ยอดฮิต" ของ "ชาวคนรักบ้าน" www.homeloverthai.com หรือติดตามความเคลื่อนไหวของผมได้ใน www.facebook.com/อ-เชี่ยว-ชอบช่วย แล้วพบกับสาระน่ารู้กันได้ใหม่ในอีกสองสัปดาห์หน้าครับ

การฟื้นคืนชีวิตใหม่ “ตึกแถวไม่บาน” อายุ 40 ปี ให้เป็น “บูทิคโฮสเทล”

          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "บ้านไม่บาน" สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้เป็นผลงานของสถาปนิกทีมงานออกแบบ "บ้านไม่บาน" อันเนื่องมาจากมีแฟน ๆ ท่านหนึ่งได้ร้องขอมาที่ผมให้ช่วยออกความเห็นหน่อยว่าควรจะทำดีหรือไม่ทำดี และถ้าตัดสินใจลงมือทำแล้วจะทำอย่างไรให้ดี เนื่องจากมีตึกแถวเก่าอายุกว่า 40 ปี อยู่ย่าน "เอกมัย" เข้าซอยที่ถนนค่อนข้างแคบ ไปราว 300-400 เมตร สภาพแวดล้อมทั่วไปก็ค่อนข้างจะทรุดโทรมสาเหตุเพราะถูกปิดทิ้งร้างไว้หลายปี แต่วันดีคืนดีสภาพแวดล้อมในย่านนั้นก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจและสังคม จะว่าไปแล้วย่าน "เอกมัย" ที่ตั้งอยู่ใกล้กับย่าน "พระโขนง" ในปัจจุบันก็เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมากครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากที่มีการสร้างโครงข่ายรถไฟฟ้า ผลที่ตามมาคือ เกิดการลงทุนในโครงการคอนโดมิเนียมน้อยใหญ่ต่างผุดขึ้นราวดอกเห็ด ทำให้ในภาพรวมมูลค่า "อสังหาริมทรัพย์" ทั้งที่ดินสิ่งปลูกสร้างทั้งใหม่และเก่าต่างขยับตัวสูงขึ้น และเกิดแนวทางในการพัฒนา "อสังหาฯไม่บาน" ในรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ คือ การปรับปรุงดัดแปลงตึกแถวเก่าให้เป็นห้องพักแบบรายวันและรายเดือน ประเภท "บูทิคโฮสเทล" ก็ถือได้ว่าเป็น "เทรนด์"ที่กำลังมาแรงแซงโค้ง สำหรับคนยุคใหม่ที่ชอบชีวิตอิสระ มักจะไม่ชอบเป็นลูกน้องใคร มักจะนิยมเป็นนายตัวเอง ทั้งยังไม่ชอบทำงานหนัก ชอบใช้ชีวิตเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ เปื่อย ๆ ไป ตามอารมณ์ (แบบอยากทำก็ทำ อยากพักก็พัก) จะว่าไปแล้วธุรกิจ "บูทิคโฮสเทล" ขนาดเล็กนั้นกำลังเป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดัดแปลงอาคารเก่าในทำเลที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า อย่างเช่นย่าน "เอกมัย" เป็นต้นครับ

การฟื้นคืนชีวิตใหม่ “ตึกแถวไม่บาน” อายุ 40 ปี ให้เป็น “บูทิคโฮสเทล”

          สารภาพตามตรงครับว่าความรู้สึกแรกที่ผมได้ไปเยี่ยมเยียนตึกแถวหลังนี้ ก็แทบไม่เชื่อว่าจะสามารถทำการปรับประยุกต์เปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้งาน ให้เป็น "บูทิคโฮสเทล" ได้ เพราะอยู่ในสภาพทรุดโทรมเป็นอย่างยิ่ง แต่โชคดีที่อยู่ไม่ไกลนักจากสถานีรถไฟฟ้า ในระยะพอเดินถึง จึงเป็นผลให้บริเวณรอบ ๆ เกิด "โฮสเทล" ขึ้นหลายแห่ง จะว่าไปแล้วแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บานหลายท่านอาจจะไม่เข้าใจความหมายของ "โฮสเทล" จากความเข้าใจของผม "ราก" ของคำว่า "โฮสเทล" (Hostel) น่าจะมาจาก "House" + "Hotel" คือ การปรับประยุกต์เปลี่ยนแปลงบ้านให้เป็นที่พักราคาประหยัดแบบง่าย ๆ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรมากนัก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางแบบประหยัด โดยเฉพาะบรรดา "Backpacker" หรือ พวก "แบกเป้เดินทาง" คนกลุ่มนี้ร้อยทั้งร้อยมักจะเดินทางมาพร้อมกับสายการบินราคาประหยัด ประเภท "Low Cost Airline" ที่มีอยู่เกลื่อนกลาดดาษดื่น เปิดให้บริการแข่งขันกันอย่างดุเดือดนับสิบสายการบิน ซึ่งนักเดินทางเหล่านี้มักจะศึกษาหาข้อมูลผ่านโครงข่าย "E-Marketing" โดยมีการจองห้องแบบ "ออนไลน์" ผ่าน "อินเตอร์เน็ต" โดยส่วนใหญ่มักจะผ่าน "Agent" ต่าง ๆ เช่น "Agoda.com", "Booking.com", ฯลฯ ซึ่งทำให้มีความสะดวกสบายและง่ายดายเป็นที่สุดครับ

          ผมเชื่อว่าในอนาคตแนวทางดังกล่าวนี้ก็น่าจะเป็นอีก "หนึ่งทางเลือกอันเป็นทางรอด" ใน "การปรับปรุงฟื้นฟู" อาคารเก่า หรือ "การให้ชีวิตใหม่" ที่ผมมักเรียกว่า กระบวนการ "Revitalization" คือ การนำเอาอาคารเก่าที่ถูกทิ้งร้างนำกลับมาใช้ใหม่ สามารถตอบโจทย์ใหม่ซึ่งก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีไม่น้อยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่เศรษฐกิจกำลังตกสะเก็ดดังเช่นในปัจจุบัน การที่จะลงทุนสร้างขึ้นมาใหม่เลยก็คงไม่ไหว เพราะไหนจะต้องเริ่มต้นหาซื้อที่ดินในทำเลที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่านที่การคมนาคมสะดวกสบาย ยิ่งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าเท่าไหร่ ที่ดินก็ยิ่งมีราคาสูงขึ้นเป็นทวีคูณเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันที่ดินตารางวาหนึ่งในย่านดังกล่าวนี้มีราคาสูงถึง ตารางวาละ 1-2 แสนบาทเลยทีเดียว หรือถึงแม้ว่าจะมีเงินที่จะซื้อก็อาจจะหาไม่ได้ หมายความว่าจะหาที่ดินทำเลที่ดี ๆ ได้ไม่ง่ายเลยครับ แล้วไหนจะต้องทำการออกแบบและทำการก่อสร้างอีก ดังนั้นการปรับปรุงอาคารเก่าเพื่อนำมาใช้งานใหม่ดูจะน่าสนใจและเหมาะสมกว่าครับ

การฟื้นคืนชีวิตใหม่ “ตึกแถวไม่บาน” อายุ 40 ปี ให้เป็น “บูทิคโฮสเทล”

          ด้วยเหตุและผลดังกล่าว ผมจึงเสนอให้เจ้าของตึกแถวเก่าอายุกว่า 40 ปี 2 คูหา ย่าน "เอกมัย" ทำการออกแบบปรับปรุงอาคารเก่าเป็นการให้ชีวิตใหม่ โดยการดัดแปลงทำเป็นห้องพักทั้งในรูปแบบรายวันและรายเดือนเพื่อรองรับนักเดินทางที่มีงบประมาณจำกัดประเภท"Backpacker" หรือ "แบกเป้เดินทาง" ซึ่งเป็นกระแสที่กำลังเป็นที่นิยมของนักเดินทางทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิด "AEC" เสรีอาเซียน ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในแทบทุก "มิติ" ครับ เพราะประเทศของเราโดยทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ถือได้ว่าได้เปรียบ เพราะเป็น "ศูนย์กลาง" ("HUB")ของโครงข่ายระบบ "โลจิสติกส์" ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางทางอากาศ,การเดินทางโดยรถยนต์,การเดินทางโดยรถไฟความเร็วสูง รวมทั้งการคมนาคมทางน้ำ สำหรับความเห็นของผมในอนาคตการปรับปรุงอาคารเก่าขึ้นมาเพื่อรองรับนักเดินทางในลักษณะนี้ก็จะเพิ่มขึ้นหลายเท่าทวีคูณ ยิ่งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าก็ยิ่งเป็นจุดดึงดูดที่สำคัญครับ

          สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ก็น่าจะเป็นข้อคิดดี ๆ สำหรับหลาย ๆ ท่านที่มีตึกแถวที่ตกอยู่ในสภาพทรุดโทรม ถูกทิ้งร้าง จากเดิมเคยเป็นย่านที่เงียบเหงา ซบเซาก็จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นย่านที่คึกครื้น คึกคัก เพราะการคมนาคมที่สะดวกสบายภายใต้โครงข่ายการขนส่งมวลชนและผมเชื่อว่าการปรับปรุงตึกแถวเก่า 2 คูหานี้คงเป็น "ต้นแบบ" ให้กับอีกหลายอาคารทั้งยังเป็นแนวทางที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับสภาพเศรษฐกิจที่ตกอยู่ในสภาวะฝืดเคืองดังเช่นในปัจจุบัน เพราะใช้งบประมาณในการปรับปรุงไม่มาก มีความเสี่ยงน้อย เพราะอาคารเดิมมีอยู่แล้ว จึงถือว่าเป็นการลงทุนใน "อสังหาฯไม่บาน" ที่มีความ "พอเพียง" อย่างแท้จริงครับ

          สัปดาห์นี้ก็ชื่นชมความงามภายนอกของตึกแถวเก่าอายุกว่า 40 ปีที่ถูกปรับให้เป็น "บูทิคโฮสเทล" ย่าน "เอกมัย" กันไปพลาง ๆ ก่อน ส่วนอาทิตย์หน้ามาดูกันว่าการตกแต่งภายในจะสวยสดงดงามสักเพียงใด ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นกำลังใจให้กับบรรดาเจ้าของตึกแถวเก่าที่ถูกทิ้งเปล่าประโยชน์อีกหลายท่าน ก็ลองนำเอาแนวคิดของผมไป "ต่อยอด"ทำให้ดีกว่าที่ผมได้ลงมือทำไว้ ทั้งยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับบรรดา "SMEs" ประเภท "ผู้ประกอบการขนาดเล็ก" จัดได้ว่าเป็นการ "สตาร์ทอัพ" (Start Up) ที่งดงามและสมบูรณ์แบบทั้งยังมีความ "พอเหมาะ" + "พอดี" + "พอเพียง" เป็นอย่างยิ่งครับ สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้คงมีแค่นี้ แล้วพบกันอีกสองสัปดาห์หน้า มาดูกันว่ารูปลักษณ์ภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไปยังสวยสดงดงามถึงขนาดนี้ รูปลักษณ์ภายในจะสวยงามขนาดไหนก็คงต้องอดใจรอกันอีกสองสัปดาห์ครับ

“กุญแจ 11 ดอก” ที่นำไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น

            เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสโดยบังเอิญไปพบกับ "โค้ชทางพลังจิต" คือ "อาจารย์สถิตธรรม เพ็ญสุข" จากการที่ได้เสวนาและได้มีโอกาสอ่านข้อเขียนของท่านก็พบว่า มีข้อคิดที่น่าสนใจมากมายครับ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตของบรรดาท่านผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อยครับ จากการที่ได้แลกเปลี่ยน,เรียนรู้ และแบ่งปันกับ "โค้ชพลังจิต" ท่านนี้ก็ทำให้ผมรู้ว่า "สิ่งมหัศจรรย์ที่สุดของมนุษย์" คือ "การค้นพบพลังจิตที่ยิ่งใหญ่ที่ซ่อนไว้อย่างเงียบเชียบในตัวเอง" หลายท่านที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่และยั่งยืนได้เพราะ "พลังจิต" นี้ครับ เป็นเสมือน "พลังแห่งการกระตุ้น" ให้มนุษย์เข้าสู่สังคมแห่ง "การเรียนรู้" ซึ่ง "การเรียนรู้" ก็จะนำไปสู่ "ปัญญา" ที่สามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้อย่าง "ไม่มีขอบเขต" และ "ไร้ขีดจำกัด" อันจะนำไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ได้ในที่สุด ซึ่ง "โค้ชทางพลังจิต" ท่านนี้ได้กล่าวถึง "กุญแจ 11 ดอก" เพื่อใช้ไขเข้าไปสู่ความล้ำลึกกว่า "อุปนิสัย" ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของชีวิตมนุษย์ จะว่าไปแล้ว "กุญแจ 11 ดอก" คือการพัฒนาของ "พลังจิต" ที่คนปรกติทั่วไปสามารถก้าวเข้าไปถึงและสามารถเชื่อม "กุญแจ 11 ดอก" ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งผมได้ลองปฏิบัติดูแล้วก็ได้ผลดีเป็นอย่างยิ่งครับ มีรายละเอียด "กุญแจ 11 ดอก" พอสังเขปดังนี้ครับ

“กุญแจ 11 ดอก” ที่นำไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น

            กุญแจดอกที่ 1 คือ "การฝึกแบบบูรณาการ" เป็นเสมือนกับ "การกระตุ้นพลังงานแห่งการบำบัด" ที่จะช่วยปลุกตัวตนภายใน สามารถขจัด "พลังงานด้านลบ" และส่งเสริม "พลังงานด้านบวก" โดยพลัง "หยิน" และ "หยาง" เป็นพื้นฐานสำคัญ สำหรับกุญแจดอกที่ 2 คือ "ขุมพลังแห่งความรัก" ซึ่งทั้ง "โค้ชทางพลังจิต" ท่านนี้และตัวผมเองก็เคยพบปะเสวนากับ "ดร.เมล กิลล์" ผู้เขียนหนังสือขายดีระดับโลกอย่าง "The Meta Secret" ก็ยังได้พูดถึง "ขุมพลังแห่งความรัก" นี้ไว้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดเกี่ยวกับ "พลังแห่งความรัก" เป็น "กุญแจ" ที่สำคัญที่ก่อให้เกิดความรักในหัวใจของเราให้ได้เสียก่อน แล้วจึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแบ่งปันกับผู้อื่นที่อยู่รอบตัวตามลำดับครับ ส่วนกุญแจดอกที่ 3 คือ "ประสบการณ์ในการให้อภัย" คนส่วนใหญ่มักติดอยู่ที่ความทรงจำของอารมณ์ทางด้านลบที่รุนแรง ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ,เกลียด, อิจฉาริษยา, อาฆาตพยาบาท, มาดร้าย ฯลฯ ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่ก่อเกิดเป็น "พลังงานด้านลบ" ที่เข้ามาครอบงำในใจเราอยู่นานแสนนานจนทำให้จิตใจเศร้าหมองและทนทุกข์ทรมานในโลกแห่งความรู้สึกด้านลบที่ไม่มีทางขจัดปัดเป่าออกไปได้ จนกว่าคุณจะ "ให้อภัยอย่างไม่มีเงื่อนไข" ซึ่งประสบการณ์แห่ง "การให้อภัย" นั้นเป็นการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น เป็นการทำให้ชีวิตคุณดีขึ้นและก้าวไปสู่การประสบความสำเร็จในชีวิตได้ง่ายขึ้น เมื่อคุณสามารถให้อภัยกับตัวเองได้ รวมทั้งสามารถให้อภัยกับผู้คนที่ทำร้ายคุณได้ ถ้าหากคุณสามารถให้อภัยกับทุกสิ่งในชีวิตคุณได้ คุณก็จะหลุดพ้นจากความทนทุกข์ทรมานในอดีตที่ฝังรากลึกอยู่ในใจซึ่งส่งผลถึงปัจจุบันแล้วคุณก็จะเข้าถึงการปลดปล่อยอย่างแท้จริงเพียงแค่มีประสบการณ์ในการให้อภัยเท่านั้น กุญแจดอกที่ 4 คือ "การกระตุ้นตัวตนที่สูงขึ้น" เป็นการฝึกเชื่อมโยงจิตกับ "พลังจักรวาล" เพื่อที่จะนำไปสู่สภาวะตัวตนที่สูงกว่าในปัจจุบัน คุณต้องเชื่อว่าสิ่งใดที่คุณรู้สึก สิ่งใดที่คุณปรารถนา สิ่งนั้นคือความจริงในโลกแห่งความจริงที่จะต้องเป็นเช่นนั้น ดังนั้นสิ่งที่คุณฝัน สิ่งที่คุณหวัง และสิ่งที่คุณเชื่อ ก็จะกลายเป็นความจริงขึ้นได้ถึงแม้ความคิดและความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นอาจเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นในใจคุณเท่านั้น เหตุผลก็คือ โลกแห่งความจริงจะมีอยู่และจะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีคุณ ถ้าไม่มีคุณก็คงจะไม่มีโลกของคุณใบนี้ ถึงโลกใบนี้มีจริงแต่ถ้าไม่มีคุณ โลกความจริงในตัวคุณก็คงไม่มี "มิติแห่งจิตสัมพันธ์" ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาของจิตคุณและสิ่งรอบตัวคุณ รวมไปถึงสิ่งที่คุณสามารถสัมผัสและรู้สึกได้ เมื่อใดที่สามารถปลดปล่อยสิ่งที่ตกค้างในใจหรือสามารถปลดล็อคชีวิตของคุณได้สำเร็จ คุณจะได้ค้นพบตัวตนที่แท้จริงที่สูงส่งของคุณ คุณจะได้ตัวตนใหม่ที่สมบูรณ์แบบและสอดคล้องกับชีวิตที่ยอดเยี่ยม ในความหมายของตัวตนที่สูงกว่าเป็นการเชื่อมตัวตนกับ "พลังของจักรวาล" สำหรับ กุญแจดอกที่ 5 "พลังแห่งความบริสุทธิ์" จะว่าไปแล้วการบรรลุสู่จุดมุ่งหมายของทุกศาสนาและทุกลัทธิความเชื่อ คือ "การชำระล้างใจให้บริสุทธิ์" ให้หลุดพ้นจากสำนึกเก่า (ในด้านลบ)อย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาด ความล้มเหลว ในชีวิต หรือสิ่งที่เคยทำให้เราทนทุกข์ทรมานต่าง ๆ ก็จะสลายไป เมื่อจิตใจเราไม่ติดค้างกับสิ่งใด จิตใจของเราก็จะเข้าถึงความรู้สึกอย่างแท้จริง ของ "พลังแห่งจิตที่บริสุทธิ์" ซึ่งจะต้องผ่านกระบวนการวิวัฒนาการของความคิด ความเข้าใจชีวิตและการมีชีวิตอยู่ในแต่ละช่วงของเวลาครับ

            จะเห็นได้ว่าการที่ผมได้เสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแบ่งปันกับ "อาจารย์สถิตธรรม เพ็ญสุข" ซึ่งท่านเป็น "โค้ชทางพลังจิต" ล้วนแล้วแต่เป็นสาระประโยชน์ต่อการพัฒนาทาง "ความคิด" และ "พลังจิต" ของผม ซึ่งเนื่องจากพื้นที่มีจำกัด ยังเหลือ "กุญแจ" อีก 6 ดอก เอาไว้ต่อกันในอีกสองสัปดาห์หน้าครับ ก็ไม่แน่นะครับว่า "กุญแจ 11 ดอก" อาจจะนำท่านไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น ครอบครัวและบ้านแสนรักที่อบอุ่นขึ้น รวมไปถึงนำไปสู่ความมั่งคั่ง มั่นคงแบบยั่งยืนขึ้น ก็เป็นไปได้หากไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่เป็นอันขาดครับ

“ตู้ตั๋วแตก” อีกครั้งกับ การบรรยาย “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน”

          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณบรรดาแฟน ๆ จากทั่วประเทศที่ให้เกียรติเข้าร่วมฟังการบรรยายของผมกับ "อาจารย์รวิโรจน์ อัมพลเสถียร" ซึ่งจัดว่าเป็นเศรษฐีน้อย "อสังหาฯ" และนักเขียน "Best Seller" อีกท่านหนึ่งของบ้านเรา เกี่ยวกับการลงทุนทำ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ซึ่งการบรรยายครั้งนี้จัดขึ้นในหัวข้อ "สร้างเครื่องผลิตเงินด้วย อพาร์ทเม้นท์ กับ 2 กูรู" ที่ "โรงแรมมิลราเคิลแกรนด์" ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็เกิดปรากฏการ "ตู้ตั๋วแตก" ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ก็มีบรรดาแฟน ๆ ที่สนใจเข้าร่วมฟังกันอย่างล้นหลามจนแน่นห้องประชุมครับ ซึ่งจากการสังเกตของผมได้แบ่งผู้เข้าร่วมฟังการบรรยายออกเป็น 4 กลุ่มครับ กลุ่มแรก เป็นกลุ่ม "ชาวบางสตางค์น้อย" ประเภท "มีมั่ง ไม่มีมั่ง" รวมถึงประเภท "มนุษย์เงินเดือน" ที่มีรายได้เฉลี่ย 20,000 - 40,000 บาท ต่อเดือน เรียกว่าประกอบสัมมาอาชีวะทำมาหาเลี้ยงชีพแบบเดือนชนเดือนครับ โดยทั่วไปแล้วคนกลุ่มนี้มักจะมีหนี้สินกันไม่น้อย โดยเฉพาะที่ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนบัตรเครดิต ฯลฯ ถ้าพูดแบบคนโบราณ คนกลุ่มนี้กำลังตกอยู่ในสภาวะติดลบคือมีหนี้ที่สะสมอยู่มากกว่ารายได้ที่ได้รับในแต่ละเดือน ก็ต้องผ่อนชำระหนี้กันไป ซึ่งก็หวังว่าสักวันคงจะปลดหนี้ปลดสิน จึงเข้ามาศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการลงทุนทำ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" โดยหวังว่าจะเป็นอีก "หนึ่งทางเลือกอันเป็นทางรอด" ในอนาคตครับ สำหรับกลุ่มที่ 2 ก็จัดว่าเป็นกลุ่ม "ชาวบางสตางค์น้อย" เช่นกันครับ ที่อาจโชคดีกว่ากลุ่มแรกสักนิด คือ พอจะมีที่ดินอยู่บ้าง อาจจะเป็นที่ดินที่ได้จากมรดกหรือจากการที่ได้ซื้อเก็บไว้นานแล้ว กลุ่มนี้ก็จะมาหาหนทางที่จะสร้างประโยชน์ (Leverage) จากที่ดินที่ตัวเองมีอยู่ ก็เลยมองเห็นว่าการลงทุนทำ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" น่าจะเป็นคำตอบและเป็นอีก "หนึ่งทางเลือกอันเป็นทางรอด" เช่นกัน ในสภาวะ "เศรษฐกิจตกสะเก็ด" ดังเช่นในปัจจุบัน สำหรับกลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่มีฐานะมั่นคงในระดับหนึ่งแล้ว มีอาชีพหน้าที่การงานที่เรียกว่าสามารถลงหลักปักฐานได้มั่นคงแล้ว และที่น่าสนใจคือ หลายคนในกลุ่มนี้เป็น "นักเล่นหุ้น" ประเภทมือ "สมัครเล่น" ที่กำลังเจ็บปวดจากการ "ติดดอย" ที่ราคาหุ้นที่ร่วงลงกันกราวรูดแทบจะทั้งกระดาน จึงแสวงหาแนวทางในการลงทุนที่มีความมั่นคงปลอดภัยและยั่งยืนกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันครับ รวมทั้งได้เห็นว่าในอนาคต "มูลค่าทรัพย์จะเพิ่มขึ้น" อีกมากมายหลายเท่า ที่ภาษาทางเทคนิคการลงทุนในอสังหาฯ มักเรียกกันว่า "Capital Gain" ทั้งยังเป็นการกระจายความเสี่ยงของการลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ ไปสู่การลงทุน ใน "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ส่วนกลุ่มที่ 4 ที่จัดได้ว่าเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมมากที่สุด คือ เป็นกลุ่มที่มีทั้งที่ดินและทุนทรัพย์ มักจะเป็นกลุ่มที่มีอายุสักหน่อยก็เลยมาลองดูว่าอยากจะโยกเงินที่ฝากอยู่ในธนาคารที่ในปัจจุบันได้จากดอกเบี้ย 1-2 เปอร์เซ็นต์ มาลงทุนในธุรกิจ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ที่สามารถก่อให้เกิดรายได้ 8 -10 เปอร์เซ็นต์ต่อปี มิหนำซ้ำยังเป็นการลงทุนที่สามารถสู้กับอัตราเงินเฟ้อ 3-5 เปอร์เซ็นต์ต่อปีได้ ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ หากฝากเงินในธนาคารหรือสถาบันการเงิน นอกจากจะได้ดอกเบี้ยไม่สูงนักแล้ว ค่าของเงินยังจะลดลงทุกปี (คิดเป็นประมาณ 3-5 เปอร์เซ็นต์) แต่ถ้าลงทุนใน "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" มูลค่าที่ดินและสินทรัพย์จะเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างน้อย 3-5 เปอร์เซ็นต์ เป็นอัตราผกผัน เหมือนกับเมื่อ 20-30 ปีก่อน ผมเคยทานก๋วยเตี๋ยวชามละ 8- 10 บาท แต่ในปัจจุบันเพิ่มขึ้น 5 เท่า เป็นก๋วยเตี๋ยวชามละ 40-50 บาทแล้วครับ ทั้ง ๆ ที่ปริมาณเท่าเดิม ฉันใดฉันนั้นครับ

“ตู้ตั๋วแตก” อีกครั้งกับ การบรรยาย “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน”

          ก็เต็มอิ่มกันครับกับการบรรยายแบบ "มาราธอน" ตั้งแต่ 9 โมงเช้า โดยประมาณ ไปเสร็จสิ้นเอาตอน 6 โมงเย็น คนทั้ง 4 กลุ่มก็ได้เรียนรู้ "ข้อเท็จจริง" ใน "มิติ" ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการลงทุน "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" อย่างน้อยก็จะได้เรียนรู้ศักยภาพของตัวเองว่าสามารถทำอะไรได้บ้างและไม่ได้บ้าง รวมถึง จะเริ่มต้นลงมือทำอย่างไรครับ

“ตู้ตั๋วแตก” อีกครั้งกับ การบรรยาย “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน”

          ก็เป็นระยะเวลากว่า 8 ชั่วโมง เต็มอิ่มทั้งผู้บรรยายและผู้ฟังการบรรยายครับ ผมมักพูดเสมอว่าการเรียนรู้เป็นขั้นตอนที่มีความสุขครับ จะรู้มากหรือรู้น้อยก็ก่อให้เกิดความสุข ส่วนจะสุขมากหรือสุขน้อยก็ขึ้นอยู่กับกำลังสติปัญญาของผู้ฟังแต่ละท่านที่จะสามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้ก่อให้เกิดประโยชน์กับตนเองและผู้อื่นด้วยความไม่ประมาทกันครับ

“ตู้ตั๋วแตก” อีกครั้งกับ การบรรยาย “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน”

          ในช่วงสุดท้ายซึ่งเป็นช่วงของการตอบปัญหาข้อข้องใจผมยังได้ฝากข้อคิดไว้ให้เป็น "ปริศนาธรรม" ว่า "ปัญหาทุกปัญหาจะไม่ใช่ปัญหา หากเจ้าของปัญหาไม่เป็นตัวปัญหา ในการแก้ไขปัญหา !!! " ก็เสร็จสิ้นการบรรยายลงอย่างงดงามและสมบูรณ์แบบครับ ผมเชื่อว่าหลายท่านคงเดินทางกลับไปพร้อมกับ "ความฝัน" และ "ความหวัง" ที่จะเป็นเจ้าของ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" สักหลัง ที่จริงแล้ว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" สำหรับผมมีหลายขนาดครับ (จะว่าไปแล้วมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 5 แสนบาทสำหรับห้องเช่าชั้นเดียว 1-2 คูหา) จึงทำให้ผมเชื่อว่าทุกท่านไม่ว่าจะยากดีมีจนเช่นไรก็สามารถเป็นเจ้าของได้ครับ ต่างกันเพียงแค่จะเริ่มต้นอย่างไรเท่านั้นครับ จะว่าไปแล้วที่ยากที่สุดคือการตัดสินใจลงมือทำนั่นแหละครับ ถ้ายังลังเลคิดวกไปเวียนมาว่าจะทำดีหรือไม่ทำดี รับรองว่าชาตินี้ไม่ได้ลงทุนทำ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" หรอกครับ ก็เอาไว้ลุ้นกันใหม่ในชาติหน้าตอนบ่าย ๆ ค่อยลงมือทำกัน ก็เลยขอย้ำนะครับว่า "ลงมือทำเสียในชาตินี้ ไม่ต้องรอชาติหน้า" ครับ สำหรับท่านที่สนใจก็สามารถเข้าไปดูรายละเอียดในเว็ปไซต์ www.homeloverthai.com ส่วนท่านที่พลาดโอกาสที่เข้าร่วมฟังการบรรยายในครั้งนี้คงต้องรอในโอกาสหน้าก็คงอีกสักพักใหญ่ ๆ ครับ แล้วพบกับสาระน่ารู้กันได้ใหม่อีกสองสัปดาห์หน้าครับ

<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 1 - 10 of 1742
บ้านไม่บานยอดนิยม อพาร์ตเม้นท์ไม่บานยอดนิยม พิมพ์เขียวแบบบ้าน 999 บาท

หนังสือ “อัศวินอสังหาฯ พารวยกับ อ.เชี่ยว ชอบช่วย” ....ใครลงทุนทา “อสังหาฯไม่บาน” แล้วขาดทุนหรือเจ๊ง... โคตรเก่งเลย!
สามารถอ่าน บทความแนะนำหนังสือ จาก เว็บไซต์ชี้ช่องรวยได้ที่นี่

เปิดตัวแล้วสำหรับ หนังสือรวม  52  รูปแบบ “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน”  กับอาจารย์ “เชี่ยว  ชอบช่วย”

“HOTAP + CONDO” แดงแรงฤทธิ์ @ บ้านฉาง”

บ้านไม่บานอัพเดต

การฟื้นคืนชีวิตใหม่ "ตึกแถวไม่บาน" อายุ 40 ปี ให้เป็น "บูทิคโฮสเทล"

การฟื้นคืนชีวิตใหม่ “ตึกแถวไม่บาน” อายุ 40 ปี ให้เป็น “บูทิคโฮสเทล”

          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "บ้านไม่บาน" สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้เป็นผลงานของสถาปนิกทีมงานออกแบบ "บ้านไม่บาน" อันเนื่องมาจากมีแฟน ๆ ท่านหนึ่งได้ร้องขอมาที่ผมให้ช่วยออกความเห็นหน่อยว่าควรจะทำดีหรือไม่ทำดี และถ้าตัดสินใจลงมือทำแล้วจะทำอย่างไรให้ดี เนื่องจากมีตึกแถวเก่าอายุกว่า 40 ปี อยู่ย่าน "เอกมัย" เข้าซอยที่ถนนค่อนข้างแคบ ไปราว 300-400 เมตร สภาพแวดล้อมทั่วไปก็ค่อนข้างจะทรุดโทรมสาเหตุเพราะถูกปิดทิ้งร้างไว้หลายปี แต่วันดีคืนดีสภาพแวดล้อมในย่านนั้นก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจและสังคม จะว่าไปแล้วย่าน "เอกมัย" ที่ตั้งอยู่ใกล้กับย่าน "พระโขนง" ในปัจจุบันก็เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมากครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากที่มีการสร้างโครงข่ายรถไฟฟ้า ผลที่ตามมาคือ เกิดการลงทุนในโครงการคอนโดมิเนียมน้อยใหญ่ต่างผุดขึ้นราวดอกเห็ด ทำให้ในภาพรวมมูลค่า "อสังหาริมทรัพย์" ทั้งที่ดินสิ่งปลูกสร้างทั้งใหม่และเก่าต่างขยับตัวสูงขึ้น และเกิดแนวทางในการพัฒนา "อสังหาฯไม่บาน" ในรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ . . .

อ่ า น ต่ อ . . .

"อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ที่ "สวยนานเจ็ดโคตร"

“อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ที่ “สวยนานเจ็ดโคตร”          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวในช่วงกลางเดือนเมษายนแบบนี้ สำหรับในสัปดาห์นี้ผมจะคลายร้อนโดยการนำเสนอ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ในสไตล์ "ไทยร่วมสมัย" แบบ "คลาสสิค" ที่มีรูปแบบ "สวยนานเจ็ดโคตร" ถือว่าเป็น "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ในสไตล์ "อกาลิโก" + "ไฮโซ" + "โลว์คอส" อย่างแท้จริง ขนาดผมที่คลุกคลีกับการลงทุนทำ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" มายาวนานกว่า 25 ปี พอได้เห็น "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ในรูปแบบที่ "สวยนานเจ็ดโคตร" ในสไตล์ "ไทยร่วมสมัย" แบบ "คลาสสิก" หลังนี้ ยังต้องร้อง "ว๊าว !!!" (WOW !!!) เมื่อผมออกแบบเสร็จ ทั้งยังเชื่อว่าเมื่อทำการก่อสร้างแล้วเสร็จ ก็น่าจะเป็น "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ที่คุ้มค่าคุ้มราคาที่สุดและจัดได้ว่าสวยที่สุดในซอยหลังหนึ่งที่เคยทำมาครับ . . .

อ่ า น ต่ อ . . .
คลินิกคนรักบ้าน

"กุญแจ 11 ดอก"
ที่นำไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น (2)


“กุญแจ 11 ดอก” ที่นำไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น (2)        เมื่อสองสัปดาห์ก่อนผมได้พูดถึง "กุญแจ 11 ดอก" ที่นำไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นสาระน่ารู้ที่ผมได้เรียนรู้จากการได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนกับ "โค้ชทางพลังจิต" คือ"อาจารย์สถิตธรรม เพ็ญสุข" ซึ่งผมได้พูดถึง "กุญแจ 5 ดอก" แรกจาก "กุญแจ 11 ดอก" และในสัปดาห์นี้ผมจะพูดถึง "กุญแจ 6 ดอก" ที่เหลือ ก่อนอื่นผมขอทบทวน "กุญแจ 5 ดอก" ที่ได้กล่าวไปแล้วครับ กุญแจดอกที่ 1 คือ "การฝึกฝนแบบบูรณาการ", กุญแจดอกที่ 2 คือ "ขุมพลังแห่งความรัก", กุญแจดอกที่ 3 คือ "ประสบการณ์ในการให้อภัย" กุญแจดอกที่ 4 คือ "การกระตุ้นพลังงานในตัวตนให้สูงขึ้น" ส่วนกุญแจดอกที่ 5 คือ "พลังแห่งการชำระล้างใจให้บริสุทธิ์" ครับ . . .

อ่ า น ต่ อ . . .

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
รายการคนไทยไม่ท้อ >>  

รายการ แผ่นดินพอเพียง   

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
 

นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับ อ.เชี่ยว ฉบับสะสม
นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอ.เชี่ยว ฉบับสะสม เหลือเพียง 6 เล่ม
(เล่ม 7,8,9,10,11,12)  ราคาชุดละ 300 บาท  รวมค่าจัดส่งแบบลงทะเบียน
รายละเอียดการโอนเงิน
ชื่อบัญชี ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  ธนาคารกรุงเทพ ฯ  สาขาห้วยขวาง  ประเภทสะสมทรัพย์  บัญชีเลขที่  1764267272
แฟกซ์ pay  in
พร้อมระบุชื่อที่อยู่   หมายเลขโทรศัพท์ และ เล่มหนังสือที่สั่งซื้อ   มาที่หมายเลข  02-6441479 หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-2451399 และ 02-6441478 หรือ สำนักงานบ้านไม่บาน  เลขที่ 1  ซ.ประชาสงเคราะห์ 12   แขวงดินแดง  เขตดินแดง  กทม.  10400