สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

จับตานโยบาย “OBOR” (One Belt One Road) กับ “American First”

เมื่อวันที่  14  พฤษภาคม   ที่ผ่านมา "ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง"  ได้กล่าวเปิดการประชุมแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจ  "เส้นทางสายไหมใหม่"  หรือ "One  Belt  One  Road"  ("OBOR")  ทั้งยังประกาศว่า  "จีน" จะทุ่มเงินกว่า   124,000  ล้านดอลล่าร์ (ประมาณ  4,216  ล้านล้านบาท)  สำหรับโครงการนี้    จะว่าไปแล้วนโยบายนี้เปิดตัวครั้งแรก  ปี พ.ศ.  2556   หรือ  4  ปีมาแล้ว   ซึ่งนโยบาย  "OBOR"  จัดได้ว่าเป็น   "อภิมหาโครงการเขย่าโลก"  ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายทั้งในด้านเศรษฐกิจ,สังคม และการเมือง  ทั้ง "ทางบก"  คือ  ถนน ,รถไฟ และ "ทางทะเล"  คือ  ท่าเรือ  เชื่อม "เอเชีย" , "แอฟริกา" , "ยุโรป" และภูมิภาคอื่น ๆ  เข้าด้วยกัน    ในการประชุม  2  วัน  (14-15  พ.ค.)   ที่  "ปักกิ่ง" มีผู้นำจาก  29  ประเทศ   (รวมถึง  "เกาหลีเหนือ" ก็มา!!!)  แต่จุด "ไฮไลท์" ของงานประชุมครั้งนี้  คือ   นาย "วลาดิเมียร์  ปูติน"  ผู้นำ  "รัสเซีย" ก็ได้  เข้าร่วมประชุมกับเขาด้วยแนวคิดหลักของ "OBOR" พุ่งเป้าไปยัง  "การค้า"  คือ  "กลไก" ( "เครื่องจักร") ที่สำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ,สังคมและการเมืองระหว่างประเทศ   โดยไม่มุ่งเน้นการขยายอิทธิพล "จีน" ไปทั่วโลก    แต่เป็นกระบวนการสร้างประโยชน์ร่วมกัน  เปิดรับทุกประเทศ  ไม่ใช่วิถีแบบเก่า ๆ  ที่สร้างความขัดแย้ง  สิ่งเดียวที่ส่งเสริม คือ  ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

นอกจากนั้น  "ธนาคารเพื่อการพัฒนาจีน"   และ  "ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าจีน"  ได้เตรียมเงินไว้ถึง 3.8  แสนล้านหยวน   (คิดเป็นเงินไทย  1.9  ล้านล้านบาท)  เพื่อให้ประเทศที่เข้าร่วมในโครงการกู้   ทั้งยังมีการตั้ง  "กองทุนเส้นทางสายไหม"  ถึง  1 แสนล้านหยวน (5  แสนล้านบาท)    รวมไปถึงเงินให้เปล่า  6  หมื่นล้านหยวน ( 3  แสนล้านบาท)  สำหรับ "ประเทศกำลังพัฒนา" ที่อยู่บนเส้นทางของโครงการ  "OBOR"  

ในขณะที่  "จีน"  กำลังเริ่มต้นนโยบาย  "อภิมหาโครงการเขย่าโลก"  แต่  "สหรัฐฯ" กำลังเริ่มต้นใช้นโยบาย "ปกป้องการค้า" ของประธานาธิบดี  "โดนัล  ทรัมป์"    จะเห็นได้ว่าเพียง2  วันหลังพิธีสาบานตนของ  "ทรัมป์" ได้ลงนามถอนตัวจากการเจรจาข้อตกลง "หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก  (TPP)"  ที่ริเริ่มไว้ในสมัยรัฐบาล "โอบามา"   รวมไปถึงนโยบายการกีดกันการค้าเพื่อปกป้องประโยชน์ "สหรัฐฯ"   (ซึ่งสวนทางกับนโยบาย  "การค้าเสรี") โดยมุ่งเน้นนโยบาย  "American  First"  รวมไปถึงการแต่งตั้งคณะทำงานประเภท  "สายเหยี่ยว" เข้ามาดำรงตำแหน่งด้านการค้า    หากพิจารณาปี  ค.ศ.  2015   จะเห็นได้ว่า  "สหรัฐฯ" นั้น "ขาดดุล" กับ  "จีน" มากมายมหาศาลที่สุดถึง  3.67  แสนล้านดอลล่าร์    "โกลด์แมน  แซกช์"  ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์อย่างน่าสนใจเอาไว้ว่า ต่อให้ "สหรัฐฯ"  ดำเนินนโยบายเข้มงวด  กีดกันการค้ากับ  "จีน" แค่เพียงประเทศเดียว  ก็จะส่งผลกระทบในวงกว้างถึง  "ห่วงโซ่อุปทาน"   เพราะ "จีน"  เป็นผู้ผลิตสินค้าขั้นสุดท้าย  แต่สินค้า  "ขั้นกลาง"  นั้น "จีน" นำเข้าจากประเทศอื่น (รวมทั้งประเทศ "ไทย")  ประมาณว่าสินค้าส่งไป  "จีน" อย่างน้อย  40%  ถูกนำไปผลิตเพื่อส่งออกอีกต่อหนึ่ง    ในมุมมองของ  "Capital  Economic"  ผู้เชี่ยวชาญที่เป็น  "Think  Tank" เชื่อว่า  "สงครามการค้า" ระหว่าง "สหรัฐฯ"  กับ "จีน"  จะถูกตอบโต้กลับจาก "จีน" ใน 3  รูปแบบ

1)     ตอบโต้กลับโดยตรง  โดยการขึ้นภาษีสินค้า  "อเมริกัน" ที่จะขายให้ "จีน"   รวมถึง "จีน"จะเพิ่มความเข้มงวด,กฎระเบียบกับบริษัทสัญชาติ "อเมริกา"

2)     ตอบโต้กลับโดยการลดค่าเงิน "หยวน"  สร้างความได้เปรียบในการส่งออก

3)     ไม่ตอบโต้กลับ  รอจังหวะโอกาส  "นิ่งสงบ+สยบความเคลื่อนไหว"  แต่จะใช้วิธีเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศโดยผ่อนคลายมาตรการทางการเงิน  เพื่อเป็นการลดผลกระทบจากการกีดกันทางการค้าของ "สหรัฐฯ"

แนวคิด "OBOR"   จัดได้ว่าเป็น "อภิมหาโครงการเขย่าโลก" ภายใต้การกำกับของ "ประธานาธิบดี  สี จิ้นผิง"  ของ "จีน"  กำลังนำโลกไปสู่การเผชิญหน้าและจะนำไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุ่นแรงจนเกิดเป็น  "สงครามการค้า"  ระลอกใหม่อีกครั้งกับแนวคิด  "American  First"  ของ "ประธานาธิบดี  โดนัล  ทรัมป์"  อันจะนำไปสู่ความขัดแย้งของชาติ  อภิมหาอำนาจของโลกอย่าง  "จีน" และ  "สหรัฐอเมริกา"   และที่ต้องระมัดระวัง  คือ   ประเทศ "ไทย" ของเราในทาง "ภูมิศาสตร์" เป็นศูนย์กลางของ "อาเซียน"  ในแง่  "โลจิสติกส์" ก็คงหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ตามมาไม่ได้  

เอาไว้ต่อคราวหน้าผมจะทำหน้าที่  "สุนัขเฝ้าบ้าน" วิเคราะห์ให้เห็นถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับประเทศ "ไทย" อันเป็นที่รักยิ่ง      แบบ "รู้เขารู้เรา"  จะได้เตรียมตัวเตรียมใจที่จะรับมือกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น  และจะช่วยให้สามารถประคับประคองสถานการณ์แบบ  "เดินทางสายกลาง"  ให้สามารถอยู่รอดปลอดภัยและสามารถรักษาเอกราชและอธิปไตยของเราไว้ได้ครับ

โครงการ “เดอะ ชีวา” ที่ “เขาใหญ่” กับ “การก่อสร้างสำเร็จรูป”

สวัสดีครับแฟนๆ ชาว  "คนรักบ้าน" สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอความรู้เกี่ยวกับ  "ระบบก่อสร้างสำเร็จรูป"  ที่ผมได้นำมาใช้ในโครงการ "เดอะ ชีวา" ("The  Chive")  ที่ "เขาใหญ่" ซึ่งที่ผ่านมาผมก็เคยได้พูดถึงการมาถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้    และได้เผยแพร่ความรู้ให้กับสาธารณะมานานหลายปีเกี่ยวกับ  "ระบบก่อสร้างสำเร็จรูป"  หรือที่มักเรียกว่าระบบ  "Pre-Fabrication"   ซึ่งก็เป็นอย่างที่ผมได้คาดการณ์เอาไว้ครับ   เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่คนไทยยุคใหม่ไม่นิยมเข้ามาทำงานเป็นช่างก่อสร้างประเภท  ช่างอิฐ,  ช่างปูน, ช่างไม้,  ช่างปูกระเบื้อง, ช่างไฟฟ้า ฯลฯ  ทำให้บรรดาบริษัทรับเหมาก่อสร้างต่างๆ    ไม่มีทางเลือกก็เลยต้องนำแรงงานต่างชาติเข้ามาทดแทนแรงงานคนไทยที่ขาดแคลน  จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันมีคนงานต่างชาติอยู่กันเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด  ซึ่งแรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ใช่ช่างฝีมือ  อีกทั้งยังไม่ได้มาตรฐานการก่อสร้าง     รวมถึงไม่สามารถควบคุมระยะเวลาการก่อสร้างให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ได้  ก็เลยเกิดเป็นการพัฒนารูปแบบ "การก่อสร้างสำเร็จรูป" ที่ทำให้งานได้มาตรฐานและมีคุณภาพและสามารถควบคุมเวลาและงบประมาณได้

            จะว่าไปแล้วผมได้คลุกคลีกับกระบวน "การก่อสร้างสำเร็จรูป" มายาวนานกว่า  20  ปี  ในสมัยแรกๆนั้นทุกปีผมต้องเข้าไปร่วมการประชุมที่มีการนำเสนอความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการก่อสร้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างคอนกรีตสำเร็จรูปที่ "สิงคโปร์"  ในงานประชุมประจำปีของ  "เวิลด์คอนกรีต"  และผมก็เชื่อมั่นในใจลึก ๆ ว่าวันหนึ่งเราจำเป็นต้องใช้    และเป็นไปอย่างคาดครับ   ปัจจุบันบรรดาบริษัทพัฒนา "อสังหาริมทรัพย์" ยักษ์ใหญ่ในวงการ "อสังหาริมทรัพย์"   เช่น   "พฤกษา"  ฯลฯ  ก็เป็นผู้นำด้านการก่อสร้าง  "ระบบสำเร็จรูป" จึงเป็นโจทย์ที่ท้ายทายในใจผมว่า  ในอนาคต "ผู้ประกอบการอสังหาฯ รายเล็ก" โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดา "SMEs" ต่างๆก็น่าจะได้รับประโยชน์จากระบบ "การก่อสร้างสำเร็จรูป" ที่ช่วยทำให้สามารถควบคุมต้นทุน  ควบคุมเวลาและลดการสูญเสียลงได้ 

            ซึ่งในกระบวนการพัฒนา  "อสังหาริมทรัพย์ไม่บาน" ในแต่ละโครงการของผมนั้นจะแบ่งการทำงานออกเป็น  4  ส่วนสำคัญหลักๆ   ผมมักเรียกว่าแนวคิด  "ทฤษฎีเก้าอี้  4  ขา"  ซึ่ง  "ขาที่  1"  คือ การศึกษาความเป็นไปได้ตลอดไปจนการทำ  "Pre Sale"  และ " Pre  Marketing"  เพื่อตรวจสอบเบื้องต้นถึงความเป็นไปได้   "ขาที่  2"    คือ  การออกแบบที่จำเป็นต้องหารูปแบบทางสถาปัตยกรรมและทางวิศวกรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์   ที่ต้อง  "แตกต่าง" และ  "ดีกว่า"     "ขาที่  3"   คือ  "กระบวนการก่อสร้าง" และ "การควบคุมการก่อสร้าง" ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ถูกต้องทั้งทางหลัก "สถาปัตยกรรม" และ  "วิศวกรรม"    "ขาที่  4"   คือ  "การบริหารจัดการ"  เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ  รวมไปถึงการทะนุบำรุงดูแลรักษาอสังหาริมทรัพย์นั้นให้ยังคงสวยงามดูดีมีอายุใช้งานได้นาน ๆ   ซึ่ง "4  ขา" ที่ได้กล่าวมานี้เป็นหลักการที่สำคัญในการทำงานของผมมาโดยตลอด  25  ปี  กว่า   500  โครงการที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง 

สำหรับระบบ  "Pre-Fabrication"    หรือ  "การก่อสร้างสำเร็จรูป"  ก็จะจัดอยู่ใน "ขาที่ 2"   คือ  การออกแบบทางสถาปัตยกรรมและทางวิศวกรรม  และ "ขาที่  3"  คือ การก่อสร้างและการจัดการการก่อสร้าง    ย้ำนะครับว่าในการลงทุน "อสังหาริมทรัพย์ไม่บาน" นั้นจะมองข้ามหรือจะขาดขาหนึ่งขาใดไปเสียมิได้  หากคิดจะลงทุน   ก็ต้องคิดให้ครบรอบคอบถ้วนทุกกระบวนความเหมือนกับ  "เก้าอี้" ที่ต้องมี  "4  ขา"  จึงจะมั่นคงและแข็งแรงสามารถนั่งได้อย่างสบายกาย  สบายใจและปลอดภัยครับ

           

โครงการ  "คอนโดมิเนียมรักษ์ธรรมชาติและสุขภาพดี  The  Chiva" ที่ "เขาใหญ่"    ก็ใช้ "การก่อสร้างระบบสำเร็จรูป" เพื่อก่อให้เกิด  "ประโยชน์สูงสุด" และ  "ประหยัดที่สุด"  ซึ่งความประหยัดของผมไม่ได้หมายความว่าไปลดความแข็งแรงทางวิศวกรรมและลดความสวยงามทางสถาปัตยกรรม  เพราะความสวยงาม,มั่นคง,แข็งแรงและความปลอดภัยก็ป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มองข้ามไม่ได้โดยเด็ดขาดครับ 

โครงการ  "The Chiva" เป็นคอนโดฯสำหรับคนรักษ์ธรรมชาติและรักษ์สุขภาพ ที่ตั้งอยู่ "เขาใหญ่"  ที่มีโอโซนอันดับ  7  ของโลก  ถึงพร้อมด้วย  "อ.ทั้ง  6"   คือ  อ.1.อากาศดี   อ.2. อารมณ์ดี  อ.3.อาหารดี  อ.4. ออกกำลังกายดี  อ.5. อุจจาระขับถ่ายได้ดี  และ อ.6.คือ อยู่อาศัยดี   ซึ่งผมเชื่อว่าทั้ง  "6  อ." เป็นสาระสำคัญครับ   และในฝันของผมเชื่อว่าหลายคนอยากมีคอนโดฯเพื่อการพักผ่อนตากอากาศเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพและเพื่อการลงทุนไปพร้อมกัน   ดังนั้นเพื่อให้เป็น "คอนโดฯมวลชน" ที่คนส่วนใหญ่มีโอกาสเป็นเจ้าของได้  ก็ควรจะมีราคาที่ไม่สูงเกินเอื้อมไปนัก   ซึ่งราคาที่เหมาะสมก็อยู่ประมาณ  5  แสนบาท++  (สำหรับราคาในช่วงเปิดโครงการ    และผมเชื่อว่าเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จราคาก็น่าจะขึ้นไปที่   8-9  แสนบาท)  จึงเป็นคอนโดฯเพื่อสุขภาพที่ตอบโจทย์การลงทุนเป็นอย่างยิ่งครับ

            สาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอความคืบหน้าของโครงการ "เดอะ ชีวา" ที่ "เขาใหญ่" ที่ใช้ระบบ "การก่อสร้างสำเร็จรูป"  ทำให้สามารถสร้างได้รวดเร็ว  มีมาตรฐาน      รวมถึงการควบคุมการสูญเสีย  ในการก่อสร้างและทำให้คอนโดฯ "เดอะ ชีวา" ที่ "เขาใหญ่" มีราคาต่อหน่วยเพียง  5  แสนกว่าบาท ++ ที่ฟังดูเหลือเชื่อ   แต่ก็ต้องเชื่อครับ    เพราะความจริงก็คือความจริงที่สามารถตรวจสอบและพิสูจน์ได้จริง  ท่านที่สนใจไปเยี่ยมชมหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์  081-4218323  หรือถ้าท่านใดสนใจจะศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับระบบ "การก่อสร้างสำเร็จรูป" ก็สามารถติดต่อสอบถามกันเข้ามาได้เช่นกันครับ 

สำหรับสัปดาห์นี้ก็คงมีสาระน่ารู้เพียงแค่นี้   สำหรับท่านใดที่สนใจใฝ่รู้ในรายละเอียดต่างๆเพิ่มเติม     รวมทั้งรายละเอียดย้อนหลังก็สามารถเข้าไปดูได้ที่ "เว็ปไซต์" ยอดฮิตของชาว "คนรักบ้าน" www.homeloverthai.com และ "เว็ปไซต์" น้องใหม่ที่กำลังมาแรงแซงโค้ง  www.chivagroup.com    พบกับสาระน่ารู้กันได้ใหม่อีกสองสัปดาห์หน้าครับ

“โฮมส์ออฟฟิศไม่บาน” ในสไตล์ “นีโอคลาสสิค”

สวัสดีครับแฟน ชาว "คนรักบ้าน"  ก็คงต้องยอมรับนะครับว่ารูปแบบการใช้ชีวิตในเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เป็นประเภท "บ้านเดี่ยว"  หนึ่งชั้นหรือสองชั้น  บนพื้นที่ดิน  50  ตารางวา โดยประมาณ   ซึ่งในปัจจุบันที่ดินขนาดนี้สำหรับบ้านพักอาศัยเป็นหลังๆ  ก็หากันแทบไม่ได้แล้วครับ   เพราะราคาที่ดินได้ถีบตัวสูงขึ้นไปจากเดิมนับสิบเท่า    จากแต่ก่อนที่ดินซื้อขายกันตารางวาหลักพันบาท  กลายเป็นตาราวาหลักหมื่นบาทต้น ๆ จนถึงหลักหมื่นบาทแก่ ๆ แล้วครับ   (อาจจะสูงถึง  60,000  ถึง  90,000   บาท  ต่อตารางวา)  เผลอ ๆ  ดีไม่ดีในบางทำเลที่เดิมอาจจะอยู่ในย่านชานเมือง   แต่ในปัจจุบันการคมนาคมสะดวก  เพราะอยู่ใกล้กับขนส่งมวลชนประเภทรถไฟฟ้า,รถไฟใต้ดิน,  ทางด่วน ฯลฯ   เป็นผลให้ที่ดินก็มีราคาพุ่งพรวดขึ้นไปเป็นตารางวาละ แสนบาทกันเลยทีเดียว  และผมขอฟันธงลงไปตรงนี้ครับว่า  ในอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจและการขยายตัวของการตั้งถิ่นฐานชุมชนอย่างเช่นในปัจจุบันจะส่งผลให้ในอนาคตราคาที่ดินก็จะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าทวีคูณ  ประกอบกับ  "อัตราเงินเฟ้อ" (Inflation) ในปัจจุบันมีอัตราโดยเฉลี่ย  3-5  เปอร์เซ็นต์ต่อปีเป็นอย่างน้อย   ส่งผลให้ในอนาคตเงินก็จะมีค่าลดลง  ที่ดินซึ่งเป็นทรัพยากรอันมีค่ายิ่งและมีอยู่อย่างจำกัดไม่สามารถเพิ่มได้ก็จะทวีมูลค่าขึ้น   แต่จำนวนประชากรซิครับขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในสมัยที่คุณพ่อผมยังเป็นบัณฑิตใหม่ที่เพิ่งจบจากคณะ "นิติศาสตร์"   มหาวิทยาลัย "ธรรมศาสตร์" ใหม่ ๆ   (สมัยนั้นเรียกว่า "ธรรมศาสตร์และการเมือง") ได้เข้าร่วมกับขบวนการ "เสรีไทย"  พอสงครามโลกครั้งที่  2  สิ้นสุดลง  คุณพ่อก็ได้เข้ารับราชการเป็นปลัดอำเภอเมื่อ  60  กว่าปี  ล่วงแล้ว  คุณพ่อเล่าให้ฟังว่า   สมัยนั้นประเทศไทยมีพลเมืองประมาณ   10   กว่าล้านคน  ผ่านมาไม่นานในปัจจุบันประเทศไทยของเรามีพลเมืองกว่า  70  ล้านคน   แต่หากรวมบรรดาประชากรแฝงต่างชาติทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมายต่าง ๆ   ที่อาศัยทำมาหาเลี้ยงชีพภายในร่ม "พระบรมโพธิสมภาร"  อาทิเช่น  เขมร,พม่า, ลาว,เวียดนาม,จีน,ญี่ปุ่น,ฝรั่ง ฯลฯ  และรวมไปถึงบรรดานักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมเยียนประเทศของเราแบบชั่วครั้งชั่วคราวสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป  รวม  ๆ  กันกับประชากรไทยแล้ว  ผมเชื่อว่าน่าจะเกือบ  100  ล้านคน  ซึ่งก็เป็นไปได้ทำให้ไม่แปลกใจหรอกครับว่าเมื่อมีคนจำนวนมากมายมหาศาลขนาดนั้น    ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ก็ทำให้สังคมไทยเกิดการขยายตัวในทุก "มิติ" แบบก้าวกระโดด   ผมนึกถึงคำของ  "ศ.ดร.ป๋วย  อึ๊งภากร"  ที่เคยวิพากษ์ไว้ว่าการเจริญเติบโตของทางเศรษฐกิจและสังคมของบ้านเรานั้นเป็นเหมือน "เด็กหัวโต  แข้งขาลีบเป็นโปลิโอ"  หากดูผิวเผินเหมือนเด็กที่โตไว   แต่เป็นการเติบโตแบบขาดสารอาหาร  จึงเกิด  "ช่องว่าง"ทางโครงสร้างของสังคมของประเทศแบบ  "รวยกระจุก  จนกระจาย"   ซึ่งหลักฐานก็ได้ชี้ชัดจากการที่รัฐบาลได้เปิดให้ลงทะเบียนคนยากจนที่มีรายได้ต่ำกว่า  8,000++ต่อเดือน  หรือ ไม่เกิน  100,000  บาทต่อปี  ซึ่งมีคนยากจนมาลงทะเบียนทั้งหมด  8,321,775  คน   คิดเป็นสัดส่วน 12.4%   ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ   เป็นสถิติตัวเลขที่น่าตกใจเป็นอย่างยิ่งครับว่า  คนจำนวนไม่น้อยในประเทศนี้ยังเป็นคนยากจน    หากไม่สามารถลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของความร่ำรวยและยากจนที่กำลังขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ได้  สังคมก็จะขาดเสถียรภาพ

สำหรับรูปแบบของ  "โฮมส์ออฟฟิศไม่บาน" ในสไตล์  "นีโอคลาสสิค" ที่ผมนำเสนอกับแฟน ๆ ในสัปดาห์นี้    จึงเป็นการไปแก้ที่  "แก่น"  ของ  "ปัญหา"   ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยครับ   เพราะเมื่อที่ดินมีราคาสูงขึ้น  สมาชิกในครอบครัวก็ได้เพิ่มมากขึ้น    บ้านที่เคยอยู่ก็ตกอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม ตามกาลเวลา  ก็เกินกว่าจะซ่อมแซมเยียวยาได้  สู้รื้อบ้านเก่าทิ้ง  แล้วสร้างเป็น  "โฮมส์ออฟฟิศ"  สูง  3  ชั้น   ได้ถึง  2 คูหา   มีห้องรวมกันได้ถึง  12  ห้องนอน   12  ห้องน้ำ  ก็น่าจะดีกว่า  สามารถตอบโจทย์ได้มากกว่า   นอกจากนั้นบริเวณชั้นล่างก็สามารถทำเป็นออฟฟิศหรือทำกิจการค้าขายเล็ก ๆ  น้อย ๆ  ตามกำลังความรู้,ความสามารถและความชำนาญที่มี   เป็นการเดินตาม  "แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง"  ที่ทำอย่าง  "เป็นขั้นเป็นตอน"  แบบ  "เดินทีละก้าว  กินข้าวทีละคำ ทำทีละเรื่อง"  และข้อสำคัญคือ  บรรดาสมาชิกในครอบครัวก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาและมีความสุข  ไม่ตกอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาดดังเช่นเป็นอยู่ในปัจจุบัน   ที่ต้องแยกย้ายกันไปทำมาหากินต่างถิ่นไกล ๆ

นอกจากนั้นผมยังตั้งใจที่จะออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกของ "โฮมส์ออฟฟิศไม่บาน"  2  คูหานี้ให้ดูเด่นเป็นสง่า เพื่อให้  "สวยที่สุดในซอย" ในสไตล์  "นีโอคลาสสิค"  หรือแปลเป็นไทยแบบตรงตัวว่าเป็น  "คลาสสิคสไตล์ใหม่"  ก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบ  "บ้านไม่บาน"  ในเมืองที่เรียกว่า "โฮมส์ออฟฟิศไม่บาน"   ประเภท  "อกาลิโก  ไฮโซ  โลว์คอส"  ที่อยากให้แฟน ๆ  นำไปต่อยอดกันครับ    ก็น่าจะเป็นประโยชน์ได้บ้างไม่มากก็น้อยครับ     ท่านใดที่สนใจติดตามความเคลื่อนไหว  ตลอดจนกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ  ของผม  รวมไปถึงข่าวสารแบบ "Update"ที่รวดเร็วทันใจได้จาก  Fan Page https ://www.facebook.com/อ-เชี่ยว-ชอบช่วย  ครับ   

สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้คงมีแค่นี้  พบกับสาระน่ารู้ของ  "คนรักบ้าน" กันได้ใหม่ในอีกสองสัปดาห์หน้าครับ

“มนุษย์” กับ “การสร้างสรรค์” ผลงานออกแบบ “นวัตกรรม” ทางสถาปัตยกรรม

ตลอดระยะเวลาที่ผมได้ทำงานออกแบบทางสถาปัตยกรรมและมีส่วนร่วมในการลงทุนใน  "อสังหาริมทรัพย์" น้อยใหญ่   ตลอดระยะเวลากว่า  30  ปี  ผมเริ่มสงสัยและตั้งคำถามเกี่ยวกับ  "มนุษย์กับการสร้างสรรค์" อันนำไปสู่ "นวัตกรรม" ใหม่ ๆ  ทางสถาปัตยกรรมและรูปแบบ  "อสังหาริมทรัพย์" ใหม่ ๆ ที่สามารถตอบโจทย์กับการเปลี่ยนแปลงไปแบบก้าวกระโดดของสภาพเศรษฐกิจและสังคม 

ผมพอที่จะสรุปเป็นการ "ปุจฉา" และ  "วิสัชนา" ที่เกี่ยวข้องกับ  "มนุษย์" กับ  "การสร้างสรรค์" มาได้  10  ข้อ  ซึ่งเป็นทั้งการตั้ง  "คำถาม"  และการหา  "คำตอบ" ที่ผมมักจะ  "ถามตัวเอง" เสมอและ "หาคำตอบให้กับตัวเอง"  เสมอ ๆ   ดังนี้ครับ

คำถามข้อ  1   ความหมายที่แท้จริงใน  "การสร้างสรรค์" ของ "มนุษย์"  คือ อะไร

คำตอบ        การนำไปสู่ชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น,การพัฒนามาตรฐานการอยู่อาศัยที่สูงขึ้น, การพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ใหม่ ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติมากยิ่งขึ้น


คำถามข้อ 2  อะไรคือองค์ประกอบสำคัญที่สุดใน "การสร้างสรรค์นวัตกรรม" ของมนุษย์

คำตอบ  การคิดนอกกรอบจากองค์ความรู้เดิม


คำถามข้อ 3    ข้อแตกต่างระหว่าง  "การสร้างสรรค์" ที่เป็น  "นวัตกรรม" กับ "การสร้างสรรค์" ที่  "ไม่เป็นนวัตกรรม" คืออะไร

คำตอบ  :  องค์ความรู้ใหม่ ๆ  ที่เกิดจากการสร้างคำถามใหม่ที่ท้าทายและกระตุ้นให้ค้นหาคำตอบใหม่ ๆ ที่ท้าทาย


คำถามข้อ 4  ความแตกต่างของ "มนุษย์" ผู้  "สร้างสรรค์นวัตกรรม" กับ "มนุษย์" ผู้ "ลอกเลียนแบบนวัตกรรม" คืออะไร

คำตอบ  : เป็นมนุษย์ผู้ที่กล้าคิดนอกกรอบอย่างไร้ขอบขีดจำกัด

คำถามข้อ 5  "นวัตกรรม"  กับ  "ความคิดสร้างสรรค์" ของมนุษย์มีความสำคัญอย่างไร

คำตอบ  :   เป็นเสมือนเสียงเรียกเล็ก ๆ ในสมองที่กระตุ้นให้มนุษย์ทำงานสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นนวัตกรรมในทุกมิติ


คำถามข้อ 6  "นวัตกรรม" กับ  "การสร้างสรรค์"  ของ  "มนุษย์" มีความสำคัญต่อสังคมที่เราอยู่อย่างไร

คำตอบ  : ทำให้สังคมตื่นตัว เต็มไปด้วย "พลวัตร" ที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงและสามารถปรับเปลี่ยนแปลงตัวเอง

 

คำถามข้อ 7  "นวัตกรรม" กับ  "การสร้างสรรค์" ของ "มนุษย์" มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศชาติอย่างไร

คำตอบ  :  ทำให้ประเทศชาติเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่กระหายการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

 

คำถามข้อ 8 การก้าวไปสู่สังคม "มนุษย์" ที่เต็มไปด้วย  "นวัตกรรม" แห่ง "การสร้างสรรค์" ต้องเริ่มอย่างไร

คำตอบ  :เริ่มจากการกระตุ้นให้ "มนุษย์" ในสังคมเกิดความกล้าที่จะคิดนอกกรอบอย่างไร้ข้อจำกัดใด ๆ

 

คำถามข้อ 9  "นวัตกรรม" ใน "การสร้างสรรค์" ของ "มนุษย์" ที่ดี คือ  อะไร

คำตอบ  :เป็นการทิ้งคำถามใหม่ ๆ  เพื่อการแสวงหาคำตอบใน "การสร้างสรรค์นวัตกรรม" ใหม่ ๆ  ในอนาคต

 

คำถามข้อ 10  "มรดกทางวัฒนธรรม" (Heritage) และ "ภูมิปัญญา" (Wisdom) เกี่ยวข้อง  "นวัตกรรมการสร้างสรรค์ของมนุษย์" หรือไม่

คำตอบ  : ใช่         เพราะ  เป็นส่วนหนึ่ง "พลวัตร"  ของการสร้างสรรค์  "นวัตกรรม" ของ "มนุษย์" ที่มีการเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งจะว่าไปแล้วทั้ง "ปุจฉา" และ "วิสัชนา"  อันเป็นการตั้ง  "คำถาม" และแสวงหา  "คำตอบ"  ของผมก็ไม่มีอะไรจะเสถียรหรอกครับ  "คำถาม" ก็เปลี่ยนไปตามสภาพสังคมเศรษฐกิจและการเมืองที่เปลี่ยนไปและ  "คำตอบ" ก็เปลี่ยนไปตามสภาพสังคมและเศรษฐกิจและการเมืองที่เปลี่ยนไป  เป็นไปตามกฎ  "ไตรลักษณ์" ที่ไม่มีอะไรเที่ยงแท้  ถาวร   เป็นกระบวนการ  เกิดขึ้น คงอยู่และแตกดับ 

ก็ลองพิจารณาทั้ง "คำถาม" และ "คำตอบ" ของผมดูและลองไปตั้ง "คำถาม" และหา "คำตอบ" ให้กับตัวท่านเองบ้าง   ก็จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ


“บูทิคอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ที่กำลังเบิกบานที่ “สระบุรี”

สวัสดีครับแฟนๆ ชาว  "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ก็เป็นสาระน่ารู้เกี่ยวกับ  "บูทิคอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" หลังใหม่ล่าสุดอีกหลังหนึ่ง   ซึ่งตั้งอยู่ใจกลาง  "ปากเพรียว" หรือ  "สระบุรี"    จะว่าไปแล้ว  "สระบุรี" เป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญครับ  ในการเดินทางจาก "กรุงเทพฯ" ไปภาค "อีสาน"   ถึงกับมีคำกล่าวว่า   "สระบุรีเลี้ยวขวา"  ก็คือเส้นทางหลักที่ไปสู่ภาค "อีสาน"  นอกจากนั้น "สระบุรี"ก็ยังเป็นเมืองที่มีความสำคัญยิ่งทางยุทธศาสตร์ในทางเศรษฐกิจและการลงทุนเพราะเป็นแหล่งกระจุกตัวของโรงงานอุตสาหกรรมที่สำคัญ ๆ  มากมาย  มีนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง  รวมถึงอุตสาหกรรมเกี่ยวกับปูนซีเมนต์  บรรดาโรงปูนน้อยใหญ่ต่าง ๆ ของประเทศต่างก็ตั้งโรงงานการผลิตกันอยู่ที่ "สระบุรี" นี่แหละครับ 

            เมื่อไม่นานมานี้ก็มีสุภาพบุรุษท่านหนึ่ง  ซึ่งก็มีอายุมากพอสมควรเข้าวัยเกษียณแล้วได้เข้ามาหาผมพร้อมกับลูกสาว   เพื่อขอคำปรึกษาในการลงทุนสร้าง "บูทิคอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน"  ซึ่งผมพิจารณาจากความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริง  ประกอบกับที่ตั้งที่อยู่บนทำเลทองที่ดีเยี่ยม   อยู่ใจกลางเมือง "สระบุรี"  ดังนั้นเมื่อทุกอย่างถึงพร้อมก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะลังเลอีกต่อไป    จึงตัดสินใจลงมือทำทันที    พอผมออกแบบเสร็จก็รู้ทันทีว่าจะเป็น  "บูทิคอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" อีกหลังหนึ่งที่  "สวยที่สุดในซอย" และตั้งอยู่ใจกลางเมือง  "สระบุรี" และเจ้าของก็ชื่นชมและชื่นชอบรูปแบบเป็นที่สุด  เมื่อทำการยื่นขออนุญาตแล้วเสร็จก็เริ่มดำเนินการสร้าง   เนื่องจากเจ้าของเป็นคนรุ่นเก่าและเคยมีประสบการณ์ในการก่อสร้างมาก่อน  ก็เลยทำให้การดำเนินการก่อสร้างเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการอย่างเคร่งครัดแบบไม่เร่งรีบ  แบบว่าถ้าอันไหนไม่ดีหรือผิดไปจากหลักวิชาการ  ที่ไม่ถูกต้องก็ต้องทำการรื้อปรับปรุงใหม่  ด้วยความละเอียดรอบคอบทำให้ระยะเวลาในการก่อสร้างยืดออกไปจากแผนงานเดิมที่กำหนดไว้  

ซึ่งในส่วนตัวผมก็คิดว่าคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่งครับ   เพราะเจ้าของอาคารก็มีอายุมากแล้ว  อาคารหลังนี้จึงเป็นเสมือนการฝากฝีไม้ลายมือให้คนรุ่นหลังให้ได้เห็นว่าการทำงานที่ถูกต้องอย่างที่เคยทำมาในอดีตว่าช่างในอดีตเขาทำกันอย่างไร  ซึ่งผมก็ทำใจยอมรับครับว่า ในปัจจุบันจะหาช่างก่อสร้าง  เช่น   ช่างก่ออิฐ,  ช่างปูกระเบื้อง,  ช่างไฟ ,  ช่างไม้ ฯลฯ  ที่มีฝีมือแบบช่างรุ่นเก่านั้นหาทำยาได้ยากเหลือเกิน  และประกอบกับในปัจจุบันอุตสาหกรรมทางการก่อสร้างใช้แรงงานต่างชาติเป็นส่วนใหญ่  เช่น  เขมร,  พม่า,  มอญ,  ลาว  ฯลฯ   ซึ่งคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้มีพื้นฐานและมาตรฐานของช่างฝีมือดีมาก่อน  ทำให้มาตรฐานของผลงานตกต่ำลง  เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมไปทำธุระที่  "สระบุรี" ก็เลยถือวิสาสะ แวะไปเยี่ยมเยียนโดยไม่บอกกล่าวเจ้าของ   พอเห็นแล้วก็ชื่นใจครับ   เพราะอีกไม่นานงานที่ผมออกแบบ  "บูทิคอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ใจกลางเมือง "สระบุรี"  ก็จะแล้วเสร็จ    เปิดให้บริการ    และอีกไม่นาน  "ความฝัน  ความหวัง" ของทั้งเจ้าของและลูกสาวก็จะ สำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง  ได้ผ่านกระบวนการแก้ไขปัญหาและฝ่าฟันอุปสรรคจนใกล้จะสำเร็จเต็มทีแล้ว  ก็น่าชื่นใจครับ

            สำหรับในสัปดาห์นี้ผมได้นำรูปภาพอาคารที่ใกล้แล้วเสร็จที่ผมได้นำมาเปรียบเทียบกับอาคารที่ออกแบบ  ซึ่งก็ใกล้เคียงกันครับ   ผมมักจะบอกกับตัวเองและลูกศิษย์ลูกหาตลอดจนบรรดาคนที่รู้จักเสมอว่า  "หากไม่ล้มเลิกก็ไม่ล้มเหลว  หากไม่ยอมแพ้ก็ไม่พ่ายแพ้"   รวมไปถึง "การเดินทางหมื่นลี้ก็ต้องเริ่มจากลี้แรก"  ก่อนเสมอ   การตัดสินใจที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่นนั่นแหละครับที่สำคัญที่สุดและยากที่สุด   แต่เมื่อตัดสินใจที่จะเดินแล้วไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น  ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาอุปสรรคมากมายที่รออยู่ก็ไม่ครนามือหรอกครับ  ไม่ช้าหรือเร็วก็ถึงเป้าหมาย   "บูทิคอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ที่กำลังจะเบิกบานใจกลางเมือง "สระบุรี" ที่ใกล้จะแล้วเสร็จก็เป็นหนึ่งเรื่องราวดี ๆ  ที่ทำให้ผมมีความสุข  และทำให้เจ้าของอาคารมีความสุขเป็นอย่างยิ่งครับ

            สำหรับท่านใดที่สนใจใฝ่รู้ในรายละเอียดเพิ่มเติม     รวมทั้งรายละเอียดย้อนหลังก็สามารถเข้าไปดูได้ที่ "เว็ปไซต์" ยอดฮิตของชาว "คนรักบ้าน" www.homeloverthai.com   และ "เว็ปไซต์" น้องใหม่ที่กำลังมาแรงแซงโค้ง  www.chivagroup.com  หรือ  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  081-4218323  ครับ 

สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ก็มีเพียงเท่านี้  พบกับสาระน่ารู้กันได้ใหม่อีกสองสัปดาห์หน้าครับ

 

<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 1 - 10 of 1823
บ้านไม่บานยอดนิยม อพาร์ตเม้นท์ไม่บานยอดนิยม พิมพ์เขียวแบบบ้าน 999 บาท

 

 

บ้านไม่บานอัพเดต

“โฮมส์ออฟฟิศไม่บาน” ในสไตล์ “นีโอคลาสสิค”

การจัดตั้ง “มูลนิธิพูนจิตต์สวัสดิ์”

สวัสดีครับแฟน ชาว "คนรักบ้าน"  ก็คงต้องยอมรับนะครับว่ารูปแบบการใช้ชีวิตในเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เป็นประเภท "บ้านเดี่ยว"  หนึ่งชั้นหรือสองชั้น  บนพื้นที่ดิน  50  ตารางวา โดยประมาณ   ซึ่งในปัจจุบันที่ดินขนาดนี้สำหรับบ้านพักอาศัยเป็นหลังๆ  ก็หากันแทบไม่ได้แล้วครับ   เพราะราคาที่ดินได้ถีบตัวสูงขึ้นไปจากเดิมนับสิบเท่า    จากแต่ก่อนที่ดินซื้อขายกันตารางวาหลักพันบาท  กลายเป็นตาราวาหลักหมื่นบาทต้น ๆ จนถึงหลักหมื่นบาทแก่ ๆ แล้วครับ   (อาจจะสูงถึง  60,000  ถึง  90,000   บาท  ต่อตารางวา)  เผลอ ๆ  ดีไม่ดีในบางทำเลที่เดิมอาจจะอยู่ในย่านชานเมือง   แต่ในปัจจุบันการคมนาคมสะดวก  เพราะอยู่ใกล้กับขนส่งมวลชนประเภทรถไฟฟ้า,รถไฟใต้ดิน,  ทางด่วน ฯลฯ   เป็นผลให้ที่ดินก็มีราคาพุ่งพรวดขึ้นไปเป็นตารางวาละ แสนบาทกันเลยทีเดียว  และผมขอฟันธงลงไปตรงนี้ครับว่า  ในอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจและการขยายตัวของการตั้งถิ่นฐานชุมชนอย่างเช่นในปัจจุบันจะส่งผลให้ในอนาคตราคาที่ดินก็จะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าทวีคูณ  ประกอบกับ  "อัตราเงินเฟ้อ" (Inflation) ในปัจจุบันมีอัตราโดยเฉลี่ย  3-5  เปอร์เซ็นต์ต่อปีเป็นอย่างน้อย   ส่งผลให้ในอนาคตเงินก็จะมีค่าลดลง  ที่ดินซึ่งเป็นทรัพยากรอันมีค่ายิ่งและมีอยู่อย่างจำกัดไม่สามารถเพิ่มได้ก็จะทวีมูลค่าขึ้น   แต่จำนวนประชากรซิครับขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

อ่ า น ต่ อ . . .

โครงการ “เดอะ ชีวา” ที่ “เขาใหญ่” กับ “การก่อสร้างสำเร็จรูป”

 

ศึกษาดูงาน “อสังหาฯ มวลชนไม่บานครึ่งราคา”

สวัสดีครับแฟนๆ ชาว  "คนรักบ้าน" สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอความรู้เกี่ยวกับ  "ระบบก่อสร้างสำเร็จรูป"  ที่ผมได้นำมาใช้ในโครงการ "เดอะ ชีวา" ("The  Chive")  ที่ "เขาใหญ่" ซึ่งที่ผ่านมาผมก็เคยได้พูดถึงการมาถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้    และได้เผยแพร่ความรู้ให้กับสาธารณะมานานหลายปีเกี่ยวกับ  "ระบบก่อสร้างสำเร็จรูป"  หรือที่มักเรียกว่าระบบ  "Pre-Fabrication"   ซึ่งก็เป็นอย่างที่ผมได้คาดการณ์เอาไว้ครับ   เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่คนไทยยุคใหม่ไม่นิยมเข้ามาทำงานเป็นช่างก่อสร้างประเภท  ช่างอิฐ,  ช่างปูน, ช่างไม้,  ช่างปูกระเบื้อง, ช่างไฟฟ้า ฯลฯ  ทำให้บรรดาบริษัทรับเหมาก่อสร้างต่างๆ    ไม่มีทางเลือกก็เลยต้องนำแรงงานต่างชาติเข้ามาทดแทนแรงงานคนไทยที่ขาดแคลน  จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันมีคนงานต่างชาติอยู่กันเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด  ซึ่งแรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ใช่ช่างฝีมือ  อีกทั้งยังไม่ได้มาตรฐานการก่อสร้าง     รวมถึงไม่สามารถควบคุมระยะเวลาการก่อสร้างให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ได้  ก็เลยเกิดเป็นการพัฒนารูปแบบ "การก่อสร้างสำเร็จรูป" ที่ทำให้งานได้มาตรฐานและมีคุณภาพและสามารถควบคุมเวลาและงบประมาณได้

อ่ า น ต่ อ . . .
คลินิกคนรักบ้าน

จับตานโยบาย “OBOR” (One  Belt  One  Road) กับ “American  First”

เมื่อวันที่  14  พฤษภาคม   ที่ผ่านมา "ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง"  ได้กล่าวเปิดการประชุมแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจ  "เส้นทางสายไหมใหม่"  หรือ "One  Belt  One  Road"  ("OBOR")  ทั้งยังประกาศว่า  "จีน" จะทุ่มเงินกว่า   124,000  ล้านดอลล่าร์ (ประมาณ  4,216  ล้านล้านบาท)  สำหรับโครงการนี้    จะว่าไปแล้วนโยบายนี้เปิดตัวครั้งแรก  ปี พ.ศ.  2556   หรือ  4  ปีมาแล้ว   ซึ่งนโยบาย  "OBOR"  จัดได้ว่าเป็น   "อภิมหาโครงการเขย่าโลก"  ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายทั้งในด้านเศรษฐกิจ,สังคม และการเมือง  ทั้ง "ทางบก"  คือ  ถนน ,รถไฟ และ "ทางทะเล"  คือ  ท่าเรือ  เชื่อม "เอเชีย" , "แอฟริกา" , "ยุโรป" และภูมิภาคอื่น ๆ  เข้าด้วยกัน    ในการประชุม  2  วัน  (14-15  พ.ค.)   ที่  "ปักกิ่ง" มีผู้นำจาก  29  ประเทศ   (รวมถึง  "เกาหลีเหนือ" ก็มา!!!)  แต่จุด "ไฮไลท์" ของงานประชุมครั้งนี้  คือ   นาย "วลาดิเมียร์  ปูติน"  ผู้นำ  "รัสเซีย" ก็ได้  เข้าร่วมประชุมกับเขาด้วยแนวคิดหลักของ "OBOR" พุ่งเป้าไปยัง  "การค้า"  คือ  "กลไก" ( "เครื่องจักร") ที่สำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ,สังคมและการเมืองระหว่างประเทศ   โดยไม่มุ่งเน้นการขยายอิทธิพล "จีน" ไปทั่วโลก    แต่เป็นกระบวนการสร้างประโยชน์ร่วมกัน  เปิดรับทุกประเทศ  ไม่ใช่วิถีแบบเก่า ๆ  ที่สร้างความขัดแย้ง  สิ่งเดียวที่ส่งเสริม คือ  ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

 

อ่ า น ต่ อ . . .

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
รายการคนไทยไม่ท้อ >>  

รายการ แผ่นดินพอเพียง   

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
 

นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับ อ.เชี่ยว ฉบับสะสม
นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอ.เชี่ยว ฉบับสะสม เหลือเพียง 6 เล่ม
(เล่ม 7,8,9,10,11,12)  ราคาชุดละ 300 บาท  รวมค่าจัดส่งแบบลงทะเบียน
รายละเอียดการโอนเงิน
ชื่อบัญชี ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  ธนาคารกรุงเทพ ฯ  สาขาห้วยขวาง  ประเภทสะสมทรัพย์  บัญชีเลขที่  1764267272
แฟกซ์ pay  in
พร้อมระบุชื่อที่อยู่   หมายเลขโทรศัพท์ และ เล่มหนังสือที่สั่งซื้อ   มาที่หมายเลข  02-6441479 หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-2451399 และ 02-6441478 หรือ สำนักงานบ้านไม่บาน  เลขที่ 1  ซ.ประชาสงเคราะห์ 12   แขวงดินแดง  เขตดินแดง  กทม.  10400