สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

“เหลียวหลัง” เพื่อ “แลหน้า” สู่ “ตึกระฟ้า” สายพันธุ์ “ไทย”

            เมื่อ "เหลียวหลัง" เพื่อ "แลหน้า" อันจะนำไปสู่ "ตึกระฟ้า" ที่สูงที่สุดใน "ASEAN" ลองมองย้อนไปดูอดีตที่ยาวไกลจะเห็นได้ว่า คนทั่วโลกได้สร้างสิ่งปลูกสร้างใหญ่โตโอฬารที่สูงระฟ้าได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ในยุคสมัยโบราณ เมื่อหลายพันปีมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปิรามิด , มหาวิหาร, สถูป, ปรางค์, เจดีย์ ฯลฯ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยปัจจัยทางด้าน "ศรัทธานุภาพ" หรือพลังความเชื่อทางศาสนา และความเคารพศรัทธาต่อพระเจ้าหรือเหล่าทวยเทพ หรือศาสดาในศาสนาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นศาสนา "พหุเทวนิยม" ในยุคเริ่มแรก หรือศาสนา "ฮินดู", "พุทธ", "คริสต์" และ "อิสลาม" ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีสิ่งปลูกสร้างประเภทหอคอย ปราสาท อนุสาวรีย์ ที่มักเกิดขึ้นโดยประสงค์ของผู้มีอำนาจสูงสุดของรัฐหรือประเทศ ได้แก่ กษัตริย์ หรือพระมหาจักรพรรดิ ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นปัจจัยทางด้าน "ราชานุภาพ" ที่แสดงถึงพลังอำนาจ ความยิ่งใหญ่ในการปกครองไพร่ฟ้าประชาชน แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุคความรุ่งเรืองก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม พลังอำนาจด้าน "นวัตกรรมานุภาพ" โดยเฉพาะความก้าวหน้าด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม และทางวิศวกรรมโครงสร้าง นำไปสู่การพัฒนาด้าน "นวัตกรรม" การก่อสร้างและการประดิษฐ์คิดค้นอุปกรณ์การก่อสร้างสมัยใหม่ในศตวรรษที่ 19 ที่สามารถสนองความต้องการของมนุษย์ได้มากขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้การก่อสร้างอาคารสูงทำได้ง่ายขึ้น

“เหลียวหลัง” เพื่อ “แลหน้า” สู่ “ตึกระฟ้า” สายพันธุ์ “ไทย”

            นอกจากนั้นการก้าวสู่ "ยุคทุนนิยม" เต็มรูป ในศตวรรษที่ 20 ผลประโยชน์มหาศาลทางเศรษฐกิจและการค้าพาณิชย์ เริ่มเป็นปัจจัยหลักมากขึ้น การก่อสร้าง "ตึกระฟ้า" เริ่มมีการคิดคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของการใช้ที่ดิน และธุรกิจการค้า โดยเฉพาะการก่อสร้าง "ตึกระฟ้า" ในเขตศูนย์กลางเมืองใหญ่ ที่มีประชากรขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่ดินมีจำกัด และราคาสูงมากขึ้นมีความจำเป็นทางด้านเศรษฐกิจการลงทุนมากขึ้น "ตึกสูงระฟ้า" รูปแบบที่หลากหลายจึงถูกพัฒนาขึ้น ดังกรณีการสร้าง "ตึกระฟ้า" ขึ้นมากมายใน "นิวยอร์ก", "ชิคาโก" เป็นต้น จากนั้นเมื่อโลกเข้าสู่ยุค "โลกาภิวัตน์" ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 และต่อเนื่องถึงศตวรรษที่ 21 บริษัทขนาดใหญ่ของธุรกิจข้ามชาติที่มั่งคั่งร่ำรวย ได้ใช้ "พลังเงิน" หรือ "ธนานุภาพ" ที่มีอยู่จนล้นเหลือบันดาลให้มีการสร้าง "ตึกระฟ้า" มากขึ้นตามลำดับ ประกอบกับการแข่งขันกันในด้านการตลาด และธุรกิจการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการสร้าง "ภูมิสัญลักษณ์" ของเมือง และ ด้าน "ศักดิ์ศรี" ของบริษัทและของประเทศ ตลอดจนการแข่งขันสู่ความเป็นผู้นำและความยิ่งใหญ่ของโลกทุนนิยม เพื่อสนองความ "ภาคภูมิใจ" หรือ "อัตตา" แห่งตน ที่เรียกว่าเป็นพลังขับดันด้าน "อหังการ์นุภาพ" ทั้งบริษัทยักษ์ใหญ่ และการสนับสนุนของผู้นำประเทศ ส่งผลให้การแข่งขันสร้าง "ตึกระฟ้า" ที่สูงที่สุดยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องตลอดมา

            "ตึกระฟ้า" รุ่นใหม่ ได้เริ่มขยายจากเดิมที่เคยกระจุกตัวใน "ชิคาโก" และ "นิวยอร์ก" ของ "สหรัฐอเมริกา" เป็นเมืองใหญ่อื่นๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในแถบเอเชีย ได้แก่ "สิงคโปร์", "กัวลาลัมเปอร์","กรุงเทพฯ", "เซียงไฮ้" , "ไทเป" และ "ดูไบ" ทั้งนี้ "ตึกระฟ้า" ที่เคยสูงที่สุดก็ถูกทำลายสถิติไปตามลำดับกาลเวลา เช่น "ตึกเอมไพร์เสตท" ของ "สหรัฐอเมริกา" อันโด่งดัง ที่สูง 381 เมตร ในปี ค.ศ. 1931 ถูกทุบสถิติมาหลายครั้งกระทั่งในปี ค.ศ. 2010 ตึกที่สูงที่สุดในโลก คือ "ตึกบูร์จคาลิฟา" ที่ "ดูไบ" ใน "สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์" ที่มีความสูงมากกว่า 2 เท่าตัวของ "ตึกเอมไพร์เสตท" คือ สูงถึง 828 เมตร นอกจากนี้รูปแบบทางสถาปัตยกรรมก็แปรเปลี่ยนจากรูปแบบดั้งเดิมแนวประเพณีนิยมเป็นกล่อง 4 เหลี่ยม เป็นแนวสมัยใหม่มากยิ่งขึ้นหรือแนวสถาปัตยกรรมนานาชาติ ที่เน้นความเรียบง่ายและประโยชน์ใช้สอยมากขึ้นหลากหลายขึ้น ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้ และผมเชื่อว่าในอนาคตข้างหน้า ลักษณะของรูปทรง "ตึกระฟ้า" ที่จะสร้างขึ้นใหม่ ก็ยิ่งมีความหลากหลายซับซ้อน และแปลกใหม่มากขึ้น มีการผสมผสานการใช้ประโยชน์แบบอเนกประสงค์มากขึ้น ทั้งสำนักงานออฟฟิศ การค้าพาณิชย์ โรงแรม และที่อยู่อาศัย เป็นต้น ตัวอย่างเช่น ตึก " Light House Tower Dubai" ซึ่งมีความสูง 400 เมตร กำหนดสร้างเสร็จปี ค.ศ. 2011 ตึก "Anara Tower Dubai" มีความสูง 600 กว่าเมตร ซึ่งอยู่ระหว่างการออกแบบ และตึก "Burj Mubarak Al-Kabir" ที่เมือง "Madinat al-Hereer" ประเทศ "คูเวต" มีความถึง 1,001 เมตร ซึ่งจะกลายเป็นตึกสูงสุดในโลกแทนที่ตึก "Burj Dubai" ที่ประมาณการเอาไว้ว่าอาจจะต้องใช้เวลาในการก่อสร้างยาวนานถึง 25 ปี

            ในอนาคตบรรดาเมืองใหญ่ทั้งหลายในประเทศต่าง ๆ ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง หลายเมืองกลายเป็น "โลกมหานคร" (Global city) หรือ "อภิมหานคร" (Mega city) ที่ประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 10 ล้านคน ซึ่ง "กรุงเทพฯ" ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ และมีหลาย "อภิมหานคร" ที่กำลังขยายตัวเติบโตเป็น "อภิมหึมามหานคร" (Tetra city) ที่มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 20 ล้านคน ดังนั้นจึงคาดว่าการขยายตัวของเมืองและประชากรที่หนาแน่นในเขตเมืองใหญ่ ประกอบกับปัจจัยทางด้านพลังแห่ง "ธนานุภาพ" และ "อหังการ์นุภาพ" ของ บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย พลังแห่ง "จินตนานุภาพ" ประกอบกับความสามารถของสถาปนิกและวิศวกรรุ่นใหม่ รวมทั้งความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการก่อสร้าง จะทำให้ "ตึกระฟ้า" จะยังคงเกิดขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่องเป็น "ตึกระฟ้า" ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็น "ตึกเสียดฟ้า" ที่น่าทึ่ง ที่ยังคงมีการออกแบบและสร้างสรรค์ในหลากหลายมิติอย่างน่ามหัศจรรย์กันต่อไปภายในอนาคตอันใกล้นี้ครับ

“บ้านสวยเมืองงาม” ที่ “เวนิส” (2)

          สวัสดีครับแฟนๆ ชาว "คนรักบ้าน" เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้พาแฟน ๆ ไปเที่ยวเมือง "เวเนเซีย" หรือ เมือง "เวนิส" ในประเทศ "อิตาลี" เพื่อชื่นชมกระบวนการ "บ้านสวยเมืองงาม" ของคน "เมืองน้ำ" ที่มีชื่อก้องโลกแห่งนี้ ที่สามารถรักษาเมืองอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของพวกเขาได้มายาวนานเกือบร่วม 900 ปี และพัฒนาเมืองไปสู่ความทันสมัยก้าวผ่านยุคสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ในอดีตไม่ว่าจะเป็นยุค "เรเนอร์ซองส์" จนถึงยุค "โลกาภิวัตน์" ในปัจจุบันที่การสื่อสารผ่านดาวเทียมระบบ "ดิจิตอล" ได้ครอบทั้งโลก แต่ชาวเมือง "เวนิส" ก็ยังสามารถอนุรักษ์ สืบสานและพัฒนา วิถีการดำรงชีวิต ตลอดจนรูปแบบของอาคารบ้านเรือนของพวกเขาได้อย่างกลมกลืนและน่าทึ่งจนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน "มรดกโลก" ที่คนทั่วโลกต้องทะนุบำรุงดูแลรักษาไว้ครับ ซึ่งจะว่าไปแล้ว "เวนิส" ในบางอารมณ์ก็คล้ายคลึงกับอาคารบ้านเรือนในที่ราบลุ่มของเมืองไทยเราที่มีน้ำท่วมถึง ที่มักจะตั้งอาคารบ้านเรือนอยู่ริมน้ำ ใช้เครือข่ายคูคลองเป็นการสัญจร จึงจำเป็นต้องใช้เรือเป็นพาหนะคล้ายคลึงกัน แต่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถรักษา "อัตลักษณ์" อันเป็น "เอกลักษณ์" ของ "เมืองน้ำ" เอาไว้ได้อย่างชาว "เวนิส"

“บ้านสวยเมืองงาม” ที่ “เวนิส” (2)

          จากการที่ผมพยายามหาคำตอบว่าทำไม "เวนิส" ถึงแข็งแกร่งขนาดนี้ คำตอบที่ผมค้นพบคือ "รากแก้ว" ทางศิลปะวัฒนะธรรมและภูมิปัญญา ตลอดจนวิถีการใช้ชีวิตแบบ "ร่วมสมัย" ของชาว "เวนิส" นั้นได้หยั่งรากลึกลงไปในบริเวณริมน้ำ ปากอ่าว "อาเดรียติก" ก่อเกิดเป็นความรักความหวงแหนขึ้นในใจของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นของชาว "เวเนเซีย" เอง หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวอย่างผม ก็อยากให้ "เวนิส" ยังคงสภาพอยู่เช่นนี้ รักที่จะเห็นบรรยากาศอย่างนี้คงอยู่ตลอดไปครับ

          หากว่ากันไปตามสภาพทาง "ภูมิสังคม" แล้ว "เวนิส" เป็นเมืองศูนย์กลางการค้าขายที่สำคัญของ "อิตาลี" ที่เต็มไปด้วยบรรดาเศรษฐีผู้ดีมีเงิน,นักการเมืองที่ทรงอำนาจ และบรรดาพ่อค้า "วาณิช" ถึงขนาด "วิลเลียม เชกสเปียร์"เมื่อ 400 ปีก่อน ก็ยังประพันธ์เรื่องราวเกี่ยวกับเมือง "เวนิส" โดยให้ชื่อว่า "The Merchant of Venice" ที่ต่อมาล้นเกล้า "รัชกาลที่ 6" ก็ได้ทรงแปลวรรณกรรมชิ้นเยี่ยมนี้ ทรงให้ชื่อว่า "เวนิสวาณิช" ซึ่งได้สะท้อนถึงความเป็น "เมืองท่า" ที่สำคัญตั้งแต่ยุคโบร่ำโบราณครับ

“บ้านสวยเมืองงาม” ที่ “เวนิส” (2)

          จะว่าไปแล้วผมเคยมาเยี่ยมเยือน "เวนิส" หลายครั้ง และทุกครั้งก็กลับมาด้วยความอิ่มเอิบใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้อยู่ใน "จตุรัสซานมาร์โก" และมองออกไป 360 องศา รอบตัวเห็นเมือง "เวนิส" ที่สวยงาม ในเบื้องหน้าของผมและผืนน้ำที่กว้างใหญ่ไพศาลเป็นสีเขียวน้ำเงินอมฟ้า "เทอร์ควอยส์" ของทะเล "อาเดรียติก" ต้องมนต์เสน่ห์ของเกลียวคลื่นบนผิวน้ำอันเวิ้งว้างช่างงามระยับจับตา ยามที่เล่นล้อกับแสงแดด เห็นภาพของเรือ "กอนโดลา" ที่แทรกตัวอยู่ในท้องน้ำอย่างกลมกลืน ณ ที่ตรงนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวและความทรงจำที่น่าประทับใจมากมาย ผมหลับตาแล้วนึกย้อนไปถึงชาว "เวนิส" ที่ชื่อ "มาร์โก โปโล" (Marco Polo) เมื่อกว่า 700 ปี ล่วงแล้ว (ในปี ค.ศ.1271) ก็ได้ออกเดินทางท่องไปสู่ซีกโลกตะวันออกไปในดินแดนของเส้น "ทางสายไหม" หรือ "คาร์เธ่ย์" ที่แทบจะไม่มีใครรู้จัก และกลับบ้านที่ "เวนิส" ในอีก 20 ปีต่อมา นับได้ว่าเป็นการเดินทางที่ยาวไกลและกินเวลายาวนานมากครับ แต่ก็คุ้มค่า เพราะ "มาร์โก โปโล" ก็ได้นำศิลปะวิทยาการอีกซีกโลกหนึ่งโดยเฉพาะจาก "จีน" ซึ่งนักเดินทางท่องโลกผู้นี้ได้ไปช่วยงานในราชสำนักของ "จักรพรรดิกุบไลข่าน" แห่ง "ราชวงศ์หยวน" อยู่ที่เมือง "หางโจว" ยาวนานกว่า 17 ปี นำศิลปะและวิทยาการของตะวันออกไกลมาให้ชาว "เวนิส" นำมาพัฒนาต่อยอดทางความคิด ไม่ว่าจะเป็นการทำเส้น "บะหมี่" ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นเส้น "สปาเก็ตตี้" ที่ปัจจุบันได้กลายเป็นอาหารหลักของชาว "อิตาลี" ไม่น้อยหน้า "พิซซ่า" รวมถึงบรรดา อาวุธยุทโธปกรณ์, ดินปืน ฯลฯ ทำให้ได้รับรู้ว่าชาว "เวเนเซีย" เป็นคนเปิดกว้างไม่ใช่ประเภท "น้ำเต็มแก้ว" พร้อมที่จะเรียนรู้และรับรู้ศิลปะวิทยาการใหม่ ๆ ศาสตร์แขนงใหม่ ๆ โดยไม่ปิดกั้นตัวเอง ภายใต้เงื่อนไขของการนำมาปรับประยุกต์ใช้ให้พอเหมาะ พอดี และพอควรกับวิถีการดำรงชีวิตเป็นผลให้ "เวนิส" ได้กลายเป็น "เมืองท่า" ที่สำคัญในแผนที่โลกที่ใครๆ ก็รู้จักและใฝ่ฝันว่าสักครั้งขอมาเยี่ยมเยือน "เมืองน้ำ" แห่งนี้ เพราะ "เวนิส" เป็นเมืองที่มี "อัตตลักษณ์" เฉพาะตัวที่ชัดเจน ทั้งยังมีรูปแบบทาง "ภูมิบ้าน", "ภูมิเมือง" และ "ภูมิสังคม" ที่เป็น "เอกลักษณ์" ที่ติดตราตรึงใจ ทั้งยังมีเสน่ห์น่าหลงใหลทำให้ยิ่งค้นหาก็ยิ่งค้นพบ ทั้งยังมีความงดงามในด้านการวางผังเมืองและรูปลักษณ์ทางสถาปัตยกรรม จึงจัดได้ว่าเป็นหนึ่งใน "บ้านสวย เมืองงาม" อย่างแท้จริง ผมจึงไม่แปลกใจเลยครับว่าใคร ๆ ก็รัก "เมืองแห่งสะพาน" (City of Bridges) นี้ ก็ไม่แปลกใจว่าในแต่ละปีก็จะมีนักเดินทางท่องเที่ยวแวะเวียนมาเยี่ยมเยียน "เวนิส" ปีละกว่า 25 ล้านคน ทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมของ "เวนิส" เฟื่องฟูเป็นอย่างยิ่งครับ จะว่าไปแล้วอาคารบ้านเรือนใน "เวนิส" ที่มีลักษณะเฉพาะตัวขึ้นมาได้ก็เป็นเพราะ "วิถีชีวิต" ของ "ชาวน้ำ" ของชาว "เวเนเซีย" นั่นเอง ผมลองหลับตานึกภาพ "เรือนทรงไทย" ริมน้ำที่มี "ศาลาท่าน้ำ" แบบไทย ๆ ก็ดูจะมีเสน่ห์ไม่น้อยหน้าอาคารบ้านเรือนใน "เวนิส" แต่ที่น่าเสียดายเหลือเกินที่ในปัจจุบันการพัฒนามุ่งเน้นไปสู่ "ความทันสมัย"(Modernization) แบบทุบทิ้งทำลายของเก่าแบบ "ขุดรากถอนโคน" เพื่อสร้างใหม่ แทบจะไม่เหลือ "ของดีที่เคยมีอยู่" อันเป็นมรกดทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาพื้นถิ่นแบบดั้งเดิมให้เห็น

“บ้านสวยเมืองงาม” ที่ “เวนิส” (2)

          ดูหนังดูละครก็ย้อนกลับมาดูตัวเองครับ บ้านเราที่ในอดีตถูกกล่าวขานว่าเป็น "เวนิสแห่งตะวันออก" ณ "สยามประเทศ" ที่มีความงดงามไม่ด้อยกว่า "เวนิส" ณ. "อิตาลี" ผมเคยแลกเปลี่ยนทัศนคติกับโปรเฟสเซอร์รอสคิงส์แห่งมหาวิทยาลัย "เมลเบิร์น" ซึ่งนอกจากเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของผมแล้ว ยังได้รับการยกย่องว่าเป็น "กูรู" ด้านออกแบบและวางผังเมืองที่มีชื่ออีกท่านหนึ่งของโลกซึ่งเคยบอกกับผมว่า คนไทยสามารถฟื้นฟูโครงข่ายของคูคลองเดิมได้ถ้าตั้งใจมุ่งมั่นทำกันอย่างจริง ๆ จัง ๆ เพราะแท้จริงแล้วคูคลองที่มีอยู่หลายร้อยปีนั้นยังไม่ได้หายไปไหน ยังคงอยู่ที่เดิมเพียงแต่ถูกถมแทนที่ด้วยท่อระบายน้ำขนาดใหญ่เพื่อใช้เป็นทางสัญจรของรถที่เข้ามาแทนที่เรือ แต่ถ้าเมื่อไหร่เรามีโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนที่สมบูรณ์เต็มรูปแบบ ก็จะส่งผลให้การใช้รถยนต์ส่วนตัวก็จะลดลง เมื่อนั้นแหละครับก็คงได้มีโอกาสฟื้นฟูเครือข่ายคูคลองอีกครั้งหนึ่ง ผมนึกถึงเมื่อครั้งที่ไปเยี่ยมเยียน "บ้านสวยเมืองงาม" ที่ "เกาหลี" ได้ไปเยี่ยมคลอง "ชองเกชอน" ซึ่งเดิมก็เป็นคลองน้ำเน่าเหม็นเต็มไปด้วยมลพิษไหลผ่านใจกลาง "กรุงโซล" เมืองหลวง ก็ยังสามารถเปลี่ยนคลองน้ำเน่าให้เป็นน้ำดีได้และได้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่เปิดโล่งที่สำคัญของชาวเกาหลีที่ได้พักผ่อนหย่อนใจกันครับ

          ดังนั้นเมื่อเห็นชาว "เวนิส" ทำได้ เห็นชาว "โซล" ทำได้ แล้วทำไมบรรดา "คนรักบ้าน" ชาวไทยที่ก็ไม่ได้ด้อยกว่าชนชาติใดทั้งกำลังสติปัญญาความคิดและความมุ่งมั่นจะทำไม่ได้ แต่ที่ยังไม่ได้ทำก็เพราะมัวแต่ทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่ครับ และประกอบกับบรรดาผู้มีอำนาจวาสนาที่เข้ามาบริหารจัดการบ้านเมืองที่ผ่านมาล้วนแล้วแต่เห็นประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ไหน ๆ ก็จะมีการ "ปฏิรูปการเมือง" กันแล้วน่าจะ "ปฏิรูปการบ้าน" พร้อมกันไปเลยทีเดียว และหนึ่งในนโยบาย "การปฏิรูปการบ้าน" ที่ผมใฝ่ฝันมาโดยตลอด คือ การเอาถนนหนทาง รวมทั้งมลพิษอันเป็นผลจากรถติดวินาศสันตะโรกลับคืนไป และขอเครือข่ายคูคลองและเรือพายเรือแจวรวมทั้งเรือ "เอี่ยมจุ้น" ของปู่ ย่า ตา ทวด เราคืนมา จะได้สมศักดิ์ศรีที่โลกในอดีตได้กล่าวขานว่า บ้านเราเมืองเรานั้นสวยงามได้รับการยกย่องว่าเป็นเมือง "Venice of the East" ไม่น้อยหน้าเมือง "Venice of the West" ครับ

บ้าน “รักษ์ธรรมชาติ” ไม่บานสไตล์ “รีสอร์ท”

          สวัสดีครับแฟนๆ ชาว "บ้านไม่บาน" สำหรับในสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอ บ้าน "รักษ์ธรรมชาติ" ไม่บานสไตล์ "รีสอร์ท" ซึ่งเป็น "บ้านไม่บาน" ที่มีขนาดเล็กกะทัดรัด ที่มีขนาดกำลัง "พอเหมาะ พอดี พอเพียง" ที่สามารถนำไปก่อสร้างอยู่ริมชายทะเลหรือริมชายฝั่งแม่น้ำลำคลองหรือตามเนินเขา หรือตามหัวไร่ปลายนา จะเป็นเรือกสวนไร่นาก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด สำหรับ "บ้านไม่บาน" หลังนี้ ผมออกแบบให้ภายในมีการจัดลักษณะเป็นแบบ "Open Plan" ซึ่งสามารถใช้งานได้อย่าง "อเนกประสงค์" (Flexible) ตามแต่วิถีการใช้ชีวิตแบบเฉพาะตัวของท่านเจ้าของบ้าน จะใช้เป็นรีสอร์ทสำหรับตากอากาศ หรือ ใช้สำหรับเป็น "ที่ปลีกวิเวก"ในสไตล์ "พี่เบิร์ด" ที่ "อยากอยู่เงียบ ๆ คนเดียว" ก็ดูจะเหมาะสมมิใช่น้อย นอกจากนั้น "บ้านไม่บาน" หลังนี้ผมยังออกแบบให้เกียรติกับสภาพแวดล้อม โดยมีผนังเปิดออกรอบด้าน ที่ภาษาเทคนิคเรียกว่า "Outside In" และ "Inside Out" ที่จัดได้ว่าเป็น "อุบาย" ในการออกแบบสำหรับพื้นที่ใช้สอยภายในอาคารที่ไม่ใหญ่นัก ก็เลยหยิบยืมเอาธรรมชาติรอบตัวมาใช้ ซึ่งเทคนิคนี้ชาวญี่ปุ่นชอบใช้กันนักครับ เพราะบ้านเรือนแบบญี่ปุ่นนั้นมักจะมีขนาดเล็ก และอยู่กันแบบเกาะกลุ่มหนาแน่น ดังนั้นบ้านญี่ปุ่นมักจะล้อมรอบด้วยสวนและอาศัยสวนของชาวบ้านนี่แหละครับนำมาเป็นเสมือนส่วนหนึ่งของบ้าน ถึงแม้จะอยู่นอกกำแพงบ้านก็ตามที

บ้าน “รักษ์ธรรมชาติ” ไม่บานสไตล์ “รีสอร์ท”

          นอกจากนั้นได้มีการเพิ่มพื้นที่ใช้สอย โดยต่อเป็นระเบียงโดยรอบ ทั้งยังออกแบบให้มีเฉลียงที่เรียกว่า "Veranda" ซึ่งปกคลุมด้วยระแนงไม้ เป็นทั้งร่มไม้และชายคา คุ้มทั้งแดดและฝนให้กับบ้าน อยากแนะนำให้ปลูกไม้เลื้อย เช่น กระดังงาหรือกาละเวก ซึ่งนอกจากจะสวยงามแล้ว ก็ยังส่งกลิ่นหอม ทำให้บรรยากาศของบ้าน "รักษ์ธรรมชาติ" ไม่บาน สไตล์ "รีสอร์ท" หลังนี้ช่างน่า "โรแมนติก" เสียยิ่งกระไร และผมได้คิดนอกกรอบ โดยการออกแบบให้ห้องน้ำด้านหลังของอาคารในบางส่วนเป็นห้องน้ำเปิดโล่งไปถึงสวนด้านหลัง ซึ่งเป็นความทรงจำของผมสมัยยังเด็ก ๆ ที่ยังตักน้ำอาบในตุ่มกลางแจ้ง มีเพียงผ้าขาวม้าผืนเดียวก็เพียงพอ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นบริเวณห้องน้ำ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติก็ถูกนำมาใช้ เป็นห้องน้ำแบบเปิด คือพอทำธุระห้องน้ำไปก็นั่งชมสวนไป สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นครับ ก็อยากให้แฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" ตั้งสติทำใจให้เป็นกลาง ก็ลองพิจารณารูปแบบ "บ้านไม่บาน" แบบ "รักษ์ธรรมชาติ" สไตล์ "รีสอร์ท" หลังนี้ ซึ่ง "บ้านไม่บาน" หลังนี้เป็นบ้านในรูปแบบที่ "งามพิศ" คือ ต้องค่อยพินิจพิจารณามองทีละมุมก็จะเห็นความงดงามที่ค่อย ๆ เผยตัวออกมา สำหรับผมแล้วสารภาพตามตรงครับว่าชอบรูปแบบ "บ้านไม่บาน" หลังนี้เป็นที่สุด นอกจากจะเล็ก กะทัดรัด ประหยัดเงินค่าก่อสร้างแล้ว ก็ยังดูแลรักษาง่าย ทั้งยัง โล่ง โปร่ง สบาย แบบไทยแท้ ๆ เป็น "บ้านไม่บาน" ที่ "ร่วมสมัย" อย่างแท้จริง ก็อยากให้แฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" ทั่วประเทศก็ลองเอา บ้าน "รักษ์ธรรมชาติ" ไม่บานสไตล์ "รีสอร์ท" หลังนี้ ไปลองต่อยอดกันดูครับ

บ้าน “รักษ์ธรรมชาติ” ไม่บานสไตล์ “รีสอร์ท”

          สำหรับท่านที่สนใจอยากศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมในหลากหลายรูปแบบของบรรดา "บ้านไม่บาน" ที่ผมได้เผยแพร่ไปแล้วก็สามารถดาวน์โหลดรูปแบบได้ฟรี ที่เว็ปไซต์ยอดฮิตของชาว "คนรักบ้าน" www.homeloverthai.com สัปดาห์นี้คงมีสาระน่ารู้เพียงแค่นี้ครับ พบกับรูปแบบที่หลากหลายของ "บ้านไม่บาน" ที่มีคำขวัญในใจของบรรดาชาว "คนรักบ้าน" ว่า "งามง่าย พอเพียง เป็นทั้งที่รักและที่พักอาศัย" กันได้ใหม่อีกสองสัปดาห์หน้าครับ

“ตึกระฟ้า”

            ในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมาผมได้รับการทาบทามให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการออกแบบอาคารประเภท "ตึกระฟ้า" ที่จะสร้างในบ้านเรา คำว่า "ตึกระฟ้า" ของผมอาจจะไม่ใช่ตึกที่สูงที่สุดในโลก แต่ต้องมีขนาดความสูง 90-120 ชั้น ซึ่งถ้าฟังอย่างผิวเผินก็อาจจะเป็นไปได้ยาก แต่หลังจากที่ผ่านกระบวนการศึกษาอย่างจริงจังถึงความเป็นไปได้ ก็มั่นใจว่าไม่ช้าหรือเร็ว "กรุงเทพฯ" ซึ่งเป็นมหานครหลักแห่งหนึ่งของโลกก็คงจะไม่สามารถหลบลี้หนีพ้นกับการมี "ตึกระฟ้า" เฉกเช่นมหานครอื่น ๆ จากผลการศึกษาของผมบรรดาประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียนไม่ว่าจะเป็น "เวียดนาม", "อินโดนีเซีย" , "ฟิลิปปินส์" ฯลฯ ก็มีแผนการที่จะสร้าง "ตึกระฟ้า" เพราะนอกจากจะเป็นหน้าเป็นตาของประเทศแล้วก็ยังเป็นการประกาศให้สังคมโลกได้รับรู้ว่าประเทศของเรานั้นมีความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีขั้นสูงสุดการก่อสร้างทั้งทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม เพราะเมื่อพูดถึงตึกสูงนับ 100 ชั้น ระบบอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในอาคารโดยเฉพาะทางด้านวิศวกรรมในแขนงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องก็ยิ่งจะทวีความซับซ้อนอีกหลายเท่าทวีคูณ เช่น ระบบโครงสร้าง ก็ต้องออกแบบให้สามารถสู้กับแผ่นดินไหว, ภัยพิบัติธรรมชาติ อื่น ๆ สามารถรับแรงลมที่จะมาปะทะกับ "ตึกระฟ้า" และภัยพิบัติที่อาจเกิดจากน้ำมือมนุษย์ เช่น การก่อวินาศกรรม นี่ยังไม่นับรวมถึงระบบที่ซับซ้อนของวิศวกรรมไฟฟ้า, วิศวกรรมสุขาภิบาลตลอดจนวิศวกรรมที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม และการประหยัดพลังงาน ยังมีอีกหลายศาสตร์ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง นี่ยังไม่นับรวมถึงการออกแบบรูปลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่จำเป็นต้องสะท้อนถึงเอกลักษณ์ความเป็น "ไทยที่ร่วมสมัย" เพราะจำเป็นต้องอวดสายตาต่อชาวโลก เป็น "Land Mark" สำคัญที่คนทั้งโลกสามารถจดจำ ก็คล้าย ๆ กับตึก "เปโตรนาสทาวเวอร์" ซึ่งเป็น "ตึกระฟ้า" ที่ "มาเลเซีย" ณ "กรุงกัวลาลัมเปอร์" ปัจจุบันก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ตึกระฟ้า”

            เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทำให้ผมเชื่อว่าอีกไม่นานเกินรอก็จะมี "ตึกระฟ้า"เกิดขึ้นอีกหลายโครงการใน "กรุงเทพฯ" ก็เพราะความแออัดยัดเยียดเนื่องจากมีพื้นที่จำกัด เมื่อไม่สามารถแผ่ออกไปในแนวราบได้ ก็จำเป็นต้องขึ้นในแนวดิ่ง และประกอบกับในปัจจุบันเทคโนโลยีการก่อสร้างได้ก้าวไปไกลมากแล้ว โดยเฉพาะการก่อสร้างใน "ระบบสำเร็จรูป" (Pre-Fabrication) ก็ยิ่งทำให้การก่อสร้าง "ตึกระฟ้า" มีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น ประกอบกับอีก 2 ปีข้างหน้า ก็จะเข้าสู่ยุคการเปิด "เสรีอาเซียน"อย่างเต็มรูป และ "กรุงเทพฯ" ก็ถูกกำหนดบทบาทให้เป็น "ฮับ" ในด้านการเดินทางที่เป็นศูนย์กลางที่จะกระจายผู้คนและสินค้า ตลอดจนการให้บริการไปในภูมิภาคต่าง ๆ ตลอดจนบรรดาประเทศเพื่อนบ้านใน "อาเซียน" ก็ยิ่งทำให้ความเป็นไปได้เกี่ยวกับการก่อสร้าง "ตึกระฟ้า" มีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น

            จะว่าไปแล้วการออกแบบ "ตึกระฟ้า" ก็เป็นความฝันหนึ่งของสถาปนิกอย่างผมที่จะฝากแนวคิดและผลงานเอาไว้ให้คนรุ่นหลัง ๆ ได้เรียนรู้และต่อยอด เมืองไทยของเราในอดีตก็ไม่ใช่ว่าไม่มี "ตึกระฟ้า" ครับ อาคาร "ใบหยกทาวเวอร์" ก็ตั้งอยู่ในย่านประตูน้ำ บริเวณห้างสรรพสินค้า "อินทรา" ก็เป็นตึกที่มีความสูง 88 ชั้น มีความสูง 304 เมตร ก็สร้างแล้วเสร็จมาเกือบ 30 กว่าปีแล้วครับ และไม่นานก็คงจะมี "ตึกระฟ้า" อีกแห่งหนึ่งบริเวณถนนนราธิวาสราชนครินทร์ คือ "มหานครทาวเวอร์" มีความสูง 314 เมตร จำนวน 77 ชั้น ก็อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ผมก็เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้น่าจะเป็นการเปิดศักราชของการสร้าง "ตึกระฟ้า" ในบ้านเรา ก็เตรียมตัวศึกษาเอาไว้แต่เนิ่น ๆ ครับ เพราะไม่ช้าหรือเร็วก็มาแน่ ในฐานะนักวิชาการและอาจารย์สอนวิชาออกแบบสถาปัตยกรรมศาสตร์ ในมหาวิทยาลัย ผมมองว่า "ตึกระฟ้า" เป็นการก้าวหน้าทางวิทยาการที่สำคัญ อย่างน้อยนักศึกษาก็ได้มีการเรียนรู้วิทยาการใหม่ ๆ ครับ เอาไว้ตอนต่อไปผมจะมาเล่าเรื่อง "ตึกระฟ้า" แบบลงรายละเอียดให้ท่านผู้อ่านได้ฟังกัน อันเป็นผลมาจากการทำงานต่อเนื่องมาเกือบ 4 ปี ในการศึกษาความเป็นไปได้ ในการออกแบบและก่อสร้าง "ตึกระฟ้า" ในบ้านเราครับ เป็นเสมือนการมองข้ามไปในอนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้า เพราะ "ตึกระฟ้า" แต่ละหลัง กว่าจะทำการศึกษาความเป็นไปได้ หาที่ตั้งที่เหมาะสม หาจุดคุ้มทุน รวมทั้งออกแบบทางด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมที่สลับซับซ้อน ตลอดจนการลงมือการก่อสร้างก็ต้องใช้เวลา 8-10 ปี คิดวันนี้ก็อีก 8-10 ปีครับกว่าจะเสร็จ ซึ่งความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ "ตึกระฟ้า" ก็น่าจะเป็นประโยชน์เพราะผมมั่นใจว่าอย่างไรเสียกระแส "ตึกระฟ้า" ก็มาแน่ครับ

“บ้านสวย เมืองงาม” ที่ “เวนิส”(1)

            สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" สำหรับในสัปดาห์นี้ผมจะพาแฟน ๆ ไปเที่ยวดูอาคารบ้านเรือนของชาว "เวเนเซีย" (Venezia) ซึ่งเป็นภาษา "อิตาลี" ซึ่งคนทั่วไปมักจะติดปากเรียกว่า "เวนิส" (Venice) ซึ่งเป็นภาษา"อังกฤษ" สำหรับผมแล้วที่นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สุด "คลาสสิค" ของกระบวนการก่อสร้าง "บ้านสวย เมืองงาม" จนได้รับการประกาศให้เป็น "มรดกโลก" ที่มีชื่อเสียงขจรขจายเป็นที่รู้จักกันทั่วไปบนโลกสีน้ำเงินเล็ก ๆ ใบนี้ครับ บรรดาอาคารบ้านเรือนของชาว "เวนิส" นั้นที่มีทำเลที่ตั้งอยู่บริเวณทะเลสาบ "เวนิเทีย" ปากอ่าวทะเล "อาเดรียติก" ปลูกสร้างบนเกาะน้อยใหญ่กว่า 30 เกาะ โดยมีพื้นที่รวมกันเพียง 5 ตารางกิโลเมตร มีประชากรอาศัยอยู่เพียงหยิบมือราว 272,000 คน แต่ที่น่าทึ่งคือมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนกว่า 25 ล้านคนต่อปี มีลักษณะบางประการที่แตกต่างและก็มีลักษณะบางประการที่คล้ายคลึงกับอาคารบ้านเรือนของ "คนรักบ้าน" ชาวไทยในอดีต เพราะตั้งอยู่ริมน้ำคล้ายกัน แต่ก็ไม่ประสบกับปัญหาการจราจรรถติดขัดแบบบ้านเราในปัจจุบันครับ เพราะที่ "เวนิส" ผู้คนที่อยู่อาศัยที่นั่นไม่ใช้รถครับ แต่ใช้เรือเป็นพาหนะ จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็น "เมืองแห่งสายน้ำ" (City of Water) ซึ่งเรือที่ชาว "เวนิส" ใช้ก็สามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภท ตามกาลเทศะ ของการใช้งาน อาทิเช่น เรือประเภท "วาปอเร็ตโต" (Vaporetto) ซึ่งเป็นเรือโดยสารทำหน้าที่เหมือนรถเมล์หรือรถสองแถวประจำทางจอดตามป้าย ที่ชาว "เวนิส" ส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้ เพราะที่ "เวนิส" ไม่มีถนนหนทางสำหรับรถยนต์ มีแต่โครงข่ายการขนส่งและจราจรทางน้ำ เป็นเครือข่ายโดยใช้เรือเป็นพาหนะที่ใช้ในการสัญจรไปมา ตามคูคลองที่สลับซับซ้อน โดยมีสะพานน้อยใหญ่กว่า 400 สะพานเชื่อมโยงกันเป็นใยแมงมุม ทำให้ "บ้านสวย เมืองงาม" ของ "เวนิส" คงความเป็น "เอกลักษณ์" มายาวนานกว่า 800 ปี จวบจนทุกวันนี้แทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงสภาพทางกายภาพอะไรมากนัก ส่วนเรืออีกประเภทที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกคือ เรือ "กอนโดลา" (Gondola) ซึ่งหากดูแบบผิวเผินก็จะคล้ายกับ "เรือแจว" บ้านเรา ว่ากันว่าในอดีต ที่ "เวนิส" เคยมีเรือประเภทนี้นับหมื่นลำ (แต่ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 1,000 ลำ) และเรือ "กอนโดลา" นี่แหละครับ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของ "เวนิส" เพราะ "เรือแจว" ในลักษณะนี้มีที่นี่ที่เดียวในโลก นอกจากมีลักษณะเฉพาะในรูปลักษณ์ของตัวเรือ ซึ่งนิยมทาลำตัวเรือเป็นสีดำเข้มมันวาวแล้วยังมีลักษณะเฉพาะในการพายและการแต่งตัวของ "ชาวเรือ" ที่มักจะสวมเสื้อยืดลายแถบดำขาวหรือแถบสีแดงพาดขวางลำตัว ทั้งยังสวมหมวกฟางคาดริบบิ้นสีแดงหรือดำ รวมทั้งมีการร้องเพลงขับกล่อมให้ผู้โดยสารฟังเพลิน ๆ จำเริญใจ เป็นลำนำเพลงรักซึ้ง ๆ เช่น เพลง "Santa Lucia" และเพลง "Come Back to Sorrento" เป็นต้น ที่ในปัจจุบันกลายเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของเมืองนี้ครับ

“บ้านสวย เมืองงาม” ที่ “เวนิส”(1)

            จากการที่ผมได้เดินท่องไปเยี่ยมชม "บ้านสวย เมืองงาม" ที่ "เวนิส" อยู่หลายวัน ก็พบความเหมือนในความต่างกับบ้านเรา จะว่าไปแล้วในอดีต หลายชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานในที่ราบลุ่มภาคกลางของบ้านเราก็คล้ายคลึงกับ "เวนิส" ครับ เพราะชนชาว " สยาม" ดั้งเดิมก็เป็น "ชาวน้ำ" สร้างบ้านเรือนอยู่ริมน้ำ อาศัยเรือเป็นพาหนะ ถึงขนาดถูกขนานนามจากนักเดินเรือชาวต่างชาติว่าเป็น "Venice of the East" ถ้าแปลเป็นไทยหมายถึง "เวนิสแห่งดินแดนตะวันออก" แต่เป็นที่น่าเสียดายที่นโยบายในการพัฒนาบ้านเมืองของเราตั้งแต่ "แผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของชาติ" ฉบับที่ 1 เมื่อกว่า 50 ปีล่วงแล้ว ตั้งแต่ครั้ง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นการพัฒนาที่มุ่งมั่นสู่ความทันสมัยโดยทำลาย "ของดีที่มีอยู่"แบบขุดรากถอนโคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครือข่ายคูคลองที่สลับซับซ้อนและมีประสิทธิภาพในการระบายน้ำและการขนส่ง ตลอดไปจนถึงการให้บริการต่าง ๆ ซึ่งต่อมาบรรดาคูคลองเหล่านี้ถูกถมทำลายแทนที่ด้วยท่อระบายน้ำ เพื่อใช้เป็นถนนหนทางแทน ทำให้เสน่ห์ของความเป็น "เมืองน้ำ" ของ "สยาม" ประเทศถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ครับ

“บ้านสวย เมืองงาม” ที่ “เวนิส”(1)

            จากการที่ผมได้มาเยี่ยมเยือน "บ้านสวย เมืองงาม" ที่ "เวนิส" ผมตั้งคำถามขึ้นมาในใจว่าทำไมชาว "เวเนเซีย" จึงสามารถอนุรักษ์สืบสานและพัฒนาบ้านเมืองให้คงสภาพได้ดีเยี่ยมเช่นนี้ ทั้งยังสามารถรักษา "ของดีมีอยู่" จนเกิดเป็นรูปแบบเฉพาะตัวทาง "ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย" และ "วิถีชีวิตร่วมสมัย" สามารถอนุรักษ์สืบสานและพัฒนาสืบต่อกันมาได้อย่างเหนียวแน่นและยาวนานกว่า 8 ศตวรรษ ที่น่าทึ่ง คือ "เวนิส" สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์ในยุคต่าง ๆ นับตั้งแต่ ยุคกลาง, ยุคไบเซนไทน์,ยุคโกธิค,ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ หรือ ยุคเรอเนซองส์, ยุคบารอค , ยุครอคโคโค, ยุคโมร์เดิร์น ไปจนถึง ยุคอินเตอร์เน็ท ที่ทั้งโลกถูกเรียงร้อยด้วยระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม แต่ไม่ว่าสภาพสังคม,เศรษฐกิจ และการเมืองของโลกจะแปรเปลี่ยนไปอย่างไร "เวนิส" ก็ยังคงเป็น "เวนิส" ที่ "ร่วมสมัย" และ "ทันสมัย" อยู่เหมือนเดิม ทั้งยังมั่งคั่ง ร่ำรวย ด้วยกิจการการค้าขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจริญเติบโตทางด้านอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว เพราะ "เวนิส" เป็น "เมืองในฝัน" ของใครต่อใครหลายคนบนโลกใบนี้ที่ต้องมาเยี่ยมเยือนสักครั้งในชีวิต

             จะว่าไปแล้วเรื่องราวเกี่ยวกับ "บ้านสวย เมืองงาม" ของ "เวนิส" ที่น่าประทับใจและน่านำมาปรับประยุกต์ใช้กับบ้านเรายังมีสาระน่ารู้อีกมากไว้พบกันอีกตอนในสองสัปดาห์หน้าครับ

<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 1 - 10 of 1612
บ้านไม่บานยอดนิยม อพาร์ตเม้นท์ไม่บานยอดนิยม พิมพ์เขียวแบบบ้าน 999 บาท

เปิดตัวแล้วสำหรับ หนังสือรวม  52  รูปแบบ “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน”  กับอาจารย์ “เชี่ยว  ชอบช่วย”

“HOTAP + CONDO” แดงแรงฤทธิ์ @ บ้านฉาง”

ออกแบบ+ก่อสร้างอพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอาจารย์เชี่ยว

บริการงานออกแบบตกแต่งภายในด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้จริง

บ้านไม่บานอัพเดต

บ้าน "รักษ์ธรรมชาติ" ไม่บานสไตล์ "รีสอร์ท"

“มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์” เพื่อ “แม่”              วัสดีครับแฟนๆ ชาว "บ้านไม่บาน" สำหรับในสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอ บ้าน "รักษ์ธรรมชาติ" ไม่บานสไตล์ "รีสอร์ท" ซึ่งเป็น "บ้านไม่บาน" ที่มีขนาดเล็กกะทัดรัด ที่มีขนาดกำลัง "พอเหมาะ พอดี พอเพียง" ที่สามารถนำไปก่อสร้างอยู่ริมชายทะเลหรือริมชายฝั่งแม่น้ำลำคลองหรือตามเนินเขา หรือตามหัวไร่ปลายนา จะเป็นเรือกสวนไร่นาก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด สำหรับ "บ้านไม่บาน" หลังนี้ ผมออกแบบให้ภายในมีการจัดลักษณะเป็นแบบ "Open Plan" ซึ่งสามารถใช้งานได้อย่าง "อเนกประสงค์" (Flexible) ตามแต่วิถีการใช้ชีวิตแบบเฉพาะตัวของท่านเจ้าของบ้าน . . .

อ่ า น ต่ อ . . .

“บ้านสวยเมืองงาม” ที่ “เวนิส” (2)

“บ้านสวยเมืองงาม” ที่ “เวนิส” (2)          สวัสดีครับแฟนๆ ชาว "คนรักบ้าน" เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้พาแฟน ๆ ไปเที่ยวเมือง "เวเนเซีย" หรือ เมือง "เวนิส" ในประเทศ "อิตาลี" เพื่อชื่นชมกระบวนการ "บ้านสวยเมืองงาม" ของคน "เมืองน้ำ" ที่มีชื่อก้องโลกแห่งนี้ ที่สามารถรักษาเมืองอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของพวกเขาได้มายาวนานเกือบร่วม 900 ปี และพัฒนาเมืองไปสู่ความทันสมัยก้าวผ่านยุคสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ในอดีตไม่ว่าจะเป็นยุค "เรเนอร์ซองส์" จนถึงยุค "โลกาภิวัตน์" ในปัจจุบันที่การสื่อสารผ่านดาวเทียมระบบ "ดิจิตอล" ได้ครอบทั้งโลก แต่ชาวเมือง "เวนิส" ก็ยังสามารถอนุรักษ์ สืบสานและพัฒนา วิถีการดำรงชีวิต ตลอดจนรูปแบบของอาคารบ้านเรือนของพวกเขาได้อย่างกลมกลืนและน่าทึ่งจนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน "มรดกโลก" ที่คนทั่วโลกต้องทะนุบำรุงดูแลรักษาไว้ครับ . . .

อ่ า น ต่ อ . . .
คลินิกคนรักบ้าน

"เหลียวหลัง" เพื่อ "แลหน้า"
สู่ "ตึกระฟ้า" สายพันธุ์ "ไทย"


“เหลียวหลัง” เพื่อ “แลหน้า” สู่ “ตึกระฟ้า” สายพันธุ์ “ไทย”

               เมื่อ "เหลียวหลัง" เพื่อ "แลหน้า" อันจะนำไปสู่ "ตึกระฟ้า" ที่สูงที่สุดใน "ASEAN" ลองมองย้อนไปดูอดีตที่ยาวไกลจะเห็นได้ว่า คนทั่วโลกได้สร้างสิ่งปลูกสร้างใหญ่โตโอฬารที่สูงระฟ้าได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ในยุคสมัยโบราณ เมื่อหลายพันปีมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปิรามิด , มหาวิหาร, สถูป, ปรางค์, เจดีย์ ฯลฯ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยปัจจัยทางด้าน "ศรัทธานุภาพ" หรือพลังความเชื่อทางศาสนา และความเคารพศรัทธาต่อพระเจ้าหรือเหล่าทวยเทพ หรือศาสดาในศาสนาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นศาสนา "พหุเทวนิยม" ในยุคเริ่มแรก หรือศาสนา "ฮินดู", "พุทธ", "คริสต์" และ "อิสลาม" ฯลฯ . . .

อ่ า น ต่ อ . . .

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
รายการคนไทยไม่ท้อ >>  

รายการ แผ่นดินพอเพียง   

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
 

นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับ อ.เชี่ยว ฉบับสะสม
นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอ.เชี่ยว ฉบับสะสม เหลือเพียง 6 เล่ม
(เล่ม 7,8,9,10,11,12)  ราคาชุดละ 300 บาท  รวมค่าจัดส่งแบบลงทะเบียน
รายละเอียดการโอนเงิน
ชื่อบัญชี ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  ธนาคารกรุงเทพ ฯ  สาขาห้วยขวาง  ประเภทสะสมทรัพย์  บัญชีเลขที่  1764267272
แฟกซ์ pay  in
พร้อมระบุชื่อที่อยู่   หมายเลขโทรศัพท์ และ เล่มหนังสือที่สั่งซื้อ   มาที่หมายเลข  02-6441479 หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-2451399 และ 02-6441478 หรือ สำนักงานบ้านไม่บาน  เลขที่ 1  ซ.ประชาสงเคราะห์ 12   แขวงดินแดง  เขตดินแดง  กทม.  10400