สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

“ตู้ตั๋วแตก” อีกครั้งในการบรรยาย “บ้านไม่บาน” ที่ “ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์”

            สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "บ้านไม่บาน" ก็เข้าสู่ช่วงฤดูร้อนซึ่งมีอุณหภูมิร้อนจัดเป็นประวัติการณ์ในหลายพื้นที่ เป็นผลให้ต้องประสบกับปัญหาภัยแล้งที่รุนแรง ซึ่ง คนโบราณก็มักจะบอกว่าถ้าปีไหนอากาศหนาวจัดติดต่อกันเป็นเวลานานจะส่งผลให้ฤดูร้อนปีนั้นอากาศก็จะร้อนจัด แล้งจัดยาวนานเช่นกันซึ่งอาจจะลามไปถึงฤดูฝนที่จะมาล่าช้า ก็ส่งผลให้ในหลายพื้นที่ที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับเกษตรกรรมจะมีปัญหา "ภัยแล้ง" ติดตามมา ผมมักจะพูดเสมอครับว่าภัยธรรมชาตินับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ก็เพราะความสมดุลของธรรมชาติได้ถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของมนุษย์ รวมทั้งการใช้ทรัพยากรแบบไม่ยั้งคิด ได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์เป็นลูกโซ่ครับ ดังนั้นในการออกแบบ "บ้านไม่บาน" ก็ต้องคำนึงถึงปัญหานี้ให้จงหนัก เพราะจะต้องออกแบบให้สามารถรองรับกับบรรดาภัยพิบัติจากธรรมชาติต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อาทิเช่น ภัยที่เกิดจากน้ำท่วม, ภัยแล้ง,ภัยเกิดจากพายุโซนร้อน,ภัยเกิดจากคลื่นสึนามิ,ภัยเกิดจากแผ่นดินไหวและภัยอะไรต่ออะไรอีกมากมาย ซึ่งแนวทางในการออกแบบ "บ้านไม่บาน" จำเป็นต้องเตรียมการที่จะ "รองรับ+เรียนรู้" ที่จะอยู่ร่วมกับบรรดาปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านี้ จน "ตกผลึก" เกิดเป็นแนวคิด "บ้านไม่บาน" ในสไตล์ "อกาลิโก" + "ไฮโซ" + "โลว์คอส" หมายถึง เป็นบ้านที่สวยทน, สวยทาน, สวยนาน นอกจากนั้นยังต้องเป็นความสวยแบบ "ไม่บาน" คือ สวยแบบประหยัด, สวยแบบดูดีและสวยแบบมีชาติตระกูล คือ สวยแบบมีรสนิยมไม่อายใครครับ

“ตู้ตั๋วแตก” อีกครั้งในการบรรยาย “บ้านไม่บาน” ที่ “ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์”

            นอกจากความสวยงามด้าน "สถาปัตยกรรม" แล้วจะต้องมีความแข็งแรงทนทานในด้าน "วิศวกรรม" สาขาต่าง ๆ อาทิเช่น "วิศวกรรมโยธา", "วิศวกรรมไฟฟ้า", "วิศวกรรมสุขาภิบาล" รวมไปถึง "วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม" ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เหมาะสมในการ "ประหยัดพลังงาน" ฯลฯ แค่คิดให้ครบเท่านี้ก็เหนื่อยแล้วครับ ดังนั้นหากเราได้เอาใจใส่อย่างเอาจริงเอาจัง จะเห็นว่ามีเรื่องราวอีกมากมายให้ศึกษา ค้นคว้า กันแทบไม่รู้จักจบจักสิ้น แต่ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องปฏิบัติครับ เพราะสำหรับผมแล้ว "บ้านไม่บาน" เป็น "หน่วยที่เล็กที่สุดของสังคม" ครับดังนั้นหากบ้านบานแล้ว สังคมก็จะบานตามไปด้วย ที่อ่วมอรทัยกันไปทั่วทั้งประเทศทุกวันนี้ ก็เพราะ "บ้าน" แทนที่จะ "ไม่บาน" กลับเป็น "บ้านบาน" ใช้ทรัพยากรกันอย่างสิ้นเปลืองโดยไม่รู้คุณค่า แข่งขันกันอวดมั่งอวดมี อวดร่ำอวดรวย ทั้งยังก่อให้เกิดปัญหาทางโครงสร้างทางสังคม ที่ทำให้นับวันช่องว่างระหว่างความ "มั่งมี" กับ "มีมั่งไม่มีมั่ง" ก็จะกว้างขึ้น ผู้คนบางกลุ่มเพียงหยิบมือก็จะร่ำรวยขึ้นและฟุ้งเฟ้อมากขึ้น ในขณะที่คนส่วนใหญ่กลับยากจนลง ตกอยู่ในสภาวะหนี้สิน ซึ่งผมมักจะย้ำเสมอครับว่าประเทศไทยของเรานั้นเป็นประเทศที่ร่ำรวยทางทรัพยากรสุด ๆ แต่คนไทยส่วนใหญ่กลับยากจนสุด ๆ เพราะล้วนแต่ตกอยู่ในสภาวะหนี้สิน ทำให้สังคมโดยรวมขาดเสถียรภาพ ก็ไม่ต้องน่าแปลกใจครับว่าในปัจจุบันสังคมส่วนใหญ่ในภาพรวมจะเละตุ้มเปะกันขนาดไหน

            ซึ่งผมก็ได้พยายามทำ "หน้าที่ทางจริยธรรม" ให้สมบูรณ์คือ ในวันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา ณ. "ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์" ใน "งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ" ผมกับทาง "เนชั่นแชลแนล" ได้จัดการบรรยายขึ้นในหัวข้อ "การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน" ของ "บ้านไม่บาน" + "อาคารพาณิชย์ไม่บาน" + "โฮมออฟฟิศไม่บาน" ในสไตล์ "อกาลิโก" + "ไฮโซ" + "โลว์คอส" ซึ่งสำหรับผมแล้ว "การลงทุน" ก่อสร้าง "บ้านไม่บาน" คือ "การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์" อีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นการลงทุนทั้งชีวิตเพราะบางท่านต้องกู้หนี้ยืมสิน ต้องผ่อนกัน 25-30 ปี ดังนั้น "บ้านไม่บาน" สำหรับผมนอกจากจะต้องเป็น "ทั้งที่รักและที่พักอาศัย" แล้ว ยังต้องเป็นที่ "คุ้มภัย" และเป็นที่ "บ่มเพาะ" คนรุ่นใหม่ที่จะก้าวขึ้นมาแทนที่คนในรุ่นปัจจุบัน

“ตู้ตั๋วแตก” อีกครั้งในการบรรยาย “บ้านไม่บาน” ที่ “ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์”

            ผมต้องขอขอบคุณบรรดาแฟน ๆ ชาว "บ้านไม่บาน" เกือบ 300 ท่านที่สนใจใฝ่รู้มาร่วมฟังการบรรยายแบบ "มาราธอน" เกือบ 6 ชั่วโมงของผมจนแน่นขนัดเกิดปรากฎการณ์ "ตู้ตั๋วแตก" ต้องเสริมแล้วเสริมอีก (เพราะตอนแรกตั้งใจจะรับไม่เกิน 200 ท่าน) ขึ้น ณ. "ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์" ห้อง Meeting Room 2 และ 3 ครับ เพราะนับตั้งแต่นี้เรื่องบ้านไม่ใช่เรื่องบ้าน ๆ อีกต่อไปแล้วครับ แต่เป็นเรื่องที่ต้องเอาใจใส่อย่างจริงจัง แต่ผลลัพธ์ที่ท่านได้ก็จะคุ้มแสนคุ้มครับ คือ "บ้านไม่บาน" อันเป็น "ทั้งที่รักและที่พักอาศัย" ของบรรดาชาว "คนรักบ้าน" ครับ

เรื่อง (ความขัดแย้ง) ของ “สองนครา” (THE TALE OF THE TWO CITIES) (1)

            เมื่อผมมองเหตุการณ์ในบ้านหลังใหญ่ก็ได้แต่ทอดถอนใจ ก็ยังสับสนมึนงงว่าเหตุการณ์จะจบลงกันอย่างไร ในสภาวะวิกฤติเช่นนี้ครับ อะไรก็ย่อมเกิดขึ้นได้ แต่ที่แน่ ๆ ไม่เป็นผลดีกับบ้านหลังใหญ่นี้แน่ ๆ เพราะผมเชื่อว่าความขัดแย้ง(อาจ)จะนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารในที่สุด เพราะหลังวันหยุด "ตรุษสงกรานต์" หาก ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ "นายก ฯ" ผิด (กรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขา สมช.) รวมทั้งจะมีการถอดถอน "ประธานสภา" และ "ประธานวุฒิสภา" ก็เท่ากับว่าแทบจะไม่เหลือใครบริหารบ้านเมืองอีกแล้ว หากเหตุการณ์เป็นเช่นนี้แน่นอนครับบรรดากลุ่ม นปช. ก็จะรวมพลคน "เสื้อแดง" เคลื่อนไหวครั้งใหญ่ เพราะไม่เชื่อมั่นใน "สถาบันตุลาการ" ทำให้ประเทศนี้ขาดความเป็น "นิติรัฐ" ซึ่งหมายถึง ไม่มีใครเคารพยำเกรงใน "กฎหมาย" อีกต่อไปก็จะมีการใช้ "กฎหมู่" นำกำลังปิดล้อมสถานที่ราชการ ตลอดจนปิดล้อมโครงข่ายระบบสาธารณูปโภค ทำแบบเดียวกันกับที่กลุ่ม กปปส. ทำ ได้ทำกันไม่มีผิดเพี้ยน จะต่างกันที่เหตุผลในการกล่าวอ้างและยุทธวิธีแนวทางการปฏิบัติและต่างกันที่ความรุนแรงก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าครับ เพราะบรรดาคนที่อยู่ "พลพรรครักพระเจ้าอยู่หัว" ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดอย่างชัดเจน (ผมเชื่อว่ามีไม่น้อยกว่า 50 ล้านคน++) ที่แม้จะถูกคนข้าง ๆ บังคับให้เลือกข้างแต่ยังก็ทำใจเลือกไม่ได้ซักที เพราะยอมรับไม่ได้ในบางส่วนของทั้ง 2 กลุ่ม ทั้งยังไม่ชอบความรุนแรงในทุกรูปแบบ มิหนำซ้ำยังประณามของผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง ที่เอาชีวิตของผู้คนที่บริสุทธิ์ รวมทั้งประเทศชาติมายึดเป็นตัวประกัน

            จะว่าไปแล้วผู้นำทั้ง 2 ฝ่าย ก็ล้วนแล้วแต่มีคดีที่ต้องต่อสู้ในศาลทั้งทางแพ่งและอาญากันหลายคดี จึงไม่มีใครยอมแพ้และแพ้ไม่ได้ เพราะรู้ดีว่าเมื่อกระบวนการพิจารณาตัดสินโทษในศาลสำเร็จเสร็จลง ก็คงต้องติดคุกหัวโตทั้ง 2 ฝ่าย พูดง่าย ๆ ครับว่าผมไม่เห็นว่าใครดีกว่าใครครับ (เพราะล้วนแล้วแต่มีความดีความชั่วพอพอกัน) แต่ไม่ยุติธรรมกับคนส่วนใหญ่ครับ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมืองของประเทศก็ตกอยู่ในภาวะวิกฤติครับ

            ในสถานการณ์ที่สับสนอลหม่านเช่นนี้ทำให้เกิดแนวคิดมากมายที่พยายามอธิบายในความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แต่ดูเหมือนหลายฝ่ายที่เห็นถูกต้องตรงกันว่า เป็น "ความขัดแย้งด้านโครงสร้าง" ที่ฝังรากลึกที่ฝ่ายหนึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มอำนาจเก่า ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มอำนาจใหม่ ซึ่งเป็นขวัญใจของชนชั้นกรรมาชีพ ผู้ใช้แรงงาน แต่ที่น่าสนใจคือ คนที่กุมชะตาบ้านเมืองทั้ง 2 ฝ่าย มีเพียงหยิบมือไม่กี่คนหรอกครับ จึงเป็นการต่อสู้ที่แพ้ไม่ได้ เพราะเป็นการต่อสู้ที่มีเดิมพันสูง ถึงขนาดที่ว่าหากใครพ่ายแพ้ไม่มีแผ่นดินจะอยู่กันเลยทีเดียว ในส่วนตัวผมเชื่อใน "กฎแห่งกรรม" ครับ "ใครทำกรรมใดไว้ย่อมได้รับผลกรรมนั้น" และผมก็เชื่อว่าประเทศคงไม่เป็นไรมากนัก อาจบอบช้ำบ้างแต่ก็จะสามารถฟื้นตัวได้เร็ว เพราะเมื่อนานาอารยประเทศโดยรอบได้ก้าวเข้าสู่การค้าเสรีและเข้าสู่การเลือกตั้งเสรีในระบอบประชาธิปไตย ภายใน 2 ปีทุกอย่างต้องลงตัว เพราะเราเป็นเพียงประเทศเล็ก ๆ จึงไม่สามารถต้านทานกระแสโลกได้

เรื่อง (ความขัดแย้ง) ของ “สองนครา” (THE TALE OF THE TWO CITIES) (1)            มาถึงช่วงนี้ทำให้ผมนึกถึงงานวรรณกรรมชิ้นเยี่ยมของชาร์ลส์ จอห์น ฮัฟแฟม ดิกคินส์ ที่ได้เกิดมาบนโลกสีน้ำเงินเล็ก ๆ ที่สับสนวุ่นวายใบนี้เมื่อ 200 ปีล่วงแล้ว (พ.ศ. 2355 ) ที่เมืองแลนด์พอร์ท แฮมเชียร์ ประเทศ "อังกฤษ" ตลอดชีวิตของ "ดิกคินส์" ทำงานอย่างหนักแบบหามรุ่งหามค่ำในการรังสรรค์งานวรรณกรรมหลายชิ้นเพื่อรณรงค์ต่อต้านความชั่วร้ายของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน พ.ศ. 2402 (เมื่อ 150 ปีล่วงแล้ว) เขาได้ฝากงานวรรณกรรมชิ้นเยี่ยมให้กับโลก ชื่อ "เรื่องสองนครา" ( The Tale of the Two Cities) งานวรรณกรรมชิ้นนี้เน้นหนักด้านจริยธรรม ความสำนึกผิด ความละอายต่อบาปและความรักชาติ ซึ่งว่ากันว่าวรรณกรรมชิ้นเอกของโลกชิ้นนี้ได้รับเค้าเรื่องจากวรรณกรรมของ ทอมัส คาร์ลีลย์ เรื่อง "การปฏิวัติของฝรั่งเศส" อันเป็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในสมัยนั้นระหว่าง พ.ศ.2318-2336 ซึ่งตรงกับช่วงการปฏิวัติของ "อเมริกา" ไปถึงช่วงกลางของการปฏิวัติของ "ฝรั่งเศส" (เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกับช่วงเวลาเสีย "กรุงศรีอยุธยา" ครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 ) ซึ่งช่างดูละม้ายคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่สับสนวุ่นวายของ "การปฏิรูปทางการเมือง" ซึ่งเป็นการเรียกร้องของ "มวลมหาประชาชน" ของ "นคราหนึ่ง" และ "การปฏิวัติประชาชน" ซึ่งเป็นการเรียกร้องสิทธิของความเท่าเทียมของ "มวลชนคนเสื้อแดง" ของอีก "นคราหนึ่ง" ดังเช่นในปัจจุบันครับ

            ท่ามกลางวิกฤติเช่นนี้ก็คงไม่มีคำตอบหรอกครับสำหรับทางออกของความขัดแย้งทางโครงสร้างของทั้ง "สองนครา" นี้ แต่อย่างไรเสียผมก็เชื่อว่าหลังสงครามย่อมมีสันติภาพที่งดงามเสมอและก็ยังเชื่ออีกว่าในความมืดมิดก็ย่อมมีความหวังของวันพรุ่งนี้ที่ย่อมดีกว่าวันนี้เสมอครับ ดังนั้นอย่ากังวลอะไรให้มาก กลับบ้านไปกราบขอพรบิดามารดา ครูบาอาจารย์และบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ไปเล่นสงกรานต์ตามประเพณีให้สนุก เดินทางโดยไม่ประมาท ขอให้โชคดีมีชัยกับปีใหม่ไทยครับ

“ตู้ตั๋วแตก” อีกครั้งในการบรรยาย “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ที่ “ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์”

          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณแฟน ๆ เกือบ 300 ท่านที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ "ตู้ตั๋วแตก" อีกครั้งในการบรรยายของผมในหัวข้อ"การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน" ของ "บ้านไม่บาน" + "อาคารพาณิชย์ไม่บาน" + "โฮมออฟฟิศไม่บาน" ในสไตล์ "อกาลิโก" + "ไฮโซ" + "โลว์คอส" ใน "งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ" จะว่าไปแล้วเมื่อผมทราบกำหนดการที่ทาง "ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์" ที่จัดให้บรรยายในวันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน ก็รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยกับสถานการณ์บ้านเมืองเพราะก่อนหน้าการบรรยาย 4 วัน คือในวันเสาร์ที่ 29 มีนาคม ก็มีการนัดชุมนุมใหญ่ของ "มวลมหาประชาชน" โดยการนำของ "กำนันสุเทพ" แล้วหลังการบรรยาย 1 วัน คือ ในวันเสาร์ที่ 5 เมษายน ก็มีการนัดรวมพล "คนเสื้อแดง" บริเวณถนนอักษะ(AXIS) ย่านพุทธมณฑล ก็ถือว่าวันที่บรรยายนั้นอยู่ตรงกลางของความขัดแย้งพอดีครับ สำหรับผมสังกัดพรรค "รักพระเจ้าอยู่หัว" เห็นใครทำดีต่อประเทศชาติก็ต้องชื่นชมเห็นใครทำไม่ดีก็ต้องแสดงความเห็นคัดค้าน ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก แบ่งสี แบ่งฝัก แบ่งฝ่าย เพราะคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานอย่างผม ก็ได้แต่บอกหลาย ๆ ท่านว่า แท้จริงแล้วโดยธรรมชาติของคนไทยนั้นเดี๋ยวก็ทะเลาะกัน เดี๋ยวก็ดีกัน เป็นเรื่องปกติ หากมองโลกแบบกลาง ๆ แท้จริงแล้วการเล่น "กีฬาสี" ก็เพิ่งมีมาไม่ถึง 10 ปี ช้าหรือเร็วก็ต้องเลิกเล่นกันแล้ว พอประเทศชาติสงบสักพักหนึ่งก็ต้องหาเรื่องทะเลาะกันใหม่ เป็นอย่างนี้มานานหลายร้อยปี มิฉะนั้นแล้ว "กรุงศรีอยุธยา" จะแตกได้ถึง 2 ครั้ง เพราะคนไทยไม่รู้รักษ์สามัคคีกันหรือครับ (ในปีพ.ศ. 2112 และ พ.ศ. 2310 ) ประวัติศาสตร์ก็ได้สอนเราว่า เรามักทำผิดซ้ำ ๆ เสมอ แต่ในขณะเดียวกันประวัติศาสตร์สอนเราว่าหากเกิดวิกฤติจนถึงขีดสุดแล้วไม่เคยสิ้น "คนดีศรีรัตนโกสินทร์" ที่จะออกมากอบกู้ชาติบ้านเมืองครับ

“ตู้ตั๋วแตก” อีกครั้งในการบรรยาย “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ที่ “ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์”

          ซึ่งในการบรรยายของผมที่ "ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์" ในครั้งนี้ สิ่งที่ผมภูมิใจที่ได้ทำคือได้ทำหน้าที่ "สุนัขเฝ้าบ้าน" ได้เตือนสติให้ชาว "คนรักบ้าน" รู้ว่าแท้จริงแล้วสังคมไทยกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม รุนแรงหนักหนาสาหัส อย่างไร ตลอดจนวิกฤติการเปิด "AEC" เสรีอาเซียน ที่หลายท่านบอกว่าน่าจะเป็น "โอกาส" แต่ผมได้ฟันธงในการบรรยายว่าเป็น "วิกฤติ" เสียมากกว่าเพราะเราไม่พร้อมที่จะเปิดประตูรับบรรดาประเทศสมาชิกอาเซียนให้มาทำการค้าเสรีในบ้านเรา ก็คิดง่าย ๆ ครับว่า คน "ไทย" สามารถสื่อสารเป็นภาษา "อังกฤษ"ซึ่งเป็นภาษากลางของการติดต่อค้าขาย ทำธุรกิจธุรกรรมได้เพียงไม่ถึง 8 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่า นักธุรกิจของไทย 100 คน สามารถสื่อสารได้เพียง 8 คน ในขณะที่ "สิงคโปร์" ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการอ่าน เขียน และเรียน เท่านี้ก็สู้เขาไม่ได้แล้วครับ จะมีประโยชน์อะไรที่ท่านอาจจะเป็นคนเก่งแสนเก่งระดับอัจฉริยะ แต่ท่านกลับเป็นใบ้ไม่สามารถติดต่อสื่อสารใครได้ นอกจากนั้นเรายังไม่ "รู้เขารู้เรา" คงต้องยอมรับนะครับว่า เรารู้ข้อมูลต่าง ๆ ของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนน้อยมาก ผมได้ยกคำถามง่าย ๆ ในการบรรยายว่า ท่านทราบหรือไม่ว่านายกรัฐมนตรีของ "ลาว" หรือ "เวียดนาม" ชื่ออะไร แค่นี้ก็จบเห่แล้วครับ นี่ไม่นับถึงชื่อรองนายก ฯ หรือ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของบรรดาประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนที่เราจำเป็นที่จะต้องติดต่อค้าขายกัน ผิดหลักสำคัญที่สุดในตำรับพิชัยยุทธ์ของ "ซุนหวู่" ที่ว่า "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง" แต่ในสถานการณ์จริง ๆ มีแต่ "เขารู้เรา แต่เราไม่รู้เขา" ขืนดื้อดึงรบไปก็มีแต่พ่ายแพ้ ยิ่งสังคมไทยยังแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทะเลาเบาะแว้งแย่งชนะ ไม่ "รู้รักษ์สามัคคี" ก็เท่ากับว่าคนไทยกำลังต่อสู้ทั้งศึกนอกศึกในไปพร้อมกันครับ

“ตู้ตั๋วแตก” อีกครั้งในการบรรยาย “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ที่ “ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์”

          ในการบรรยายที่ผ่านมาผมได้ให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ทั้งแนวคิดของ "ตะวันออก" และ "ตะวันตก" ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ และการเตรียมตัวเปิดทาง "ถอย" เมื่อสถานการณ์คับขัน โดยเริ่มตั้งแต่แนวคิดของ "เล่าจื้อ" และ "ขงจื้อ" ซึ่งปราชญ์ 2 ท่านก็ได้ทิ้งข้อคิดไว้เมื่อ 2,500 ปีล่วงมาแล้ว และก็ยังใช้จนถึงปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น "เล่าจื้อ" ที่ได้ทิ้งผลงานที่สำคัญที่สุดคือ คัมภีร์ "เต๋าเต็กเก็ง" หรือ "เต้าเต๋อจิง" อันเป็นคัมภีร์ที่มีอักษรจีน 5,000 อักษร ที่ทรงอิทธิพลต่อความคิดของผมมาก โดยเน้น "คุณธรรม" และความ "กลมกลืน" ของการใช้ชีวิตกับธรรมชาติ นอกจากนั้นผมยังยก "ศาสตร์ทั้ง 4 แขนง" ของ "ขงจื้อ" ที่ครอบคลุมทางด้านวัฒนธรรม ความประพฤติ,ความจงรักภักดี, ความซื่อสัตย์ ก็ยังเป็น "ราก" ความคิดของคน "จีน" ที่ทำให้ กลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง ยกตัวอย่างเช่น ศาสตร์ทางด้านวัฒนธรรมที่ "ขงจื้อ" เน้นการเคารพบรรพบุรุษ พิธีกรรมโบราณ นึกถึงผู้อาวุโส และที่ประทับใจของผมก็คือ การไม่ยึดติด หรือ ละอายที่จะหาความรู้จากคนที่ด้อยศักดิ์กว่าหรือแม้แต่คนที่อายุน้อยกว่าและผมยังได้พูดถึง 8 หลักการ พื้นฐานในการเรียนรู้ อันประกอบไปด้วย หลักการที่ 1 คือการสำรวจตรวจสอบข้อมูลพื้นฐาน ให้เข้าใจ เข้าถึงเสียก่อน ก่อนที่จะคิดพัฒนากิจการงานใด หลักการที่ 2 การขยายพรมแดนของความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ ทำให้เป็นสังคมของการเรียนรู้ไม่รู้จักจบสิ้น หลักการที่ 3 คือ ความจริงใจต่อสิ่งที่กำลังจะทำ หลักการที่ 4 การแก้ไขดัดแปลงตนเอง แน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด หลักการที่ 5 คือ การเพาะบ่มความรู้ให้เติบโตงอกงามทั้งการวิเคราะห์ และการสังเคราะห์ หลักการที่ 6 เป็นคนดีมีจริยธรรม เคารพกฎกติกาบ้านเมือง หลักการที่ 7 การมุ่งมั่นทำนุบำรุง ดูแล สังคมและประเทศชาติ หลักการที่ 8 การนำความสงบ สันติ มาสู่สังคม สู่ประเทศชาติ ทั้ง 8 ข้อ เป็น 8 หลักการของการเรียนรู้ที่ "ขงจื้อ" ได้เคยทิ้งไว้เป็นแนวทาง นอกจากนั้น ผมยังได้พูดถึงข้อคิดของ "ซุนหวู่" ศาสตร์ทางพิชัยสงครามที่มีอายุนับ 1,000 ปี ที่ว่าด้วยหลักการเลือก "ชัยภูมิ" และหลักการรบแบบ "รู้เขา รู้เรา" โดยรู้ทั้งกำลังตัวเองและกำลังข้าศึกว่ามีมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งเลือกยุทธวิธีในการรบ เลือกสมรภูมิที่จะรบ เลือกเวลาและสถานที่ที่ทำการรบ รวมถึงการเปิดทางถอย เมื่อเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่คับขัน เป็นการ "ถอย" เพื่อจะรุกรบอีกครั้ง

“ตู้ตั๋วแตก” อีกครั้งในการบรรยาย “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ที่ “ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์”

          พื้นที่หมดครับเอาไว้ต่อคราวหน้าเพราะเนื้อหาสาระของการบรรยายในหัวข้อ"การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน" ของ "บ้านไม่บาน" + "อาคารพาณิชย์ไม่บาน" + "โฮมออฟฟิศไม่บาน" ในสไตล์ "อกาลิโก" + "ไฮโซ" + "โลว์คอส" แบบ "มาราธอน" เกือบ 6 ชั่วโมง โดยเริ่มจากบ่าย 2 โมง ไปเสร็จเกือบ 2 ทุ่ม ก็ต้องขอคาราวะบรรดาแฟน ๆ เกือบ 300 ท่านที่ยืนหยัดไม่ลุกไปไหน ทำให้ผมเกิดความเชื่อว่าสังคมไทยจะไม่เป็นไร จะอยู่รอดปลอดภัย หากยังเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ยังเต็มไปด้วยผู้คนที่ยังแสวงหาความรู้ ไม่เป็น "น้ำเต็มแก้ว" สำหรับท่านที่พลาดโอกาสก็ไว้ติดตามการบรรยายของผมในครั้งหน้าที่ "ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์" ใน "งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ" ครั้งหน้าครับ

การเปิดทาง “ถอย”

            ผมนึกถึงสุภาษิต "จีน"โบราณที่ฝากไว้ แม้เวลาจะล่วงเลยไปก็ยังจับใจผมว่า "หากจะก้าวให้ไกลไปข้างหน้าต้องรู้จักถอย หากจะกระโดดให้สูงต้องรู้จักย่อเข่า" เป็นคำสอนที่เฉียบคมมากครับ หากมองย้อนกลับมาที่สังคมไทยในปัจจุบันกลับไม่ได้เรียนรู้การ "ถอย" ทั้ง ๆ ที่การเปิดทาง "ถอย" นั้นเป็นสุดยอดกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด ในตำหรับพิชัยสงครามที่ "ซุนหวู่" ได้เขียนไว้หลายพันปีล่วงแล้ว (สามารถไปหาอ่านได้ในหนังสือ "The Art of War") ซึ่งกล่าวไว้ว่า "สุดยอดของการรบ คือ การมีชัยโดยไม่ต้องรบ" แต่หากตัดสินใจรบแล้ว สุดยอดของกลยุทธ์ คือ การ "ถอย" ซึ่งหมายถึง "การเปิดทางถอยให้เป็น" เปรียบเสมือนการเล่น "หมากรุก" นั่นแหละครับ ไม่ใช่เดินมุ่งหน้าที่จะ "รุก" เพียงอย่างเดียว จนลืม "ระวังหลัง" และลืมเปิด "ทางถอย" ซึ่ง "การเปิดทางถอย" ของผมนั้นเป็นการ"ถอย" อย่างมี "ชั้นเชิง" และมี "ศักดิ์ศรี" เป็นการ "ถอย" อย่างมี "กระบวนท่า" ไม่ใช่สักแต่ว่า "ถอยกรูด" แบบ "หางจุกตูด" เป็นการ "ถอย" แบบ "หมากล้อม" ที่มีการวางแผนการเอาไว้ล่วงหน้าอย่างรอบคอบแยบยล มีการเตรียมการเอาไว้อย่างดี เป็นการ "ถอย" แบบ "ลับลวงพลาง" อนิจจาสังคมไทยปัจจุบันกลับลืมข้อคิดที่สำคัญนี้

            สำหรับผมแล้วการเปิด "ทางถอย" มีความจำเป็นอย่างที่สุด เมื่อคิดทำกิจการงานใดผมมักจะทำการประเมินสถานการณ์แบบไม่เข้าข้างตัวเอง มิหนำซ้ำยังต้องประเมินตัวเองให้ต่ำเอาไว้ (รวมถึงประเมินคู่แข่งให้สูงเอาไว้) โดยไม่ประมาท และจำเป็นต้องจำลองสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด รวมทั้งการวิเคราะห์ว่าในสถานการณ์ที่วิกฤติเช่นนั้นจะสามารถประคองตัวให้อยู่รอดปลอดภัยและจะ "ถอย" ออกมาได้อย่างไร ในสภาวะเศรษฐกิจ,สังคมและการเมืองไทยในปัจจุบันที่แต่ละฝ่ายต่างก็ไม่มีใครยอมใคร และไม่มีใครคิดที่จะ "ถอย" ให้ใคร มิหนำซ้ำยังเต็มไปด้วยการยั่วยุ เร่งเร้าปลุกระดม มุ่งมั่นที่จะเอาชนะคะคานกัน ซึ่งสุดท้ายแล้วก็จะพ่ายแพ้กันไปทั้งสองฝ่าย เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงถึงได้รับชัยชนะแล้วจะเหลืออะไรครับ เมื่อสมรภูมิสิ้นสุดลงผู้ชนะก็ได้แต่ซากปรักหักพัง รวมถึงผู้คนทั้งสองฝ่ายที่ต่างฝ่ายต้องบาดเจ็บล้มตายก็เพียงเพราะแพ้ไม่ได้, พ่ายไม่เป็น อีกทั้งความโกรธ,เกลียด,เคียดแค้น ไว้เป็นแผลที่บาดลึกในสังคม เพราะในชีวิตจริงของ ชาว "คนรักบ้าน"ลองคิดย้อนกลับไปซิครับ กี่ครั้งแล้วที่เราได้ทำผิดพลาด กี่ครั้งที่เราต้อง "พ่ายแพ้" ใน "สมรภูมิชีวิต" ทั้งในด้านหน้าที่การงาน รวมทั้งด้านครอบครัวและสุขภาพ แท้จริงแล้วที่ยังสามารถประคองตัวให้อยู่รอดปลอดภัยได้ ก็เพราะเราได้เรียนรู้ที่จะ "ถอย" บ้างและ "ยอมรับ" ในความ "พ่ายแพ้" บ้าง อาจจะเหนื่อยบ้าง ล้าบ้าง ก็อย่าท้อแท้ครับ พักสักครู่แล้วค่อยลุกขึ้นสู้ใหม่ ให้คิดเสียว่าการที่เรา "ถอย" และ "ยอมรับ" ในความ "พ่ายแพ้" ก็เพื่อเป็นบทเรียนและเพื่อกลับมาตั้งหลักแก้ไขข้อผิดพลาดพลั้งไปแล้วก็เริ่มกันใหม่ วัฎจักรของชีวิตก็เป็นเช่นนี้เสมอครับ

            ดังนั้นผมจึงอยากกราบวิงวอนให้สังคมไทยรู้จัก "ถอย" รู้จัก "พ่ายแพ้" แล้วค่อยกลับมาแน่วแน่แก้ไขในสิ่งที่ทำผิดพลาดลงไป ผมนึกถึงคำพูดของ Prof.Dr.Alistair Smith ครูผมที่ "King's College" ประเทศ "อังกฤษ" ท่านบอกว่า "ในความมืดมิดที่สุดนั้น (หากลอง "ถอย" กลับมาเพื่อตั้งสติแล้วยอมรับความ "พ่ายแพ้" และพิจารณาด้วยปัญญาให้ดี) มักจะเห็นแสงที่ปลายอุโมงค์อันเป็นความหวังที่นำทางเสมอ" ครับ

พฤหัสบดี ที่ 3 เมษายนนี้ บรรยาย “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ที่ “ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์”

                        สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" อีกไม่นานแล้วครับก็จะถึงวันสำคัญที่ผมและบรรดาแฟน ๆ จะได้พบปะสังสรรค์แลกเปลี่ยนสาระทุกข์สุขดิบกันแบบตัวเป็น ๆ ในวันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน ที่จะถึงนี้ โดยผมกับ "เนชั่นแชลแนล" จะจัดการบรรยายที่ "ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์" ในหัวข้อ "การลงทุนใน "อสังหาริมทรัพย์" อย่างยั่งยืนของ "ตึกแถวไม่บาน" + "อาคารพาณิชย์ไม่บาน" + "โฮมออฟฟิศไม่บาน" + "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" + "โรงแรม,รีสอร์ทไม่บาน" + "คอนโดมิเนียมไม่บาน" ในสไตล์ "อกาลิโก" + "ไฮโซ" + "โลว์คอส" ที่อยู่รอดปลอดภัยจากวิกฤติเศรษฐกิจและการเมือง และวิกฤติการเปิด AEC" ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้อง Meeting Room 3และ4 ซึ่งผมตั้งใจจะทำหน้าที่ "สุนัขเฝ้าบ้าน" นำเสนอแนวคิดอันเป็นทางเลือกที่อาจเป็นทางรอดในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบต่าง ๆ หลากหลายที่มีมูลค่าตั้งแต่ 3-4 ล้านบาท ไปจนถึง 30-40 ล้านบาท จะว่าไปแล้วถือว่าเป็นการบรรยายที่มีค่าเข้าฟังถูกที่สุดครับ เพราะพอหักลบกลบหนี้แล้วเหลือค่าเข้าฟังการบรรยายเพียงท่านละ 10 บาท จริงอยู่ถึงแม้ว่าบรรดาท่านที่สำรองจองที่นั่งต้องชำระเงินท่านละ 1,000 บาท แต่ทุกท่านที่เข้าฟัง จะได้รับหนังสือ "รวม 52 รูปแบบอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" มูลค่า 990 บาท ซึ่งปัจจุบันก็ถือว่าเป็นหนังสือหายากแล้วครับ เพราะหลายท่านก็แจ้งให้ทราบว่าจากเดิมที่เคยมีวางจำหน่ายที่ร้าน "ซีเอ็ดบุ๊ค" และร้าน "นายอินทร์" บางสาขาก็ขาดตลาดหาซื้อไม่ได้แล้ว แต่สำหรับทุกท่านที่เข้าร่วมฟังการบรรยายจะได้รับหนังสือเล่มนี้พร้อมลายเซ็นต์ของผมเอาไว้เป็นที่ระลึก เพื่อเอาไว้เพื่อประเทืองปัญญาและเพื่อเตือนสติในการที่จะทำกิจการใด ๆ ที่เกี่ยวกับอสังหาฯ จะได้ "อยู่รอดปลอดภัย" และ "คืนทุนไว" ครับ ในกรณีท่านที่มีหนังสือแล้ว ท่านก็สามารถเลือกรับ DVD "บ้านไม่บาน" และ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" 3 แผ่น มูลค่ารวม 900 บาทครับ

พฤหัสบดี ที่ 3 เมษายนนี้ บรรยาย “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ที่ “ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์”

            ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง รวมทั้ง การเปิด "AEC" หรือ "เสรีอาเซียน" (ซึ่งสำหรับผมแล้วน่าจะเป็น "วิกฤติ" มากกว่า "โอกาส") การเตรียมตัวให้พร้อมแบบ "รู้เขารู้เรา" เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ถ้า "ดุลภาพแห่งความกลัว" หรือ "BALANCE OF TERROR" ที่ "ดร.เฮ็นรี่ คิดซิงเกอร์" อดีตรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ "สหรัฐอเมริกา" ได้เคยกล่าวไว้ว่า ภายใต้สถานการณ์ "เปราะบาง" เช่นนี้สามารถเกิด "อุบัติเหตุทางการเมือง" ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอะไรก็ได้ที่อยู่เหนือการณ์คาดเดาได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็น "วิกฤติทางการเมือง" ที่ความขัดแย้งได้หยั่งรากลึกถึงโครงสร้าง ดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้นในสถานการณ์ที่ "เปราะบาง" เช่นนี้ (ย้ำอีกครั้ง) "อุบัติเหตุทางการเมือง" ย่อมเกิดขึ้นได้ทุกขณะ ไม่ใช่เพียงแค่เกิดการ "ปฏิรูป ปฏิวัติ รัฐประหาร" แล้วทุกอย่างก็จะสงบจบลง แต่แท้จริงแล้วเป็นการเริ่มต้นของปัญหาใหม่เปรียบเสมือนการก่อตัวของความขัดแย้งใหม่อีกระรอก เปรียบได้กับคลื่นยักษ์ "สึนามิ" ลูกใหม่ที่อาจจะรุนแรง และอาจจะมีอำนาจในการทำลายล้างมากกว่าเดิม ก็จะส่งผลให้สังคมไทยที่บอบช้ำอยู่แล้วยิ่งบอบช้ำไปมากยิ่งขึ้น และถ้า "อุบัติเหตุทางการเมือง" เกิดขึ้นก็นำไปสู่วิกฤติทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม ก็เท่ากับว่าประเทศอันเป็นที่รักยิ่งของเราได้เดินถอยหลังกลับไปอีกหลายสิบปีในขณะที่บรรดาประเทศเพื่อนบ้านใน "AEC" กำลังก้าวเดินไปข้างหน้าทิ้งห่างเราไปทุกทีครับ

พฤหัสบดี ที่ 3 เมษายนนี้ บรรยาย “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ที่ “ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์”

            นอกจากนั้นอีกประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ คือ "การวิเคราะห์สถานการณ์ในสภาวะวิกฤติ" ที่ผมมักจะเรียกว่า "Worst Case Scenario Analysis" คือการจำลองสถานการณ์ที่วิกฤติเสมือนจริง ดูว่าหากตกอยู่ในภาวะคับขันที่สุดแล้วจะประคองตัวให้อยู่รอดปลอดภัยได้อย่างไร ซึ่งในการบรรยายครั้งนี้นอกจากจะพูดถึงการวิเคราะห์สถานการณ์โดยใช้ "ภูมิปัญญาตะวันตก" เช่นการ ศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุนที่มักจะเรียกว่าการทำ "Feasibility Study" และการทำ "S.W.O.T. Analysis"แล้วก็ยังพูดถึงการประยุกต์เอา "ภูมิปัญญาตะวันออก" นำมาใช้ อาทิเช่น แนวคิดในการประยุกต์ใช้ "เท็คติก" ของ "หมากล้อม" แทนที่จะใช้ "หมากรุก" ตลอดจนถึงการประยุกต์ใช้ สุดยอดกลยุทธ์ในตำราพิชัยสงครามของ "ซุนวู่" ที่มีอายุหลายพันปี คือ การ "ถอย" ให้เป็น ไม่ใช่การ "ถอย" แบบแพ้หมดรูปนะครับ แต่เป็นการ "ถอย" เพื่อกลับมาตั้งหลัก การ "ถอย" เพื่อที่จะหาทั้ง "จุดแข็ง" และ "จุดอ่อน" รวมไปถึง "จังหวะ" และ "โอกาส" ที่จะรุกโต้กลับไป เมื่อถึงเวลาอันสมควร รวมถึงการเลือกสถานที่จะทำการรบ รูปแบบและยุทธวิธีในการรบ รวมถึงทรัพยากรที่จะใช้ในการรบ บรรดา "เท็คติก" ต่าง ๆ เหล่านี้แหละครับ ประธาน "เหมาเจ๋อตุง" ก็ได้นำมาประยุกต์ใช้จนกระทั่งสามารถรวมชาติ "จีน" ผงาดขึ้นมายิ่งใหญ่ในเวทีโลกได้อีกครั้ง ดังนั้นการบรรยายของผมในครั้งนี้จึงเป็นเสมือนการเตรียมตัวอย่าง "รู้เขา รู้เรา" ให้พร้อมโดยไม่ประมาท ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่งครับ เพราะในปัจจุบันภูมิปัญญาทั้งตะวันตกและตะวันออกต้องนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เพราะในโลกทุนนิยมนั้นเป็นโลกที่ไร้พรมแดนที่ไม่มีการแบ่งแยกอีกต่อไปครับ

พฤหัสบดี ที่ 3 เมษายนนี้ บรรยาย “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ที่ “ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์”

            ดังนั้นจึงอยากกราบเรียนเชิญบรรดาแฟน ๆ ที่สนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ที่สนใจใฝ่รู้ ไม่ใช่ประเภท "น้ำเต็มแก้ว" มาหาความรู้กันครับว่าในสภาวะวิกฤติทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองและการเปิด "AEC" การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ประเภท "ตึกแถวไม่บาน", "อาคารพาณิชย์ไม่บาน", "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน", โรงแรม+รีสอร์ทไม่บาน" , "บูทิคโฮเทลไม่บาน", "คอนโดมิเนียมไม่บาน" , สำหรับบรรดา SMEs ที่ไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง เหมือนกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ จะต้องเตรียมตัวในการลงทุนอย่างไร เตรียมพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่วิกฤติที่สุดอย่างไร ทั้งยังต้องเตรียมเปิดทาง "ถอย" ไว้อย่างไร ก็ไปหาคำตอบกันได้ครับ

            สำหรับท่านที่สนใจต้องรีบโทรสำรองจองที่นั่งโดยด่วนเพราะมีจำนวนจำกัด ได้ที่ 02-2451399 หรือ 081-4218323 หรือเข้าไปหาข้อมูลของการบรรยายได้ที่เว็ปไซต์ www.homeloverthai.com แล้วผมจะรอพบกับทุกท่านครับ

<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 1 - 10 of 1578
บ้านไม่บานยอดนิยม อพาร์ตเม้นท์ไม่บานยอดนิยม พิมพ์เขียวแบบบ้าน 999 บาท

เปิดตัวแล้วสำหรับ หนังสือรวม  52  รูปแบบ “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน”  กับอาจารย์ “เชี่ยว  ชอบช่วย”

“HOTAP + CONDO” แดงแรงฤทธิ์ @ บ้านฉาง”

ออกแบบ+ก่อสร้างอพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอาจารย์เชี่ยว

บริการงานออกแบบตกแต่งภายในด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้จริง

บ้านไม่บานอัพเดต

"ตู้ตั๋วแตก" อีกครั้งในการบรรยาย "บ้านไม่บาน"
ที่ "ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์"

“ตู้ตั๋วแตก” อีกครั้งในการบรรยาย “บ้านไม่บาน” ที่ “ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์”              สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "บ้านไม่บาน" ก็เข้าสู่ช่วงฤดูร้อนซึ่งมีอุณหภูมิร้อนจัดเป็นประวัติการณ์ในหลายพื้นที่ เป็นผลให้ต้องประสบกับปัญหาภัยแล้งที่รุนแรง ซึ่ง คนโบราณก็มักจะบอกว่าถ้าปีไหนอากาศหนาวจัดติดต่อกันเป็นเวลานานจะส่งผลให้ ฤดูร้อนปีนั้นอากาศก็จะร้อนจัด แล้งจัดยาวนานเช่นกันซึ่งอาจจะลามไปถึงฤดูฝนที่จะมาล่าช้า ก็ส่งผลให้ในหลายพื้นที่ที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับเกษตรกรรมจะมีปัญหา "ภัยแล้ง" ติดตามมา ผมมักจะพูดเสมอครับว่าภัยธรรมชาตินับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ก็เพราะความสมดุลของธรรมชาติได้ถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของมนุษย์ รวมทั้งการใช้ทรัพยากรแบบไม่ยั้งคิด ได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์เป็นลูกโซ่ครับ . . .

อ่ า น ต่ อ . . .

"ตู้ตั๋วแตก" อีกครั้งในการบรรยาย
"อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ที่ "ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์"


“ตู้ตั๋วแตก” อีกครั้งในการบรรยาย “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ที่ “ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์”          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณแฟน ๆ เกือบ 300 ท่านที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ "ตู้ตั๋วแตก" อีกครั้งในการบรรยายของผมในหัวข้อ"การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน" ของ "บ้านไม่บาน" + "อาคารพาณิชย์ไม่บาน" + "โฮมออฟฟิศไม่บาน" ในสไตล์ "อกาลิโก" + "ไฮโซ" + "โลว์คอส" ใน "งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ" จะว่าไปแล้วเมื่อผมทราบกำหนดการที่ทาง "ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์" ที่จัดให้บรรยายในวันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน ก็รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยกับสถานการณ์บ้านเมืองเพราะก่อนหน้าการบรรยาย 4 วัน  . . .

อ่ า น ต่ อ . . .
คลินิกคนรักบ้าน

เรื่อง (ความขัดแย้ง) ของ "สองนครา"
(THE TALE OF THE TWO CITIES) (1)


เรื่อง (ความขัดแย้ง) ของ “สองนครา” (THE TALE OF THE TWO CITIES) (1)               เมื่อผมมองเหตุการณ์ในบ้านหลังใหญ่ก็ได้แต่ทอดถอนใจ ก็ยังสับสนมึนงงว่าเหตุการณ์จะจบลงกันอย่างไร ในสภาวะวิกฤติเช่นนี้ครับ อะไรก็ย่อมเกิดขึ้นได้ แต่ที่แน่ ๆ ไม่เป็นผลดีกับบ้านหลังใหญ่นี้แน่ ๆ เพราะผมเชื่อว่าความขัดแย้ง(อาจ)จะนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารในที่สุด เพราะหลังวันหยุด "ตรุษสงกรานต์" หาก ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ "นายก ฯ" ผิด (กรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขา สมช.) รวมทั้งจะมีการถอดถอน "ประธานสภา" และ "ประธานวุฒิสภา" ก็เท่ากับว่าแทบจะไม่เหลือใครบริหารบ้านเมืองอีกแล้ว . . .

อ่ า น ต่ อ . . .

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
รายการคนไทยไม่ท้อ >>  

รายการ แผ่นดินพอเพียง   

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
 

สั่งซื้อ VCD บ้านไม่บานและอพาร์ตเม้นท์ไม่บาน กับอาจารย์เชี่ยว
ได้ที่ 02-3383851  หรือ http://www.nationchannel.com

นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับ อ.เชี่ยว ฉบับสะสม
นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอ.เชี่ยว ฉบับสะสม เหลือเพียง 6 เล่ม
(เล่ม 7,8,9,10,11,12)  ราคาชุดละ 300 บาท  รวมค่าจัดส่งแบบลงทะเบียน
รายละเอียดการโอนเงิน
ชื่อบัญชี ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  ธนาคารกรุงเทพ ฯ  สาขาห้วยขวาง  ประเภทสะสมทรัพย์  บัญชีเลขที่  1764267272
แฟกซ์ pay  in
พร้อมระบุชื่อที่อยู่   หมายเลขโทรศัพท์ และ เล่มหนังสือที่สั่งซื้อ   มาที่หมายเลข  02-6441479 หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-2451399 และ 02-6441478 หรือ สำนักงานบ้านไม่บาน  เลขที่ 1  ซ.ประชาสงเคราะห์ 12   แขวงดินแดง  เขตดินแดง  กทม.  10400