สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

“หลักการสำคัญ 4 ประการ” ในการพิจารณาเลือกซื้อ “อสังหาฯ”

          หลักที่ผมมักจะใช้ในการพิจารณาเลือกซื้อ "อสังหาริมทรัพย์" ว่าจะเป็นการควรหรือไม่ ผมมักจะใช้หลักการสำคัญ 4 ประการ เพื่อประกอบกับการพิจารณาตัดสินใจซึ่งประกอบไปด้วย หลักประการที่ 1 คือ การพิจารณาทำเลที่ตั้ง รวมไปถึงการพิจารณาโครงข่ายสาธารณูปโภค สาธารณูปการ จะต้องตั้งอยู่ย่านที่น้ำไหล ไฟสว่าง เดินทางสะดวก ทั้งยังต้องปลอดภัยและไม่เปลี่ยว นอกจากนั้นควรจะเป็นย่านที่คึกคักคึกครื้นอยู่ในกระแสของการขยายตัวของชุมชนเมือง ดังนั้นจำเป็นต้องศึกษา "ผังเมือง" ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ รวมถึงโครงการต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่กำลังจะเกิดขึ้นในบริเวณนั้น ๆ จะเป็นตัวแปรที่สำคัญยิ่งครับ หลักประการที่ 2 การพิจารณาเรื่องราคาที่จะต้องจ่ายไปในการได้มาซึ่ง "อสังหาริมทรัพย์" นั้น จะต้องอยู่ในราคาที่เหมาะสม หลักประการที่ 3 คือ การพิจารณาเรื่องการออกแบบ + วางผัง เพราะรูปลักษณ์ของอาคารและสภาพแวดล้อมภายในโครงการก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ก็เหมือนสินค้านั่นแหละครับจะต้อง "สวย+ประหยัด+ดูดี+มีชาติตระกูล" ทั้งยังต้องมี "เอกลักษณ์" เฉพาะตัว ตลอดไปจนถึงความพร้อมของบรรดาสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง             ๆ ที่ได้ออกแบบเตรียมรองรับเอาไว้อย่างครบครัน สุดท้ายคือหลักประการที่ 4 คือการพิจารณาความเชื่อมั่น หรือที่ "การตลาด" มักจะเรียกว่า "แบรนดิ้ง" (Branding) ซึ่งรวมไปถึง บริษัทของผู้ประกอบการหรือกลุ่มที่บริหารจัดการโครงการนั้นเป็นกลุ่มที่มีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด รวมไปถึงสภาพคล่องของเจ้าของโครงการ ว่ามีการเตรียมงบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างและดำเนินโครงการเพียงพอหรือไม่ มีสถาบันการเงินใดที่ให้ความสนับสนุน ทั้ง "พรีไฟแนน" และ "โพสท์ไฟแนน" หมายถึงในช่วงระหว่างการก่อสร้างและในช่วงก่อสร้างแล้วเสร็จตลอดไปจนถึงการบริการในการจัดหาเงินกู้สำหรับบรรดาผู้กู้รายย่อยครับ

“หลักการสำคัญ 4 ประการ” ในการพิจารณาเลือกซื้อ “อสังหาฯ”

          หลักการสำคัญทั้ง 4 ประการ นี่แหละครับเป็นหัวใจสำคัญที่สุด เรียงลำดับความสำคัญตั้งแต่ข้อที่ 1 จนถึงข้อ 4 แม้แต่ "ฮาร์วาร์ด บิสซิเนส สคูล" ที่มีชื่อเสียงก้องโลก ก็ยังให้ความสำคัญกับ "Location" หรือ "ทำเลที่ตั้ง" มาเป็นอันดับต้น ๆ และ "Liquidity" คือ "สภาพคล่องทางการเงิน" ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการพิจารณาเช่นกัน ดังนั้นการลงทุนในการซื้อหา "อสังหาฯ" หรือ "เรียลเอสเตท" จะต้อง "รู้เขารู้เรา" มีทั้ง "หลักการ" และ "หลักเกณฑ์" มีทั้ง "วิสัยทัศน์" และ "กระบวนทัศน์" สลับปรับเปลี่ยนหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ที่พลิกผันครับ

          สุดท้ายแล้วผมได้ฝากอมตะวาจาของครูผมที่ "King's College" สอนไว้อย่างจับใจว่า "ไม่มีที่ว่างสำหรับผู้พ่ายแพ้ในระบบทุนนิยม" เพราะฉะนั้นในการลงทุน "อสังหาริมทรัพย์" ถึงจะหนักหนาสาหัสหรือบอบช้ำเพียงใด อาจจะ "เกือบแพ้" ได้แต่ห้าม "เกือบชนะ" เป็นอันขาด และมีข่าวดีที่จะเรียนให้ทราบคือ ผมและสถานีโทรทัศน์ "เนชั่นแชลแนล" จะจัดสัมมนาครั้งสำคัญในหัวข้อ "การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน" ของ "บ้านไม่บาน" + "อาคารพาณิชย์ไม่บาน" + "โฮมออฟฟิศไม่บาน" + "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" + "โรงแรม+รีสอร์ทไม่บาน" + "คอนโดมิเนียมไม่บาน" ในสไตล์ "อกาลิโก" + "ไฮโซ" + "โลว์คอส" ซึ่งจะเป็นการสัมมนาแบบมาราธอนสุด ๆ 4 วันเต็ม เปรียบเสมือนการฝึกอย่างเข้มข้นให้กับบรรดา "นักลงทุน" หรือบรรดาท่านที่สนใจลงทุนใน "อสังหาฯ" ให้เป็น "หน่วยรบพิเศษ" หรือเรียกว่า "หน่วยซีล" เพื่อเตรียมพร้อมที่จะทำการลงทุนอสังหาริมทรัพย์โดยจะจัดขึ้นในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 21-22 มิถุนายน และ เสาร์- อาทิตย์ที่ 28-29 มิถุนายน ที่ เนชั่นทาวเวอร์ บางนา สำหรับบรรดาท่านที่สนใจใฝ่รู้ก็อยากเรียนเชิญให้เข้าร่วมการสัมมนาแบบ "มาราธอน" ในครั้งนี้โดยสามารถสำรองจองที่นั่งโดยด่วนได้ที่ 02-2451399 และ 02-6441478 รับจำนวนจำกัดครับ

“โคโตบูกิ” คอนโดฯ ติดหาด “แหลมแท่น” ชายทะเล “บางแสน”

            สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" ในช่วงหลัง ๆ ผมมักจะให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่สำหรับการพักอาศัยขนาด 28-35 ตารางเมตร++ เพราะในมุมมองของผมแล้วน่าจะเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุด (ไม่ใหญ่จนเกินไปและไม่เล็กจนเกินไป) สำหรับ "บ้านของคนเมือง" ที่อยู่ใน "ชุมชนเมือง" ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ครับว่าเมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น ประชากรเพิ่มมากขึ้น แต่ที่ดินมีจำกัด เพราะไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ ก็เลยเป็นผลให้คนส่วนใหญ่ที่เคยใฝ่ฝันว่าอยากมี "บ้านเดี่ยว", "บ้านแฝด" หรือ "ทาวน์เฮ้าส์" ในเมือง ก็ดูจะไกลเกินเอื้อมไปทุกที เพราะราคาที่ดินต่อตารางวาก็มีมูลค่านับหมื่นนับแสนบาท ก็คงไม่ต้องพูดถึงที่ดินขนาดเป็นไร่หรอกครับ เพราะมีมูลค่าหลายสิบล้านบาท ก็เป็นผลจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบทุนนิยม แนวทางในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยในปัจจุบันและในอนาคต คงต้องเปลี่ยนจากการอาศัยในแนวราบขึ้นมาเป็นแนวดิ่งสูงหลายชั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารสูงไม่เกิน 23 เมตร และพื้นที่ใช้สอยไม่เกิน 4,000 ตรารางเมตร ที่เป็นที่นิยมกันทั่วไปคืออาคารที่สูงไม่เกิน 8 ชั้น จากระดับพื้นดิน ในบางกรณีก็อาจถึง 9 ชั้น โดยทำเป็นชั้นรถจอดใต้ดิน 1 ชั้นครับ

“โคโตบูกิ” คอนโดฯ ติดหาด “แหลมแท่น” ชายทะเล “บางแสน”

            จากการที่ผมได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา "อสังหาริมทรัพย์" โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาคอนโดมิเนียมหลาย ๆ โครงการ สิ่งหนึ่งที่ผมได้ค้นพบคือ ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น "อพาร์ทเม้นท์", "เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์", "บูทิคโรงแรม", "คอนโดมิเนียม" แทบจะไม่แตกต่างกันเลยครับ ทั้งในด้านการออกแบบรูปลักษณ์อาคาร การตกแต่งภายใน ตลอดจนการให้บริการก็ดูจะเป็นมาตรฐานเดียวกันไปทั่วโลก ก็ต้องยอมรับอีกครับว่าในปัจจุบันเศรษฐกิจโดยรวมของทั้งโลกกำลังถูกขับเคลื่อนโดยระบบ "ทุนนิยม" เป็นโครงข่ายสลับซับซ้อนเปรียบเสมือน "ใยแมงมุม" ครับ หากใครตกอยู่ในโครงข่ายนี้ก็ยากที่จะหลุดพ้นมาได้ จะเห็นได้ว่าบรรดาผู้คนในประเทศทุนนิยมต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่มี "วิถีการกินอยู่" ที่คล้าย ๆ กัน แต่งบ้านและแต่งตัวคล้าย ๆ กัน ผูกเน็คไทใส่สูทคล้าย ๆ กัน ใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ยี่ห้อคล้ายกัน ดูหนัง ฟังเพลง คล้ายกัน มีเครื่องใช้ไม้สอย อุปกรณ์อำนวยความสะดวก ทั้งเครื่องปรับอากาศ เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ดิจิตอล อินเตอร์เน็ต ฯลฯ ก็เป็นระบบเดียวกัน ผมอยากเรียกว่าเป็น "โมโนคัลเจอร์" หรือ "วัฒนธรรมเดี่ยว" นอกจากนั้นยังกินอาหาร "ฟาสฟู๊ด" เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นแฮมเบอเกอร์, แซนวิส , พิซซ่า , สปาเก็ตตี้ ฯลฯ เหมือนกันไปทั้งโลก จนเกิดเป็น "วัฒนธรรมการกินอยู่" แบบ "แดกด่วน" กลายสภาพเป็นวิธีการปรุงอาหารสำเร็จที่แช่แข็งในเตา "ไมโครเวฟ" เป็นผลให้ "ศิลปะการกินอยู่" ที่เคยหลากหลายและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นก็ค่อยสูญหายไป ดังนั้นโจทย์ที่ผมคิดอยู่ตลอดเวลาคือ เราจะอยู่ร่วมกับกระแส "โลกาภิวัตน์" ได้อย่างไร ภายในพื้นที่อยู่อาศัยขนาด 28-35 ตารางเมตร++ ได้อย่างลงตัวที่สุด และสอดคล้องกับ "วิถีการกินอยู่" ของเรามากที่สุด

“โคโตบูกิ” คอนโดฯ ติดหาด “แหลมแท่น” ชายทะเล “บางแสน”

            เมื่อปีที่แล้วผมได้เผยแพร่โครงการ "โคโตบูกิ" คอนโดมิเนียมติดหาดบริเวณ "แหลมแท่น" ชายทะเล "บางแสน" ก็เป็นหนึ่งในการออกแบบพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยพักผ่อนตากอากาศขนาด 28-35 ตารางเมตร++ ที่ลงตัวที่สุดโครงการหนึ่งที่ผมได้ทำมา จากการเริ่มต้นออกแบบและเขียนแบบในพิมพ์เขียวและได้ทำการทดลองสร้างในห้อง "Mock Up Room" (ห้องตัวอย่าง) จนกระทั่งการก่อสร้างอาคารจนแล้วเสร็จ ผลที่ออกมาก็ลงตัวเกินคาดครับ เพราะบรรยากาศในห้องจริงน่าอยู่เป็นที่สุด สามารถมองเห็นวิวทะเลเมื่อไปยืนตรงระเบียงได้อย่างสวยงาม สำหรับโครงการ "โคโตบูกิ" ก็น่าจะเป็นหนึ่งในกระบวนการพัฒนาของที่อยู่อาศัยประเภท "คอนโดมิเนียมไม่บาน" ชายทะเลที่ลงตัวที่สุดโครงการหนึ่ง การที่ผมได้ออกแบบวางผังให้เป็นอาคารที่โล่งโปร่งสบายประเภท "ซิงเกิลโหลดคอริดอร์" (Single Load Corridor) ซึ่งเป็นระเบียงด้านเดียวเป็นผลให้อากาศสามารถถ่ายเทได้ดีเยี่ยม โดยปกติแล้วอาคารประเภททั่วไปมักจะออกแบบให้เป็น "ดับเบิลโหลดคอริดอร์" (Double Load Corridor) ซึ่งหมายถึงทางเดินจะอยู่ตรงกลาง และขนาบไปด้วยห้องซ้าย-ขวา ถ้าหากออกแบบโดยไม่จัดระบบการระบายอากาศและมีแสงธรรมชาติอย่างพอเพียงแล้วจะทำให้อาคารอับ ทึบ จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยโดยรวมครับ

“โคโตบูกิ” คอนโดฯ ติดหาด “แหลมแท่น” ชายทะเล “บางแสน”

            ก็น่าชื่นใจครับเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จก็ทราบว่าเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้งยังมีมาตรฐานในการก่อสร้างที่สูง เห็นได้จากการเอาใจใส่ในทุกรายละเอียดของทางโครงการก็ไม่น่าแปลกใจครับ เพราะเป็นโครงการร่วมทุนระหว่างคนไทยกับคนญี่ปุ่น ซึ่งเป็นชนชาติที่ได้รับการยกย่องเรื่องความเป็นระเบียบและเป็นงานก่อสร้างที่ได้รับการเอาใจใส่เหมือนกับการเตรียมอาหารญี่ปุ่นนั่นแหละครับ เราจะเห็นความตั้งใจ ตลอดจนความชัดเจนของการจัดวางบนจาน ที่ไม่มากไปหรือน้อยไปทำให้ดูสะอาดตา นอกจากนั้นผมมักจะย้ำเสมอว่าการที่จะลงทุนในอาคารประเภทคอนโดมิเนียม "ทำเลที่ตั้ง" ถือว่ามีความสำคัญที่สุดและราคาต่อตารางเมตร (ที่ไม่แพงเกินเอื้อม) จะสำคัญรองลงมา เพราะจะเป็นเครื่องชี้วัดว่าการลงทุนดังกล่าว ในอนาคตจะคุ้มค่าหรือไม่ และการทวีค่าของสินทรัพย์จะมากน้อยเพียงใด

“โคโตบูกิ” คอนโดฯ ติดหาด “แหลมแท่น” ชายทะเล “บางแสน”

            สำหรับโครงการ "โคโตบูกิ" คอนโดมิเนียมก็ถือได้ว่าตั้งอยู่บนทำเลที่ดีเยี่ยม ของหาด "แหลมแท่น" ซึ่งถือได้ว่าเป็นทำเลทองของชายทะเล "บางแสน" และนับวันที่ดินทำเลสวย ๆ แบบนี้ก็จะหมดไป ผมจึงไม่แปลกใจเลยครับว่าจะมีผู้ที่สนใจเข้ามาจับจองกันอย่างล้นหลาม สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นครับ ถ้ามีโอกาสไปตากอากาศ "บางแสน" ไปกินลมชมคลื่น สูดโอโซนที่ "แหลมแท่น" พร้อมกับไปรับประทานอาหารทะเลสด ๆ เลิศรส ก็ลองแวะไปเยี่ยมโครงการ "โคโตบูกิ" คอนโดมิเนียม กันดูเพื่อดูให้เห็นจริงกับตาว่าที่ผมชื่นชมนักชื่นชมหนากับการออกแบบพื้นที่ขนาด 28-35 ตารางเมตร++ ในราคาที่ไม่สูงเกินเอื้อมจะดีสมคำกล่าวอ้างหรือไม่ ท่านที่สนใจเยี่ยมชมก็สามารถติดต่อนัดหมายได้ที่เบอร์ 087-5395153 แต่ก็ต้องรีบ ๆ หน่อยครับ เพราะแว่ว ๆ ว่า จวนจะปิดโครงการเต็มทีแล้วครับ

“บ้าน + บูทิคเกสเฮ้าส์ไม่บาน” ที่ “เชียงราย” (1)

            สวัสดีครับชาว "บ้านไม่บาน" ถ้าท่านติดตามบทความต่าง ๆ ของผมในระยะหลัง ๆ ผมมักจะพูดถึงกระบวน "การลากเส้นต่อจุด" เสมอ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมมักจะกล่าวอ้างถึง "สตีฟ จอบส์" ซึ่งเป็นผู้สร้าง "นวัตกรรม" สะท้านโลก "ดิจิทัล" ที่หลอมรวมเอาสุดยอดของ "ศิลป์" และ "ศาสตร์" มารวมกันซึ่งในความหมายของผมนั้น "ศิลป์" ก็หมายถึง "ศิลปกรรมการออกแบบแขนงต่าง ๆ" ส่วน "ศาสตร์" ก็คือตรรกะทาง "วิทยาศาสตร์" และ "เทคโนโลยี" ที่ก้าวล้ำนำสมัย เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสมอง "ซีกซ้าย" และ "ซีกขวา" เป็นความลงตัวของ "ศิลปะ" และ เปลี่ยนเป็น "พลังแห่งการสร้างสรรค์" ที่สามารถแตกแขนงออกไปได้ไม่รู้จบแบบไร้ขีดจำกัด สิ่งที่ "สตีฟ จอบส์" ได้ฝากกับโลกนี้ไว้ คือ การพัฒนาแบบก้าวกระโดดของเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ภายใต้ชื่อ แอปเปิ้ล, ไอแมค,ไอพอท หรือ ไอแพด, ไอโฟน ไม่ว่าจะเป็นตระกูล 3s,4s หรือ 5s ฯลฯ ก็ล้วนแล้วแต่เกิดจากกระบวนการ "ลากเส้นต่อจุด" ของ "สตีฟ จอบส์" เหมือนกับการเดินทางไปจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง จุดหมายก็ยังไม่สำคัญเท่ากับประสบการณ์การเรียนรู้ระหว่างการเดินทาง เหมือนการเดินทางของผมจากจากต้นทางไปสู่ปลายทาง สิ่งที่มีค่าที่สุดก็คือประสบการณ์การเรียนรู้ระหว่างทางนั่นแหละครับ เกิดเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การนำไปสู่การแบ่งปันความรู้และการขยายขอบเขตของความรู้ ทุกครั้งที่ออกเดินทางผมก็มักจะได้ประสบการณ์ใหม่เสมอ และก็มักจะเกิดประโยชน์เสมอครับ

“บ้าน + บูทิคเกสเฮ้าส์ไม่บาน” ที่ “เชียงราย” (1)

            สำหรับสัปดาห์นี้ก็เป็นหนึ่งในกระบวนการ "ลากเส้นต่อจุด" เมื่อมีแฟนรายการท่านหนึ่ง เป็นนักเดินทางที่ท่องไปทั่ว "ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ" จึงคิดจะสร้างบ้านหลังที่สองขึ้นที่ "เชียงราย" หลังจากผ่านกระบวนการ "ลากเส้นต่อจุด" เก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตมามากมาย จึงได้ตัดสินใจว่าจะสร้างบ้านอีกหลังหนึ่ง เพื่อให้เป็นทั้งที่รักและที่พักอาศัย และก็มีความเห็นตรงกับผมว่าน่าจะเป็นบ้านที่ก่อให้เกิดรายได้ เพราะเชื่อว่าปัจจุบัน "เชียงราย" ก็เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่สำคัญของ "ภาคเหนือ" ไม่น้อยหน้า "เชียงใหม่" และการคมนาคมก็แสนจะสะดวกสบาย ทั้งมีสนามบินนานาชาติ ต่อไปเมื่อเปิด "AEC" ก็จะยิ่งทวีความสำคัญ เพราะสามารถเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับจีน , พม่า, ลาว และเวียดนาม หลังจากผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแบ่งปันกันกับผมแบบไม่ใช่ "น้ำเต็มแก้ว" เพื่อเป็นการหา "จุดลงตัว" ที่สุด "ปลอดภัย" ที่สุด และใช้งบประมาณอย่าง "ประหยัด" ที่สุด จึงออกมาเป็น "บ้าน" + บูทิคเกสเฮ้าส์ไม่บาน" ในสไตล์ "คลาสสิคล้านนาโคโรเนียน" ที่ร่วมสมัยครับ

            ก็เป็นที่ทราบกันดีครับว่าบรรดาอาคารบ้านเรือนโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภท "ก่ออิฐถือปูน" ในหัวเมืองทางเหนือในอดีตนั้นได้รับอิทธิพลจาก "อังกฤษ" ที่ได้ปกครอง "พม่า" และ "อินเดีย" เป็นระยะเวลายาวนานนับร้อยปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารบ้านเรือนในสไตล์ "โคโรเนียน" หรือแปลเป็นไทยว่าแบบ "อาณานิคม" ในสไตล์ "วิคตอเรียนอินเจอร์เบรด" หรือ "ขนมปังขิง" ดูจะได้รับความนิยมสูงสุด อาจจะเป็นเพราะได้ถูกปรับประยุกต์ให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น ในแถบเส้นศูนย์สูตรได้อย่างลงตัว ดังนั้นผมจึงไม่แปลกใจว่า บรรดาเจ้านายฝ่ายเหนือหรือบรรดาพ่อเลี้ยง แม่เลี้ยงในหัวเมืองทางเหนือนิยมปลูกบ้านในสไตล์ "วิคตอเรียนจิงเจอร์เบรค" กันแทบทั้งนั้น แม้แต่บ้านที่ใช้โครงไม้ก็ยังนิยมใช้หลังคาแบบ "ฮิฟรูป" หรือ "ทรงปั้นหยา" พร้อมกับ "ลายไม้ฉลุ" ประดับตามเชิงชายรวมไปถึงลวดลายปูนปั้นที่มีออร์เดอร์แบบคลาสสิคของ "พาราดิโอ" ซึ่งตกทอดกันมายาวนานสามารถศึกษาค้นคว้าหาที่ไปที่มา ย้อนหลังไปได้นับ 1,000 ปี เป็นการสืบทอดของศิลปสถาปัตยกรรมของ "กรีก" + "โรมัน" สำหรับผมแล้วการผสมผสานกันของศิลปสถาปัตยกรรม ตลอดจนเทคโนโลยีที่ใช้ในการก่อสร้างเป็นเรื่องปกติที่สุดครับ

“บ้าน + บูทิคเกสเฮ้าส์ไม่บาน” ที่ “เชียงราย” (1)

            ที่ผมร่ายมาเสียยืดยาวก็เพราะต้องการให้เห็นความสำคัญของกระบวนการ "ลากเส้นต่อจุด" อันจะนำไปสู่กระบวนการแลกเปลี่ยน,เรียนรู้และแบ่งปัน ซึ่งเป็นพื้นฐานทางความคิดที่สำคัญในการรังสรรค์ "บ้าน" + "บูทิคเกสเฮ้าส์ไม่บาน" ในสไตล์ "คลาสสิคล้านนาโคโรเนียน" ที่ผมภูมิใจนำเสนออยู่นี้ครับ

            สัปดาห์นี้พื้นที่หมดครับเอาไว้ต่อคราวหน้า ผมจะได้ทำการวิเคราะห์เจาะลึกให้เห็นที่มาที่ไปว่าการ "ลากเส้นต่อจุด" นั้นเป็นบ่อเกิดของ "บ้านไม่บาน" ที่ "เชียงราย" หลังนี้ และยังเป็นการออกแบบภายใต้แนวคิด "อกาลิโก" + "ไฮโซ" + "โลว์คอส" ที่ "สวย ประหยัด ดูดี มีชาติตระกูล" อย่างแท้จริง

            สำหรับท่านที่สนใจศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมของ "บ้าน+บูทิคเกาเฮ้าส์ไม่บาน" ที่ "เชียงราย" หลังนี้ก็สามารถติดต่อได้ที่ 081-4218323 แล้วพบกันใหม่ในสองสัปดาห์หน้าครับ

“ตู้ตั๋วแตก” อีกครั้งในการบรรยาย “บ้านไม่บาน” ที่ “ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์”

            สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "บ้านไม่บาน" ก็เข้าสู่ช่วงฤดูร้อนซึ่งมีอุณหภูมิร้อนจัดเป็นประวัติการณ์ในหลายพื้นที่ เป็นผลให้ต้องประสบกับปัญหาภัยแล้งที่รุนแรง ซึ่ง คนโบราณก็มักจะบอกว่าถ้าปีไหนอากาศหนาวจัดติดต่อกันเป็นเวลานานจะส่งผลให้ฤดูร้อนปีนั้นอากาศก็จะร้อนจัด แล้งจัดยาวนานเช่นกันซึ่งอาจจะลามไปถึงฤดูฝนที่จะมาล่าช้า ก็ส่งผลให้ในหลายพื้นที่ที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับเกษตรกรรมจะมีปัญหา "ภัยแล้ง" ติดตามมา ผมมักจะพูดเสมอครับว่าภัยธรรมชาตินับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ก็เพราะความสมดุลของธรรมชาติได้ถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของมนุษย์ รวมทั้งการใช้ทรัพยากรแบบไม่ยั้งคิด ได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์เป็นลูกโซ่ครับ ดังนั้นในการออกแบบ "บ้านไม่บาน" ก็ต้องคำนึงถึงปัญหานี้ให้จงหนัก เพราะจะต้องออกแบบให้สามารถรองรับกับบรรดาภัยพิบัติจากธรรมชาติต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อาทิเช่น ภัยที่เกิดจากน้ำท่วม, ภัยแล้ง,ภัยเกิดจากพายุโซนร้อน,ภัยเกิดจากคลื่นสึนามิ,ภัยเกิดจากแผ่นดินไหวและภัยอะไรต่ออะไรอีกมากมาย ซึ่งแนวทางในการออกแบบ "บ้านไม่บาน" จำเป็นต้องเตรียมการที่จะ "รองรับ+เรียนรู้" ที่จะอยู่ร่วมกับบรรดาปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านี้ จน "ตกผลึก" เกิดเป็นแนวคิด "บ้านไม่บาน" ในสไตล์ "อกาลิโก" + "ไฮโซ" + "โลว์คอส" หมายถึง เป็นบ้านที่สวยทน, สวยทาน, สวยนาน นอกจากนั้นยังต้องเป็นความสวยแบบ "ไม่บาน" คือ สวยแบบประหยัด, สวยแบบดูดีและสวยแบบมีชาติตระกูล คือ สวยแบบมีรสนิยมไม่อายใครครับ

“ตู้ตั๋วแตก” อีกครั้งในการบรรยาย “บ้านไม่บาน” ที่ “ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์”

            นอกจากความสวยงามด้าน "สถาปัตยกรรม" แล้วจะต้องมีความแข็งแรงทนทานในด้าน "วิศวกรรม" สาขาต่าง ๆ อาทิเช่น "วิศวกรรมโยธา", "วิศวกรรมไฟฟ้า", "วิศวกรรมสุขาภิบาล" รวมไปถึง "วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม" ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เหมาะสมในการ "ประหยัดพลังงาน" ฯลฯ แค่คิดให้ครบเท่านี้ก็เหนื่อยแล้วครับ ดังนั้นหากเราได้เอาใจใส่อย่างเอาจริงเอาจัง จะเห็นว่ามีเรื่องราวอีกมากมายให้ศึกษา ค้นคว้า กันแทบไม่รู้จักจบจักสิ้น แต่ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องปฏิบัติครับ เพราะสำหรับผมแล้ว "บ้านไม่บาน" เป็น "หน่วยที่เล็กที่สุดของสังคม" ครับดังนั้นหากบ้านบานแล้ว สังคมก็จะบานตามไปด้วย ที่อ่วมอรทัยกันไปทั่วทั้งประเทศทุกวันนี้ ก็เพราะ "บ้าน" แทนที่จะ "ไม่บาน" กลับเป็น "บ้านบาน" ใช้ทรัพยากรกันอย่างสิ้นเปลืองโดยไม่รู้คุณค่า แข่งขันกันอวดมั่งอวดมี อวดร่ำอวดรวย ทั้งยังก่อให้เกิดปัญหาทางโครงสร้างทางสังคม ที่ทำให้นับวันช่องว่างระหว่างความ "มั่งมี" กับ "มีมั่งไม่มีมั่ง" ก็จะกว้างขึ้น ผู้คนบางกลุ่มเพียงหยิบมือก็จะร่ำรวยขึ้นและฟุ้งเฟ้อมากขึ้น ในขณะที่คนส่วนใหญ่กลับยากจนลง ตกอยู่ในสภาวะหนี้สิน ซึ่งผมมักจะย้ำเสมอครับว่าประเทศไทยของเรานั้นเป็นประเทศที่ร่ำรวยทางทรัพยากรสุด ๆ แต่คนไทยส่วนใหญ่กลับยากจนสุด ๆ เพราะล้วนแต่ตกอยู่ในสภาวะหนี้สิน ทำให้สังคมโดยรวมขาดเสถียรภาพ ก็ไม่ต้องน่าแปลกใจครับว่าในปัจจุบันสังคมส่วนใหญ่ในภาพรวมจะเละตุ้มเปะกันขนาดไหน

            ซึ่งผมก็ได้พยายามทำ "หน้าที่ทางจริยธรรม" ให้สมบูรณ์คือ ในวันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา ณ. "ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์" ใน "งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ" ผมกับทาง "เนชั่นแชลแนล" ได้จัดการบรรยายขึ้นในหัวข้อ "การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน" ของ "บ้านไม่บาน" + "อาคารพาณิชย์ไม่บาน" + "โฮมออฟฟิศไม่บาน" ในสไตล์ "อกาลิโก" + "ไฮโซ" + "โลว์คอส" ซึ่งสำหรับผมแล้ว "การลงทุน" ก่อสร้าง "บ้านไม่บาน" คือ "การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์" อีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นการลงทุนทั้งชีวิตเพราะบางท่านต้องกู้หนี้ยืมสิน ต้องผ่อนกัน 25-30 ปี ดังนั้น "บ้านไม่บาน" สำหรับผมนอกจากจะต้องเป็น "ทั้งที่รักและที่พักอาศัย" แล้ว ยังต้องเป็นที่ "คุ้มภัย" และเป็นที่ "บ่มเพาะ" คนรุ่นใหม่ที่จะก้าวขึ้นมาแทนที่คนในรุ่นปัจจุบัน

“ตู้ตั๋วแตก” อีกครั้งในการบรรยาย “บ้านไม่บาน” ที่ “ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์”

            ผมต้องขอขอบคุณบรรดาแฟน ๆ ชาว "บ้านไม่บาน" เกือบ 300 ท่านที่สนใจใฝ่รู้มาร่วมฟังการบรรยายแบบ "มาราธอน" เกือบ 6 ชั่วโมงของผมจนแน่นขนัดเกิดปรากฎการณ์ "ตู้ตั๋วแตก" ต้องเสริมแล้วเสริมอีก (เพราะตอนแรกตั้งใจจะรับไม่เกิน 200 ท่าน) ขึ้น ณ. "ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์" ห้อง Meeting Room 2 และ 3 ครับ เพราะนับตั้งแต่นี้เรื่องบ้านไม่ใช่เรื่องบ้าน ๆ อีกต่อไปแล้วครับ แต่เป็นเรื่องที่ต้องเอาใจใส่อย่างจริงจัง แต่ผลลัพธ์ที่ท่านได้ก็จะคุ้มแสนคุ้มครับ คือ "บ้านไม่บาน" อันเป็น "ทั้งที่รักและที่พักอาศัย" ของบรรดาชาว "คนรักบ้าน" ครับ

เรื่อง (ความขัดแย้ง) ของ “สองนครา” (THE TALE OF THE TWO CITIES) (1)

            เมื่อผมมองเหตุการณ์ในบ้านหลังใหญ่ก็ได้แต่ทอดถอนใจ ก็ยังสับสนมึนงงว่าเหตุการณ์จะจบลงกันอย่างไร ในสภาวะวิกฤติเช่นนี้ครับ อะไรก็ย่อมเกิดขึ้นได้ แต่ที่แน่ ๆ ไม่เป็นผลดีกับบ้านหลังใหญ่นี้แน่ ๆ เพราะผมเชื่อว่าความขัดแย้ง(อาจ)จะนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารในที่สุด เพราะหลังวันหยุด "ตรุษสงกรานต์" หาก ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ "นายก ฯ" ผิด (กรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขา สมช.) รวมทั้งจะมีการถอดถอน "ประธานสภา" และ "ประธานวุฒิสภา" ก็เท่ากับว่าแทบจะไม่เหลือใครบริหารบ้านเมืองอีกแล้ว หากเหตุการณ์เป็นเช่นนี้แน่นอนครับบรรดากลุ่ม นปช. ก็จะรวมพลคน "เสื้อแดง" เคลื่อนไหวครั้งใหญ่ เพราะไม่เชื่อมั่นใน "สถาบันตุลาการ" ทำให้ประเทศนี้ขาดความเป็น "นิติรัฐ" ซึ่งหมายถึง ไม่มีใครเคารพยำเกรงใน "กฎหมาย" อีกต่อไปก็จะมีการใช้ "กฎหมู่" นำกำลังปิดล้อมสถานที่ราชการ ตลอดจนปิดล้อมโครงข่ายระบบสาธารณูปโภค ทำแบบเดียวกันกับที่กลุ่ม กปปส. ทำ ได้ทำกันไม่มีผิดเพี้ยน จะต่างกันที่เหตุผลในการกล่าวอ้างและยุทธวิธีแนวทางการปฏิบัติและต่างกันที่ความรุนแรงก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าครับ เพราะบรรดาคนที่อยู่ "พลพรรครักพระเจ้าอยู่หัว" ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดอย่างชัดเจน (ผมเชื่อว่ามีไม่น้อยกว่า 50 ล้านคน++) ที่แม้จะถูกคนข้าง ๆ บังคับให้เลือกข้างแต่ยังก็ทำใจเลือกไม่ได้ซักที เพราะยอมรับไม่ได้ในบางส่วนของทั้ง 2 กลุ่ม ทั้งยังไม่ชอบความรุนแรงในทุกรูปแบบ มิหนำซ้ำยังประณามของผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง ที่เอาชีวิตของผู้คนที่บริสุทธิ์ รวมทั้งประเทศชาติมายึดเป็นตัวประกัน

            จะว่าไปแล้วผู้นำทั้ง 2 ฝ่าย ก็ล้วนแล้วแต่มีคดีที่ต้องต่อสู้ในศาลทั้งทางแพ่งและอาญากันหลายคดี จึงไม่มีใครยอมแพ้และแพ้ไม่ได้ เพราะรู้ดีว่าเมื่อกระบวนการพิจารณาตัดสินโทษในศาลสำเร็จเสร็จลง ก็คงต้องติดคุกหัวโตทั้ง 2 ฝ่าย พูดง่าย ๆ ครับว่าผมไม่เห็นว่าใครดีกว่าใครครับ (เพราะล้วนแล้วแต่มีความดีความชั่วพอพอกัน) แต่ไม่ยุติธรรมกับคนส่วนใหญ่ครับ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมืองของประเทศก็ตกอยู่ในภาวะวิกฤติครับ

            ในสถานการณ์ที่สับสนอลหม่านเช่นนี้ทำให้เกิดแนวคิดมากมายที่พยายามอธิบายในความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แต่ดูเหมือนหลายฝ่ายที่เห็นถูกต้องตรงกันว่า เป็น "ความขัดแย้งด้านโครงสร้าง" ที่ฝังรากลึกที่ฝ่ายหนึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มอำนาจเก่า ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มอำนาจใหม่ ซึ่งเป็นขวัญใจของชนชั้นกรรมาชีพ ผู้ใช้แรงงาน แต่ที่น่าสนใจคือ คนที่กุมชะตาบ้านเมืองทั้ง 2 ฝ่าย มีเพียงหยิบมือไม่กี่คนหรอกครับ จึงเป็นการต่อสู้ที่แพ้ไม่ได้ เพราะเป็นการต่อสู้ที่มีเดิมพันสูง ถึงขนาดที่ว่าหากใครพ่ายแพ้ไม่มีแผ่นดินจะอยู่กันเลยทีเดียว ในส่วนตัวผมเชื่อใน "กฎแห่งกรรม" ครับ "ใครทำกรรมใดไว้ย่อมได้รับผลกรรมนั้น" และผมก็เชื่อว่าประเทศคงไม่เป็นไรมากนัก อาจบอบช้ำบ้างแต่ก็จะสามารถฟื้นตัวได้เร็ว เพราะเมื่อนานาอารยประเทศโดยรอบได้ก้าวเข้าสู่การค้าเสรีและเข้าสู่การเลือกตั้งเสรีในระบอบประชาธิปไตย ภายใน 2 ปีทุกอย่างต้องลงตัว เพราะเราเป็นเพียงประเทศเล็ก ๆ จึงไม่สามารถต้านทานกระแสโลกได้

เรื่อง (ความขัดแย้ง) ของ “สองนครา” (THE TALE OF THE TWO CITIES) (1)            มาถึงช่วงนี้ทำให้ผมนึกถึงงานวรรณกรรมชิ้นเยี่ยมของชาร์ลส์ จอห์น ฮัฟแฟม ดิกคินส์ ที่ได้เกิดมาบนโลกสีน้ำเงินเล็ก ๆ ที่สับสนวุ่นวายใบนี้เมื่อ 200 ปีล่วงแล้ว (พ.ศ. 2355 ) ที่เมืองแลนด์พอร์ท แฮมเชียร์ ประเทศ "อังกฤษ" ตลอดชีวิตของ "ดิกคินส์" ทำงานอย่างหนักแบบหามรุ่งหามค่ำในการรังสรรค์งานวรรณกรรมหลายชิ้นเพื่อรณรงค์ต่อต้านความชั่วร้ายของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน พ.ศ. 2402 (เมื่อ 150 ปีล่วงแล้ว) เขาได้ฝากงานวรรณกรรมชิ้นเยี่ยมให้กับโลก ชื่อ "เรื่องสองนครา" ( The Tale of the Two Cities) งานวรรณกรรมชิ้นนี้เน้นหนักด้านจริยธรรม ความสำนึกผิด ความละอายต่อบาปและความรักชาติ ซึ่งว่ากันว่าวรรณกรรมชิ้นเอกของโลกชิ้นนี้ได้รับเค้าเรื่องจากวรรณกรรมของ ทอมัส คาร์ลีลย์ เรื่อง "การปฏิวัติของฝรั่งเศส" อันเป็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในสมัยนั้นระหว่าง พ.ศ.2318-2336 ซึ่งตรงกับช่วงการปฏิวัติของ "อเมริกา" ไปถึงช่วงกลางของการปฏิวัติของ "ฝรั่งเศส" (เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกับช่วงเวลาเสีย "กรุงศรีอยุธยา" ครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 ) ซึ่งช่างดูละม้ายคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่สับสนวุ่นวายของ "การปฏิรูปทางการเมือง" ซึ่งเป็นการเรียกร้องของ "มวลมหาประชาชน" ของ "นคราหนึ่ง" และ "การปฏิวัติประชาชน" ซึ่งเป็นการเรียกร้องสิทธิของความเท่าเทียมของ "มวลชนคนเสื้อแดง" ของอีก "นคราหนึ่ง" ดังเช่นในปัจจุบันครับ

            ท่ามกลางวิกฤติเช่นนี้ก็คงไม่มีคำตอบหรอกครับสำหรับทางออกของความขัดแย้งทางโครงสร้างของทั้ง "สองนครา" นี้ แต่อย่างไรเสียผมก็เชื่อว่าหลังสงครามย่อมมีสันติภาพที่งดงามเสมอและก็ยังเชื่ออีกว่าในความมืดมิดก็ย่อมมีความหวังของวันพรุ่งนี้ที่ย่อมดีกว่าวันนี้เสมอครับ ดังนั้นอย่ากังวลอะไรให้มาก กลับบ้านไปกราบขอพรบิดามารดา ครูบาอาจารย์และบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ไปเล่นสงกรานต์ตามประเพณีให้สนุก เดินทางโดยไม่ประมาท ขอให้โชคดีมีชัยกับปีใหม่ไทยครับ

<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 1 - 10 of 1581
บ้านไม่บานยอดนิยม อพาร์ตเม้นท์ไม่บานยอดนิยม พิมพ์เขียวแบบบ้าน 999 บาท

เปิดตัวแล้วสำหรับ หนังสือรวม  52  รูปแบบ “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน”  กับอาจารย์ “เชี่ยว  ชอบช่วย”

“HOTAP + CONDO” แดงแรงฤทธิ์ @ บ้านฉาง”

ออกแบบ+ก่อสร้างอพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอาจารย์เชี่ยว

บริการงานออกแบบตกแต่งภายในด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้จริง

บ้านไม่บานอัพเดต

"บ้าน + บูทิคเกสเฮ้าส์ไม่บาน" ที่ "เชียงราย" (1)

“บ้าน + บูทิคเกสเฮ้าส์ไม่บาน” ที่ “เชียงราย” (1)              สวัสดีครับชาว "บ้านไม่บาน" ถ้าท่านติดตามบทความต่าง ๆ ของผมในระยะหลัง ๆ ผมมักจะพูดถึงกระบวน "การลากเส้นต่อจุด" เสมอ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมมักจะกล่าวอ้างถึง "สตีฟ จอบส์" ซึ่งเป็นผู้สร้าง "นวัตกรรม" สะท้านโลก "ดิจิทัล" ที่หลอมรวมเอาสุดยอดของ "ศิลป์" และ "ศาสตร์" มารวมกันซึ่งในความหมายของผมนั้น "ศิลป์" ก็หมายถึง "ศิลปกรรมการออกแบบแขนงต่าง ๆ" ส่วน "ศาสตร์" ก็คือตรรกะทาง "วิทยาศาสตร์" และ "เทคโนโลยี" ที่ก้าวล้ำนำสมัย เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสมอง "ซีกซ้าย" และ "ซีกขวา" เป็นความลงตัวของ "ศิลปะ" และ เปลี่ยนเป็น "พลังแห่งการสร้างสรรค์" ที่สามารถแตกแขนงออกไปได้ไม่รู้จบแบบไร้ขีดจำกัด . . .

อ่ า น ต่ อ . . .

"โคโตบูกิ" คอนโดฯ ติดหาด "แหลมแท่น"
ชายทะเล "บางแสน"


“โคโตบูกิ” คอนโดฯ ติดหาด “แหลมแท่น” ชายทะเล “บางแสน”          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" ในช่วงหลัง ๆ ผมมักจะให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่สำหรับการพักอาศัยขนาด 28-35 ตารางเมตร++ เพราะในมุมมองของผมแล้วน่าจะเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุด (ไม่ใหญ่จนเกินไปและไม่เล็กจนเกินไป) สำหรับ "บ้านของคนเมือง" ที่อยู่ใน "ชุมชนเมือง" ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ครับว่าเมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น ประชากรเพิ่มมากขึ้น แต่ที่ดินมีจำกัด เพราะไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ ก็เลยเป็นผลให้คนส่วนใหญ่ที่เคยใฝ่ฝันว่าอยากมี "บ้านเดี่ยว", "บ้านแฝด" หรือ "ทาวน์เฮ้าส์" ในเมือง ก็ดูจะไกลเกินเอื้อมไปทุกที  . . .

อ่ า น ต่ อ . . .
คลินิกคนรักบ้าน

"หลักการสำคัญ 4 ประการ" ในการพิจารณาเลือกซื้อ "อสังหาฯ"


“หลักการสำคัญ 4 ประการ” ในการพิจารณาเลือกซื้อ “อสังหาฯ”               หลักที่ผมมักจะใช้ในการพิจารณาเลือกซื้อ "อสังหาริมทรัพย์" ว่าจะเป็นการควรหรือไม่ ผมมักจะใช้หลักการสำคัญ 4 ประการ เพื่อประกอบกับการพิจารณาตัดสินใจซึ่งประกอบไปด้วย หลักประการที่ 1 คือ การพิจารณาทำเลที่ตั้ง รวมไปถึงการพิจารณาโครงข่ายสาธารณูปโภค สาธารณูปการ จะต้องตั้งอยู่ย่านที่น้ำไหล ไฟสว่าง เดินทางสะดวก ทั้งยังต้องปลอดภัยและไม่เปลี่ยว นอกจากนั้นควรจะเป็นย่านที่คึกคักคึกครื้นอยู่ในกระแสของการขยายตัวของชุมชน เมือง ดังนั้นจำเป็นต้องศึกษา "ผังเมือง" ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ รวมถึงโครงการต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่กำลังจะเกิดขึ้นในบริเวณนั้น ๆ จะเป็นตัวแปรที่สำคัญยิ่งครับ หลักประการที่ 2 การพิจารณาเรื่องราคาที่จะต้องจ่ายไปในการได้มาซึ่ง "อสังหาริมทรัพย์" นั้น จะต้องอยู่ในราคาที่เหมาะสม . . .

อ่ า น ต่ อ . . .

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
รายการคนไทยไม่ท้อ >>  

รายการ แผ่นดินพอเพียง   

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
 

สั่งซื้อ VCD บ้านไม่บานและอพาร์ตเม้นท์ไม่บาน กับอาจารย์เชี่ยว
ได้ที่ 02-3383851  หรือ http://www.nationchannel.com

นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับ อ.เชี่ยว ฉบับสะสม
นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอ.เชี่ยว ฉบับสะสม เหลือเพียง 6 เล่ม
(เล่ม 7,8,9,10,11,12)  ราคาชุดละ 300 บาท  รวมค่าจัดส่งแบบลงทะเบียน
รายละเอียดการโอนเงิน
ชื่อบัญชี ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  ธนาคารกรุงเทพ ฯ  สาขาห้วยขวาง  ประเภทสะสมทรัพย์  บัญชีเลขที่  1764267272
แฟกซ์ pay  in
พร้อมระบุชื่อที่อยู่   หมายเลขโทรศัพท์ และ เล่มหนังสือที่สั่งซื้อ   มาที่หมายเลข  02-6441479 หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-2451399 และ 02-6441478 หรือ สำนักงานบ้านไม่บาน  เลขที่ 1  ซ.ประชาสงเคราะห์ 12   แขวงดินแดง  เขตดินแดง  กทม.  10400