สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

“อสังหาฯไม่บาน”(Budget Real Estate) ในสไตล์ “อกาลิโก+ไฮโซ+โลว์คอส” (Agalio + Hiso + Lowcost)

          โชคดีครับที่ตลอดระยะเวลา 25 ปี ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาส "เรียนรู้" และ "รับรู้" ทั้ง "คุณค่า + มูลค่า" จากการที่ได้ช่วยผู้อื่นให้ได้เป็นเจ้าของโครงการและจากการที่ผมได้เป็นเจ้าของโครงการ "อสังหาฯ ไม่บาน" "(Budget Real Estate) ที่ "งามง่าย พอเพียง อันเป็นทั้งที่รักและที่พักอาศัย" กว่า 500 โครงการกระจายไปในสถานที่ต่าง กันทั่วประเทศ       เพราะในความเป็นจริงแล้ว "อสังหาฯไม่บาน" เป็นส่วนหนึ่งของสาระสำคัญในการดำรงชีวิตครับ เพราะเป็น 1 ในปัจจัย 4 ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของรูปแบบทางสถาปัตยกรรมใหม่ ที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมการกินอยู่ใหม่ ไปจนถึงรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่ทันสมัย+ร่วมสมัยใหม่ (MODERN + CONTEMPORARY ARCHITECTURE) ซึ่งสำหรับผมแล้วความหลากหลายในรูปแบบทางสถาปัตยกรรมใหม่ นั้นจะไม่เกิดขึ้นเลย หากไม่มีกระบวนการ "อนุรักษ์ + สืบสาน + พัฒนา" จนตกผลึกเกิดเป็นรูปแบบ "อสังหาฯ ไม่บาน" ในสไตล์ "อกาลิโก+ไฮโซ+โลว์คอร์ส" ที่ "สวยทน,สวยทาน,สวยนาน,สวยประหยัด,สวยดูดี และสวยมีชาติตระกูล" ทั้งยังทำให้ท่านอยู่รอดปลอดภัยและคืนทุนไว สามารถให้ผลตอบแทนในการลงทุนที่คุ้มค่ามากขึ้น สวยงามยิ่งขึ้น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สามารถตอบสนองต่อประโยชน์ใช้สอยที่หลากหลายมากขึ้น ที่สำคัญ คือมี "ภูมิต้านทาน" มากขึ้นต่อ "วิกฤติการณ์" ทั้งทาง "เศรษฐกิจ + สังคม + การเมือง" ในปัจจุบันที่ขาดซึ่งเสถียรภาพมากขึ้น มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงไปของกระแส "โลกาภิวัตน์" ที่ถูกคลอบงำด้วยโครงข่ายของ "อินเตอร์เน็ต" มากขึ้นครับ

“อสังหาฯไม่บาน”(Budget Real Estate) ในสไตล์ “อกาลิโก+ไฮโซ+โลว์คอส” (Agalio + Hiso + Lowcost)

          ผมมี "ความฝัน" และ "ความหวัง" (อันเป็นของฟรี)อยู่เสมอที่จะทำการพัฒนารูปแบบทางสถาปัตยกรรมและทำการพัฒนาระบบการก่อสร้าง รวมทั้งพัฒนาระบบการบริหารจัดการ "อสังหาฯ ไม่บาน" เพื่อรองรับการขยายตัวในรูปแบบใหม่ๆ โดยผมตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่พัฒนารูปแบบ "อสังหาฯ ไม่บาน" เพื่อของตัวผมเองเพียงคนเดียว แต่จะขยาย "องค์ความรู้" ที่ได้มาจากการลองผิดลองถูกกว่าสองทศวรรษนำไปถ่ายทอดไปสู่ผู้ที่สนใจใฝ่รู้ เพื่อให้นำไปปรับประยุกต์ใช้ "ต่อยอด" ทางความคิด เพื่อที่จะนำเราไปสู่กระบวนการ "บ้านสวย เมืองงาม" ในที่สุด

          จึงจะเห็นได้ว่าสำหรับผมแล้ว การลงทุนใน "อสังหาฯ ไม่บาน" สักโครงการแท้จริงแล้วจึงเป็น "กระบวนการทำงานที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนมนุษย์ ให้มีที่อยู่อาศัยและที่ทำมาหากิน เกิดเป็นความสุขจากการได้ให้" ดังนั้นผมจึงมักจะพูดในที่สาธารณะเสมอครับว่า หากท่านคิดที่จะลงทุนทำ "อสังหาฯ ไม่บาน" สักโครงการ ท่านจะต้องให้เกียรติความเป็น "มนุษย์" ของบรรดาผู้ที่เข้ามาพักอาศัยใช้งานในโครงการของท่าน ซึ่งหมายความว่าตัวท่านเองจำเป็นที่ต้องสามารถพักอาศัยใช้งานทุกพื้นที่ในโครงการ "อสังหาฯ ไม่บาน" ของท่านได้ หากตัวท่านเองยังไม่สามารถพักอาศัยใช้งานในทุกพื้นที่ของโครงการ ของท่านได้ ก็อย่าคิดที่จะลงทุนทำ "อสังหาฯไม่บาน" เลยครับเป็นการทำบาปต่อตัวท่านเองและทำร้ายเพื่อน "มนุษย์" เปล่า ๆ ครับ

          นอกจากนั้นผู้ที่ลงทุนทำ "อสังหาฯ ไม่บาน" ถือได้ว่าเป็น "SMEs" หรือ "ผู้ประกอบกิจการขนาดเล็ก" ซึ่งเป็นการลงทุนที่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกไม่มากก็น้อยและมีความเสี่ยงเสมอไม่มากก็น้อยเช่นกัน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการศึกษาวิเคราะห์ "ความเป็นไปได้ของการลงทุน" อย่างรอบคอบ แบบ "รู้เขารู้เรา" และจะต้อง "ไม่เล็งผลเลิศ" จนเกินไป รวมทั้งการ "เปิดทางถอย" เมื่อตกอยู่ใน "สภาวะคับขัน" จึงควรเป็นการลงทุนที่ "งามง่าย พอเพียง" ทั้งยังเป็นการแสวงหา "ดุลยภาพ" ของการดำเนินธุรกิจที่มุ่งแสวงหา "ประโยชน์" จากการลงทุนนั้น กับการแสวงหา "ความสุข" ที่ลงตัวพอเหมาะพอดีไปพร้อมกันครับ

            ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมานี้เป็นแนวคิดที่นำไปสู่แนวทางในการลงทุนทำ "อสังหาฯ ไม่บาน" ในสไตล์ "อกาลิโก + ไฮโซ + โลว์คอส" ทั้งยังเป็นการเตรียมการโดยไม่ประมาทที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่กำลังตกอยู่ในสภาวะ "ไร้เสถียรภาพ" อย่าง "มีสติรู้เท่าทัน" ทั้งยังเป็นการเพาะ "ต้นกล้าทางความคิด" แห่ง "คุณงามความดี" เป็นการลงทุนที่ "มีเกียรติ มีศักดิ์มีศรี" มีความเป็น "มนุษย์นิยม" แทนค่า "ทุนนิยม" ที่กำลังทำให้สังคมที่เคยสุขสงบ สันติ กลายสภาพเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่ง ชิงดี ชิงเด่น ดังเช่นในปัจจุบันนี้ นอกจากนั้นการลงทุนทำ "อสังหาฯ ไม่บาน" ในสไตล์ "อกาลิโก+ไฮโซ+โลว์คอส" ของผมยังเป็นกระบวนการ "แลกเปลี่ยน เรียนรู้ แบ่งปัน" ซึ่งกันและกัน รวมทั้งยังก้าวไปข้างหน้าไปพร้อมกันอย่างยั่งยืนของผู้ที่เป็นเจ้าของและผู้ที่เข้ามาพักอาศัยใช้งานในโครงการ "อสังหาฯไม่บาน" ในสไตล์ "อกาลิโก+ไฮโซ+โลว์คอส" ครับ

“อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ขนาดกำลัง “พอเหมาะพอดี” ที่ “ลพบุรี”

          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ก็เป็นการรายงานผลความคืบหน้าของ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ที่มีขนาดกำลัง "พอเหมาะพอดี" ซึ่งที่ผมได้เริ่มทำโครงการนี้ไปเมื่อปีที่แล้ว เป็นการสานฝันของ "คุณรุ่งรัตน์ และ คุณอุดมเดช ออมสิน" ที่ประกอบสัมมาอาชีวะเกี่ยวกับการขนส่งผู้โดยสารที่ "ลพบุรี" หลังจากธุรกิจมีความมั่นคงพอสมควรแล้วจึงคิดขยับขยายที่จะสร้าง "Passive Income" โดยการที่ใช้เงินที่เก็บหอมรอมริบไว้หลายปีนำมาลงทุนใน "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ซึ่งผมก็ได้ "ปักธง" ลงไปให้แง่คิดตั้งแต่วันแรกที่เริ่มว่า ให้ทำแบบ "งามง่าย พอเพียง" ตาม "แนวพระราชดำริ" ของ "พ่อหลวง" ซึ่งจะว่าไปแล้วคนไทยถือได้ว่าเป็นชนชาติที่โชคดีที่สุดในโลกครับ ถึงแม้ในอดีตจะมีสิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้นมากมายในประเทศของเรา แต่ก็ยังมีสิ่งดี ๆ อยู่มากมายมิใช่น้อยครับ แต่อย่างหนึ่งผมมั่นใจและเชื่อว่าคงไม่มีใครคิดต่างจากผม คือเมืองไทยมี "พระเจ้าอยู่หัวอันประเสริฐสุด" อย่างหาที่เปรียบมิได้ทรงเป็นทุกอย่าง ทั้งยังทรงเป็น "หลักชัย" ทั้งในแง่ความคิดและการลงมือปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "วิถีคิดเศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งสำหรับท่านที่ไม่เข้าใจก็อาจคิดไปง่าย ๆ ว่า "วิถีคิดเศรษฐกิจพอเพียง" นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเกษตร ประเภทการแบ่งสัดส่วน 30-30-10 ของการใช้พื้นที่ของไร่นา สวนผสม อะไรทำนองนี้ แต่แท้จริงแล้ว "วิถีคิดเศรษฐกิจพอเพียง" นั้นลึกซึ้งไปกว่านี้มากครับ หากนำไปปรับประยุกต์ใช้ด้วย "สติ" และ "ปัญญา" ก็จะสามารถคลี่คลายออกไปได้ไม่รู้จบไม่รู้สิ้นครับ

“อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ขนาดกำลัง “พอเหมาะพอดี” ที่ “ลพบุรี”

          สำหรับผมแล้ว "วิถีคิดเศรษฐกิจพอเพียง" นั้นมีหลักสำคัญอันเป็น "แก่น" ที่ผมนำมาปรับประยุกต์ใช้อยู่ 3 ประการ โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ ประการที่ 1 คือ "ความรู้" ที่จะต้อง "รู้จริง รู้แจ้ง" อีกทั้งยังต้อง "รู้เขา รู้เรา" ซึ่งจะต้องมีอยู่อย่างพอเพียงและเพียงพอเช่นกัน ประการที่ 2 คือ "คุณธรรม" และ "จริยธรรม" จะต้องมีอยู่อย่างพอเพียงและเพียงพอ ประการที่ 3 คือ "ทรัพยากรที่มีอยู่" ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน,งบประมาณในการลงทุน,คณะทำงาน ฯลฯ จะต้องมีอยู่อย่างพอเพียงและเพียงพอ ซึ่งการมีพร้อมทั้ง 3 ประการอาจจะดูเหมือนง่ายครับ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงจะให้ครบถ้วนทั้ง 3 ประการนั้นเป็นไปได้ยากถึงยากที่สุดครับ เช่น ในทางปฏิบัติสำหรับ "ประการที่ 1" เรามักจะมีความรู้แบบรู้จริง รู้แจ้ง รวมทั้งความเข้าใจที่มักจะไม่เพียงพอเสมอ จึงทำให้เรามักจะประเมินอะไรต่ออะไรผิดพลาดเสมอครับ สำหรับ "ประการที่ 2" ในเรื่อง "คุณธรรม" และ "จริยธรรม" ซึ่งรวมไปถึงความซื่อสัตย์กตัญญูรู้คุณคน ก็มักจะขาดตกบกพร่อง พูดง่าย ๆ คือ มีศีลไม่ครบ 5 ข้อ ก็เลยทำให้สังคมปั่นป่วนวุ่นวายกันทุกวันนี้ "ประการที่ 3" คือ การประเมินทรัพยากรที่มีอยู่แบบไม่พอเพียง ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นหากประเมินสูงไปก็ไม่ดีครับ หรือ ประเมินต่ำไปก็ไม่ดีเช่นกันครับ ดังนั้นการที่จะหา "จุดร่วมที่ลงตัว" ของความ "พอเหมาะ พอดีที่พอเพียง" นั้นลำบากมากครับ ถ้าครบ "แก่น" ของทั้ง 3 ข้อเมื่อไหร่ ผมเชื่อว่าจะมี "ภูมิคุ้มกัน" โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่วิกฤติก็จะทำให้สามารถประคองตัวให้อยู่รอดปลอดภัยได้เสมอ นอกจากนั้นยังเป็นการเตือนสติให้เรา "ไม่โลภ" จนเกินไป หรือไม่ "เล็งผลเลิศ" จนเกินไป

          จะเห็นได้ทันทีครับว่า "วิถีคิดเศรษฐกิจพอเพียง" นั้นมีความลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่งครับ ถึงขนาดนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกอย่าง โปรเฟสเซอร์ "โจเซฟ สติกลิตส์" ที่มีดีกรีรางวัลระดับ "โนเบลไพร์ซ" ก็ยังให้ "เครดิต" กับ "วิถีคิดเศรษฐกิจพอเพียง" ว่า "เป็นหนึ่งทางเลือก อันเป็นทางรอด" ของโลก "ทุนนิยม" ในอนาคตเลยทีเดียว แต่ที่น่าเสียใจและเศร้าใจคือ ในปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่เป็นประเภท "ลิงได้แก้ว" หรือ "ไก่ได้พลอย" และยังเป็นประเภท "ใกล้เกลือกินด่าง" กันอีกเพราะอยู่กับของดีของวิเศษแท้ ๆ แต่กลับไม่สนใจกันอีกครับ

“อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ขนาดกำลัง “พอเหมาะพอดี” ที่ “ลพบุรี”

          ที่ผมร่ายมาเสียยืดยาวเพราะผมได้นำเอา "วิถีคิดเศรษฐกิจพอเพียง" นำมาปรับประยุกต์ใช้กับการลงทุนทำ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ที่มีขนาดกำลัง "พอเหมาะพอดีแบบพอเพียง" ที่ "ลพบุรี" หลังนี้ในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็น "การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ" หรือ("Feasibility Study") รวมไปถึงขั้นตอน "การออกแบบทั้งทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม" , "การก่อสร้างและควบคุมการก่อสร้าง" ตลอดไปจนถึง "การบริหารจัดการ" อื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ

          ทั้งหลายทั้งปวงที่ผมพูดมานี้คงเป็นได้เพียงแค่ "วิถีคิด" (Visionary) ถ้าไม่ "ลงมือปฏิบัติ" (Missionary) ก็คงไม่มีผลลัพธ์อะไร มีอยู่ทางเดียวคือต้องลองสร้างจริงดูครับ ที่ผมนำเสนออยู่นี้ก็เป็นผลลัพธ์จากการสร้างจริง ที่ใกล้เสร็จสมบูรณ์ พร้อมเปิดใช้งานในเร็ววันนี้แล้วครับ สารภาพตามตรงครับว่าได้เห็นแล้วก็ชื่นใจ เพราะสิ่งที่คาดหวังไว้ได้ปรากฏขึ้นเป็นจริงตามที่วาดฝันไว้แต่เริ่มแรก เป็น "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ที่มีขนาดกำลัง "พอเหมาะ พอดี และพอเพียง" ที่ไม่ใหญ่ไปไม่เล็กไป ครบถ้วนทุกกระบวนความตาม "วิถีคิดเศรษฐกิจพอเพียง" ที่ผมได้กล่าวไว้เบื้องต้น ท่านผู้อ่านลองพินิจพิจารณาไตร่ตรองดูว่าจริงอย่างที่ผมพูดหรือไม่ครับ

          สำหรับท่านที่สนใจศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปศึกษาค้นคว้าได้ที่ "เว็ปไซต์" ยอดฮิตของชาว "คนรักบ้าน" www.homeloverthai.com หรือปรึกษาเรื่องการลงทุนใน "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ได้ที่ 081-4218323 ยินดีตอบทุกข้อสงสัยครับ แล้วพบกับสาระน่ารู้กันได้ใหม่ในอีกสองสัปดาห์หน้าครับ

“บ้านคุณพระเจริญฯ” หรือ “อริยศรมวิลล่า”

“บ้านคุณพระเจริญฯ” หรือ “อริยศรมวิลล่า”          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "บ้านไม่บาน" สำหรับในสัปดาห์นี้มีสาระน่ารู้และน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งครับเพราะผมจะพาท่านไปเยี่ยมชมบ้านหลังหนึ่งที่มีอายุกว่า 74 ปี ที่ยังคงมีความงดงามมิเสื่อมคลาย คือ "บ้านคุณพระเจริญวิศวกรรม" ที่ ตั้งอยู่สุดซอยสุขุมวิท 1 อยู่ฝั่งด้านทิศใต้ของคลองแสนแสบ เขตวัฒนา ใจกลางกรุงเทพมหานคร โดยมีสถาปนิกระดับ "ตำนาน" เป็นผู้ออกแบบ คือ "หม่อมเจ้าโวฒยากร วรวรรณ" สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2485 (ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเพียง 10 ปี) เพื่อเป็นบ้านพักอาศัยของ "คุณพระเจริญวิศวกรรม" (เจริญ เชนะกุล) ขุนนางไทยลูกครึ่งเชื้อสายอังกฤษ หลังจากท่านได้จบการศึกษาจาก "คอร์แนล" ก็กลับมาดำรงตำแหน่ง "คณบดี" คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 27 ปี จนได้รับขนานนามว่าเป็น "บิดาแห่งวิศวกรไทย" หลังจากท่านได้ถึงแก่อนิจกรรมในปี พ.ศ.2530 บ้านหลังนี้จึงตกแก่ทายาท คือ "นายจุลวัฒน์ เชนะกุล" และต่อมาได้มอบให้บุตรี คือ "นางปริย เชนะกุล" ซึ่งเป็นภูมิสถาปนิกจบจาก "ฮาร์วาร์ด" มีความประสงค์ที่จะอนุรักษ์บ้านหลังงามนี้ เพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่อนุชนคนรุ่นหลังให้ได้ศึกษาเรียนรู้ทั้งทางด้านสถาปัตยกรรม, วิศวกรรม และภูมิสถาปัตยกรรม ที่ผสมผสานกลมกลืนกันอย่างงดงาม โดยเริ่มทำการปรับปรุง "บ้านคุณพระเจริญฯ" รวมทั้งพื้นที่โดยรอบ (ซึ่งมีขนาด 1 ไร่ครึ่ง) รวมทั้งได้ทำการก่อสร้างอาคารเพิ่มเติมด้านหลัง โดยการก่อสร้างแล้วเสร็จ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2551 ปัจจุบันมีการปรับการใช้งานบางส่วนให้เป็น "บูติคโฮเต็ล" ภายใต้ชื่อใหม่ว่า "อริยศรมวิลล่า" (Ariyasomvilla) เปิดให้บริการที่พักให้กับนักเดินทางท่องเที่ยว นอกจากนั้นยังเปิดให้มีการปฏิบัติธรรมเพื่อให้เป็นสาธารณะกุศลอีกด้วยครับ

“บ้านคุณพระเจริญฯ” หรือ “อริยศรมวิลล่า”            ลักษณะของ "บ้านคุณพระเจริญฯ" หลังนี้เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก สูง 3 ชั้น ซึ่งถือว่าทันสมัยมากในยุคนั้น โครงสร้างทางวิศวกรรมถูกออกแบบให้เป็นผนังรับน้ำหนัก รูปแบบทางสถาปัตยกรรมเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่าง "เรือนทรงไทยแบบโบราณ" กับ "บ้านไทยร่วมสมัย" โดยมีการประยุกต์ใช้วัสดุและเทคโนโลยีการก่อสร้างสมัยใหม่จากตะวันตก ผลจากการผสมผสานดังกล่าวจึงทำให้บ้านหลังนี้มีความโล่งโปร่งเบา โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปทรงของหลังคาที่ได้รับการออกแบบให้มี Slope ที่มีความลาดชันสูง ทำให้เหมาะกับสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นที่แดดแรงและฝนตกชุก สามารถระบายน้ำฝนจากหลังคาได้ดี ที่ประทับใจผมอีกประการคือการออกแบบทรงหลังคาให้ตวัดช่วงปลายจันทันให้โค้งอ่อนช้อยเกิดเป็นเอกลักษณ์ที่น่าสนใจ นอกจากนั้นชายคาที่ยื่นยาวยังสามารถป้องกันแดดได้ดี ส่วนพื้นบ้าน ประตูหน้าต่าง ช่องลม ราวบันได และลูกกรงฉลุลาย ล้วนทำจากไม้สักที่มีความงดงามทั้งการออกแบบและด้วยฝีมือช่าง พื้นที่ใช้สอยหลัก ๆ บริเวณชั้นล่างประกอบด้วยพื้นที่นั่งเล่น (Living Room) และรับประทานอาหารที่ถูกออกแบบให้ "สูงโปร่ง" ขึ้นไป 2 ชั้นในแบบ "Double Volume" ส่วนบริเวณที่จอดรถถูกออกแบบให้สามารถจอดเทียบกับตัวบ้าน มีลักษณะเป็น "Canopy" หรือ "Patio" ที่มีหลังคาคุ้มแดดคุ้มฝน ส่วนพื้นที่ชั้น 2 ประกอบด้วยห้องนอน 2 ห้อง และชั้นสองครึ่งมีห้องนอน 1 ห้อง ซึ่งลอยอยู่กลางอากาศ รับน้ำหนักโดยค้ำยันไม้ที่ถ่ายแรงลงผนังด้านล่าง พื้นที่ชั้น 3 เป็นห้องพระส่วนตัวของเจ้าของบ้าน ซึ่งปรับเปลี่ยนมาจากห้องนอนเดิมของ "คุณพระเจริญวิศวกรรม"

“บ้านคุณพระเจริญฯ” หรือ “อริยศรมวิลล่า”            ในความเห็นของผมแล้ว "บ้านคุณพระเจริญฯ" ที่ได้รับการออกแบบโดย "สถาปนิก" ชั้นครู คือ "หม่อมเจ้าโวฒยากร วรวรรณ" นั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเพราะเป็นเสมือน "การเปลี่ยนถ่าย" จากบ้านของชนชาว "สยาม" แต่โบราณ ที่มีลักษณะเป็น "เรือนไทย" ยกพื้นสูง (ซึ่งอาจจะเป็น "เรือนเครื่องผูก" หรือ "เรือนเครื่องสับ") ที่นิยมใช้ไม้เข้าเดือย "หางเหยี่ยว" หรือ "สลัก"(ไม่ใช้ตะปู) ทำให้สามารถถอดประกอบได้เคลื่อนย้ายได้และก่อสร้างได้อย่างรวดเร็ว เป็นกระบวนการคลี่คลายกลายเป็นบ้านแบบ "ก่ออิฐถือปูน" ซึ่งถือได้ว่าเป็นช่วง "รอยต่อ" ที่สำคัญยิ่งของการพัฒนารูปแบบของอาคารบ้านเรือนที่นำไปสู่วัฒนธรรมการอยู่อาศัยในรูปแบบใหม่ รวมไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการก่อสร้างที่เกิดขึ้นในช่วง "รัชกาลที่ 6" ถึง "รัชกาลที่ 8" จะเห็นได้ว่าในช่วงนั้นเทคโนโลยี "คอนกรีตเสริมเหล็ก" เข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ (โรงงานผลิตปูนซีเมนต์เริ่มสร้างขึ้นใน "สยาม" ประเทศครั้งแรก ในสมัย "รัชกาลที่ 6") นอกจากนั้นที่น่าทึ่งคือ "สถาปนิก" ผู้ออกแบบ ถึงแม้ท่านจะได้รับการศึกษาทางด้านสถาปัตยกรรมโดยตรงจาก "อังกฤษ" แต่พอกลับมาบ้านเกิด ก็นำเอาความรู้และศิลปะวิทยาการที่ได้ร่ำเรียนมาปรับประยุกต์ใช้ในการออกแบบ "บ้านคุณพระเจริญฯ" ให้มี "บริบท" ที่เหมาะสมกับ "สภาพภูมิอากาศร้อนชื้น" ได้เป็นอย่างดีเยี่ยม มีการออกแบบให้มีระบบระบาย อากาศ(Cross Ventilation) ได้อย่างทั่วถึง จะเห็นได้ว่าแต่ละชั้นของบ้านถูกออกแบบให้มีระดับเพดานที่สูง ทำให้ไม่อับชื้น มีแสงสว่างเพียงพอ ส่วนตัวบ้านก็มีชายคาที่ยื่นยาวช่วยกันแดดและฝน ทั้งยังมีรูปลักษณ์ที่สวยงามสะดุดตา จึงถือว่าเป็น "งานครู" ที่ถึงพร้อมในทุก "มิติ" ควรจะได้รับการเผยแพร่และให้อนุชนคนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้าให้ลึกลงไปในรายละเอียด เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจมากยิ่งขึ้นในการออกแบบอาคารบ้านเรือนในเขตสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น (Tropical Climate) ซึ่ง "สถาปนิก" ผู้ออกแบบจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจระบบระบายอากาศแบบ "Stack Ventilation" เป็นอย่างดี เพราะในยุคนั้น (พ.ศ.2485) เครื่องใช้ไฟฟ้าและบรรดาสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น เครื่องปรับอากาศ,พัดลมดูดอากาศ ฯลฯ ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ทำให้การออกแบบบ้านในอดีตนอกจากการออกแบบที่งดงามทางด้านสถาปัตยกรรม, ความแข็งแรงทางด้านวิศวกรรมแล้ว จึงต้องการความรู้ความเข้าใจในเรื่องสภาวะแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น (Tropical Climate) เป็นอย่างยิ่งครับ

            ดังนั้นจะเห็นว่าการที่จะออกแบบบ้านดี ๆ สักหลังที่นอกจากจะต้องเป็นบ้านที่อยู่เย็นเป็นสุขแล้ว ยังต้องสามารถยืนยงคงอยู่อย่างงดงามและสง่างามได้หลายสิบปีที่ยังดูดีและทันสมัยนั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยครับ และต้องการทั้งความเข้าใจและการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่ง ในสัปดาห์นี้มีสาระน่ารู้เพียงแค่นี้ พบกันได้ใหม่ในอีกสองสัปดาห์หน้าครับ

“ความรู้” กับ “สติ” อันนำไปสู่ “ปัญญา”

            ผมรู้สึกสลดหดหู่ใจและสับสนเป็นอย่างยิ่งกับข่าวอาจารย์ "มหาวิทยาลัยราชภัฎฯ" ที่จัดได้ว่าเป็นผู้ทรงภูมิ "ความรู้" ถึงระดับ "ดอกเตอร์" ที่ได้ลงมือก่อเหตุโดยขาดทั้ง "สติ" และ "ปัญญา" โดยใช้อาวุธปืนลงมือฆาตกรรมเพื่อนอาจารย์ระดับ "ปริญญาเอก" ด้วยกันถึง 2 ท่านในระหว่างการสอบวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท จะว่าไปแล้วในอดีตที่ผ่านมาตัวผมเองลึก ๆ ก็มีความสับสนพอสมควรระหว่าง "ความรู้" และ "สติ" อันนำไปสู่ "ปัญญา" ผมนึกถึงคำโบราณที่กล่าวไว้ว่า "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" แท้จริงหมายความว่าอย่างไรกันแน่ เพราะในปัจจุบันมี "ความรู้" มากมายหลากหลายแขนงเต็มไปหมด ที่สามารถเข้าถึงได้โดยผ่านโครงข่าย "อินเตอร์เน็ต" ซึ่งเป็นยุคที่ใคร ๆ ก็สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูล "ความรู้" ได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าถึงโดยอาศัยอาจารย์ "กู" หรือ "Google" ที่ทำให้เราสามารถ "เสิร์จ" หาความรู้อะไรก็ได้บนโลกสีน้ำเงินเล็ก ๆ ใบนี้ครับ

            ที่น่าสนใจ คือ บรรดาลูกศิษย์ลูกหาของผมทั้งระดับปริญญาตรี, โท, เอก ก็อาศัยอาจารย์ "กู" นี่แหละครับในการค้นคว้าหาข้อมูลทำรายงานส่งผม เรียกว่าแทบจะไม่ต้องไปเข้าห้องสมุดศึกษาค้นคว้าจากหนังสือกันอีกต่อไป ก็เพราะ อาจารย์ "กู" นี่แหละครับเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กสมัยใหม่มีความ "อดทน อดกลั้นต่ำลง" นอกจากนั้นยัง "ขี้เกียจมากขึ้น" รวมทั้ง "สมาธิสั้นมากขึ้น " เปรียบกับคนสมัยก่อนที่ต้องเดินทางไปไขว่คว้าหาครูบาอาจารย์ก็เพื่อแสวงหา "ความรู้" แต่ในปัจจุบัน "ความรู้" สามารถเดินเข้ามาหาเรา ทำให้ผมยิ่งสงสัยมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าในปัจจุบันเรามี "ความรู้" กันมากมายมหาศาลถึงขนาดนี้ รู้อะไรต่ออะไรกันมากมายถึงเพียงนี้ รู้ไปหมดทุกเรื่อง รู้ทั้งเรื่องที่ไม่ควรรู้ก็ดันรู้ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ว่าจะเอา "ความรู้" ที่มีอยู่มากมายนั้นนำไปใช้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรกันได้อย่างไร ทำให้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันตกอยู่ในสภาวะ "ความรู้ท่วมหัว แล้วเอาตัวไม่รอด" ดังจะเห็นได้จากโศกนาฏกรรมที่ "มหาวิทยาลัยราชภัฏฯ" พึ่งเกิดขึ้นไม่กี่วันที่ผ่านมาครับ

            มีคำกล่าวไว้ 3 ประการเกี่ยวกับ "ความรู้" ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งครับ ประการแรก คือ "เรารู้ว่า เรารู้อะไร" โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่คนทุกคนสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้อย่างไร้เวลาและไร้ขีดจำกัด ทำให้คนทุกคนรู้ว่า "เรารู้ว่า เรารู้อะไร" สำหรับประการที่ 2 คือ "เรารู้ว่า เราไม่รู้อะไร" ยิ่งเรียนรู้มากก็ยิ่งรู้ว่าเรารู้น้อย ก็ยิ่งทำให้ต้องหาความรู้เพิ่ม ยิ่งรู้เพิ่มมากเท่าไรก็ยิ่งรู้น้อยลงมากเท่านั้น ส่วนประการที่ 3 "เราไม่รู้ว่า เราไม่รู้อะไร" ซึ่งสำคัญมากครับ เพราะนี่แหละครับคือก้าวที่สำคัญที่สุดก้าวแรกของการมี "สติ" อันจะนำเราให้เข้าถึงบ่อเกิดของ "ปัญญา" ที่แท้จริง

            ลองมาพิจารณา "ความรู้" ในประการแรกที่ว่า "เรารู้ว่า เรารู้อะไร" ซึ่ง "ความรู้" ในขั้นนี้ผมถือว่าอันตรายมากครับ เพราะว่าหากเรารู้ว่าเรารู้แล้ว จึงเป็นเสมือน "น้ำเต็มแก้ว" แล้ว จะใส่ความรู้อะไรลงไปอีกก็ไม่ได้ กับ ประการที่สอง คือ "เรารู้ว่า เราไม่รู้อะไร" ก็ถือว่าดีขึ้นมาหน่อยเป็นประเภท "น้ำไม่เต็มแก้ว" แต่สักพักพอรู้มาก ๆ เข้าจนไม่อยากรู้และหยุดการเรียนรู้แล้ว ก็จะกลายเป็นประเภท "น้ำเต็มแก้ว" แบบประการแรกครับ พอสักพักก็จะเต็มล้นไปด้วย "มานะทิฐิ" และมักจะกลายเป็นคน "อวดรู้" กันครับ แต่ประการที่สามนี้ละครับที่สำคัญที่สุด คือ "เราไม่รู้ว่า เราไม่รู้อะไร" มีอยู่หนทางเดียวที่จะเข้าถึง "ความรู้" ในขั้นนี้ต้อง "ลงมือปฏิบัติ" บางครั้งผมมักจะเรียกว่า "วิปัสสนาญาณ" ซึ่ง เป็นการแสวงหา "ความรู้" ที่เหนือ "ความรู้" ใด ๆ ทั้งมวล เป็น "ความรู้" ที่สามารถพัฒนาไปถึงขั้นเกิด "สติ" แล้วนำไปสู่ "ปัญญา" อันเกิดจาก "การลงมือกระทำ" ซึ่งโดยปรกติแล้วทำได้ยากยิ่งและเข้าถึงได้ยากมากครับ ดังนั้นในปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักติดอยู่ใน "กับดัก" แห่ง "ความรู้" ทั้งในประการแรกและประการที่สองกันครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พวกที่ รู้มาก เรียนมากครับ

            ซึ่งจะว่าไปแล้วผมก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ ตอนที่ผมเรียนในระดับปริญญาตรีก็จบเกียรตินิยม ก็มีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศได้เรียนปริญญาโทเพิ่มเติมอีก 2 หลักสูตร และต่อด้วยปริญญาเอกอีก 2 หลักสูตร ก็รู้มากเพราะเรียนมากครับ ไปใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกเมืองนาเรียนกันมานานกว่า 12 ปี เรียนจนคุยกับใครไม่ค่อยจะรู้เรื่องครับ

            บรรดาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่ทรงภูมิ "ความรู้" ในระดับ "ดอกเตอร์" ส่วนใหญ่รวมทั้งตัวผม รวมทั้ง "ดอกเตอร์" ที่ก่อคดีฆาตกรรม ต่างก็ตกอยู่ใน "กับดัก" ของ "ความหลง" ใน "ความรู้" นี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น นับวันก็ยิ่งจะจมดิ่งลึกลงไปกับ "กับดัก" ของ "ความรู้"ที่ตัวเองได้ขุดขึ้นเรื่อย ๆ หรือไม่ก็ติดอยู่ใน "กรงขัง" ที่ยากจะออกมาได้ ที่มักเรียกว่าติดกับอยู่บน "หอคอยงาช้าง" แต่วันหนึ่งพอได้หลุดพ้นจาก "กับดัก" ได้ออกจาก "กรงขัง" ได้เปิด "กะลา" ที่ครอบออก ก็จะเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้และรับรู้ถึงความไม่รู้ที่ว่า "เราไม่รู้ว่า เราไม่รู้อะไร" ต่ออะไรอีกมากมายมหาศาล วินาทีนี้แหละครับ "สติ" ก็จะค่อย ๆ เริ่มเผยตัวออกมาจากที่ซ่อนเร้นอย่างช้า ๆ และ "ปัญญา" ก็จะค่อย ๆ ตามมาเป็นไปตาม "สภาวะแห่งธรรม" ครับ

            จะว่าไปแล้วความแตกต่างระหว่าง "ความรู้" กับ "สติ" อันนำไปสู่ "ปัญญา" ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ "ความรู้" คือสิ่งที่ "ผู้รู้" สามารถถ่ายทอดได้จากการที่ได้ร่ำเรียนมา ส่วน "สติ" อันนำไปสู่ "ปัญญา" นั้นอยู่เหนือ "ความรู้" เพราะเป็น "การต่อยอด" ของ "ความรู้" ขึ้นไปอีกขั้น จาก "ความรู้" ระดับพื้น ๆ ธรรมดา ๆ กลายเป็น "ความรู้แจ้ง" ที่ไม่มีขอบเขตจำกัด เพราะฉะนั้น "สติ" อันนำไปสู่ "ปัญญา" คือ "ความรู้" ที่สามารถเคลื่อนตัวอย่างมีอิสรภาพไร้ขอบเขตและไร้ข้อจำกัด

            ดังนั้นจงก้าวข้าม "ความรู้" ไปสู่ "สติ" อันนำไปสู่ "ปัญญา" โดยอาศัย "วิปัสสนาญาณ" คือ "การลงมือปฏิบัติ" กันเถอะครับ มิฉะนั้นท่านจะกลายเป็นผู้ที่มี "ความรู้ท่วมหัว แต่เอาตัวไม่รอด" ที่มีอยู่มากมายเกลื่อนกลาดอยู่เต็มเมืองไปหมด ดังเช่นในปัจจุบันที่มีแต่ผู้คนที่มี "ความรู้" มากมายแต่พอให้ลงมือปฏิบัติก็ทำอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่เป็นครับ พอคิดอะไรไม่ออกก็แก้ปัญหาแบบง่าย ๆ โดยใช้ความคิดสั้น ๆ ก็เป็นดังคำโบราณที่ว่าไว้ไม่ผิดคือ "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" นั่นเองครับ

เยี่ยมชม “คอนโดฯไม่บาน” สุดฮิบ “HI-1” และ “HI-2” ที่หาด “แหลมแท่น”

          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" สำหรับในสัปดาห์นี้ก็เป็น "ควันหลง" ของการบรรยาย "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ในหัวข้อ "รวยซะให้เข็ด" กับการลงทุน "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" , "บูทิคอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" , "บูทิคโฮเทลไม่บาน" , "คอนโดมิเนียมไม่บาน" ฯลฯ ที่คุ้มค่าราคาประหยัด (Budget Real Estate) ที่จัดขึ้นที่ "โรงแรมมิราเคิลแกรนด์" และหนึ่งใน "ไฮไลท์" การบรรยายของผม คือ การที่ผมพาไปดูงานนอกสถานที่ เป็นเสมือนการก้าวข้ามจาก "ความรู้" ไปสู่ "ปัญญา" โดยได้มีโอกาสไปสัมผัสของจริง ได้เรียนรู้ รับรู้จากข้อมูลที่เป็นจริง เป็นการ "ไม่ด่วนเชื่อ" ตามหลัก "กาลามาสูตร" จะเชื่อก็ต่อเมื่อได้เห็นกับตาตัวเองเท่านั้นครับ ในการดูงานของผมนั้นได้พาบรรดาแฟน ๆ นั่งรถบัส รวมทั้งสตาฟ รวม ๆ ก็เกือบ 50 ท่าน เต็มคันรถพอดีครับ โดยได้พาเดินทางไปดูโครงการน้อยใหญ่ของผมเองและที่ผมได้ออกแบบเอาไว้โดยเริ่มจาก "โครงการเก้าพอเพียง" จำนวน 200 ยูนิต ย่าน "รังสิต คลอง 7" ต่อด้วย โครงการ"นาโนเพลส" ที่ "แหลมฉบัง ศรีราชา" จากนั้นเดินทางต่อไปที่ โครงการ"ชีวาปุรีเรสซิเด้น 1" ต้นแบบ "Hotap" ซึ่งเป็นลูกผสมระหว่าง "บูทิคอพาร์ตเม้นท์ + เซอร์วิสอพาร์ตเม้นท์ + โรงแรม" และ "ชีวาปุรีเรสซิเด้น 2" , "ชีวาปุรีเรสซิเด้น 3" ตั้งอยู่ใจกลาง "บางแสน" ต่อจากนั้นไปที่โครงการ "H.1" และ "H.2" ที่หาด "แหลมแท่น" และสุดท้ายได้ไปดู โครงการ"Kotobuki" ที่ "หาดแหลมแท่น" รวมแล้วก็ 8 โครงการครับ

เยี่ยมชม “คอนโดฯไม่บาน” สุดฮิบ “HI-1” และ “HI-2” ที่หาด “แหลมแท่น”

          สำหรับในสัปดาห์นี้ผมขอ "เจาะลึก" หนึ่งในโครงการที่ผมชอบเป็นพิเศษ คือ โครงการ "HI-1" ซึ่งสร้างเสร็จแล้วและโครงการ "HI-2" ซึ่งกำลังก่อสร้างที่ถือได้ว่าเป็นโครงการคอนโดมิเนียมแบบ "3 in 1" ที่อยู่ติดชายทะเล "แหลมแท่น" สามารถรับวิวได้ถึง 360 องศา ทุกห้อง เพราะผมออกแบบให้เป็น "Single Load Corridor" ซึ่งขออธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจร่วมกันในการออกแบบ "คอนโดมิเนียมไม่บาน", "บูทิคโฮเทลไม่บาน", "บูทิคอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ในการออกแบบวางผัง "Floor Plan" ส่วนใหญ่ "สถาปนิก" จะทำกันอยู่ 2 ระบบ คือ "Single Load Corridor" ซึ่งจะเป็นทางเดินที่มีระเบียงแบบเปิด และอีกระบบหนึ่งที่ เรียกว่า "Double Load Corridor" ซึ่งทางเดินถูกขนาบด้วยห้องพักทั้งซ้ายและขวา ซึ่ง "ข้อดี" คือ จะทำให้การใช้พื้นที่ได้มากเต็มพื้นที่ แต่ "ข้อเสีย" ก็คือ หากออกแบบในการให้แสงและการระบายอากาศไม่ดีก็จะทำให้อึดอัด ซึ่งโครงการ "HI-1" และ "HI-2" ผมออกแบบเป็นระบบ "Single Load Corridor"เพื่อให้ห้องทุกห้องสามารถเห็นวิวทะเลได้อย่างเต็มที่และในพื้นที่ส่วนระเบียงก็ได้รับแสงธรรมชาติและการระบายอากาศได้ดีเยี่ยม นอกจากนั้นรูปลักษณ์ภายนอกผมออกแบบเป็นสไตล์ "Modern Contemporary" คือมีความ "ทันสมัยแบบร่วมสมัย" ที่สามารถอยู่ได้นาน

เยี่ยมชม “คอนโดฯไม่บาน” สุดฮิบ “HI-1” และ “HI-2” ที่หาด “แหลมแท่น”

          ผมมักพูดเสมอครับว่าอาคารจะออกมาดีหรือไม่ดี "เจ้าของอาคาร" หรือ "สถาปนิก"ผู้ออกแบบไม่ควรเป็นผู้ตัดสิน เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง "ผู้ที่อยู่อาศัย" ต่างหากคือผู้ชี้วัดที่แท้จริง สำหรับกรณีโครงการ "HI-1" และ "HI-2" ผลที่ตอบรับออกมาดีเกินคาดครับ เพราะถูกจับจองหมดเป็นเวลาอันรวดเร็วกว่าที่คิดไว้ ความจริงก็ยังเป็นความจริงอยู่วันยังค่ำครับ ก็ถือได้ว่าเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในทุก "มิติ" ทั้งการออกแบบและรูปลักษณ์ของอาคารที่สวยเด่นเป็นสง่า ทั้งในด้านการขาย ความพึงพอใจของลูกค้า ที่สามารถบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าในปัจจุบันเป็น "คอนโดมิเนียมไม่บาน" ที่สวยที่สุดหลังหนึ่ง บนชายหาด "แหลมแท่น" เลยทีเดียวครับ

          ผมมักจะย้ำเสมอครับว่าในการออกแบบไม่ว่าจะเป็น "คอนโดฯไม่บาน", "บูทิคโฮเทลไม่บาน" หรือ "บูทิคอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" แต่ละหลังนั้นจะต้อง "แตกต่าง" และ "ดีกว่า" กว่าคู่แข่งโดยรอบของท่านเสมอ เพราะในโลกแห่งความจริงแล้ว "ไม่มีที่ว่างสำหรับผู้พ่ายแพ้" ในระบบ "ทุนนิยม" ครับ แต่ละโครงการก็มีจุดมุ่งหมายที่ใกล้เคียงกัน มีราคาขายต่อตารางเมตรใกล้เคียงกัน ในสถานการณ์เช่นนี้จึงกลายเป็นคู่แข่งกันโดยปริยาย เพราะฉะนั้นท่านจะต้อง "แตกต่าง" กว่า และ "ดีกว่า" คู่แข่งเสมอครับ สำหรับผมแล้วโครงการน้อยใหญ่ในระยะรัศมี 1-3 กิโลเมตร ล้วนแล้วแต่เป็นคู่แข่งของผม ก็ไม่มีทางเลือกอย่างอื่นครับ การเป็น "ผู้เกือบชนะ" กับ "ผู้เกือบแพ้" นั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในการลงทุนใน "อสังหาฯไม่บาน" ในแต่ละโครงการก็มีเดิมพันที่สูงพอสมควรครับ เพราะมูลค่าของโครงการในภาพรวมนั้นมีมูลค่าหลายร้อยล้านบาท การลงมือทำกิจการงานใดอย่างรอบคอบเป็นเรื่องที่สมควรทำเป็นอย่างยิ่งครับ

เยี่ยมชม “คอนโดฯไม่บาน” สุดฮิบ “HI-1” และ “HI-2” ที่หาด “แหลมแท่น”

          สำหรับในสัปดาห์นี้ก็มาชื่นชมความงามของ "HI-1" ที่เสร็จสมบูรณ์เปิดให้ผู้ซื้อเข้ามาอยู่ได้แล้ว ซึ่งก็ได้รับคำชมมากมายว่าเป็น "คอนโดฯ ไม่บาน" ริมทะเล "แหลมแท่น" ที่สุด "ฮิบ" ที่นอกจากจะโดดเด่นเป็นสง่าสวยสดงดงามเป็นเอกลักษณ์แล้วยังคุ้มสุดคุ้ม หลายท่านก็เข้ามาจับจองเป็นมือที่หนึ่ง,มือที่สอง,มือที่สาม มีการเปลี่ยนมือกันหลายครั้งตั้งแต่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ สามารถทำกำไรเป็นกอบเป็นกำ "สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น" ครับก็มาชื่นชมความงามว่า "HI-1" ที่แล้วเสร็จสวยสมคำร่ำลือหรือไม่ ท่านผู้อ่านก็ลองพินิจพิจารณาดูเอาเองครับ สำหรับท่านที่สนใจศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปชมได้ใน "เว็ปไซต์" ยอดฮิตของชาว "คนรักบ้าน" www.homeloverthai.com แล้วพบกันใหม่ในอีก 2 สัปดาห์หน้าครับ

<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 1 - 10 of 1754
บ้านไม่บานยอดนิยม อพาร์ตเม้นท์ไม่บานยอดนิยม พิมพ์เขียวแบบบ้าน 999 บาท

หนังสือ “อัศวินอสังหาฯ พารวยกับ อ.เชี่ยว ชอบช่วย” ....ใครลงทุนทา “อสังหาฯไม่บาน” แล้วขาดทุนหรือเจ๊ง... โคตรเก่งเลย!
สามารถอ่าน บทความแนะนำหนังสือ จาก เว็บไซต์ชี้ช่องรวยได้ที่นี่

เปิดตัวแล้วสำหรับ หนังสือรวม  52  รูปแบบ “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน”  กับอาจารย์ “เชี่ยว  ชอบช่วย”

“HOTAP + CONDO” แดงแรงฤทธิ์ @ บ้านฉาง”

บ้านไม่บานอัพเดต

"บ้านคุณพระเจริญฯ" หรือ "อริยศรมวิลล่า"

“บ้านคุณพระเจริญฯ” หรือ “อริยศรมวิลล่า”

          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "บ้านไม่บาน" สำหรับในสัปดาห์นี้มีสาระน่ารู้และน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งครับเพราะผมจะพาท่านไปเยี่ยมชมบ้านหลังหนึ่งที่มีอายุกว่า 74 ปี ที่ยังคงมีความงดงามมิเสื่อมคลาย คือ "บ้านคุณพระเจริญวิศวกรรม" ที่ ตั้งอยู่สุดซอยสุขุมวิท 1 อยู่ฝั่งด้านทิศใต้ของคลองแสนแสบ เขตวัฒนา ใจกลางกรุงเทพมหานคร โดยมีสถาปนิกระดับ "ตำนาน" เป็นผู้ออกแบบ คือ "หม่อมเจ้าโวฒยากร วรวรรณ" สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2485 (ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเพียง 10 ปี) เพื่อเป็นบ้านพักอาศัยของ "คุณพระเจริญวิศวกรรม" (เจริญ เชนะกุล) ขุนนางไทยลูกครึ่งเชื้อสายอังกฤษ หลังจากท่านได้จบการศึกษาจาก "คอร์แนล" ก็กลับมาดำรงตำแหน่ง "คณบดี" คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 27 ปี จนได้รับขนานนามว่าเป็น "บิดาแห่งวิศวกรไทย" . . .

อ่ า น ต่ อ . . .

"อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน"
ขนาดกำลัง "พอเหมาะพอดี" ที่ "ลพบุรี"

“อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ขนาดกำลัง “พอเหมาะพอดี” ที่ “ลพบุรี”          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ก็เป็นการรายงานผลความคืบหน้าของ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ที่มีขนาดกำลัง "พอเหมาะพอดี" ซึ่งที่ผมได้เริ่มทำโครงการนี้ไปเมื่อปีที่แล้ว เป็นการสานฝันของ "คุณรุ่งรัตน์ และ คุณอุดมเดช ออมสิน" ที่ประกอบสัมมาอาชีวะเกี่ยวกับการขนส่งผู้โดยสารที่ "ลพบุรี" หลังจากธุรกิจมีความมั่นคงพอสมควรแล้วจึงคิดขยับขยายที่จะสร้าง "Passive Income" โดยการที่ใช้เงินที่เก็บหอมรอมริบไว้หลายปีนำมาลงทุนใน "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ซึ่งผมก็ได้ "ปักธง" ลงไปให้แง่คิดตั้งแต่วันแรกที่เริ่มว่า ให้ทำแบบ "งามง่าย พอเพียง" ตาม "แนวพระราชดำริ" ของ "พ่อหลวง" ซึ่งจะว่าไปแล้วคนไทยถือได้ว่าเป็นชนชาติที่โชคดีที่สุดในโลกครับ . . .

อ่ า น ต่ อ . . .
คลินิกคนรักบ้าน
"อสังหาฯไม่บาน"
(Budget Real Estate)
ในสไตล์ "อกาลิโก+ไฮโซ+โลว์คอส"
(Agalio + Hiso + Lowcost)"


“อสังหาฯไม่บาน”(Budget Real Estate) ในสไตล์ “อกาลิโก+ไฮโซ+โลว์คอส” (Agalio + Hiso + Lowcost)        โชคดีครับที่ตลอดระยะเวลา 25 ปี ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาส "เรียนรู้" และ "รับรู้" ทั้ง "คุณค่า + มูลค่า" จากการที่ได้ช่วยผู้อื่นให้ได้เป็นเจ้าของโครงการและจากการที่ผมได้เป็นเจ้าของโครงการ "อสังหาฯ ไม่บาน" "(Budget Real Estate) ที่ "งามง่าย พอเพียง อันเป็นทั้งที่รักและที่พักอาศัย" กว่า 500 โครงการกระจายไปในสถานที่ต่าง กันทั่วประเทศ       เพราะในความเป็นจริงแล้ว "อสังหาฯไม่บาน" เป็นส่วนหนึ่งของสาระสำคัญในการดำรงชีวิตครับ เพราะเป็น 1 ในปัจจัย 4 ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของรูปแบบทางสถาปัตยกรรมใหม่ ที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมการกินอยู่ใหม่ ไปจนถึงรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่ทันสมัย+ร่วมสมัยใหม่ (MODERN + CONTEMPORARY ARCHITECTURE ) . . .

อ่ า น ต่ อ . . .

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
รายการคนไทยไม่ท้อ >>  

รายการ แผ่นดินพอเพียง   

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
 

นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับ อ.เชี่ยว ฉบับสะสม
นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอ.เชี่ยว ฉบับสะสม เหลือเพียง 6 เล่ม
(เล่ม 7,8,9,10,11,12)  ราคาชุดละ 300 บาท  รวมค่าจัดส่งแบบลงทะเบียน
รายละเอียดการโอนเงิน
ชื่อบัญชี ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  ธนาคารกรุงเทพ ฯ  สาขาห้วยขวาง  ประเภทสะสมทรัพย์  บัญชีเลขที่  1764267272
แฟกซ์ pay  in
พร้อมระบุชื่อที่อยู่   หมายเลขโทรศัพท์ และ เล่มหนังสือที่สั่งซื้อ   มาที่หมายเลข  02-6441479 หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-2451399 และ 02-6441478 หรือ สำนักงานบ้านไม่บาน  เลขที่ 1  ซ.ประชาสงเคราะห์ 12   แขวงดินแดง  เขตดินแดง  กทม.  10400