สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

“ตึกระฟ้า”

            ในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมาผมได้รับการทาบทามให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการออกแบบอาคารประเภท "ตึกระฟ้า" ที่จะสร้างในบ้านเรา คำว่า "ตึกระฟ้า" ของผมอาจจะไม่ใช่ตึกที่สูงที่สุดในโลก แต่ต้องมีขนาดความสูง 90-120 ชั้น ซึ่งถ้าฟังอย่างผิวเผินก็อาจจะเป็นไปได้ยาก แต่หลังจากที่ผ่านกระบวนการศึกษาอย่างจริงจังถึงความเป็นไปได้ ก็มั่นใจว่าไม่ช้าหรือเร็ว "กรุงเทพฯ" ซึ่งเป็นมหานครหลักแห่งหนึ่งของโลกก็คงจะไม่สามารถหลบลี้หนีพ้นกับการมี "ตึกระฟ้า" เฉกเช่นมหานครอื่น ๆ จากผลการศึกษาของผมบรรดาประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียนไม่ว่าจะเป็น "เวียดนาม", "อินโดนีเซีย" , "ฟิลิปปินส์" ฯลฯ ก็มีแผนการที่จะสร้าง "ตึกระฟ้า" เพราะนอกจากจะเป็นหน้าเป็นตาของประเทศแล้วก็ยังเป็นการประกาศให้สังคมโลกได้รับรู้ว่าประเทศของเรานั้นมีความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีขั้นสูงสุดการก่อสร้างทั้งทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม เพราะเมื่อพูดถึงตึกสูงนับ 100 ชั้น ระบบอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในอาคารโดยเฉพาะทางด้านวิศวกรรมในแขนงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องก็ยิ่งจะทวีความซับซ้อนอีกหลายเท่าทวีคูณ เช่น ระบบโครงสร้าง ก็ต้องออกแบบให้สามารถสู้กับแผ่นดินไหว, ภัยพิบัติธรรมชาติ อื่น ๆ สามารถรับแรงลมที่จะมาปะทะกับ "ตึกระฟ้า" และภัยพิบัติที่อาจเกิดจากน้ำมือมนุษย์ เช่น การก่อวินาศกรรม นี่ยังไม่นับรวมถึงระบบที่ซับซ้อนของวิศวกรรมไฟฟ้า, วิศวกรรมสุขาภิบาลตลอดจนวิศวกรรมที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม และการประหยัดพลังงาน ยังมีอีกหลายศาสตร์ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง นี่ยังไม่นับรวมถึงการออกแบบรูปลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่จำเป็นต้องสะท้อนถึงเอกลักษณ์ความเป็น "ไทยที่ร่วมสมัย" เพราะจำเป็นต้องอวดสายตาต่อชาวโลก เป็น "Land Mark" สำคัญที่คนทั้งโลกสามารถจดจำ ก็คล้าย ๆ กับตึก "เปโตรนาสทาวเวอร์" ซึ่งเป็น "ตึกระฟ้า" ที่ "มาเลเซีย" ณ "กรุงกัวลาลัมเปอร์" ปัจจุบันก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ตึกระฟ้า”

            เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทำให้ผมเชื่อว่าอีกไม่นานเกินรอก็จะมี "ตึกระฟ้า"เกิดขึ้นอีกหลายโครงการใน "กรุงเทพฯ" ก็เพราะความแออัดยัดเยียดเนื่องจากมีพื้นที่จำกัด เมื่อไม่สามารถแผ่ออกไปในแนวราบได้ ก็จำเป็นต้องขึ้นในแนวดิ่ง และประกอบกับในปัจจุบันเทคโนโลยีการก่อสร้างได้ก้าวไปไกลมากแล้ว โดยเฉพาะการก่อสร้างใน "ระบบสำเร็จรูป" (Pre-Fabrication) ก็ยิ่งทำให้การก่อสร้าง "ตึกระฟ้า" มีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น ประกอบกับอีก 2 ปีข้างหน้า ก็จะเข้าสู่ยุคการเปิด "เสรีอาเซียน"อย่างเต็มรูป และ "กรุงเทพฯ" ก็ถูกกำหนดบทบาทให้เป็น "ฮับ" ในด้านการเดินทางที่เป็นศูนย์กลางที่จะกระจายผู้คนและสินค้า ตลอดจนการให้บริการไปในภูมิภาคต่าง ๆ ตลอดจนบรรดาประเทศเพื่อนบ้านใน "อาเซียน" ก็ยิ่งทำให้ความเป็นไปได้เกี่ยวกับการก่อสร้าง "ตึกระฟ้า" มีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น

            จะว่าไปแล้วการออกแบบ "ตึกระฟ้า" ก็เป็นความฝันหนึ่งของสถาปนิกอย่างผมที่จะฝากแนวคิดและผลงานเอาไว้ให้คนรุ่นหลัง ๆ ได้เรียนรู้และต่อยอด เมืองไทยของเราในอดีตก็ไม่ใช่ว่าไม่มี "ตึกระฟ้า" ครับ อาคาร "ใบหยกทาวเวอร์" ก็ตั้งอยู่ในย่านประตูน้ำ บริเวณห้างสรรพสินค้า "อินทรา" ก็เป็นตึกที่มีความสูง 88 ชั้น มีความสูง 304 เมตร ก็สร้างแล้วเสร็จมาเกือบ 30 กว่าปีแล้วครับ และไม่นานก็คงจะมี "ตึกระฟ้า" อีกแห่งหนึ่งบริเวณถนนนราธิวาสราชนครินทร์ คือ "มหานครทาวเวอร์" มีความสูง 314 เมตร จำนวน 77 ชั้น ก็อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ผมก็เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้น่าจะเป็นการเปิดศักราชของการสร้าง "ตึกระฟ้า" ในบ้านเรา ก็เตรียมตัวศึกษาเอาไว้แต่เนิ่น ๆ ครับ เพราะไม่ช้าหรือเร็วก็มาแน่ ในฐานะนักวิชาการและอาจารย์สอนวิชาออกแบบสถาปัตยกรรมศาสตร์ ในมหาวิทยาลัย ผมมองว่า "ตึกระฟ้า" เป็นการก้าวหน้าทางวิทยาการที่สำคัญ อย่างน้อยนักศึกษาก็ได้มีการเรียนรู้วิทยาการใหม่ ๆ ครับ เอาไว้ตอนต่อไปผมจะมาเล่าเรื่อง "ตึกระฟ้า" แบบลงรายละเอียดให้ท่านผู้อ่านได้ฟังกัน อันเป็นผลมาจากการทำงานต่อเนื่องมาเกือบ 4 ปี ในการศึกษาความเป็นไปได้ ในการออกแบบและก่อสร้าง "ตึกระฟ้า" ในบ้านเราครับ เป็นเสมือนการมองข้ามไปในอนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้า เพราะ "ตึกระฟ้า" แต่ละหลัง กว่าจะทำการศึกษาความเป็นไปได้ หาที่ตั้งที่เหมาะสม หาจุดคุ้มทุน รวมทั้งออกแบบทางด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมที่สลับซับซ้อน ตลอดจนการลงมือการก่อสร้างก็ต้องใช้เวลา 8-10 ปี คิดวันนี้ก็อีก 8-10 ปีครับกว่าจะเสร็จ ซึ่งความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ "ตึกระฟ้า" ก็น่าจะเป็นประโยชน์เพราะผมมั่นใจว่าอย่างไรเสียกระแส "ตึกระฟ้า" ก็มาแน่ครับ

“บ้านสวย เมืองงาม” ที่ “เวนิส”(1)

            สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" สำหรับในสัปดาห์นี้ผมจะพาแฟน ๆ ไปเที่ยวดูอาคารบ้านเรือนของชาว "เวเนเซีย" (Venezia) ซึ่งเป็นภาษา "อิตาลี" ซึ่งคนทั่วไปมักจะติดปากเรียกว่า "เวนิส" (Venice) ซึ่งเป็นภาษา"อังกฤษ" สำหรับผมแล้วที่นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สุด "คลาสสิค" ของกระบวนการก่อสร้าง "บ้านสวย เมืองงาม" จนได้รับการประกาศให้เป็น "มรดกโลก" ที่มีชื่อเสียงขจรขจายเป็นที่รู้จักกันทั่วไปบนโลกสีน้ำเงินเล็ก ๆ ใบนี้ครับ บรรดาอาคารบ้านเรือนของชาว "เวนิส" นั้นที่มีทำเลที่ตั้งอยู่บริเวณทะเลสาบ "เวนิเทีย" ปากอ่าวทะเล "อาเดรียติก" ปลูกสร้างบนเกาะน้อยใหญ่กว่า 30 เกาะ โดยมีพื้นที่รวมกันเพียง 5 ตารางกิโลเมตร มีประชากรอาศัยอยู่เพียงหยิบมือราว 272,000 คน แต่ที่น่าทึ่งคือมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนกว่า 25 ล้านคนต่อปี มีลักษณะบางประการที่แตกต่างและก็มีลักษณะบางประการที่คล้ายคลึงกับอาคารบ้านเรือนของ "คนรักบ้าน" ชาวไทยในอดีต เพราะตั้งอยู่ริมน้ำคล้ายกัน แต่ก็ไม่ประสบกับปัญหาการจราจรรถติดขัดแบบบ้านเราในปัจจุบันครับ เพราะที่ "เวนิส" ผู้คนที่อยู่อาศัยที่นั่นไม่ใช้รถครับ แต่ใช้เรือเป็นพาหนะ จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็น "เมืองแห่งสายน้ำ" (City of Water) ซึ่งเรือที่ชาว "เวนิส" ใช้ก็สามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภท ตามกาลเทศะ ของการใช้งาน อาทิเช่น เรือประเภท "วาปอเร็ตโต" (Vaporetto) ซึ่งเป็นเรือโดยสารทำหน้าที่เหมือนรถเมล์หรือรถสองแถวประจำทางจอดตามป้าย ที่ชาว "เวนิส" ส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้ เพราะที่ "เวนิส" ไม่มีถนนหนทางสำหรับรถยนต์ มีแต่โครงข่ายการขนส่งและจราจรทางน้ำ เป็นเครือข่ายโดยใช้เรือเป็นพาหนะที่ใช้ในการสัญจรไปมา ตามคูคลองที่สลับซับซ้อน โดยมีสะพานน้อยใหญ่กว่า 400 สะพานเชื่อมโยงกันเป็นใยแมงมุม ทำให้ "บ้านสวย เมืองงาม" ของ "เวนิส" คงความเป็น "เอกลักษณ์" มายาวนานกว่า 800 ปี จวบจนทุกวันนี้แทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงสภาพทางกายภาพอะไรมากนัก ส่วนเรืออีกประเภทที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกคือ เรือ "กอนโดลา" (Gondola) ซึ่งหากดูแบบผิวเผินก็จะคล้ายกับ "เรือแจว" บ้านเรา ว่ากันว่าในอดีต ที่ "เวนิส" เคยมีเรือประเภทนี้นับหมื่นลำ (แต่ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 1,000 ลำ) และเรือ "กอนโดลา" นี่แหละครับ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของ "เวนิส" เพราะ "เรือแจว" ในลักษณะนี้มีที่นี่ที่เดียวในโลก นอกจากมีลักษณะเฉพาะในรูปลักษณ์ของตัวเรือ ซึ่งนิยมทาลำตัวเรือเป็นสีดำเข้มมันวาวแล้วยังมีลักษณะเฉพาะในการพายและการแต่งตัวของ "ชาวเรือ" ที่มักจะสวมเสื้อยืดลายแถบดำขาวหรือแถบสีแดงพาดขวางลำตัว ทั้งยังสวมหมวกฟางคาดริบบิ้นสีแดงหรือดำ รวมทั้งมีการร้องเพลงขับกล่อมให้ผู้โดยสารฟังเพลิน ๆ จำเริญใจ เป็นลำนำเพลงรักซึ้ง ๆ เช่น เพลง "Santa Lucia" และเพลง "Come Back to Sorrento" เป็นต้น ที่ในปัจจุบันกลายเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของเมืองนี้ครับ

“บ้านสวย เมืองงาม” ที่ “เวนิส”(1)

            จากการที่ผมได้เดินท่องไปเยี่ยมชม "บ้านสวย เมืองงาม" ที่ "เวนิส" อยู่หลายวัน ก็พบความเหมือนในความต่างกับบ้านเรา จะว่าไปแล้วในอดีต หลายชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานในที่ราบลุ่มภาคกลางของบ้านเราก็คล้ายคลึงกับ "เวนิส" ครับ เพราะชนชาว " สยาม" ดั้งเดิมก็เป็น "ชาวน้ำ" สร้างบ้านเรือนอยู่ริมน้ำ อาศัยเรือเป็นพาหนะ ถึงขนาดถูกขนานนามจากนักเดินเรือชาวต่างชาติว่าเป็น "Venice of the East" ถ้าแปลเป็นไทยหมายถึง "เวนิสแห่งดินแดนตะวันออก" แต่เป็นที่น่าเสียดายที่นโยบายในการพัฒนาบ้านเมืองของเราตั้งแต่ "แผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของชาติ" ฉบับที่ 1 เมื่อกว่า 50 ปีล่วงแล้ว ตั้งแต่ครั้ง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นการพัฒนาที่มุ่งมั่นสู่ความทันสมัยโดยทำลาย "ของดีที่มีอยู่"แบบขุดรากถอนโคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครือข่ายคูคลองที่สลับซับซ้อนและมีประสิทธิภาพในการระบายน้ำและการขนส่ง ตลอดไปจนถึงการให้บริการต่าง ๆ ซึ่งต่อมาบรรดาคูคลองเหล่านี้ถูกถมทำลายแทนที่ด้วยท่อระบายน้ำ เพื่อใช้เป็นถนนหนทางแทน ทำให้เสน่ห์ของความเป็น "เมืองน้ำ" ของ "สยาม" ประเทศถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ครับ

“บ้านสวย เมืองงาม” ที่ “เวนิส”(1)

            จากการที่ผมได้มาเยี่ยมเยือน "บ้านสวย เมืองงาม" ที่ "เวนิส" ผมตั้งคำถามขึ้นมาในใจว่าทำไมชาว "เวเนเซีย" จึงสามารถอนุรักษ์สืบสานและพัฒนาบ้านเมืองให้คงสภาพได้ดีเยี่ยมเช่นนี้ ทั้งยังสามารถรักษา "ของดีมีอยู่" จนเกิดเป็นรูปแบบเฉพาะตัวทาง "ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย" และ "วิถีชีวิตร่วมสมัย" สามารถอนุรักษ์สืบสานและพัฒนาสืบต่อกันมาได้อย่างเหนียวแน่นและยาวนานกว่า 8 ศตวรรษ ที่น่าทึ่ง คือ "เวนิส" สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์ในยุคต่าง ๆ นับตั้งแต่ ยุคกลาง, ยุคไบเซนไทน์,ยุคโกธิค,ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ หรือ ยุคเรอเนซองส์, ยุคบารอค , ยุครอคโคโค, ยุคโมร์เดิร์น ไปจนถึง ยุคอินเตอร์เน็ท ที่ทั้งโลกถูกเรียงร้อยด้วยระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม แต่ไม่ว่าสภาพสังคม,เศรษฐกิจ และการเมืองของโลกจะแปรเปลี่ยนไปอย่างไร "เวนิส" ก็ยังคงเป็น "เวนิส" ที่ "ร่วมสมัย" และ "ทันสมัย" อยู่เหมือนเดิม ทั้งยังมั่งคั่ง ร่ำรวย ด้วยกิจการการค้าขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจริญเติบโตทางด้านอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว เพราะ "เวนิส" เป็น "เมืองในฝัน" ของใครต่อใครหลายคนบนโลกใบนี้ที่ต้องมาเยี่ยมเยือนสักครั้งในชีวิต

             จะว่าไปแล้วเรื่องราวเกี่ยวกับ "บ้านสวย เมืองงาม" ของ "เวนิส" ที่น่าประทับใจและน่านำมาปรับประยุกต์ใช้กับบ้านเรายังมีสาระน่ารู้อีกมากไว้พบกันอีกตอนในสองสัปดาห์หน้าครับ

“มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์” เพื่อ “แม่”

            สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" เมื่อสองสัปดาห์ก่อนผมได้พูดถึง "ของขวัญ" ที่ผมได้ให้กับ "แม่" ผม ในวาระ "วันแม่" ที่เวียนมาบรรจบครบรอบอีกปีหนึ่ง คือ การตั้งมูลนิธิใช้ชื่อว่า "มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์" นั้นมีที่มาจากชื่อแม่ผม คือ แพทย์หญิง "ขวัญจิตต์" ผสมกับชื่อ "พ่อ" คือนายหมวดโท "สวัสดิ์" ก็เอาชื่อทั้งสองท่านมารวมกันก็กลายเป็น "จิตต์สวัสดิ์" หมายถึง "จิตที่สุขสดใส สว่างไสว ด้วยคุณงามความดี" โดยผมตั้งใจว่าจะใช้ "มูลนิธิฯ" นี้เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ความรู้ในหลากหลาย "มิติ" เกี่ยวกับอาคารบ้านเรือนที่ไม่บานเพื่อให้เป็นวิทยาทานแก่สาธารณะโดยผ่าน "มูลนิธิฯ" นี้แหละครับ หากจะว่ากันตามเนื้อผ้าแล้ว ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ที่ผมได้ทำหน้าที่สถาปนิกและนักวางผังได้ออกแบบอาคารไว้มากมายนับหลายร้อยรูปแบบ ซึ่งรูปแบบของอาคารบ้านเรือนที่หลากหลายเหล่านี้ในอนาคต จะได้ไม่สูญหายตายจากไปพร้อมกับสังขารที่ร่วงโรยของผม และเพื่อที่จะให้บรรดาแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" ได้นำไปใช้ประโยชน์ นำไปต่อยอดทางความคิด นำไปปรับประยุกต์ใช้ ให้ตรงตามงบประมาณและวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการออกแบบและก่อสร้างบรรดาอาคารที่เป็นอาคารสาธารณะประโยชน์ เช่น วัดวาอาราม,อาคารมูลนิธิต่าง ๆ ,โรงเรียน,ห้องสมุด,สถานพยาบาล,ที่ทำงาน อบต.,ที่ทำการหมู่บ้าน ฯลฯ ก็สามารถติดต่อขอความอนุเคราะห์มาที่ "มูลนิธิ ฯ" นี้ ก็จะทำการช่วยเหลือไปตามกำลังที่มี เป็น "มูลนิธิ ฯ" ที่มีวัตถุประสงค์หลักคือ จะให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ซึ่งผมเชื่อว่าการทำงานภายใต้แนวคิดดังกล่าวนี้ ก็น่าจะปราศจากสภาวะกดดันใด ๆ เพราะทาง "มูลนิธิฯ" ไม่ได้เรียกร้องอะไรจากการลงทุนลงแรงในครั้งนี้ แต่เป็นการ "ทำคุณบูชาแม่" ถ้าผลบุญกุศลมีจริงก็น่าจะส่งถึงท่านครับ

“มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์” เพื่อ “แม่”

            จากการที่ผมได้เผยแพร่บทบาท,หน้าที่และวัตถุประสงค์ของ "มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์" ออกไปเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ก็เป็นที่น่าชื่นใจครับ มีผู้แจ้งความประสงค์ขอความช่วยเหลือมาถึงผมหลายราย บางรายเขียนจดหมายมาไกลจากต่างประเทศ เช่น จาก "ออสเตรเลีย" ก็มี สำหรับในสัปดาห์นี้ ก็เป็นภาค 2 ต่อจากภาคที่แล้วที่ผมได้นำเสนอรูปแบบ "เมรุ" สำหรับการฌาปนกิจ ที่สวยที่สุดในจินตนาการของผม รวมทั้งรูปแบบ "พระอุโบสถ" ขนาดใหญ่ ในสัปดาห์นี้ก็ขอนำเสนอรูปแบบ "กุฏิพระ" ขนาดเล็กกะทัดรัด และรูปแบบ "พระอุโบสถ" ขนาดเล็ก เผื่อวัดไหน สถานปฏิบัติธรรมใด หรือโรงเรียนไหน ต้องการนำไปดัดแปลงใช้ เช่นปรับประยุกต์การใช้งานจาก "กุฏิ" ให้เป็นห้องสมุดหรือห้องเรียน ก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด ในใจลึก ๆ ผมเชื่อว่าศาสนาและศีลธรรมตลอดจนจริยธรรมไม่เคยเสื่อมหรอกครับ ที่เสื่อมจริง ๆ จัง ๆ ก็คนนี่แหละครับ ไม่ทะนุบำรุงดูแลศาสนาและศีลธรรมตลอดจนจริยธรรมให้ดีเท่าที่ควร ขอเพียงแค่ใครมีหน้าที่และบทบาทอะไร ก็ทำหน้าที่และบทบาทนั้นให้สมบูรณ์ถึงพร้อม เช่น พระสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นภิกษุหรือสามเณรก็ทำหน้าที่ส่วนตนที่รับผิดชอบให้ดีที่สุด บรรดาญาติโยมก็ทำหน้าที่อุบาสกอุบาสิกาให้ดีที่สุด ใครมีหน้าที่อะไรก็ทำหน้าที่นั้นไปให้ดีที่สุด หากร่วมด้วยช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพียงแค่นี้ ผมก็เชื่อว่าสังคมโดยรวมก็จะดีขึ้นอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างเช่น บรรดาสถาปนิก,วิศวกรของคณะทำงาน "บ้านไม่บาน" ซึ่งต่างก็มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการออกแบบอาคารบ้านเรือนที่ไม่บานทั้งทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมก็มุ่งที่จะทำหน้าที่นั้นให้สมบูรณ์ตามที่ได้รับมอบหมาย ส่วนท่านใดที่มีจิตศรัทธาจะบริจาคเงินทองข้าวของเครื่องใช้ก็ทำกันไปตามกำลังของท่าน ไม่เบียดเบียนทั้งตัวเองและผู้อื่น เป็นการใช้ชีวิตแบบ "พอเพียง" โดยแท้จริง ซึ่งหากทำได้เช่นนี้สังคมโดยรวมก็จะสุข สงบ และสันติครับ

“มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์” เพื่อ “แม่”

            นอกจากนั้นทาง "มูลนิธิฯ" ได้ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะทำการศึกษาค้นคว้าและวิจัยในศิลปะและศาสตร์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการออกแบบและการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนที่นอกจากสวยงามแล้วยังต้องประหยัดทั้งงบประมาณและพลังงาน สามารถสร้างได้ง่ายและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ทั้งยังต้องมีความคงทนและถาวร สามารถต่อกรกับภัยพิบัติทางธรรมชาติต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ภัยจากแผ่นดินไหว,ภัยจากน้ำท่วม ฯลฯ ก็ค่อย ๆ ทำตามกำลังสติปัญญาความรู้ความสามารถและกำลังทรัพย์ส่วนตัวของผมครับ เป็นการก้าวไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง ผมเชื่อว่าในระยะเวลาอันสั้นนี้ทาง "มูลนิธิฯ" ก็น่าจะมีรูปแบบอาคารบ้านเรือนที่ไม่บานหลายร้อยรูปแบบให้ทั่วประเทศได้นำไปใช้กัน ก็จัดว่าเป็น "ความสุข" ครับ ที่ได้จาก "การให้" โดย "ไม่มีเงื่อนไข" ใด ๆ และยังเป็น "ความสุข" ที่ได้ทำคุณบูชา "แม่" เป็น "ของขวัญ" ที่ดีที่สุดที่ "เด็กดื้อได้ดี" อย่างผมได้ให้ "แม่" ใน "วันแม่" ที่เพิ่งผ่านมาครับ

            สำหรับแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" ทั่วประเทศท่านใดต้องการให้ "มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์" ช่วยเหลือประการใดก็สามารถติดต่อมาได้ครับ ขอเพียงแค่เป็นกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ที่ไม่มุ่งเน้นกำไรก็จะดำเนินการให้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่ประการใด สามารถติดต่อผมได้ที่ ผศ.ดร. ภัทรพล เวทยสุภรณ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร หน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 หรือ เข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมในเว็ปไซต์ยอดฮิตของชาวคนรักบ้าน www.homeloverthai.com ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า "มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์" คงได้มีโอกาสรับใช้ท่านครับ

“ของขวัญ”ที่ “คนรักแม่”มอบให้ “แม่”

            สวัสดีครับบรรดาท่านผู้อ่านชาว "คนรักบ้าน" ที่เป็น "คนรักแม่" ในช่วงเวลานี้ก็ถือได้ว่าเป็นช่วงการเฉลิมฉลองเนื่องในวาระ "วันแม่แห่งชาติ" ครับ หลายท่านคงมีความสุขสดชื่นเพราะได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยม "แม่" พร้อมกับน้ำหอมน้ำปรุงและพวงมาลัยดอกมะลินำไปกราบแทบเท้า "แม่" ขอขมาลาโทษที่ได้ล่วงเกิน ทำให้ "แม่" ต้องทุกข์ใจหรือไม่ได้ทำหน้าที่ "ลูก" ที่กตัญญูรู้คุณ "แม่" ทั้งยังไม่ได้ดูแลสารทุกข์สุขดิบให้กับ "แม่" ก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะปรับปรุงตัวเสียใหม่ เพื่อเป็น "ลูก" ที่ดี แต่หากคิดว่าทำดีอยู่แล้วก็จะทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นอีกครับ จะว่าไปแล้วสำหรับผมวันที่น่าจะเรียกว่า "วันแม่" อีกวันก็คือ "วันเกิด" ของเรา ๆ ท่าน ๆ นั่นแหละครับ เพราะวันที่เราลืมตาขึ้นมาดูโลก ถือได้ว่า เป็นวันที่ "แม่" เจ็บปวดที่สุด แต่ก็เป็นวันที่ "แม่" ก็มีความสุขมากที่สุดครับ เพราะได้เห็นหน้า"ลูก" ที่ "แม่" ได้ประคบประหงมดูแลอุ้มท้อง "ลูก" ในครรภ์มานานถึง 9 เดือน และนับตั้งแต่วันนั้นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตของ "แม่" คือ "ลูก" ไม่ว่า "ลูก" จะเติบโตขึ้นเท่าไหร่ ก็ยังคงเป็น "เด็ก" ในสายตา "แม่" เสมอ ดังนั้นใน "วันแม่" ที่ได้เวียนมาบรรจบครบรอบอีกปี ผมก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะทำความดีสักอย่างเพื่อ "แม่" เพื่อเป็น "ของขวัญ" ที่ "คนรักแม่" มอบให้กับ "แม่" ครับ

“ของขวัญ”ที่ “คนรักแม่”มอบให้ “แม่”

            สำหรับคนที่ "แม่" ไม่อยู่แล้วอย่างผม ในบางอารมณ์ก็รู้สึกอิจฉาคนที่ยังมี "แม่" ให้ "กอด" และ "กราบ" อยู่ ผมจึงอยากจะฝากบอกบรรดาแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" ว่า ให้แสดงความรักความห่วงใยและความกตัญญูรู้คุณกับ "แม่" เสียตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่ "แม่" จะไม่อยู่ให้เราแสดงความรัก เพราะ "พรุ่งนี้ก็อาจสายเสียแล้ว"ครับ ซึ่ง "วันแม่" ในปีนี้ผมก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะทำความดีสักอย่างให้ "แม่" ได้ชื่นใจ ไม่ว่าในยามนี้ "แม่" จะอยู่ที่ไหน จะรับรู้ได้หรือไม่ก็ตาม อย่างน้อยผมก็รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ทำอะไรบางอย่างเป็น "ของขวัญ" ให้กับ "แม่" คือ การตั้ง "มูลนิธิ ฯ" เล็ก ๆ ขึ้นมาเพื่อเป็น "ของขวัญ" ให้กับ "แม่" โดยให้ชื่อมูลนิธิว่า "มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์" ซึ่งมาจากชื่อ "แม่" คือ แพทย์หญิง "ขวัญจิตต์" ผสมกับชื่อ "พ่อ" คือนายหมวดโท "สวัสดิ์" ครับ

            เมื่อยามที่ "บุพการี" ของผมได้สิ้นบุญไปผมก็ได้ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อเป็นการทำบุญบูชาท่านทั้งสอง ซึ่งจะต้องเป็นสิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุด และถนัดที่สุดและมีความสุขที่สุดที่ได้ทำ คือ การออกแบบอาคารบ้านเรือนที่นอกจากจะ "ไม่บาน" แล้วยังต้อง "งามง่าย" และ "พอเพียง"โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนสถานก็เป็นเรื่องที่ผมอยากลงมือทำเป็นอย่างยิ่ง ท่านทราบไหมครับว่าในปัจจุบันมีวัดวาอารามกว่า 33,500 วัด กระจัดกระจายไปทั่วประเทศ แต่ที่น่าสังเวชใจคือ จำนวนกว่าครึ่งได้ตกอยู่ในสภาพทรุดโทรม ขาดการทนุบำรุงรักษา จำเป็นต้องดูแลเอาใจใส่อย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นกุฏิพระ,เมรุ,ศาลาการเปรียญ,โบสถ์,วิหาร ฯลฯ ตลอดไปจนถึงระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการต่าง ๆ ที่รอคอยท่านผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้ความช่วยเหลือ สำหรับผมเชื่อเสมอว่า ศาสนาไม่เคยเสื่อมหรอกครับ แต่บรรดาผู้คนที่นับถือศาสนานี่แหละครับเสื่อมและหนึ่งในสาเหตุแห่งความเสื่อมนั้น คือการปล่อยปละละเลยไม่ใส่ใจทะนุบำรุงดูแลอาคาร,สถานที่ และบรรดาถาวรวัตถุต่าง ๆ ในศาสนสถาน จึงเป็นที่มาของวัตถุประสงค์หลักของ "มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์" ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการก่อตั้ง และทำการยื่นขออนุญาตอย่างถูกต้องกับหน่วยงานทางราชการ ขอเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานเล็ก ๆ ที่ทำหน้าที่เล็ก ๆ ในการรับออกแบบ เขียนแบบทั้งทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมเป็นวิทยาทานให้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย โดยตั้งใจว่าในการดำเนินงานครั้งนี้ไม่เรียกร้องเรี่ยไรหรือขอความช่วยเหลือจากใครแต่หากท่านผู้ใดมีจิตศรัทธาก็ยินดีครับ

“ของขวัญ”ที่ “คนรักแม่”มอบให้ “แม่”

            นอกจากนั้นทาง "มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์" ก็ยังมีวัตถุประสงค์ในด้านอื่น ๆ อีกหลายประการ อาทิ เช่น ทำการศึกษา,ค้นคว้า และวิจัย ตลอดไปจนถึงการออกแบบอาคารบ้านเรือนที่นอกจากจะ "ไม่บาน" แล้ว ยังต้อง "งามง่าย,พอเพียง" ทั้งยังมีราคา "ประหยัด" และทำการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับอาคารบ้านเรือนที่ "ไม่บาน" ให้เป็นวิทยาทาน รวมทั้งการออกแบบอาคารสาธารณะประโยชน์ต่าง ๆ เช่น โรงเรียน, ห้องสมุด, สถานีอนามัย,ที่ทำการหมู่บ้าน,อาคาร อบต. ฯลฯ ก็ทำแบบค่อยเป็นค่อยไปตามกำลังสติปัญญา ความรู้ และกำลังทรัพยากรที่มีอยู่ ตั้งใจว่าจะทำต่อไปเรื่อย ๆเหนื่อยก็พัก เป็นการทำงานอย่างต่อเนื่องแบบไม่หยุด จวบจนวาระสุดท้าย ทั้งยังตั้งใจว่าหากวันไหนไม่อยู่ไปสู่ที่ชอบแล้ว (เมื่อผมได้เดินทางไปพบ "แม่" ผมแล้ว) ผมก็จะฝากให้คนรุ่นหลัง บรรดาลูกศิษย์ลูกหา เพื่อนพ้องน้องพี่ ให้มาร่วมด้วยช่วยกันสืบทอดเจตนารมณ์ของ "มูลนิธิ ฯ" นี้ต่อไป เพราะตลอดระยะเวลากว่า 10 ที่ผ่านมา มีอาคารบ้านเรือนที่ผมได้ออกแบบไว้มีมากมายหลายหลากประเภทกว่า 200 รูปแบบ ซึ่งรูปแบบต่าง ๆ เหล่านี้นั้นก็จะถูกทาง "มูลนิธิ ฯ" นำมาปรับประยุกต์ให้ถูกกาลเทศะ เพื่อให้นำไปใช้ก่อให้เกิดประโยชน์ ทั้งยังเป็นการ "ต่อยอด" ทางความคิดกันครับ

             ก็ต้องกราบขอบคุณ "แม่" ที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการเกิดขึ้นของ "มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์" ในครั้งนี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็น "ของขวัญ" ที่ดีที่สุดใน "วันแม่" ปีนี้ ที่ผมจะมอบให้ "แม่" ครับ

            สำหรับบรรดาแฟนๆชาว "คนรักบ้าน" ตลอดไปจนบรรดาองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนที่ประกอบกิจการอันเป็นสาธารณะประโยชน์ หรือบรรดาภิกษุสงฆ์หรือมัคทายก ฯลฯ ที่ต้องการติดต่อทาง "มูลนิธิฯ" ให้ช่วยเหลือประการใด ก็สามารถติดต่อได้โดยตรงที่ ผศ.ดร. ภัทรพล เวทยสุภรณ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร หน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ครับ

“เดอะเลคไซด์คอนโด” ในสไตล์ “โมเดิร์นล้านนาร่วมสมัย” ริม “กว๊านพะเยา”

            สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ผมจะพาขึ้นไปแอ่วเมืองเหนือ ที่ริม "กว๊านพะเยา" ซึ่งเป็นทะเลสาบที่แสนงดงามทางธรรมชาติตั้งอยู่ที่จังหวัด "พะเยา" ซึ่งเป็นพื้นที่แอ่งรับน้ำรวมกันโดยประมาณกว่า 12,831 ไร่ ซึ่งเมื่อปีที่แล้วก็มีแฟนจาก "พะเยา" ได้เดินทางมาหาผมที่ "กรุงเทพฯ" เพื่อมาบอกถึงความฝันว่าอยากจะทำ "คอนโดมิเนียมไม่บาน" บนที่ดินผืนงามติดริม "กว๊านพะเยา" เมื่อผมได้พิจารณาดูทำเลที่ตั้งแล้วก็ "ฟันธง" ลงไปว่ายังไงก็สอบผ่าน สามารถทำได้ เพราะตรงกับเงื่อนไข "ทฤษฏี 3 L" คือ Location, Location,Location ซึ่งหมายถึง "การเลือกทำเลที่ตั้ง" อันเป็น "ชัยภูมิ" ที่ดี ก็ทำให้มีชัยไปกว่าครึ่ง จะว่าไปแล้วที่ดินริม "กว๊าน" ที่สวยงามเช่นนี้นั้นหาได้ไม่ง่ายเลยครับ เพราะเป็น "ทำเลทอง" ที่ใคร ๆ ก็อยากจับจองเป็นเจ้าของ เพราะนอกจากระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการครบครัน แบบน้ำไหล,ไฟสว่าง,หนทางเข้าถึงสะดวกแล้ว ก็ยังได้รับอากาศบริสุทธิ์ที่เต็มไปด้วย "โอโซน" จาก "กว๊านพะเยา" ที่มีผืนน้ำกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา จะเห็นได้ว่าเป็นบริเวณที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยบรรดาพืชพันธุ์ไม้และพันธุ์ปลาหลากชนิดใน "กว๊าน" ทั้งยังได้เปรียบเรื่องวิว ทิวทัศน์ของสายน้ำและขุนเขา ลองหลับตานึกภาพว่าตื่นขึ้นมาตอนเช้ามองลอดออกไปทางช่องหน้าต่างก็จะเห็นแสงเงินแสงทองรำไรทางทิศตะวันออก พร้อมกับสายหมอกยามเช้า เห็นทิวเขาอยู่ไกลริบ ๆ นั่งจิบกาแฟและรับประทานอาหารเช้าตรงระเบียง ได้สูดอากาศบริสุทธิ์อย่างเต็มปอด มองทอดสายตาไปไกลจนสุดปลายฟ้าโดยไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นให้เสียความรู้สึก รับรู้ความงามของการเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติอย่างเต็มอิ่ม 360 องศา เห็นฝูงนกกาเริ่มออกหากินยามรุ่งอรุณ ก็เป็นการเริ่มต้นวันใหม่ที่แสนจะสดชื่น พร้อมจะออกไปเผชิญกับภารกิจภาระกรรมที่รออยู่ภายนอก พอตกเย็นก็กลับบ้านมาชื่นชมอาทิตย์ยามอัศดงทางทิศตะวันตก แสงแดดยามโพล้เพล้ดวงตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า เห็นฝูงนกกาบินกลับรัง ความมืดมิดของย่ำค่ำสนธยาก็ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาเยี่ยมเยือนอย่าเชื่องช้า ก็ได้เวลาพักผ่อนอย่างมีความสุขกับคนที่เรารักและรักเรา ช่างเป็นชีวิตที่ลงตัวน่าอภิรมย์เป็นอย่างยิ่ง เมื่อมนุษย์กับธรรมชาติรอบตัวได้ผสมกลมกลืนหลอมรวมกันเป็นหนึ่งอย่างมี "เอกภาพ" อ่อนน้อมถ่อมตน ถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่ว่าจะเช้า,สาย,บ่าย,ค่ำ ถึงแม้บรรยากาศในแต่ละช่วงเวลาจะไม่เหมือนกัน แต่ก็มีงดงามไม่ด้อยไปกว่ากัน จะว่ากันไปแล้วชีวิตคงจะไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้วครับ จากประสบการณ์กว่า 25 ปี ที่ได้คลุกคลีกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผมตระหนักดีถึงคุณค่าการเลือก "ทำเลที่ตั้ง" ของการลงทุนในธุรกิจ "เรียลเอสเตท" เพราะหากอยู่ใน "ทำเล" ที่ตั้งอันเป็น "ชัยภูมิ" ที่ดีแล้ว ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีก็มีชัยไปกว่าครึ่งครับ

“เดอะเลคไซด์คอนโด” ในสไตล์ “โมเดิร์นล้านนาร่วมสมัย” ริม “กว๊านพะเยา”

            นอกจากในการออกแบบโครงการ "เดอะเลคไซด์" ซึ่งเป็น "บูทิคคอนโดมิเนียม" ริม "กว๊านพะเยา" จำเป็นที่จะต้องให้เกียรติกับสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติรวมถึงสภาพภูมิศาสตร์แล้ว ทางด้านศิลปวัฒนธรรมที่ผมมักเรียกว่า "ภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิสังคม" ก็ยังจำเป็นที่จะต้องให้เกียรติเช่นกัน ดังนั้น รูปแบบ "สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น" ของ "ล้านนา" จำเป็นต้องนำมาปรับประยุกต์ใช้แล้วนำเอาความ "ทันสมัย" มาผสมผสานอย่างกลมกลืน จนเกิดเป็นสไตล์ "โมเดิร์นล้านนาร่วมสมัย" มี "กลิ่นอาย" ของ "มนต์เมืองเหนือ" ครับ ทำให้รูปแบบของ "เดอะเลคไซด์" ไม่ผิดแปลกแตกแยกกับสภาพแวดล้อมโดยรวม ทั้งยังเป็นอาคารที่มีเสน่ห์, เป็นมิตรและเชิญชวนให้คนเข้ามาพักอาศัย โดยทางทีมงาน "คอนโดมิเนียมไม่บาน" ซึ่งมี "อาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย" เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่สำคัญ ก็ได้ใช้เวลานานหลายเดือน กว่าจะ "ตกผลึก" ทางความคิด จนสามารถสรุปรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ตามที่ต้องการครับ

            แต่ผมมักย้ำเสมอครับว่า คนที่เป็นผู้ตัดสินที่แท้จริงว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จหรือไม่นั้นก็คือบรรดา "ลูกค้า" ที่เข้าไปซื้อ "ห้องชุด" ในโครงการ "เดอะเลคไซด์" นั้น จะเป็นเครื่องชี้วัดที่สำคัญ เพราะผมเชื่อว่าหากเป็นโครงการที่ได้ผ่านกระบวน "การเลือกทำเลที่ตั้ง" ที่ดีและกระบวน "การออกแบบ" ที่ดี นอกจากนั้นราคายังไม่สูงเกินเอื้อมแล้ว อย่างไรเสียก็ต้องขายได้อย่างแน่นอน ผลที่ออกมาก็เป็นเรื่องที่น่าประทับใจครับ โครงการ "เดอะเลคไซด์" ก็สามารถขายหมดลงได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ก็เป็นความจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์อะไรกันอีก เพราะผลที่ออกมาก็ได้พิสูจน์ถึงคุณค่าและมูลค่าของโครงการไปเรียบร้อยแล้ว

“เดอะเลคไซด์คอนโด” ในสไตล์ “โมเดิร์นล้านนาร่วมสมัย” ริม “กว๊านพะเยา”

            สำหรับในสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอกระบวนการทำงานตั้งแต่ช่วงการออกแบบไปจนถึงช่วงการก่อสร้างจนกระทั่งก่อสร้างแล้วเสร็จ ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการ "คอนโดมิเนียมไม่บาน" ที่ผมและทีมงานมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะเป็นโครงการที่ถึงพร้อมในทุก "มิติ" ตั้งแต่การเลือกทำเลที่ตั้ง, การศึกษาความเป็นไปได้, กระบวนการออกแบบ,การวางผัง, การจัดพื้นที่ใช้สอย, การบริหารจัดการงานก่อสร้าง ไปจนถึง การส่งมอบ "ห้องชุด" ให้แก่ผู้ซื้อ จะเห็นได้ชัดว่าการที่จะทำโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ดี ๆ ขึ้นสักโครงการหนึ่งและประสบความสำเร็จอย่างสูงนั้น ไม่มีคำว่า "ฟลุ๊ค" หรือ "เกิดขึ้นโดยบังเอิญ" เป็นอันขาด แต่เป็นกระบวนการทำงานที่มีการเตรียมการอย่างรัดกุมและมีการวางแผนงานเป็นอย่างดี มีการคิดอย่างรอบคอบตั้งแต่เริ่มแรก เมื่อถึงพร้อมในทุก "มิติ" แล้ว จึงตัดสินใจลงมือทำครับ

             "สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น" ครับ แฟน ๆ ชาว "คอนโดมิเนียมไม่บาน" ทั่วประเทศก็มาชื่นชมความสำเร็จด้วยภาพถ่ายจากสถานที่จริง ๆ ครับ สำหรับท่านที่สนใจรายละเอียดของโครงการ"เดอะเลคไซด์คอนโด" ริม "กว๊านพะเยา" ในสไตล์ "โมเดิร์นล้านนาร่วมสมัย" ก็สามารถติดต่อสอบถามเบื้องหน้าเบื้องหลังและเบื้องลึกได้ที่ 081-4218323 หรือเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็ปไซต์ยอดฮิตของชาว "คนรักบ้าน" www.homeloverthai.com แต่คงจะทำได้แค่สอบถามหรือดูรายละเอียดแต่จะจับจองเป็นเจ้าของคงไม่ได้เพราะโครงการนี้ขายหมดไปนานแล้วครับ

<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 1 - 10 of 1609
บ้านไม่บานยอดนิยม อพาร์ตเม้นท์ไม่บานยอดนิยม พิมพ์เขียวแบบบ้าน 999 บาท

เปิดตัวแล้วสำหรับ หนังสือรวม  52  รูปแบบ “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน”  กับอาจารย์ “เชี่ยว  ชอบช่วย”

“HOTAP + CONDO” แดงแรงฤทธิ์ @ บ้านฉาง”

ออกแบบ+ก่อสร้างอพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอาจารย์เชี่ยว

บริการงานออกแบบตกแต่งภายในด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้จริง

บ้านไม่บานอัพเดต

"มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์" เพื่อ "แม่"

“มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์” เพื่อ “แม่”              สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" เมื่อสองสัปดาห์ก่อนผมได้พูดถึง "ของขวัญ" ที่ผมได้ให้กับ "แม่" ผม ในวาระ "วันแม่" ที่เวียนมาบรรจบครบรอบอีกปีหนึ่ง คือ การตั้งมูลนิธิใช้ชื่อว่า "มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์" นั้นมีที่มาจากชื่อแม่ผม คือ แพทย์หญิง "ขวัญจิตต์" ผสมกับชื่อ "พ่อ" คือนายหมวดโท "สวัสดิ์" ก็เอาชื่อทั้งสองท่านมารวมกันก็กลายเป็น "จิตต์สวัสดิ์" หมายถึง "จิตที่สุขสดใส สว่างไสว ด้วยคุณงามความดี" โดยผมตั้งใจว่าจะใช้ "มูลนิธิฯ" นี้เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ความรู้ในหลากหลาย "มิติ" เกี่ยวกับอาคารบ้านเรือนที่ไม่บานเพื่อให้เป็นวิทยาทานแก่สาธารณะโดยผ่าน "มูลนิธิฯ" นี้แหละครับ . . .

อ่ า น ต่ อ . . .

"บ้านสวย เมืองงาม" ที่ "เวนิส"(1)

“บ้านสวย เมืองงาม” ที่ “เวนิส”(1)          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" สำหรับในสัปดาห์นี้ผมจะพาแฟน ๆ ไปเที่ยวดูอาคารบ้านเรือนของชาว "เวเนเซีย" (Venezia) ซึ่งเป็นภาษา "อิตาลี" ซึ่งคนทั่วไปมักจะติดปากเรียกว่า "เวนิส" (Venice) ซึ่งเป็นภาษา"อังกฤษ" สำหรับผมแล้วที่นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สุด "คลาสสิค" ของกระบวนการก่อสร้าง "บ้านสวย เมืองงาม" จนได้รับการประกาศให้เป็น "มรดกโลก" ที่มีชื่อเสียงขจรขจายเป็นที่รู้จักกันทั่วไปบนโลกสีน้ำเงินเล็ก ๆ ใบนี้ครับ . . .

อ่ า น ต่ อ . . .
คลินิกคนรักบ้าน

"ตึกระฟ้า"


“ตึกระฟ้า”

               ในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมาผมได้รับการทาบทามให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการออกแบบอาคารประเภท "ตึกระฟ้า" ที่จะสร้างในบ้านเรา คำว่า "ตึกระฟ้า" ของผมอาจจะไม่ใช่ตึกที่สูงที่สุดในโลก แต่ต้องมีขนาดความสูง 90-120 ชั้น ซึ่งถ้าฟังอย่างผิวเผินก็อาจจะเป็นไปได้ยาก แต่หลังจากที่ผ่านกระบวนการศึกษาอย่างจริงจังถึงความเป็นไปได้ ก็มั่นใจว่าไม่ช้าหรือเร็ว "กรุงเทพฯ" ซึ่งเป็นมหานครหลักแห่งหนึ่งของโลกก็คงจะไม่สามารถหลบลี้หนีพ้นกับการมี "ตึกระฟ้า" เฉกเช่นมหานครอื่น ๆ จากผลการศึกษาของผมบรรดาประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียนไม่ว่าจะเป็น "เวียดนาม", "อินโดนีเซีย" , "ฟิลิปปินส์" ฯลฯ ก็มีแผนการที่จะสร้าง "ตึกระฟ้า" . . .

อ่ า น ต่ อ . . .

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
รายการคนไทยไม่ท้อ >>  

รายการ แผ่นดินพอเพียง   

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
 

นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับ อ.เชี่ยว ฉบับสะสม
นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอ.เชี่ยว ฉบับสะสม เหลือเพียง 6 เล่ม
(เล่ม 7,8,9,10,11,12)  ราคาชุดละ 300 บาท  รวมค่าจัดส่งแบบลงทะเบียน
รายละเอียดการโอนเงิน
ชื่อบัญชี ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  ธนาคารกรุงเทพ ฯ  สาขาห้วยขวาง  ประเภทสะสมทรัพย์  บัญชีเลขที่  1764267272
แฟกซ์ pay  in
พร้อมระบุชื่อที่อยู่   หมายเลขโทรศัพท์ และ เล่มหนังสือที่สั่งซื้อ   มาที่หมายเลข  02-6441479 หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-2451399 และ 02-6441478 หรือ สำนักงานบ้านไม่บาน  เลขที่ 1  ซ.ประชาสงเคราะห์ 12   แขวงดินแดง  เขตดินแดง  กทม.  10400