สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

“กับดัก” ของ “ตรรกะ” ซ้อน “ตรรกะ”

         สวัสดีครับท่านผู้อ่านเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดถึง "ทฤษฎีใหม่" และ "การปรับประยุกต์แนวคิดใหม่" (New Theory & New Approach) ซึ่งแนวคิดแบบ "บูรณาการ" ที่ผมใช้ในการลงทุน "อสังหาริมทรัพย์ไม่บาน" ซึ่งผมได้ปรับประยุกต์ใช้แนวคิด "กลศาสตร์ควอนตัม" (Quantum Mechanics) ซึ่งในทาง "ฟิสิกส์" ถูกนำมาใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนของสสารที่มีอนุภาคเล็กกว่า "อะตอม" ที่ทฤษฎีแบบเก่า ๆ เช่น แนวคิดของ "นิวตัน" หรือของ "แม็กซ์เวลล์" ที่ในปัจจุบันไม่สามารถใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนมาก ๆ ได้ ซึ่งในโลกของความเป็นจริงของการลงทุน "อสังหาฯ ไม่บาน" นั้นมีหลัก "ตรรกะ"ซ้อน "ตรรกะ" เสมอ หลัก "ตรรกะ" คือหลัก "เหตุผลเฉพาะหน้า" ที่อาจจะเป็นเหตุผลระยะสั้น,กลางหรือยาว ที่เราถูกฝึกมาให้ใช้ในการอธิบายและประเมินปรากฏการณ์ต่าง ๆ อย่างเป็นระบบและเป็นระเบียบในทุกระบบการศึกษาและการเรียนรู้ของเรา แต่ในโลกของความเป็นจริงแล้วแนวคิดเชิง "ตรรกะ" อันเป็นระบบและระเบียบก็สามารถใช้ได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ในสภาวการณ์ปัจจุบันที่มีปัจจัยต่าง ๆ ที่มากมายหลากหลายเป็นตัวแปรที่สำคัญ ๆ นั้น ทุกอย่างจะมาเร็วและมาแรงอยู่นอกเหนือความคาดเดาเสมอ และยิ่งเราตกอยู่ใน "กับดัก" ของ "ตรรกะ" ซ้อน "ตรรกะ" มากเท่าไรก็ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการตัดสินใจที่ผิดพลาดและเกิดความเสียหายได้มากขึ้นเท่านั้นเสมอ

          ที่ผมมักจะยกตัวอย่างว่าเมื่อใดที่คนเก่งที่สุดและคนฉลาดที่สุดตกอยู่ใน "กับดัก" ของ "ตรรกะ" ซ้อน "ตรรกะ" อยู่ในภาวะที่คนที่ฉลาดน้อยที่สุดก็ตัดสินใจเช่นเดียวกัน แสดงว่าระบบทางความคิดของ "ตรรกะเฉพาะหน้า" กำลังทำงาน ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่คนฉลาดมากที่สุดกับคนฉลาดน้อยที่สุดรุมกันซื้อทองเพื่อเก็งกำไร เพราะเชื่อว่าทองจะขึ้นราคาแล้วทองก็ราคาขึ้นจริง ๆ แบบพุ่งพรวด สักพักทองก็ลดราคาลงขาดทุนกันป่นปี้กันไปทั้งระบบ เพราะทุกคนต่างตกอยู่ใน "กับดัก" ของ "เหตุผลเฉพาะหน้า" ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่อันตรายมากครับ

         ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นจะต้องเตือนสติกันว่าจะมี "กับดัก" ของ "ตรรกะ" ซ้อน "ตรรกะ" เสมอ แล้วต้องเตือนสติกันอีกว่าจะมีคนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่อยู่เบื้องหลัง เป็นคนสร้าง "ตรรกะ" และสร้างความ "ชอบธรรม" ใน "ตรรกะ" นั้นเสมอ เพื่อให้คนส่วนใหญ่ตกอยู่ใน "กับดัก" ของ "ตรรกะ" ซ้อน "ตรรกะ" นั้น

            ที่ผมกล่าวมานี้พิจารณาดูผิวเผินแล้วว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจยากแต่ไม่ยากเกินกว่าเข้าใจครับ ถ้าเรารู้ว่ามี "ตรรกะ" ซ้อน "ตรรกะ" มี "แม็ทริก" (Matrix)ซ้อน "แม็ทริก" (Matrix) เป็นสมการซ้อนสมการกัน 3-4 ชั้น ผมยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย ๆ ยกตัวอย่าง "คอนโดฯ" ตากอากาศที่สร้างขึ้นที่ "เขาใหญ่" หรือ ที่ "หัวหิน" ที่หลายคนก็แห่กันไปซื้อภายใต้ "ตรรกะ" หรือ "เหตุผล" มากมายที่เชิญชวนให้ซื้อและล้วนแล้วแต่มี "เหตุผล" ที่คุ้มค่าน่าสนใจจะต้องซื้อ มีทั้ง "คอนโดฯ" ริมหาด,ริมเขาใน ราคาถูกและราคาแพง เกิดเป็นกระแส "ฟีเวอร์" ผลคือเกิดโครงการ "คอนโดฯ" น้อยใหญ่ขึ้นเต็มไปหมด ซึ่งสำหรับประเด็น "ตรรกะ" ซ้อน "ตรรกะ" ของการลงทุน "อสังหาฯไม่บาน" นั้นถือว่าอันตรายมากครับ เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่คนที่ฉลาดที่สุด รวยที่สุดก็ซื้อ ในขณะเดียวกันคนที่มีฐานะปานกลาง มีความรู้ไม่มากนักก็ซื้อ และคนที่รายได้ต่ำก็ซื้อ ซื้อเพราะ "ตรรกะ" ซ้อน "ตรรกะ" ซื้อเพราะ "เหตุผลเฉพาะหน้า" ซื้อเพราะมี "เหตุจูงใจ" ให้ซื้อ ซื้อเพราะเชื่อว่าราคาอยู่ในช่วงขาขึ้น จะทำให้สามารถทำกำไรอย่างงามได้ในระยะเวลาอันสั้น เมื่อทำกำไรได้แล้วก็เกิดเป็น "ตรรกะ" ซ้อน "ตรรกะ" ซื้อเพิ่มขึ้นได้อีก และซื้อเพิ่มอีกเพราะหวังว่าจะทำกำไรเพิ่มขึ้นมาก ๆ อีก แต่ขอเตือนสติให้ท่านรู้ครับว่ามีคนชักใยอยู่เบื้องหลัง "ตรรกะ" นั้น ๆ เสมอ และพยายามสร้าง "เหตุผลเฉพาะหน้า" ที่ท่านต้องรู้สึกว่าท่านจำเป็นต้องซื้อไม่ซื้อไม่ได้แล้วเสมอ (เพราะเดี๋ยวซื้อไม่ทัน) ขอให้รู้ไว้เถอะครับว่าจะมีทั้ง "ผู้ซื้อ" และ "ผู้ขาย" เสมอในแนวคิด "ตรรกะ" ซ้อน "ตรรกะ" ภายใต้กรอบของ "เหตุผลเฉพาะหน้า"

         ยิ่งโลกในธุรกิจของการลงทุน "อสังหาฯ" พัฒนาขึ้นมีความหลากหลายเพิ่มขึ้นมากเท่าไร "ตรรกะ" ซ้อน "ตรรกะ" และวิธีคิด "เหตุผลเฉพาะหน้า" ก็ยิ่งสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ยิ่งมีความเสี่ยงสูงมากขึ้นเท่านั้น ในการลงทุนใน "อสังหาฯ" ในสภาวะเศรษฐกิจขาลงและในช่วงก่อน"ฟองสบู่" ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กำลังจะแตกในอนาคตอันใกล้นี้ ขอให้ท่านนำเอาวิธีคิดของผมในเรื่อง "ตรรกะ" ซ้อน "ตรรกะ" ภายใต้กรอบวิธีคิดแบบ "เหตุผลเฉพาะหน้า" มาเป็นข้อเตือนสติเอาไว้บ้างก็น่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ

“ควันหลงสงกรานต์” กับ “พระอุโบสถที่สูงที่สุดในประเทศ”

          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ก็เป็น "ควันหลงสงกรานต์" ครับ หลายท่านคงมีโอกาสได้เดินทางกลับบ้านไปรดน้ำ ขอพรบุพการีตลอดจนบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองวันหยุด "ตรุษสงกรานต์" ที่ได้เวียนมาบรรจบครบรอบอีก 1 ปี ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาอันเป็นมงคลครับ เพราะเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ของไทยและของบรรดาประเทศเพื่อนบ้านหลายชาติใน "อาเซียน" ก็ได้มีการเฉลิมฉลองงานสงกรานต์อย่างสนุกสนานไม่น้อยหน้าบ้านเรา มิหนำซ้ำหลายประเทศยังเล่นสงกรานต์กันอย่างดูดีกว่าบ้านเราในภาพรวม เพราะสามารถอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามแบบโบร่ำโบราณอันเป็น "ของดี มีอยู่" เอาไว้ได้ดีกว่าบ้านเรา เพราะส่วนใหญ่คนไทยในปัจจุบันที่เล่นน้ำวันสงกรานต์ก็มุ่งเอาแต่ความสนุกสนานภายใต้ความคึกคะนองเป็นหลัก โดยไม่ใคร่สนใจศิลปวัฒนธรรมอันดีงามแบบเก่า ๆ ก็น่าเสียดายครับที่ประเพณีเก่า ๆ นี้นับวันแต่จะสูญหายไปพร้อมกับการเข้ามาของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและความทันสมัย แต่ก็ยังไม่สายหรอกครับที่จะรื้อฟื้นศิลปวัฒนธรรมประเพณีที่งดงามคืนความสุขให้ชื่นบานเหมือนวันวานเก่า ๆ ในอดีต

“ควันหลงสงกรานต์” กับ “พระอุโบสถที่สูงที่สุดในประเทศ”

“ควันหลงสงกรานต์” กับ “พระอุโบสถที่สูงที่สุดในประเทศ”

          สงกรานต์ปีนี้ผมก็ได้ทำหน้าที่ลูกที่ดี เดินทางกลับบ้านไปกราบทั้งคุณพ่อและคุณแม่และรดน้ำขอพรกับท่าน เพื่อให้เริ่มต้นปีใหม่อย่างเป็นมงคล ซึ่งจะว่าไปแล้วถึงแม้ท่านทั้งสองจะละสังขารไป 4-5 ปีแล้ว แต่ในใจลึก ๆ กลับรู้สึกว่าท่านทั้งสองยังไม่ไปไหน ยังอยู่ในใจของผมเสมอ ก็เลยถือโอกาสเอาวันสงกรานต์นี้แหละครับ ทำบุญเลี้ยงพระ อุทิศส่วนกุศล กรวดน้ำ ให้ผลบุญที่ผมได้สะสมไว้ส่งต่อไปถึงท่านทั้งสองที่ได้ล่วงลับไปแล้ว และถือโอกาสหลังจากทำบุญทางศาสนาเสร็จ ก็ทำการประชุมเพื่อรายงานความคืบหน้าของโครงการออกแบบ "พระอุโบสถ"ที่ผมรับปากท่านเจ้าอาวาส "วัดเทพฯ" ซึ่งผมก็ได้นิมนต์ท่านมาให้รับรู้ถึงความคืบหน้าในการออกแบบ "พระอุโบสถ" ที่น่าจะสูงที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ ซึ่งผมออกแบบให้มีความสูงถึง 219 เมตร คิดง่าย ๆ ก็ประมาณตึก 70 ชั้น นั่นแหละครับ

          ในตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะออกแบบให้สูงถึงขนาดนี้แต่พอทำไปทำมาพระอุโบสถหลังงามนี้ก็ยิ่งทวีความสูงขึ้น สูงขึ้น เพราะว่าไหน ๆ ก็ไหน ๆ ได้มีโอกาสลงมือทำแล้ว ผมกับท่านเจ้าอาวาส "วัดเทพฯ" ก็มีความเห็นตรงกันว่า ก็ควรที่จะทำจนสุดความสามารถ ฝากชื่อ และฝีไม้ลายมือเอาไว้ให้คนรุ่นลูก หลาน เหลน ไปจนถึงขั้นโหลนให้ได้เห็น ได้รับรู้ว่าคนในปัจจุบันคิดอย่างไรกับศาสนา และมีความมุ่งมั่นเพียงไรกับการอุทิศทั้งแรงกายแรงใจและสติปัญญาเพื่อจรรโลงสืบสานต่อศาสนา โดยตั้งใจแน่วแน่ว่าจะสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อให้เป็น "พุทธสถาปัตยกรรม" ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนนับพันนับหมื่นนับแสนและเป็นที่พึ่งของบรรดาผู้ตกทุกข์ได้ยาก เป็นเสมือนที่ยึดเหนี่ยวทางใจกับบรรดา "เวไนยสัตว์" หรือ "สัตว์โลกที่กำลังตกทุกข์" เพียงคิดแค่นี้ก็ถือว่าเป็นมงคลสูงสุดแล้วครับ ก่อให้เกิดความปีติอยู่ในใจลึก ๆ เกิดเป็นความสุขอย่างประหลาด นอกจากนั้นเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาผมก็ยังมีโอกาสได้นำเสนอรูปแบบพระอุโบสถหลังงามนี้ให้กับ "ท่านเจ้าคุณพรหมวชิรญาณ" เจ้าอาวาส "วัดยานนาวา" พระเถระผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือทำให้ผมได้ฟังข้อคิดเห็นและคำวิพากษ์วิจารณ์ที่เป็นประโยชน์ ก็เกิดความเชื่อมั่นและมุ่งมั่นมากยิ่งขึ้นครับ

“ควันหลงสงกรานต์” กับ “พระอุโบสถที่สูงที่สุดในประเทศ”

          สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอรูปแบบ "พระอุโบสถ" ของ "วัดเทพสุรินทร์" ที่ผมใช้เวลาปีกว่า ๆ ในการออกแบบและพัฒนารูปแบบขึ้นมาอย่างช้า ๆ จนตกผลึกทางความคิด และเชื่อว่ามาถูกทาง ซึ่งคงจะต้องใช้เวลาอีก 6-7 เดือนในการที่จะทำการออกแบบเบื้องต้นทั้งทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมของพระอุโบสถหลังงามที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศนี้ ก็ขอบอกข่าวเผื่อท่านใดจะอนุโมทนาบุญก็สามารถติดต่อได้โดยตรงที่ท่านเจ้าอาวาส "พระมหาสุรัตน์อินทปัญโญ" โทร. 081-8795338 ก็มาร่วมด้วยช่วยกันสืบสานบวรพระพุทธศาสนาครับ ให้ยืนยง คงอยู่ยืนยาวนับต่อแต่นี้ไปอีกนานเท่านานครับ ผมมีความเชื่อในใจลึก ๆ ว่าหากร่วมด้วยช่วยกันคนละไม้ละมือก็คงไม่ช้าหรอกครับที่ "พระอุโบสถ" หลังงามนี้จะแล้วเสร็จ ใครมีกำลังน้อยก็ทำแต่น้อยแบบ "นกน้อยทำรังแต่พอตัว" หากใครมีกำลังมากก็ทำมาก ซึ่งผมเชื่อว่า ไม่ว่าท่านผู้มีจิตศรัทธาจะทำน้อยหรือทำมากก็มีคุณค่าเท่าเทียมกันครับ ขึ้นอยู่ที่จิตใจอันเป็นกุศล ทำเท่าไหร่ก็ได้ผลบุญเท่านั้นแหละครับ สำหรับผมแล้ว "พระอุโบสถที่สูงที่สุดในประเทศ" (ซึ่งได้ใช้เวลาปีกว่า ๆ ในการพัฒนารูปแบบจน "ตกผลึก" เป็นแบบที่ 3) ที่มีความสูงกว่าตึก 70 ชั้น (ประมาณ 219 เมตร) ก็เป็นเสมือน "ของขวัญ" อันเป็น "ควันหลงสงกรานต์" ในปีนี้ที่ผมตั้งใจมอบให้กับคุณพ่อคุณแม่ผมที่ได้ล่วงลับไป หากกุศลผลบุญมีอยู่จริงท่านคงจะได้รับไปบ้างไม่มากก็น้อย และผมเชื่อว่าหากท่านได้รับรู้สิ่งที่ผมทำท่านก็น่าจะดีใจและภูมิใจที่ลูกชายคนเดียวที่เคยเป็น "เด็กดื้อ ได้ดี" ของท่านได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมตามกำลังความรู้และความสามารถ

          ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็เป็น "ควันหลงสงกรานต์" ของผมครับ และผมขอถือโอกาสอวยพรแด่ท่านผู้อ่านเนื่องในวาระดิถีวันขึ้นปีใหม่ไทย ที่ได้เวียนมาบรรจบครบอีกรอบหนึ่ง ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกในทุกความเชื่อ ในทุกศาสนา ขออำนวยอวยพรให้ปีใหม่ของไทยปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่นางสงกรานต์นามว่า "รากษสเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง อาภรณ์แก้วโมรา ภักษาหารโลหิต พระหัตถ์ขวาทรงตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายทรงธนู เสด็จมาบนหลังวราหะ" ขออวยพรให้เป็นปีที่ดีที่ทำให้ชาว "คนรักบ้าน" ทุกท่านเฮง ๆ รวย ๆ ไม่ป่วยไม่ไข้ ไม่เจ็บไม่จน คิดทำกิจการงานใดให้สมปรารถนา แล้วพบกับสาระน่ารู้กันได้ใหม่ในอีกสองสัปดาห์หน้าครับ

“ศาลาชงชา” และ “สวนญี่ปุ่น” (II)

          สวัสดีครับ แฟน ๆ ชาว "บ้านไม่บาน" ก็มาว่ากันต่อจากตอนที่แล้ว เกี่ยวกับ "ศาลาชงชา" และ "สวนญี่ปุ่น" กันครับ หากศึกษากันแบบลงลึกจะพบว่าตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของ "ญี่ปุ่น" รูปแบบของ "สวนญี่ปุ่น" และ "ศาลาชงชา" มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคมและอิทธิพลจากต่างชาติ โดยเฉพาะจาก "จีน" รวมถึงแนวคิดทาง "พุทธศาสนา" ในนิกาย "มหายาน" ได้ถูกแสดงออกในศิลปะการจัด "สวนญี่ปุ่น" และรูปแบบ "ศาลาชงชา" อย่างชัดเจน อย่างไรก็ดีด้วยสภาพภูมิประเทศอันเป็นเอกลักษณ์ ผนวกกับแนวคิดจากศาสนา "ชินโต" ที่เน้นการอยู่ร่วมกับธรรมชาติด้วยความเคารพ ล้วนแต่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ "ศาลาชงชา" และ "สวนญี่ปุ่น" มีรูปแบบเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ลุ่มลึกไปด้วยปรัชญาเกิดเป็นเอกลักษณ์ที่ยากจะเลียนแบบได้

“ศาลาชงชา” และ “สวนญี่ปุ่น” (II)          "พุทธศาสนา" ได้เข้ามาถึง "ญี่ปุ่น" ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษแรกกว่า 2,000 ปี ล่วงแล้วพร้อมกับแนวคิดในการสร้าง "สวน" ให้เป็นแดนสวรรค์แห่ง "พระอมิตา" ดินแดนในอุดมคติแห่งความเป็น "อมตะ" แม้จะได้รับอิทธิพลจาก "จีน" แต่ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเกาะเต็มไปด้วยภูเขา จึงมีข้อจำกัดด้านขนาดของพื้นที่ทำให้ "สวนญี่ปุ่น" มีขนาดย่อมลงมามาก เน้นการนั่งชมสวนจากในอาคารมากกว่าการลงเดินในสวน องค์ประกอบสำคัญคือสระน้ำและเกาะแก่ง การเลือกพืชพรรณและองค์ประกอบต่างๆ เพื่อเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นช่วงเวลาแห่งความสับสนวุ่นวายใน "ยุคกลาง" ของ "ญี่ปุ่น" พระในพุทธนิกาย "เซน" มีบทบาทอย่างมากในการสร้างสวนแบบ "นามธรรม" เพื่อนำทางไปสู่การ "หลุดพ้น" อันเป็นที่มาของภูมิทัศน์แบบใช้หิน กรวด และทราย (Dry Landscape) สร้างสวนเพื่อสื่อถึงดินแดนอุดมคติ โดยการลดทอนรายละเอียดต่างๆ จนเหลือแต่ "แก่นแท้" ของสวนเอง และของจิตวิญญาณของผู้ที่เข้าไปทำสมาธิในสวน พื้นที่อันจำกัดจึงไม่ใช่อุปสรรคในการสร้างบรรยากาศแห่งการหลุดพ้น หากแต่หัวใจของสวนแบบ "เซน" ต่างหากคือการเข้าใจถึง "แก่นแท้" ขององค์ประกอบที่ซ่อนอยู่ในองค์ประกอบของ "สวนญี่ปุ่น" สวนแบบ "เซน" ที่มีชื่อเสียงอย่างมาก คือสวนที่วัด "เรียวอันจิ" (Ryoan-ji) แห่งเมือง "เกียวโต" คาดว่าสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1430 หรือกว่า 500 ปีล่วงแล้ว ซึ่งผมได้นำเสนอไปในตอนที่แล้วครับ

          "สวน" และ "ศาลาชงชา" จึงเป็นอีกเอกลักษณ์หนึ่งที่ชัดเจนมากๆของ "ญี่ปุ่น" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 มีการแยก "ศาลาชงชา" ออกมาจากตัวบ้านมาไว้ในสวน สวนลักษณะนี้แม้ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงนักกับศาสนาแต่มีแนวคิดที่ลึกซึ้งในการจัดระเบียบจิตวิญญาณ การเข้าถึงสวนจะถูกจัดลำดับขั้นตอนเพื่อชะล้างความฟุ้งซ่านออกจากจิตใจ ทุกย่างก้าวใน "สวนญี่ปุ่น" ที่จะนำไปสู่ "ศาลาชงชา" จะต้องเต็มไปด้วยสติ เมื่อเดินจนถึง "ศาลาชงชา" ผู้ที่ผ่านสวนมาก็จะเต็มเปี่ยมไปด้วย "สติ" และ "สมาธิ" พร้อมสำหรับ "พิธีชงชา" อันละเอียดอ่อน ความงามของ "สวนญี่ปุ่น" และ "ศาลาชงชา" เป็นความเหมาะเจาะลงตัวกันพอดี ว่ากันว่าผู้ดูแลสวนจะเก็บกวาดใบไม้โดยเหลือทิ้งไว้บ้างตามทางเดินเพื่อให้ได้บรรยากาศตามธรรมชาติที่จะต้องมีใบไม้ร่วงอยู่ตามพื้นบ้าง“ศาลาชงชา” และ “สวนญี่ปุ่น” (II)

          แต่ที่ผมสนใจเป็นอย่างยิ่งคือ การคลี่คลายจาก "ศาลาชงชา" แบบ "ดั้งเดิม" เป็นแบบ "ร่วมสมัย" ที่มีการใช้วัสดุก่อสร้างแบบใหม่ ๆ ถึงแม้รูปลักษณ์ภายนอกของ "ศาลาชงชา" จะเปลี่ยนไป แต่จิตวิญญาณของพิธีกรรมของการจิบชาและกรรมพิธีในการชงชาที่มีอายุสืบทอดกันมายาวนานนับ 2,000 ปี ก็ยังคงอยู่ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่มีการกำหนดแนวทาง ตลอดจนถึงการสร้างจุดสนใจขององค์ประกอบต่าง ๆ ทางธรรมชาติที่ถูกดึงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนและกลมกลืน ซึ่งแสดงให้เห็นแนวคิดในการออกแบบ "ศาลาชงชา" และการวางผัง "สวนญี่ปุ่น" ที่ประสานสอดคล้องกันอย่างเข้าใจในสัจจะของธรรมชาติและเคารพในความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่น่าทึ่งจริง ๆ สำหรับผมครับ

          ใจผมนึกถึง "ศาลา" ของ "เรือนไทย" และ "สวนแบบไทย" ครับผมเชื่อว่ามีความสวยงามไม่แพ้ "ศาลาชงชา" และ "สวนญี่ปุ่น" แต่ที่น่าเสียดายคือ เราขาดการพัฒนาการที่ทำให้ "ศาลา" ของ "ไทย" สามารถตอบโจทย์กับ "วิถีไทยร่วมสมัย" พอพิจารณาลึก ๆ ก็พบว่า "ศาลาชงชา" แบบญี่ปุ่นก็เข้ากันดีกับ "สวนญี่ปุ่น" ส่วน "ศาลา"แบบไทยก็เข้ากันได้ดีกับ "สวนแบบไทย" ศาลาทั้งสองประเภทก็สะท้อนลักษณะเฉพาะของการกิน การอยู่ การใช้ชีวิตซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละวัฒนธรรมที่มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ที่ผมสงสัยคือ ทำไม "ศาลาชงชา" และ "สวน" ของ "ญี่ปุ่น" จึงสามารถสืบสาน อนุรักษ์และพัฒนารูปแบบจากอดีตสู่ปัจจุบันอย่างน่าอัศจรรย์และตื่นตาตื่นใจ โดยไม่ละทิ้งจิตวิญญาณของพิธีกรรมในการชงน้ำชาและการจิบชา แต่ทำไม "ศาลา" แบบไทยจึงไม่สามารถคลี่คลายต่อยอดปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับวิถีไทยสมัยใหม่ก็คงไม่มีคำตอบหรอกครับ ตราบใดที่คนไทยในปัจจุบันคงความเป็นไทยแต่ชื่อ แต่ใจกลับไปหลงใหลได้ปลื้มกับวัฒนธรรมของชาติอื่นที่ไม่ใช่ของไทย ก็เลยดูถูกดูแคลนไปว่า "ศาลา" แบบ "ไทย" นั้นเก่าคร่ำครึไม่ทันสมัย จึงไม่ใส่ใจที่จะทำการอนุรักษ์,สืบสานหรือพัฒนาเหมือน "ศาลาชงชา" แบบ "ญี่ปุ่น"

          ก็ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัวเองครับ จะได้ไม่หลงไปไกล หันกลับมาฟื้นฟูบรรดา "ของดีมีอยู่" ของไทยกันดีกว่า ก็ไม่แน่นะครับ หากเราทุ่มเทกันจริง ๆ แล้วทั้ง "ศาลา" และ "สวน" แบบ "ไทยร่วมสมัย" ก็คงจะไม่ด้อยค่าไปกว่า "ศาลาชงชา" และ "สวน" แบบ "ญี่ปุ่นร่วมสมัย" เป็นแน่ครับ

“ทฤษฎีใหม่” กับการลงทุน “อสังหาฯ บูรณาการ” (II)

           "ทฤษฎีใหม่" (New Theory & New Approach) กับการลงทุนใน "อสังหาฯ บูรณาการ" ที่อยู่รอดปลอดภัยและคืนทุนไวที่จะพูดถึงในสัปดาห์นี้เป็นความคิดผสมผสานระหว่างแนวคิดทฤษฏี "ระบบเหตุผลเฉพาะหน้า" และทฤษฎี "กลศาสตร์ควอนตัม" ซึ่งผมนำมาผสมผสานกัน จะว่าไปแล้ว "กลศาสตร์ควอนตัม" (Quantum Mechanics) เป็นหนึ่งในทฤษฎีรากฐานของฟิสิกส์ ที่มีความสามารถในการอธิบายผลการทดลองต่างๆ และได้ถูกนำมาใช้แทนที่ "กลศาสตร์นิวตัน" และ "กลศาสตร์แม็กซ์เวลล์" (หรือ "ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้า") ซึ่งกลศาสตร์ดั้งเดิมเหล่านี้ไม่สามารถใช้อธิบายปรากฏการณ์ในวัตถุที่มีขนาดเล็กกว่าอะตอม แต่ "กลศาสตร์ควอนตัม" นั้นสามารถคำนวณได้แม่นยำมากกว่า จึงกล่าวได้ว่าในปัจจุบัน "กลศาสตร์ควอนตัม" นั้นกลายเป็นรากฐานของฟิสิกส์ที่มีความสำคัญมากกว่า "กลศาสตร์นิวตัน" และ "กลศาสตร์แม็กซ์เวลล์" เพราะสามารถอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกับความจริงมากกว่านั่นเอง

           "กลศาสตร์ควอนตัม" เริ่มในปี พ.ศ. 2443 เมื่อ "มักซ์ พลังค์" ตีพิมพ์ทฤษฎีที่อธิบายถึงการปล่อยสเปกตรัมออกจากวัตถุดำ ซึ่ง 18 ปีต่อมา ก็ได้รับรางวัล "โนเบล"สาขา "ฟิสิกส์" ข้อแตกต่างของ "กลศาสตร์ดั้งเดิม" และ "กลศาสตร์ควอนตัม" ในตอนแรกที่เผยแพร่ กลายเป็นเรื่องประหลาด จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2469 "แวร์เนอร์ ไฮเซนแบร์ก" และ "แอร์วิน ชเรอดิงเงอร์" สามารถอธิบายทฤษฎีดังกล่าวทางคณิตศาสตร์ได้จึงทำให้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป

           ซึ่งผมได้ใช้แนว "ทฤษฎีใหม่" แบบ "พอเพียง" ผมผสมผสานแนวคิด "กลศาสตร์ควอนตัม" กับแนวคิด "ระบบเหตุผลเฉพาะหน้า" เพราะในอดีตที่ผ่านมาความล้มเหลวในการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้นนั้นมักอยู่ใน "ระบบเหตุผลเฉพาะหน้า" ซึ่งเป็นวิธีคิดที่เป็น "ระบบระเบียบ" ("Pattern") สามารถคาดเดาได้ ซึ่งวิธีคิดที่นำไปสู่ "ตรรกะ" เช่นนี้ ผมขอเรียกว่าระบบ "แม็ทริก" (Matrix)อันอยู่ในเหตุในผลเฉพาะหน้า เหมือนเรากำลังอยู่ในระบบ "ลิ้นชัก" เปรียบเสมือนตู้ที่เต็มไปด้วยกล่อง "ลิ้นชัก" ของเหตุผลที่เรียงรายอยู่เต็มไปหมด เหมือนเรากำลังอยู่บังคับให้อยู่ใน "แม็ททริก" หรือ "กรอบ"เต็มไปหมด ถ้าเราสามารถอยู่ "นอกกรอบ" ของเหตุผลเฉพาะหน้าออกมาจาก "แม็ทริก" เราก็จะเข้าใจใน "กลไก" ของ "ระบบ" มีคำกล่าวว่าจากคน 100 คนมีเพียง 20 คนเท่านั้นที่สามารถคิดออกนอก "กรอบ" อีก 80 คนถูกควบคุมภายใต้กรอบของระบบเหตุผลและมีเพียง 4 คน เท่านั้นเป็นผู้กำหนด "กรอบ" ชี้นำผู้คนส่วนใหญ่ให้คล้อยตาม

           ในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์นั้นท้ายที่สุดแล้วราคาจะกลับด้านกับระบบเหตุผลทุกครั้ง เป็นการตีความเชิงเปรียบเทียบโดยใช้เหตุและผลเสมอ ดังนั้นการวิเคราะห์ในการลงทุนอสังหาฯ ภายใต้กรอบของ "ตรรกะ" จากประสบการณ์ภายใต้ระบบของเหตุผล แทบจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย แต่กลับเป็นตัวทำลายโครงสร้างของการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ยกตัวอย่างเช่น การเกิด "ฟองสบู่" รอบใหม่ของบรรดาคอนโดมิเนียมที่ทำเลเกาะอยู่รอบสถานีรถไฟฟ้า จาก "ทฤษฎีของเหตุผล" การซื้อคอนโดมิเนียมใกล้สถานีรถไฟฟ้าเป็นเรื่องที่ถูกต้องและควรรีบซื้อ เพราะมีความสะดวกสบายของการเดินทาง ผลคือคนก็แห่กันไปซื้อ ทำให้เกิดโครงการน้อยใหญ่มากมายและมักมีราคาแพงกว่า บรรดาคอนโดฯ ทั่วไป นักลงทุนบางคนก็ซื้อเก็งกำไร คนละ 5 ห้อง 10 ห้อง ภายใต้เหตุผลว่าอย่างไรเสียราคาก็ต้องขึ้น ต้องมีกำไรแน่นอนจากการเก็งกำไรนั้น ๆ เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมากครับ ทั้งคนฉลาดที่สุดมีการศึกษาสูงที่สุดไม่ว่าจะมีอาชีพเป็นแพทย์ วิศวกร นักบัญชี อาจารย์มหาวิทยาลัย ฯลฯ กับคนที่ดูจะฉลาดน้อยที่สุดบรรดาพ่อค้า แม่ค้า ขายของในตลาด ฯลฯ ก็รุมแย่งกันจองคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า จะเห็นได้ว่าคน 80 % ตกอยู่ใน "ตรรกะ" ของ "เหตุและผล" แต่ในโลกของความเป็นจริงนั้นไม่ใช่ครับ ภายใน 3-4 ปี จากสถานีรถไฟฟ้าในปัจจุบันที่มีไม่ถึง 100 สถานีก็จะขยายตัวเพิ่มจำนวนกลายเป็น 300-400 สถานี ทำให้คอนโดมิเนียมที่อยู่รอบสถานีรถไฟฟ้าก็ไม่มีความพิเศษอีกต่อไป ส่งผลให้ราคาที่คาดว่าจะขึ้นก็ไม่ขึ้นหรือขึ้นช้ากว่าที่คาดราคา กลับตกลงเสียด้วยซ้ำ อาการเดียวกับคนที่ฉลาดที่สุดและคนที่ฉลาดน้อยที่สุดต่างแห่กันไปซื้อทองเพื่อเก็งกำไรในช่วงเวลาเดียวกัน ผลก็เป็นอย่างที่เราทราบกันนั่นแหละครับ เมื่อทองถูกปั่นราคาขึ้นสูงสุดภายในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เพียงข้ามคืน ราคาทองก็ตกลงจนแทบจะต่ำสุด ขาดทุนกันทั่วถ้วนหน้า ซึ่งในการลงทุนอสังหาฯ ก็เช่นกันจะมีทั้ง "ผู้ซื้อ" และ "ผู้ขาย" , "ผู้ปั่นราคา" และ "ผู้ช้อนซื้อของถูก" เสมอไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร จะมีการสร้าง "ดีมาน" และมี "ซัพพลาย" รองรับให้เกิดเป็นกระแสอยู่ตลอดเวลา

           ฉันใดก็ฉันนั้นครับการลงทุนใน "อสังหาฯแบบพอเพียง" ภายใต้ "ทฤษฎีใหม่"จึงจำเป็นต้องมีพื้นฐานความรู้ที่ "เพียงพอ" เพราะแนวคิดทฤษฏีเก่า ๆ ในการลงทุนอสังหาฯ ล้วนแต่พิสูจน์แล้วว่าใช้ไม่ได้ผลยิ่งลงทุนยิ่งเป็นหนี้ ยิ่งยากจน พอดูเหมือนจะดีจะดีซักพักก็เกิด "ฟองสบู่" เกิดสภาวะ "รวยกระจุก จนกระจาย" คนส่วนใหญ่ก็ตกอยู่ในสภาวะหนี้สินจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ มีกลุ่มคนเพียงหยิบมือ ที่ยังคงมั่งคั่ง มั่นคง สาระน่ารู้ยังมีอีกมากครับในการลงทุน "อสังหาฯ แบบพอเพียง" เอาไว้ต่อในสองสัปดาห์หน้าครับ

“ตู้ตั๋วแตก” อีกครั้งกับ “อ.เชี่ยว” ที่ “ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์”

          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ก่อนอื่นต้องขอบคุณบรรดาแฟน ๆ ที่สนใจใฝ่รู้เกี่ยวกับการลงทุน "อสังหาฯ ไม่บาน" ประเภทต่าง ๆ ที่ให้เกียรติเข้าร่วมฟังการบรรยายของผมในหัวข้อ "อัศวินอสังหาฯ" พารวยด้วย "อาวุธลับ 10 ประการ " ที่ "ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์" ในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมา จนเกิดปรากฏการณ์ "ตู้ตั๋วแตก" ขึ้นอีกครั้ง ต้องเสริมแล้วเสริมอีกกันหลายรอบ จนห้อง "โลตัส" ที่มีขนาดกว้างใหญ่ต้องคับแคบลงไปในพริบตา นับไปนับมาก็กว่า 300 ท่านที่เข้าร่วมฟังการบรรยายในครั้งนี้ครับ ที่น่าชื่นใจ คือ หลายท่านอุตส่าห์เดินทางมาไกล จากใต้สุด ไปจนเหนือสุด จากตะวันตกสุดไปจนตะวันออกสุดของประเทศ ผมเห็นคนหลายเพศหลายวัยตั้งแต่อายุ 10 กว่าขวบ ไปจนถึง 70-80 ขวบ ต่างพร้อมใจกันเข้ามาฟังการบรรยายแบบมาราธอนของผมกว่า 5 ชั่วโมงด้วยความสนอกสนใจ ทั้งฟังบ้าง ทั้งบันทึกบ้าง และทั้งทำการสอบถามในหัวข้อที่ข้องใจที่สงสัยบ้าง โดยผมเริ่มบรรยายตั้งแต่เวลาบ่ายโมงครึ่งเป็นการโหมโรง ก่อนการบรรยายเป็นทางการจะเริ่มในเวลาบ่าย 2 โมง ก็ไปสำเร็จสำเร็จเสร็จสิ้นเอาตอน เกือบทุ่ม กว่าจะแยกย้ายกลับบ้านก็ปาไปเกือบ 2 ทุ่ม เต็มอิ่มครับทั้งผู้บรรยายและผู้ฟังการบรรยาย

“ตู้ตั๋วแตก” อีกครั้งกับ “อ.เชี่ยว” ที่ “ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์”

          หลายคนก็ตั้งคำถามกับผมว่าทำไมตั้งชื่อหัวข้อการบรรยายในครั้งนี้ว่า "อัศวินอสังหาฯ" และทำไมต้องมี "อาวุธลับ 10 ประการ" ที่จะช่วยให้อยู่รอดปลอดภัย และคืนทุนได้ไว ซึ่งสำหรับผมแล้วในช่วงเวลาปัจจุบันขณะนี้ที่สภาพเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ยังอึมครึมไม่รู้ว่าจะขึ้นเขาลงห้วยไปในทิศทางใด ในสถานการณ์เช่นนี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่จะต้องระมัดระวังตัวเป็นอย่างมากครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์น้อยใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นประเภทใด อาทิเช่น บ้านดี่ยว,บ้านแฝด,บ้านจัดสรร,ทาวเฮ้าส์,อาคารพาณิชย์,โฮมส์ออฟฟิศ,มินิอพาร์ทเม้นท์,อพาร์ทเม้นท์,เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์,บูทิคอพาร์ทเม้นท์ ,บูทิคโฮเทล ,โรงแรม,รีสอร์ท ฯลฯ และไม่ว่าแฟน ๆ จะเล่นในบทบาทใด ไม่ว่าจะเป็น "ผู้ขาย" หรือ "ผู้ซื้อ" หรือ "ผู้ลงทุน" ก็ล้วนแล้วแต่มีความเสี่ยงกันทั้งนั้น และผมเชื่อว่าหากประคองกันไม่ดีก็มีโอกาสที่ฟองสบู่ของ "อสังหาฯ" จะแตกอีกครั้ง เนื่องจากมีการกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วมากเกินไป แบบ "ไม่พอเพียง" จนขาดความสมดุล ทั้งในแง่ "อุปสงค์" และ "อุปทาน" รวมทั้งการสร้าง "ดีมาน" เทียม หรือ "ซัพพลาย" เทียม เพราะในปัจจุบันจำนวนยูนิตของคอนโดและบ้านจัดสรรในบางทำเลอยู่ในสภาพล้นตลาด ถึงบรรดาผู้ประกอบการจะประกาศลด แลก แจก แถมอย่างไร หรือมีแคมเปญว่าจะสามารถกู้ได้เกิน 100% มาหลอกล่อ ก็ไม่เป็นมนต์ขลังที่สามารถเชิญชวนให้ตัดสินใจซื้อได้เช่นเมื่อก่อน มิหนำซ้ำยังมีคนบางกลุ่มทำการซื้อเพื่อเก็งกำไรในระยะสั้นอีกด้วยครับ

“ตู้ตั๋วแตก” อีกครั้งกับ “อ.เชี่ยว” ที่ “ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์”

          ประกอบกับสาเหตุสำคัญอีก 4 ประการ ที่ผมมักจะย้ำอยู่เสมอว่าจำเป็นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการ "คงอยู่" หรือ "ล่มสลาย" ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวมของบ้านเรา ประการแรก คือ หนี้สินในภาคครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น ที่ทำให้คนไทยมีกำลังซื้อลดลง และมีหนี้สินโดยเฉลี่ยเพิ่มมากขึ้น ประการที่ 2 ราคาของสินค้าในภาคเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็นข้าว หรือ ยางพารา ฯลฯ มีราคาตกต่ำ ส่งผลโดยรวมต่อสภาพคล่องของประเทศ ทำให้ตกอยู่ในสภาวะเงินฝืดส่งผลให้เกิดสถานการณ์ "ค้าไม่ง่าย ขายไม่คล่อง" ทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมชลอตัว ประการที่ 3 "อุปสงค์" , "อุปทาน" ในธุรกิจการลงทุน "อสังหาฯ" ที่ตกอยู่ในสภาพล้นตลาด ประการสุดท้าย คือ ประการที่ 4 คือ "วิกฤติ" หรือ "โอกาส" ในการเปิด "AEC" เสรีอาเซียน ที่ทำให้เงินทุนต่างชาติไหลทะลักเข้ามาในประเทศของเราเป็นจำนวนมากมายมหาศาล ซึ่งเข้ามาครอบงำธุรกิจและการลงทุนในภาคต่าง ๆ รวมทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของบ้านเรา และอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราและค่าเงินบาทรวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่อาจผันผวนได้ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งระบบครับ

“ตู้ตั๋วแตก” อีกครั้งกับ “อ.เชี่ยว” ที่ “ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์”

          ดังนั้นในภาพรวมจะเห็นว่า สถานการณ์ไม่ใคร่จะดีนักและยังไม่มีปัจจัยเชิงบวก จึงไม่ควรจะวางใจหรือทำกิจการงานใดที่ข้องเกี่ยวกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ด้วยความประมาท รวมทั้งการเปิดทาง "ถอย" หรือเตรียมการหาทาง "หนีทีไล่" กันเอาไว้ให้ดี

          ก็เอาไว้ต่อกันในสองสัปดาห์หน้าครับ ว่า "อาวุธลับ 10 ประการ" ของ "อัศวินอสังหาฯ" ที่ผมบรรยายที่ "ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์" ในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม ที่พึ่งผ่านมานี้ มีสาระน่ารู้อะไรบ้างและข้อควรรู้ใดบ้างที่ท่านผู้อ่านสามารถนำไปปรับ ประยุกต์ใช้ และก่อนจากกันไปในสัปดาห์นี้ผมขอขอบคุณบรรดาแฟน ๆ ทุกท่านอีกครั้งที่ให้เกียรติเข้ามาฟังหารบรรยายของผมในหัวข้อ "อัศวินอสังหาฯ" พารวยด้วยอาวุธลับ 10 ประการ " จนเกิดปรากฎการณ์ "ตู้ตั๋วแตก" ขึ้นครับ ซึ่งการตอบรับจากแฟน ๆ แบบล้นหลามเช่นนี้จะเป็นกำลังใจสำคัญที่ทำให้ผมมุ่งมั่นทำหน้าที่ "สุนัขเฝ้าบ้าน" คอยระมัดระวังภัยและเตือนสติบรรดาแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" ทุกท่านต่อไป และสำหรับท่านที่สนใจก็สามารถเข้าไปศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.homeloverthai.com และในกรณีที่ท่านมีข้อสงสัยหรือมีปัญหาประการใดเกี่ยวกับการลงทุนใน "อสังหาฯ ไม่บาน" ของท่าน ก็สามารถสอบถามได้โดยตรงที่เบอร์ 081-4218323 ผมยินดีตอบทุกคำถามของทุกท่านครับ

<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 1 - 10 of 1662
บ้านไม่บานยอดนิยม อพาร์ตเม้นท์ไม่บานยอดนิยม พิมพ์เขียวแบบบ้าน 999 บาท

เปิดตัวแล้วสำหรับ หนังสือรวม  52  รูปแบบ “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน”  กับอาจารย์ “เชี่ยว  ชอบช่วย”

“HOTAP + CONDO” แดงแรงฤทธิ์ @ บ้านฉาง”

บริการงานออกแบบตกแต่งภายในด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้จริง

บ้านไม่บานอัพเดต

"ศาลาชงชา" และ "สวนญี่ปุ่น" (II)

“ศาลาชงชา” และ “สวนญี่ปุ่น” (II)

              สวัสดีครับ แฟน ๆ ชาว "บ้านไม่บาน" ก็มาว่ากันต่อจากตอนที่แล้ว เกี่ยวกับ "ศาลาชงชา" และ "สวนญี่ปุ่น" กันครับ หากศึกษากันแบบลงลึกจะพบว่าตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของ "ญี่ปุ่น" รูปแบบของ "สวนญี่ปุ่น" และ "ศาลาชงชา" มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคมและอิทธิพลจากต่างชาติ โดยเฉพาะจาก "จีน" รวมถึงแนวคิดทาง "พุทธศาสนา" ในนิกาย "มหายาน" ได้ถูกแสดงออกในศิลปะการจัด "สวนญี่ปุ่น" และรูปแบบ "ศาลาชงชา" อย่างชัดเจน อย่างไรก็ดีด้วยสภาพภูมิประเทศอันเป็นเอกลักษณ์ ผนวกกับแนวคิดจากศาสนา "ชินโต" ที่เน้นการอยู่ร่วมกับธรรมชาติด้วยความเคารพ ล้วนแต่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ "ศาลาชงชา" และ "สวนญี่ปุ่น" มีรูปแบบเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ลุ่มลึกไปด้วยปรัชญาเกิดเป็นเอกลักษณ์ที่ยากจะเลียนแบบได้ . . .

อ่ า น ต่ อ . . .

"ควันหลงสงกรานต์" กับ
"พระอุโบสถที่สูงที่สุดในประเทศ"


“ควันหลงสงกรานต์” กับ “พระอุโบสถที่สูงที่สุดในประเทศ”          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ก็เป็น "ควันหลงสงกรานต์" ครับ หลายท่านคงมีโอกาสได้เดินทางกลับบ้านไปรดน้ำ ขอพรบุพการีตลอดจนบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองวันหยุด "ตรุษสงกรานต์" ที่ได้เวียนมาบรรจบครบรอบอีก 1 ปี ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาอันเป็นมงคลครับ เพราะเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ของไทยและของบรรดาประเทศเพื่อนบ้านหลายชาติใน "อาเซียน" ก็ได้มีการเฉลิมฉลองงานสงกรานต์อย่างสนุกสนานไม่น้อยหน้าบ้านเรา มิหนำซ้ำหลายประเทศยังเล่นสงกรานต์กันอย่างดูดีกว่าบ้านเราในภาพรวม เพราะสามารถอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามแบบโบร่ำโบราณอันเป็น "ของดี มีอยู่" เอาไว้ได้ดีกว่าบ้านเรา เพราะส่วนใหญ่คนไทยในปัจจุบันที่เล่นน้ำวันสงกรานต์ก็มุ่งเอาแต่ความสนุกสนานภายใต้ความคึกคะนองเป็นหลัก โดยไม่ใคร่สนใจศิลปวัฒนธรรมอันดีงามแบบเก่า ๆ ก็น่าเสียดายครับที่ประเพณีเก่า ๆ นี้นับวันแต่จะสูญหายไปพร้อมกับการเข้ามาของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและความทันสมัย แต่ก็ยังไม่สายหรอกครับที่จะรื้อฟื้นศิลปวัฒนธรรมประเพณีที่งดงามคืนความสุขให้ชื่นบานเหมือนวันวานเก่า ๆ ในอดีต . . .

อ่ า น ต่ อ . . .
คลินิกคนรักบ้าน

"กับดัก" ของ
"ตรรกะ" ซ้อน "ตรรกะ"


               สวัสดีครับท่านผู้อ่านเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดถึง "ทฤษฎีใหม่" และ "การปรับประยุกต์แนวคิดใหม่" (New Theory & New Approach) ซึ่งแนวคิดแบบ "บูรณาการ" ที่ผมใช้ในการลงทุน "อสังหาริมทรัพย์ไม่บาน" ซึ่งผมได้ปรับประยุกต์ใช้แนวคิด "กลศาสตร์ควอนตัม" (Quantum Mechanics) ซึ่งในทาง "ฟิสิกส์" ถูกนำมาใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนของสสารที่มีอนุภาคเล็กกว่า "อะตอม" ที่ทฤษฎีแบบเก่า ๆ เช่น แนวคิดของ "นิวตัน" หรือของ "แม็กซ์เวลล์" ที่ในปัจจุบันไม่สามารถใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนมาก ๆ ได้ ซึ่งในโลกของความเป็นจริงของการลงทุน "อสังหาฯ ไม่บาน" นั้นมีหลัก "ตรรกะ"ซ้อน "ตรรกะ" เสมอ . . .

อ่ า น ต่ อ . . .

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
รายการคนไทยไม่ท้อ >>  

รายการ แผ่นดินพอเพียง   

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
 

นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับ อ.เชี่ยว ฉบับสะสม
นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอ.เชี่ยว ฉบับสะสม เหลือเพียง 6 เล่ม
(เล่ม 7,8,9,10,11,12)  ราคาชุดละ 300 บาท  รวมค่าจัดส่งแบบลงทะเบียน
รายละเอียดการโอนเงิน
ชื่อบัญชี ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  ธนาคารกรุงเทพ ฯ  สาขาห้วยขวาง  ประเภทสะสมทรัพย์  บัญชีเลขที่  1764267272
แฟกซ์ pay  in
พร้อมระบุชื่อที่อยู่   หมายเลขโทรศัพท์ และ เล่มหนังสือที่สั่งซื้อ   มาที่หมายเลข  02-6441479 หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-2451399 และ 02-6441478 หรือ สำนักงานบ้านไม่บาน  เลขที่ 1  ซ.ประชาสงเคราะห์ 12   แขวงดินแดง  เขตดินแดง  กทม.  10400