สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

อยากให้ “ชานบ้าน ชานเรือน” ที่หายไปกลับมา

          จากการที่ผมได้คลุกคลีเกี่ยวกับการออกแบบอาคารบ้านเรือนมาตลอดระยะเวลา กว่า 30 ปี เห็นการเปลี่ยนของรูปแบบอาคารบ้านเรือนที่แปรเปลี่ยนไปตาม "วิถีการกินอยู่" แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงไปที่ไม่เหมาะสมสักเท่าไรคือ การค่อย ๆ ทยอยหายไปของ "ชานบ้าน ชานเรือน" ผมคิดว่าเด็กรุ่นหลัง ๆ คงไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับ "ชานบ้าน ชานเรือน" ที่น่าประทับใจอย่างผมเคยประสบพบมาในช่วงเยาว์วัยอันแสนสุขครับ

          จากการศึกษาค้นคว้าของผมค้นพบว่า "ชานบ้าน ชานเรือน" ของ "เรือนไทย" ในอดีตมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า "เรือนนอน", "เรือนครัว" และ "เรือนสำหรับพักผ่อน" หรือ "เรือนประธาน" ซึ่งเป็น "เรือนอเนกประสงค์" ซึ่งจะว่าไปแล้ว "ชานบ้าน ชานเรือน" นี้แหละครับเปรียบเสมือนพื้นที่ "ส่วนกลาง" ที่เรียงร้อยกลุ่มพื้นที่ใช้สอยต่าง ๆ ของ "เรือนไทย" หลายหลังเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน และที่น่าแปลกใจและตกใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับ "บ้านเรือนไทยสมัยใหม่" ก็คือ "ชานบ้าน ชานเรือน" ได้ค่อย ๆ สูญหายไป เรียกกันว่าแทบจะหายไปโดยสิ้นเชิง ดังนั้นพื้นที่หนึ่งของบ้านที่ผมอยากเรียกร้องให้กลับมา คือ "ชานบ้าน ชานเรือน" เพราะบ้านสมัยใหม่ดูเหมือนพื้นที่นี้จะหายไป แต่แท้จริงแล้ว "ชานบ้าน ชานเรือน" นี่แหละครับสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นพื้นที่ใช้สอยเอนกประสงค์ที่สามารถดัดแปลงได้อย่างหลากหลาย ตอนผมเด็ก ๆ ก็ใช้ชีวิตบางส่วนวิ่งเล่นบน "ชานบ้าน ชานเรือน" นี่แหละครับ เวลายายผมหรือย่าผมจะเล่าเรื่องอะไรหรือจะสอนเรื่องอะไรหรือจะว่ากล่าวตักเตือนอะไร ก็อาศัยพื้นที่ตรง "ชานบ้าน ชานเรือน" นี่แหละครับ ซึ่งอาจเป็นพื้นที่ที่ดูผิวเผินแล้วดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่แท้จริงแล้วมีอะไรมากมายซุกซ่อนอยู่ เป็นพื้นที่ที่รองรับการใช้ชีวิตตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมในการกินการอยู่แบบไทย ๆ โดยแท้จริงครับ ในบางพื้นที่ที่น้ำท่วมถึงในฤดูน้ำหลากก็อาศัยบริเวณ "ชานบ้าน ชานเรือน" นี่แหละครับเป็นที่ปลูกพืชผัก ผลไม้ ประเภทสวนครัวรั้วกินได้ ตลอดจนเป็นที่เตรียมอาหารคาวหวาน ทั้งยังใช้เป็นที่ตากปลาแห้ง ปลาเค็ม เป็นที่ทำน้ำปลา ปลาร้า ฯลฯ ทั้งยังดัดแปลงประยุกต์ใช้พื้นที่เป็นที่จัดสวนประเภทไม้แคระ,ไม้กระถาง, ไม้บอนไซ ฯลฯ หนักข้อเข้าก็ตั้งวงมโหรีเล่นดนตรีไทยกัน หรือจัดปาร์ตี้แบบไทย ๆ ในหน้าน้ำหลาก ไปไหนไม่สะดวกก็เลยอาศัย "ชานบ้าน ชานเรือน" นี่แหละครับเป็นที่รองรับกิจกรรมที่หลากหลายในบ้าน และที่สำคัญที่สุดเป็นพื้นที่ที่คนรุ่นปู่ย่าตาทวดใช้อบรมบ่มนิสัย ตลอดไปจนถึงการถ่ายทอดบรรดา "ของดีมีอยู่" ตลอดจนศิลปะการใช้ชีวิตแก่คนรุ่นลูกหลานครับ

          ผมเชื่อว่าเราจะฟื้นฟูศิลปะการกินการอยู่แบบไทย ตลอดจนวัฒนธรรมการใช้ชีวิตแบบไทยอันเป็น "ของดี มีอยู่" ให้หวนกลับมาได้นั้น จำเป็นต้องอนุรักษ์สืบสานและพัฒนา "ชานบ้าน ชานเรือน" ให้ฟื้นคืนชีพกลับมา เพราะสำหรับผมแล้ว "ชานบ้าน ชานเรือน" นั้นเปรียบเสมือน "รากแก้ว" อีกแขนงหนึ่งที่สำคัญยิ่ง ของ "บ้านเรือนแบบไทย" หากทนุบำรุงดูแลรักษาไว้ไม่ได้ ก็อย่าหวังเลยครับว่าจะฟื้นฟูวิถีการใช้ชีวิตแบบไทยให้กลับมาได้อีก ซึ่งในปัจจุบันการใช้ชีวิตแบบ "แดกด่วน" ในสังคม "ทุนนิยม" ที่หลงใหลได้ปลื้มไปกับ "วัตถุนิยม" แบบสุดกู่นั้น เป็นกระแส "วังวน" ที่น่ากลัวมากครับ เพราะหากไม่รู้เท่าทันยิ่งนานวันก็ยิ่งจะถลำลึกลงไปตกเป็นทาสทางความคิดของ "บริโภคนิยม" ที่คืบคลานเข้ามาครอบทั้งคนไทยและสังคมไทย เมื่อรู้เช่นนี้แล้วมาร่วมแรง ร่วมใจกัน "ปฏิรูปการบ้าน" เอา "ชานบ้าน ชานเรือน" ของเรากลับคืนมา ฟื้นคืนชีวิตใหม่ (Revitalization) เข้าใจ,เข้าถึง แล้วจึงพัฒนา "ชานบ้าน ชานเรือน" รูปแบบใหม่ ๆ ที่ "ร่วมสมัย" ซึ่ง กระบวนการ "ต่อยอด" รูปแบบ "ชานบ้าน ชานเรือน" ที่เคยเป็น "ของดี มีอยู่" นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยครับ แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพื่อรักษาศิลปะและวัฒนธรรมการกินอยู่แบบไทยให้อยู่คู่สังคมไทยตราบนานเท่านานครับ

“บ้านกึ่งบูทิคอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ย่าน “ราชเทวี”

          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" สำหรับในสัปดาห์นี้ตามคำเรียกร้องของแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ที่ขอความอนุเคราะห์มาที่ผมให้ทำการออกแบบ "บ้านกึ่งบูทิคอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" บนที่ดินผืนงามใจกลาง "กรุงเทพฯ" ย่าน "ราชเทวี" บนถนน "เพชรบุรีตัดใหม่" ที่เข้าซอยไปไม่กี่สิบเมตร ซึ่งย่าน "เพชรบุรีตัดใหม่" นี้แต่เดิมนั้นเป็นเรือกสวนไร่นาครับ ฟังเขาเล่ากันว่าในอดีตที่ดินการเกษตรย่านนี้มีการจัดสรรเพื่อสร้างบ้านพักอาศัยขนาด 100 ตารางวาบ้าง 200 ตารางวาบ้าง หรือ ที่ดินบางแปลงมีเนื้อที่เป็นไร่ก็มี จะว่าไปแล้วบ้านเหล่านี้จำนวนมิใช่น้อยก็ยังคงหลงเหลืออยู่ เป็นบ้านที่ร่มรื่นเต็มไปด้วยไม้ยืนต้น ซึ่งบ้าน "กลางกรุง" เหล่านี้ส่วนมากมักจะเป็นบ้าน 2 ชั้น เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลาง "กรุงเทพฯ" การคมนาคมจึงสะดวกสบายสุด ๆ ในขณะเดียวกันที่ดินก็มีราคาแพงสุด ๆ เช่นกัน ( ตารางวาละ 2-4 แสนบาท) เวลาผ่านไป 40-50 ปี เมืองขยายตัวครับ บ้าน 2 ชั้นก็เริ่มจะไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการพื้นที่ใช้สอยที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสมาชิกในครอบครัวเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยเป็นพ่อแม่ ที่ได้กลายเป็น ปู่ย่า ตายาย บ้านหลังนี้เคยมีสมาชิก คือพ่อแม่และลูกทั้ง 3 และรวมกับคนรับใช้อีก 1 คน รวมเป็น 6 คน พอมีสมาชิกเพิ่มจำนวนขึ้นบ้านสองชั้นบนพื้นที่ 200 ตารางวาก็เลยคับแคบ จะย้ายไปอยู่ชานเมืองก็ทำใจไม่ได้เพราะติดที่ ติดญาติพี่น้องเพื่อนพ้องที่อยู่ในละแวกเดียวกัน จึงได้ติดต่อมาหาผมให้ช่วยอนุเคราะห์แก้ไขปัญหาค้างคาใจข้อนี้ให้ที

“บ้านกึ่งบูทิคอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ย่าน “ราชเทวี”

          ผลก็ออกมาอย่างที่แฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ได้เห็นนี่แหละครับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าผมได้ใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วของที่ดินผืนงามราคาแพงแสนแพง "กลางกรุง" แห่งนี้อย่างคุ้มค่าที่สุด ใช้งบประมาณอย่างเหมาะสมที่สุด โดยผมได้ออกแบบให้เป็นอาคาร 5 ชั้น ที่มีการติดตั้งลิฟท์โดยสารเพื่อความสะดวกสบายในการสัญจรแนวตั้ง โดยบริเวณพื้นที่ใช้สอยชั้นล่างก็เป็นห้องรับแขก และบริเวณที่พักของคนรับใช้ ตลอดจนบริเวณที่จอดรถ (ประมาณ 8-10 คัน) สำหรับชั้น 2 ก็เป็นที่พักของสามีและภรรยาเจ้าของบ้าน ส่วนชั้น 3,4 และ 5 ก็เป็นที่พักของลูก ๆ ทั้ง 3 ซึ่งบางคนก็ยังใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ โดยหวังว่าวันใดบรรดาลูก ๆ กลับมาเมืองไทยเมื่อไหร่ก็ได้อยู่ร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก เหมือนสมัยลูกยังเด็ก ๆ (แถมหลาน ๆ ที่ติดมาด้วย) ส่วนชั้นบนสุด ซึ่งเป็นชั้นดาดฟ้า ผมก็ได้ออกแบบให้เป็นสวนเอาไว้นั่งเล่น กินลม ชมวิว ทิวทัศน์มหานคร "กรุงเทพฯ" ซึ่งในย่านนั้นเต็มไปด้วย "ตึกระฟ้า" กลางคืนก็เต็มไปด้วยแสงสีไฟตระการตาเหมือนเมืองฟ้าเมืองอมรมีความทันสมัยไม่ผิดอะไรจากมหานครทั่วโลก

“บ้านกึ่งบูทิคอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ย่าน “ราชเทวี”

          ก็หวังว่า "บ้านกึ่งบูทิคอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ใจกลางเมืองย่าน "ราชเทวี" บนถนน "เพชรบุรีตัดใหม่" หลังนี้คงโดนใจแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" อีกหลายท่านที่อาศัยอยู่บ้าน 1-2 ชั้น บนพื้นที่ 100 ตารางวา++ และคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับปรุงดัดแปลงบ้านหลังเก่าที่อยู่ในทำเลที่ดีเยี่ยมเช่นนี้ เพื่อให้มีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มมากขึ้น ก็คงต้องยอมรับความจริงครับว่าใครคิดที่จะเป็นเจ้าของบ้านเดี่ยวสักหลังใจกลาง "กรุงเทพฯ" นั้นเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ เพราะในโลกความเป็นจริงในปัจจุบันเมื่อคิดถึงบ้านเดี่ยวก็เป็นที่รู้กันว่าจะต้องอยู่ไกลจากใจกลางเมืองไปบริเวณชานเมือง ซึ่งบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดินแต่ละหลังก็ไม่ใช่ราคาถูก ๆ ครับ สู้รื้อบ้านเก่าแล้วสร้างขึ้นใหม่บนที่ดินเดิมก็น่าจะดีกว่า ยิ่งบรรดา "เศรษฐีเก่า" (ชาว "บางสตางค์น้อย" ) ก็ยิ่งจะทำใจไม่ได้ ที่จะต้องจ่ายเงิน 8-10 ล้านบาท สำหรับบ้านเดี่ยวบนที่ดิน 100 ตารางวา ++ ในทำเลชานเมืองที่พอใช้ได้ สู้สร้าง "บ้านกึ่งบูทิคอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" หลังใหม่บนที่ดินเดิมน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า ประหยัดกว่าและที่สำคัญจะเป็นที่รวบรวมเอาคน 3 รุ่น 3 วัย ทั้งพ่อ แม่ ลูก และหลาน จะได้มีโอกาสอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข บนที่ดินผืนเก่าในย่าน "ทำเลทอง" และอยู่บนอาคารหลังใหม่ที่สามารถตอบโจทย์การใช้สอยได้ดีกว่าและลงตัวกว่าครับ

          สำหรับแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ท่านใดที่สนใจรายละเอียดของ "บ้านกึ่งบูทิคอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ย่าน "ราชเทวี" ใจกลาง "กรุงเทพฯ" หลังนี้ ก็สามารถศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ใน "เว็ปไซต์" ยอดฮิตของชาว "คนรักบ้าน" www.homeloverthai.com และพบกับสาระน่ารู้ของ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" รูปแบบใหม่ ๆ ที่หลากหลายในอีกสองสัปดาห์หน้าครับ

“บ้านไม่บานประยุกต์” แบบ “ย้อนยุค” ที่ไม่กลัวน้ำ (ท่วม)

          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "บ้านไม่บาน" สำหรับในสัปดาห์นี้ผมภูมิใจนำเสนอรูปแบบ "บ้านไม่บานประยุกต์" ในแบบ "ย้อนยุค" ที่ไม่กลัวน้ำ (ท่วม) ดูเผิน ๆ ก็ยังมี "กลิ่นอาย" ของ "บ้านเรือนไทยโบราณ" แฝงอยู่บ้างอาจเป็นเพราะเป็นรูปแบบบ้านที่มีการยกพื้นสูงและในขณะเดียวกันก็มีหลังคาทรง "ปั้นหยา" และทรง "จั่ว" ซ้อนชั้นทรงสูง ซึ่งผมต้องสารภาพตามตรงครับ ว่าบางทีคนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็ไม่เข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมการกินอยู่ของคนไทยในอดีต หากดูตามสภาพ "ภูมิบ้าน" , "ภูมิเมือง" และ "ภูมิสังคม" แล้ว คงไม่มีใครปฏิเสธได้หรอกครับว่า ทำเลที่ตั้งของดินแดน "ขวานทอง" แห่งนี้อยู่บนเส้น "ศูนย์สูตร" หรือ "ทรอปิคออฟแคนเซอร์" ก็ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่าโลกเหมือนมะนาวลูกหนึ่ง "สยามประเทศ" ของเรานั้นอยู่ตรงกลางลูกมะนาวในแนวนอนพอดีครับ เป็นผลให้มีสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น คือ แดดแรง และฝนตกชุกเกือบทั้งปี ดังนั้นความร้อนและความชื้นจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการออกแบบอาคารบ้านเรือนในเขตร้อนชื้น ผมเพิ่งจะมาเข้าใจตรรกะในการออกแบบและการก่อสร้างของ "เรือนไทย" ที่ทำไมต้องสูง โปร่ง โล่ง สบาย เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ดี ทั้งยังจะต้องไม่เก็บทั้งความร้อนและความชื้น อาคารบ้านเรือนจำเป็นจะต้องระบายทั้งความร้อนและความชื้นออกไปให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด แบบยิ่งมาเร็วไปเร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งส่งผลให้การใช้ชีวิตใน "เรือนไทย" ก็อยู่สุขสบายมากขึ้นเท่านั้น

“บ้านไม่บานประยุกต์” แบบ “ย้อนยุค” ที่ไม่กลัวน้ำ (ท่วม)

          สำหรับในสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอ "บ้านไม่บานประยุกต์ " แบบ "ย้อนยุค" ที่ทั้ง "ทันสมัย" และ "ร่วมสมัย" ซึ่งเป็นการอนุรักษ์สืบสานและพัฒนาต่อยอดจากของ "บ้านเรือนไทย" แบบเดิม ๆ โดยพิจารณาคัดสรรเลือกสิ่งที่ดีมีคุณค่าอันเป็นมรดกทางภูมิปัญญาของบรรพชน เพื่อรองรับวิถีชีวิต "สมัยใหม่" และในขณะเดียวกันก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติในเขตเส้น "ศูนย์สูตร" ที่แดดแรง ฝนตกชุก มิหนำซ้ำในบางปีก็ต้องประสบปัญหาน้ำท่วมแบบฉับพลัน ซึ่งจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับสิ่งเหล่านี้ให้ได้อย่างอ่อนน้อมถ่อมตนและให้เกียรติ ต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติซึ่งหากพิจารณาดู "บ้านไม่บานประยุกต์" หลังนี้ จะเห็นว่าดูผิวเผินก็อาจจะเหมือน "เรือนไทย" ทั่วไป แต่หากพิจารณาแบบลึก ๆ แล้วจะเห็นว่ามี "การต่อยอด" ไปมากมายพอสมควรเพราะ "เรือนไทย" ในอดีตก็ไม่ใช่เรือนรูปแบบนี้ครับ

          ซึ่ง "บ้านไม่บานประยุกต์" หลังนี้โดยลักษณะเด่น ๆ ที่เห็นชัด คือ เป็นเรือน 2 ชั้น ยกใต้ถุนสูง โดยชั้นล่างถูกออกแบบเพื่อให้ใช้เป็นพื้นที่เอนกประสงค์ ทำเป็น "บานเซี้ยม" แบบโบราณที่สามารถพับเก็บได้เอาไว้เผื่อฤดูน้ำท่วมก็ปล่อยให้น้ำหลากไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องมีกระสอบทรายกั้นน้ำแต่ประการใด โดยเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างและตกแต่งที่สามารถทนน้ำท่วมได้นาน 3-5 เดือนเป็นอย่างน้อย เพราะเมื่อน้ำลดแล้วก็แค่ทำความสะอาดหรือทาสีใหม่ก็สามารถใช้งานได้อย่างเดิม สำหรับเฟอร์นิเจอร์ชั้นล่างก็เป็นแบบ "ลอยตัว" สามารถยกเคลื่อนย้ายได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาฤดูน้ำหลากที่เกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลัน จำเป็นที่จะต้องเคลื่อนย้ายสัมภาระในเวลาไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถทำได้ง่าย โดยอาศัยแรงงานในครัวเรือนก็สามารถทำได้ นอกจากนั้นจุดเด่นที่สำคัญอีกประการของ "บ้านไม่บานประยุกต์" หลังนี้ คือ มี "ศาลา" ในยามปกติก็สามารถใช้เป็นพื้นที่รับแขกหรือที่นั่งเล่นกินลมชมสวน สำหรับในยามน้ำหลากก็ใช้ "ศาลาท่าน้ำ" ในขณะเดียวกัน "ศาลา" นี้แหละครับยังช่วยทอนสัดส่วนความสูงชะลูดของ "บ้านไม่บานประยุกต์" หลังนี้ ถัดจากศาลาก็จะเป็น "ชานบ้าน ชานเรือน" ซึ่งเชื่อมต่อ "เรือนหลังใหญ่" กับ "เรือนนั่งเล่น" ซึ่งพื้นที่นี้ใช้สำหรับเป็นพื้นที่เอนกประสงค์ อาจจะตั้งวงปี่พาทย์ เล่นดนตรีไทยเดิมหรือจะใช้เป็นพื้นที่สำหรับการสังสรรค์ สนทนาเฮฮาปาร์ตี้ก็ดูจะเหมาะไม่ใช่น้อย ถึงพื้นที่ "เรือนนั่งเล่น" ที่ผมออกแบบไว้จะขนาดไม่ใหญ่นัก แต่พอเชื่อมต่อกับพื้นที่ "ชานบ้าน ชานเรือน" ก็ยิ่งทำให้ดูโล่งโปร่งสบาย

“บ้านไม่บานประยุกต์” แบบ “ย้อนยุค” ที่ไม่กลัวน้ำ (ท่วม)

          ส่วน "เรือนหลังประธาน" ซึ่งเป็น "เรือนหลังใหญ่" ที่สุดในบ้าน ก็จะใช้เป็นพื้นที่สำหรับห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องพระ ห้องสมุด และที่เตรียมอาหาร ตลอดจนห้องน้ำ ฯลฯ ก็น่าจะครบถ้วนถึงพร้อมครับ สามารถตอบโจทย์วิถีการดำรงชีวิตแบบ "ไทยใหม่" ที่ "ร่วมสมัย" ที่สามารถยืนหยัดเคียงคู่อยู่ร่วมกับสภาพธรรมชาติ ถึงจะแปรปรวนไปสักแค่ไหน ถึงแม้น้ำจะไหลบ่าท่วมหนักเท่าใดก็บ่ยั่น เพราะได้มีการเตรียมตัวรับมือกันอย่างรอบคอบแล้วกับวิกฤติการณ์ทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตครับ

          นอกจากนั้นรูปทรงของตัวเรือนก็มีเสน่ห์อย่างประหลาดเพราะเป็นการผสมผสานหลังคาทรง "ปั้นหยา" ที่ผมบรรจงออกแบบมาอย่างเอาใจใส่ บวกกับการเสริมความงามให้หลังคาลดความแข็งกระด้างให้มีรูปลักษณ์ที่อ่อนช้อยมากขึ้นด้วย "ลายไม้ฉลุ" นอกจากหลังคาทรง "ปั้นหยา" แล้วผมก็ยังได้ผสมผสานอย่างลงตัวกับหลังคา "ทรงจั่ว" โดยผมออกแบบให้หลังคาลดหลั่นกันเป็นชั้น ๆ ทำให้สามารถระบายอากาศใต้หลังคาได้อย่างสะดวก นอกจากนั้นโครงหลังคาที่มีความลาดเอียงสูงก็ช่วยในการระบายน้ำฝนได้เป็นอย่างดี เป็นการลดปัญหาเรื่องรั่วซึมไปในตัว ในส่วนพื้นที่ใต้หลังคาก็ยังสามารถดัดแปลงการใช้สอยเป็นพื้นที่เอนกประสงค์ที่สามารถใช้เป็นห้อง "เก็บของ" หรือเก็บ "สัมภาระ" ตลอดจน "สัมภารก" ที่คิดว่าจะได้ใช้ ความเป็นจริงแล้วไม่ค่อยจะได้ใช้ ก็เพื่อให้บ้านไม่แน่นเต็มไปด้วยสิ่งของ ทำให้เกิดบรรยากาศโล่ง โปร่ง สบาย เรียกได้ว่า ลงตัวทุก "มิติ" ครับ

          สำหรับรูปแบบ "บ้านไม่บานประยุกต์" ที่ผมได้นำเสนอในสัปดาห์นี้ก็คงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายครับ แต่เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งในกระบวนการ "แลกเปลี่ยน","เรียนรู้" และ "แบ่งปัน" ที่น่าจะลงตัวทั้งยังถูกกาลเทศะเป็นอย่างยิ่ง สำหรับแฟน ๆ ชาว "บ้านไม่บาน" ทั่วประเทศที่โหยหาความเป็นไทย มีความภูมิใจในความเป็นไทย และยอมรับโดยดุษฎีว่าโอกาสที่บ้านของท่านจะเจอน้ำท่วมหนัก ๆ อย่างในอดีตที่ผ่านมามีความเป็นไปได้สูงที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต ก็ลองนำแบบ "บ้านไม่บานประยุกต์" ของผมหลังนี้ไปต่อยอดความคิดกันดูครับ ก็น่าจะเกิดประโยชน์ สัปดาห์นี้คงมีสาระน่ารู้เพียงแค่นี้ พบกับรูปแบบ "บ้านไม่บาน" ที่ "งามง่าย พอเพียง เป็นทั้งที่รักและที่พักอาศัย" กันได้ใหม่ในอีกสองสัปดาห์หน้าครับ

“เหลียวหลัง” เพื่อ “แลหน้า” สู่ “ตึกระฟ้า” สายพันธุ์ “ไทย”

            เมื่อ "เหลียวหลัง" เพื่อ "แลหน้า" อันจะนำไปสู่ "ตึกระฟ้า" ที่สูงที่สุดใน "ASEAN" ลองมองย้อนไปดูอดีตที่ยาวไกลจะเห็นได้ว่า คนทั่วโลกได้สร้างสิ่งปลูกสร้างใหญ่โตโอฬารที่สูงระฟ้าได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ในยุคสมัยโบราณ เมื่อหลายพันปีมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปิรามิด , มหาวิหาร, สถูป, ปรางค์, เจดีย์ ฯลฯ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยปัจจัยทางด้าน "ศรัทธานุภาพ" หรือพลังความเชื่อทางศาสนา และความเคารพศรัทธาต่อพระเจ้าหรือเหล่าทวยเทพ หรือศาสดาในศาสนาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นศาสนา "พหุเทวนิยม" ในยุคเริ่มแรก หรือศาสนา "ฮินดู", "พุทธ", "คริสต์" และ "อิสลาม" ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีสิ่งปลูกสร้างประเภทหอคอย ปราสาท อนุสาวรีย์ ที่มักเกิดขึ้นโดยประสงค์ของผู้มีอำนาจสูงสุดของรัฐหรือประเทศ ได้แก่ กษัตริย์ หรือพระมหาจักรพรรดิ ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นปัจจัยทางด้าน "ราชานุภาพ" ที่แสดงถึงพลังอำนาจ ความยิ่งใหญ่ในการปกครองไพร่ฟ้าประชาชน แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุคความรุ่งเรืองก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม พลังอำนาจด้าน "นวัตกรรมานุภาพ" โดยเฉพาะความก้าวหน้าด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม และทางวิศวกรรมโครงสร้าง นำไปสู่การพัฒนาด้าน "นวัตกรรม" การก่อสร้างและการประดิษฐ์คิดค้นอุปกรณ์การก่อสร้างสมัยใหม่ในศตวรรษที่ 19 ที่สามารถสนองความต้องการของมนุษย์ได้มากขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้การก่อสร้างอาคารสูงทำได้ง่ายขึ้น

“เหลียวหลัง” เพื่อ “แลหน้า” สู่ “ตึกระฟ้า” สายพันธุ์ “ไทย”

            นอกจากนั้นการก้าวสู่ "ยุคทุนนิยม" เต็มรูป ในศตวรรษที่ 20 ผลประโยชน์มหาศาลทางเศรษฐกิจและการค้าพาณิชย์ เริ่มเป็นปัจจัยหลักมากขึ้น การก่อสร้าง "ตึกระฟ้า" เริ่มมีการคิดคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของการใช้ที่ดิน และธุรกิจการค้า โดยเฉพาะการก่อสร้าง "ตึกระฟ้า" ในเขตศูนย์กลางเมืองใหญ่ ที่มีประชากรขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่ดินมีจำกัด และราคาสูงมากขึ้นมีความจำเป็นทางด้านเศรษฐกิจการลงทุนมากขึ้น "ตึกสูงระฟ้า" รูปแบบที่หลากหลายจึงถูกพัฒนาขึ้น ดังกรณีการสร้าง "ตึกระฟ้า" ขึ้นมากมายใน "นิวยอร์ก", "ชิคาโก" เป็นต้น จากนั้นเมื่อโลกเข้าสู่ยุค "โลกาภิวัตน์" ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 และต่อเนื่องถึงศตวรรษที่ 21 บริษัทขนาดใหญ่ของธุรกิจข้ามชาติที่มั่งคั่งร่ำรวย ได้ใช้ "พลังเงิน" หรือ "ธนานุภาพ" ที่มีอยู่จนล้นเหลือบันดาลให้มีการสร้าง "ตึกระฟ้า" มากขึ้นตามลำดับ ประกอบกับการแข่งขันกันในด้านการตลาด และธุรกิจการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการสร้าง "ภูมิสัญลักษณ์" ของเมือง และ ด้าน "ศักดิ์ศรี" ของบริษัทและของประเทศ ตลอดจนการแข่งขันสู่ความเป็นผู้นำและความยิ่งใหญ่ของโลกทุนนิยม เพื่อสนองความ "ภาคภูมิใจ" หรือ "อัตตา" แห่งตน ที่เรียกว่าเป็นพลังขับดันด้าน "อหังการ์นุภาพ" ทั้งบริษัทยักษ์ใหญ่ และการสนับสนุนของผู้นำประเทศ ส่งผลให้การแข่งขันสร้าง "ตึกระฟ้า" ที่สูงที่สุดยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องตลอดมา

            "ตึกระฟ้า" รุ่นใหม่ ได้เริ่มขยายจากเดิมที่เคยกระจุกตัวใน "ชิคาโก" และ "นิวยอร์ก" ของ "สหรัฐอเมริกา" เป็นเมืองใหญ่อื่นๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในแถบเอเชีย ได้แก่ "สิงคโปร์", "กัวลาลัมเปอร์","กรุงเทพฯ", "เซียงไฮ้" , "ไทเป" และ "ดูไบ" ทั้งนี้ "ตึกระฟ้า" ที่เคยสูงที่สุดก็ถูกทำลายสถิติไปตามลำดับกาลเวลา เช่น "ตึกเอมไพร์เสตท" ของ "สหรัฐอเมริกา" อันโด่งดัง ที่สูง 381 เมตร ในปี ค.ศ. 1931 ถูกทุบสถิติมาหลายครั้งกระทั่งในปี ค.ศ. 2010 ตึกที่สูงที่สุดในโลก คือ "ตึกบูร์จคาลิฟา" ที่ "ดูไบ" ใน "สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์" ที่มีความสูงมากกว่า 2 เท่าตัวของ "ตึกเอมไพร์เสตท" คือ สูงถึง 828 เมตร นอกจากนี้รูปแบบทางสถาปัตยกรรมก็แปรเปลี่ยนจากรูปแบบดั้งเดิมแนวประเพณีนิยมเป็นกล่อง 4 เหลี่ยม เป็นแนวสมัยใหม่มากยิ่งขึ้นหรือแนวสถาปัตยกรรมนานาชาติ ที่เน้นความเรียบง่ายและประโยชน์ใช้สอยมากขึ้นหลากหลายขึ้น ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้ และผมเชื่อว่าในอนาคตข้างหน้า ลักษณะของรูปทรง "ตึกระฟ้า" ที่จะสร้างขึ้นใหม่ ก็ยิ่งมีความหลากหลายซับซ้อน และแปลกใหม่มากขึ้น มีการผสมผสานการใช้ประโยชน์แบบอเนกประสงค์มากขึ้น ทั้งสำนักงานออฟฟิศ การค้าพาณิชย์ โรงแรม และที่อยู่อาศัย เป็นต้น ตัวอย่างเช่น ตึก " Light House Tower Dubai" ซึ่งมีความสูง 400 เมตร กำหนดสร้างเสร็จปี ค.ศ. 2011 ตึก "Anara Tower Dubai" มีความสูง 600 กว่าเมตร ซึ่งอยู่ระหว่างการออกแบบ และตึก "Burj Mubarak Al-Kabir" ที่เมือง "Madinat al-Hereer" ประเทศ "คูเวต" มีความถึง 1,001 เมตร ซึ่งจะกลายเป็นตึกสูงสุดในโลกแทนที่ตึก "Burj Dubai" ที่ประมาณการเอาไว้ว่าอาจจะต้องใช้เวลาในการก่อสร้างยาวนานถึง 25 ปี

            ในอนาคตบรรดาเมืองใหญ่ทั้งหลายในประเทศต่าง ๆ ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง หลายเมืองกลายเป็น "โลกมหานคร" (Global city) หรือ "อภิมหานคร" (Mega city) ที่ประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 10 ล้านคน ซึ่ง "กรุงเทพฯ" ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ และมีหลาย "อภิมหานคร" ที่กำลังขยายตัวเติบโตเป็น "อภิมหึมามหานคร" (Tetra city) ที่มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 20 ล้านคน ดังนั้นจึงคาดว่าการขยายตัวของเมืองและประชากรที่หนาแน่นในเขตเมืองใหญ่ ประกอบกับปัจจัยทางด้านพลังแห่ง "ธนานุภาพ" และ "อหังการ์นุภาพ" ของ บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย พลังแห่ง "จินตนานุภาพ" ประกอบกับความสามารถของสถาปนิกและวิศวกรรุ่นใหม่ รวมทั้งความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการก่อสร้าง จะทำให้ "ตึกระฟ้า" จะยังคงเกิดขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่องเป็น "ตึกระฟ้า" ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็น "ตึกเสียดฟ้า" ที่น่าทึ่ง ที่ยังคงมีการออกแบบและสร้างสรรค์ในหลากหลายมิติอย่างน่ามหัศจรรย์กันต่อไปภายในอนาคตอันใกล้นี้ครับ

“บ้านสวยเมืองงาม” ที่ “เวนิส” (2)

          สวัสดีครับแฟนๆ ชาว "คนรักบ้าน" เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้พาแฟน ๆ ไปเที่ยวเมือง "เวเนเซีย" หรือ เมือง "เวนิส" ในประเทศ "อิตาลี" เพื่อชื่นชมกระบวนการ "บ้านสวยเมืองงาม" ของคน "เมืองน้ำ" ที่มีชื่อก้องโลกแห่งนี้ ที่สามารถรักษาเมืองอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของพวกเขาได้มายาวนานเกือบร่วม 900 ปี และพัฒนาเมืองไปสู่ความทันสมัยก้าวผ่านยุคสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ในอดีตไม่ว่าจะเป็นยุค "เรเนอร์ซองส์" จนถึงยุค "โลกาภิวัตน์" ในปัจจุบันที่การสื่อสารผ่านดาวเทียมระบบ "ดิจิตอล" ได้ครอบทั้งโลก แต่ชาวเมือง "เวนิส" ก็ยังสามารถอนุรักษ์ สืบสานและพัฒนา วิถีการดำรงชีวิต ตลอดจนรูปแบบของอาคารบ้านเรือนของพวกเขาได้อย่างกลมกลืนและน่าทึ่งจนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน "มรดกโลก" ที่คนทั่วโลกต้องทะนุบำรุงดูแลรักษาไว้ครับ ซึ่งจะว่าไปแล้ว "เวนิส" ในบางอารมณ์ก็คล้ายคลึงกับอาคารบ้านเรือนในที่ราบลุ่มของเมืองไทยเราที่มีน้ำท่วมถึง ที่มักจะตั้งอาคารบ้านเรือนอยู่ริมน้ำ ใช้เครือข่ายคูคลองเป็นการสัญจร จึงจำเป็นต้องใช้เรือเป็นพาหนะคล้ายคลึงกัน แต่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถรักษา "อัตลักษณ์" อันเป็น "เอกลักษณ์" ของ "เมืองน้ำ" เอาไว้ได้อย่างชาว "เวนิส"

“บ้านสวยเมืองงาม” ที่ “เวนิส” (2)

          จากการที่ผมพยายามหาคำตอบว่าทำไม "เวนิส" ถึงแข็งแกร่งขนาดนี้ คำตอบที่ผมค้นพบคือ "รากแก้ว" ทางศิลปะวัฒนะธรรมและภูมิปัญญา ตลอดจนวิถีการใช้ชีวิตแบบ "ร่วมสมัย" ของชาว "เวนิส" นั้นได้หยั่งรากลึกลงไปในบริเวณริมน้ำ ปากอ่าว "อาเดรียติก" ก่อเกิดเป็นความรักความหวงแหนขึ้นในใจของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นของชาว "เวเนเซีย" เอง หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวอย่างผม ก็อยากให้ "เวนิส" ยังคงสภาพอยู่เช่นนี้ รักที่จะเห็นบรรยากาศอย่างนี้คงอยู่ตลอดไปครับ

          หากว่ากันไปตามสภาพทาง "ภูมิสังคม" แล้ว "เวนิส" เป็นเมืองศูนย์กลางการค้าขายที่สำคัญของ "อิตาลี" ที่เต็มไปด้วยบรรดาเศรษฐีผู้ดีมีเงิน,นักการเมืองที่ทรงอำนาจ และบรรดาพ่อค้า "วาณิช" ถึงขนาด "วิลเลียม เชกสเปียร์"เมื่อ 400 ปีก่อน ก็ยังประพันธ์เรื่องราวเกี่ยวกับเมือง "เวนิส" โดยให้ชื่อว่า "The Merchant of Venice" ที่ต่อมาล้นเกล้า "รัชกาลที่ 6" ก็ได้ทรงแปลวรรณกรรมชิ้นเยี่ยมนี้ ทรงให้ชื่อว่า "เวนิสวาณิช" ซึ่งได้สะท้อนถึงความเป็น "เมืองท่า" ที่สำคัญตั้งแต่ยุคโบร่ำโบราณครับ

“บ้านสวยเมืองงาม” ที่ “เวนิส” (2)

          จะว่าไปแล้วผมเคยมาเยี่ยมเยือน "เวนิส" หลายครั้ง และทุกครั้งก็กลับมาด้วยความอิ่มเอิบใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้อยู่ใน "จตุรัสซานมาร์โก" และมองออกไป 360 องศา รอบตัวเห็นเมือง "เวนิส" ที่สวยงาม ในเบื้องหน้าของผมและผืนน้ำที่กว้างใหญ่ไพศาลเป็นสีเขียวน้ำเงินอมฟ้า "เทอร์ควอยส์" ของทะเล "อาเดรียติก" ต้องมนต์เสน่ห์ของเกลียวคลื่นบนผิวน้ำอันเวิ้งว้างช่างงามระยับจับตา ยามที่เล่นล้อกับแสงแดด เห็นภาพของเรือ "กอนโดลา" ที่แทรกตัวอยู่ในท้องน้ำอย่างกลมกลืน ณ ที่ตรงนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวและความทรงจำที่น่าประทับใจมากมาย ผมหลับตาแล้วนึกย้อนไปถึงชาว "เวนิส" ที่ชื่อ "มาร์โก โปโล" (Marco Polo) เมื่อกว่า 700 ปี ล่วงแล้ว (ในปี ค.ศ.1271) ก็ได้ออกเดินทางท่องไปสู่ซีกโลกตะวันออกไปในดินแดนของเส้น "ทางสายไหม" หรือ "คาร์เธ่ย์" ที่แทบจะไม่มีใครรู้จัก และกลับบ้านที่ "เวนิส" ในอีก 20 ปีต่อมา นับได้ว่าเป็นการเดินทางที่ยาวไกลและกินเวลายาวนานมากครับ แต่ก็คุ้มค่า เพราะ "มาร์โก โปโล" ก็ได้นำศิลปะวิทยาการอีกซีกโลกหนึ่งโดยเฉพาะจาก "จีน" ซึ่งนักเดินทางท่องโลกผู้นี้ได้ไปช่วยงานในราชสำนักของ "จักรพรรดิกุบไลข่าน" แห่ง "ราชวงศ์หยวน" อยู่ที่เมือง "หางโจว" ยาวนานกว่า 17 ปี นำศิลปะและวิทยาการของตะวันออกไกลมาให้ชาว "เวนิส" นำมาพัฒนาต่อยอดทางความคิด ไม่ว่าจะเป็นการทำเส้น "บะหมี่" ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นเส้น "สปาเก็ตตี้" ที่ปัจจุบันได้กลายเป็นอาหารหลักของชาว "อิตาลี" ไม่น้อยหน้า "พิซซ่า" รวมถึงบรรดา อาวุธยุทโธปกรณ์, ดินปืน ฯลฯ ทำให้ได้รับรู้ว่าชาว "เวเนเซีย" เป็นคนเปิดกว้างไม่ใช่ประเภท "น้ำเต็มแก้ว" พร้อมที่จะเรียนรู้และรับรู้ศิลปะวิทยาการใหม่ ๆ ศาสตร์แขนงใหม่ ๆ โดยไม่ปิดกั้นตัวเอง ภายใต้เงื่อนไขของการนำมาปรับประยุกต์ใช้ให้พอเหมาะ พอดี และพอควรกับวิถีการดำรงชีวิตเป็นผลให้ "เวนิส" ได้กลายเป็น "เมืองท่า" ที่สำคัญในแผนที่โลกที่ใครๆ ก็รู้จักและใฝ่ฝันว่าสักครั้งขอมาเยี่ยมเยือน "เมืองน้ำ" แห่งนี้ เพราะ "เวนิส" เป็นเมืองที่มี "อัตตลักษณ์" เฉพาะตัวที่ชัดเจน ทั้งยังมีรูปแบบทาง "ภูมิบ้าน", "ภูมิเมือง" และ "ภูมิสังคม" ที่เป็น "เอกลักษณ์" ที่ติดตราตรึงใจ ทั้งยังมีเสน่ห์น่าหลงใหลทำให้ยิ่งค้นหาก็ยิ่งค้นพบ ทั้งยังมีความงดงามในด้านการวางผังเมืองและรูปลักษณ์ทางสถาปัตยกรรม จึงจัดได้ว่าเป็นหนึ่งใน "บ้านสวย เมืองงาม" อย่างแท้จริง ผมจึงไม่แปลกใจเลยครับว่าใคร ๆ ก็รัก "เมืองแห่งสะพาน" (City of Bridges) นี้ ก็ไม่แปลกใจว่าในแต่ละปีก็จะมีนักเดินทางท่องเที่ยวแวะเวียนมาเยี่ยมเยียน "เวนิส" ปีละกว่า 25 ล้านคน ทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมของ "เวนิส" เฟื่องฟูเป็นอย่างยิ่งครับ จะว่าไปแล้วอาคารบ้านเรือนใน "เวนิส" ที่มีลักษณะเฉพาะตัวขึ้นมาได้ก็เป็นเพราะ "วิถีชีวิต" ของ "ชาวน้ำ" ของชาว "เวเนเซีย" นั่นเอง ผมลองหลับตานึกภาพ "เรือนทรงไทย" ริมน้ำที่มี "ศาลาท่าน้ำ" แบบไทย ๆ ก็ดูจะมีเสน่ห์ไม่น้อยหน้าอาคารบ้านเรือนใน "เวนิส" แต่ที่น่าเสียดายเหลือเกินที่ในปัจจุบันการพัฒนามุ่งเน้นไปสู่ "ความทันสมัย"(Modernization) แบบทุบทิ้งทำลายของเก่าแบบ "ขุดรากถอนโคน" เพื่อสร้างใหม่ แทบจะไม่เหลือ "ของดีที่เคยมีอยู่" อันเป็นมรกดทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาพื้นถิ่นแบบดั้งเดิมให้เห็น

“บ้านสวยเมืองงาม” ที่ “เวนิส” (2)

          ดูหนังดูละครก็ย้อนกลับมาดูตัวเองครับ บ้านเราที่ในอดีตถูกกล่าวขานว่าเป็น "เวนิสแห่งตะวันออก" ณ "สยามประเทศ" ที่มีความงดงามไม่ด้อยกว่า "เวนิส" ณ. "อิตาลี" ผมเคยแลกเปลี่ยนทัศนคติกับโปรเฟสเซอร์รอสคิงส์แห่งมหาวิทยาลัย "เมลเบิร์น" ซึ่งนอกจากเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของผมแล้ว ยังได้รับการยกย่องว่าเป็น "กูรู" ด้านออกแบบและวางผังเมืองที่มีชื่ออีกท่านหนึ่งของโลกซึ่งเคยบอกกับผมว่า คนไทยสามารถฟื้นฟูโครงข่ายของคูคลองเดิมได้ถ้าตั้งใจมุ่งมั่นทำกันอย่างจริง ๆ จัง ๆ เพราะแท้จริงแล้วคูคลองที่มีอยู่หลายร้อยปีนั้นยังไม่ได้หายไปไหน ยังคงอยู่ที่เดิมเพียงแต่ถูกถมแทนที่ด้วยท่อระบายน้ำขนาดใหญ่เพื่อใช้เป็นทางสัญจรของรถที่เข้ามาแทนที่เรือ แต่ถ้าเมื่อไหร่เรามีโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนที่สมบูรณ์เต็มรูปแบบ ก็จะส่งผลให้การใช้รถยนต์ส่วนตัวก็จะลดลง เมื่อนั้นแหละครับก็คงได้มีโอกาสฟื้นฟูเครือข่ายคูคลองอีกครั้งหนึ่ง ผมนึกถึงเมื่อครั้งที่ไปเยี่ยมเยียน "บ้านสวยเมืองงาม" ที่ "เกาหลี" ได้ไปเยี่ยมคลอง "ชองเกชอน" ซึ่งเดิมก็เป็นคลองน้ำเน่าเหม็นเต็มไปด้วยมลพิษไหลผ่านใจกลาง "กรุงโซล" เมืองหลวง ก็ยังสามารถเปลี่ยนคลองน้ำเน่าให้เป็นน้ำดีได้และได้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่เปิดโล่งที่สำคัญของชาวเกาหลีที่ได้พักผ่อนหย่อนใจกันครับ

          ดังนั้นเมื่อเห็นชาว "เวนิส" ทำได้ เห็นชาว "โซล" ทำได้ แล้วทำไมบรรดา "คนรักบ้าน" ชาวไทยที่ก็ไม่ได้ด้อยกว่าชนชาติใดทั้งกำลังสติปัญญาความคิดและความมุ่งมั่นจะทำไม่ได้ แต่ที่ยังไม่ได้ทำก็เพราะมัวแต่ทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่ครับ และประกอบกับบรรดาผู้มีอำนาจวาสนาที่เข้ามาบริหารจัดการบ้านเมืองที่ผ่านมาล้วนแล้วแต่เห็นประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ไหน ๆ ก็จะมีการ "ปฏิรูปการเมือง" กันแล้วน่าจะ "ปฏิรูปการบ้าน" พร้อมกันไปเลยทีเดียว และหนึ่งในนโยบาย "การปฏิรูปการบ้าน" ที่ผมใฝ่ฝันมาโดยตลอด คือ การเอาถนนหนทาง รวมทั้งมลพิษอันเป็นผลจากรถติดวินาศสันตะโรกลับคืนไป และขอเครือข่ายคูคลองและเรือพายเรือแจวรวมทั้งเรือ "เอี่ยมจุ้น" ของปู่ ย่า ตา ทวด เราคืนมา จะได้สมศักดิ์ศรีที่โลกในอดีตได้กล่าวขานว่า บ้านเราเมืองเรานั้นสวยงามได้รับการยกย่องว่าเป็นเมือง "Venice of the East" ไม่น้อยหน้าเมือง "Venice of the West" ครับ

<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 1 - 10 of 1616
บ้านไม่บานยอดนิยม อพาร์ตเม้นท์ไม่บานยอดนิยม พิมพ์เขียวแบบบ้าน 999 บาท
การบรรยาย “บ้าน+อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน”  กับอาจารย์เชี่ยว ในหัวข้อ “ทฤษฎีใหม่” กับการลงทุนอสังหาฯ+บูรณาการ (บ้าน+อพาร์ทเม้นท์บาน+บูทิคโฮเทลไม่บาน+คอนโดมิเนียมไม่บาน)  สไตล์   “อกาลิโก” + “ไฮโซ” + “โลว์คอส”

เปิดตัวแล้วสำหรับ หนังสือรวม  52  รูปแบบ “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน”  กับอาจารย์ “เชี่ยว  ชอบช่วย”

“HOTAP + CONDO” แดงแรงฤทธิ์ @ บ้านฉาง”

ออกแบบ+ก่อสร้างอพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอาจารย์เชี่ยว

บริการงานออกแบบตกแต่งภายในด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้จริง

บ้านไม่บานอัพเดต

"บ้านไม่บานประยุกต์" แบบ "ย้อนยุค" ที่ไม่กลัวน้ำ (ท่วม)

“บ้านไม่บานประยุกต์” แบบ “ย้อนยุค” ที่ไม่กลัวน้ำ (ท่วม)              สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "บ้านไม่บาน" สำหรับในสัปดาห์นี้ผมภูมิใจนำเสนอรูปแบบ "บ้านไม่บานประยุกต์" ในแบบ "ย้อนยุค" ที่ไม่กลัวน้ำ (ท่วม) ดูเผิน ๆ ก็ยังมี "กลิ่นอาย" ของ "บ้านเรือนไทยโบราณ" แฝงอยู่บ้างอาจเป็นเพราะเป็นรูปแบบบ้านที่มีการยกพื้นสูงและในขณะเดียวกันก็มีหลังคาทรง "ปั้นหยา" และทรง "จั่ว" ซ้อนชั้นทรงสูง ซึ่งผมต้องสารภาพตามตรงครับ ว่าบางทีคนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็ไม่เข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมการกินอยู่ของคนไทยในอดีต หากดูตามสภาพ "ภูมิบ้าน" , "ภูมิเมือง" และ "ภูมิสังคม" แล้ว คงไม่มีใครปฏิเสธได้หรอกครับว่า ทำเลที่ตั้งของดินแดน "ขวานทอง" แห่งนี้อยู่บนเส้น "ศูนย์สูตร" หรือ "ทรอปิคออฟแคนเซอร์" ก็ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่าโลกเหมือนมะนาวลูกหนึ่ง "สยามประเทศ" ของเรานั้นอยู่ตรงกลางลูกมะนาวในแนวนอนพอดีครับ . . .

อ่ า น ต่ อ . . .

"บ้านกึ่งบูทิคอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ย่าน "ราชเทวี"

“บ้านกึ่งบูทิคอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ย่าน “ราชเทวี”          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" สำหรับในสัปดาห์นี้ตามคำเรียกร้องของแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ที่ขอความอนุเคราะห์มาที่ผมให้ทำการออกแบบ "บ้านกึ่งบูทิคอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" บนที่ดินผืนงามใจกลาง "กรุงเทพฯ" ย่าน "ราชเทวี" บนถนน "เพชรบุรีตัดใหม่" ที่เข้าซอยไปไม่กี่สิบเมตร ซึ่งย่าน "เพชรบุรีตัดใหม่" นี้แต่เดิมนั้นเป็นเรือกสวนไร่นาครับ ฟังเขาเล่ากันว่าในอดีตที่ดินการเกษตรย่านนี้มีการจัดสรรเพื่อสร้างบ้านพักอาศัยขนาด 100 ตารางวาบ้าง 200 ตารางวาบ้าง หรือ ที่ดินบางแปลงมีเนื้อที่เป็นไร่ก็มี จะว่าไปแล้วบ้านเหล่านี้จำนวนมิใช่น้อยก็ยังคงหลงเหลืออยู่ เป็นบ้านที่ร่มรื่นเต็มไปด้วยไม้ยืนต้น ซึ่งบ้าน "กลางกรุง" เหล่านี้ส่วนมากมักจะเป็นบ้าน 2 ชั้น เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลาง "กรุงเทพฯ" การคมนาคมจึงสะดวกสบายสุด ๆ . . .

อ่ า น ต่ อ . . .
คลินิกคนรักบ้าน

อยากให้ "ชานบ้าน ชานเรือน"
ที่หายไปกลับมา


 

               จากการที่ผมได้คลุกคลีเกี่ยวกับการออกแบบอาคารบ้านเรือนมาตลอดระยะเวลา กว่า 30 ปี เห็นการเปลี่ยนของรูปแบบอาคารบ้านเรือนที่แปรเปลี่ยนไปตาม "วิถีการกินอยู่" แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงไปที่ไม่เหมาะสมสักเท่าไรคือ การค่อย ๆ ทยอยหายไปของ "ชานบ้าน ชานเรือน" ผมคิดว่าเด็กรุ่นหลัง ๆ คงไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับ "ชานบ้าน ชานเรือน" ที่น่าประทับใจอย่างผมเคยประสบพบมาในช่วงเยาว์วัยอันแสนสุขครับ . . .

อ่ า น ต่ อ . . .

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
รายการคนไทยไม่ท้อ >>  

รายการ แผ่นดินพอเพียง   

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
 

นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับ อ.เชี่ยว ฉบับสะสม
นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอ.เชี่ยว ฉบับสะสม เหลือเพียง 6 เล่ม
(เล่ม 7,8,9,10,11,12)  ราคาชุดละ 300 บาท  รวมค่าจัดส่งแบบลงทะเบียน
รายละเอียดการโอนเงิน
ชื่อบัญชี ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  ธนาคารกรุงเทพ ฯ  สาขาห้วยขวาง  ประเภทสะสมทรัพย์  บัญชีเลขที่  1764267272
แฟกซ์ pay  in
พร้อมระบุชื่อที่อยู่   หมายเลขโทรศัพท์ และ เล่มหนังสือที่สั่งซื้อ   มาที่หมายเลข  02-6441479 หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-2451399 และ 02-6441478 หรือ สำนักงานบ้านไม่บาน  เลขที่ 1  ซ.ประชาสงเคราะห์ 12   แขวงดินแดง  เขตดินแดง  กทม.  10400