สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

“ตึกแถวไม่บาน”

          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "คนรักบาน" สำหรับสัปดาห์นี้ผมจะพาแฟน ๆ ไปเที่ยวเกาะเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า "สิงคโปร์" หรือมีชื่อเรียกเป็นทางการว่า "สาธารณรัฐสิงคโปร์" กันครับ ซึ่งมีพื้นที่เพียง 697 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 5,543,494 คน ซึ่งพื้นที่ดินถือว่าไม่ใหญ่ไม่โตกว่าเกาะ "ภูเก็ต" ของไทยเราเท่าไหร่ครับ จะว่าไปแล้ว "สิงคโปร์" เป็นประเทศที่ไม่มี "ทรัพยากรธรรมชาติ" อะไรเป็นชิ้นเป็นอันครับ "ทรัพยากร" อย่างเดียวที่ "สิงคโปร์" มีก็คือ "คน" นอกจากนั้น "สิงคโปร์" ถือว่าเป็นประเทศเกิดใหม่ เพิ่งได้รับเอกราชในวันที่ 9 สิงหาคม ปี พ.ศ.1965 โดยแยกตัวมาจาก "สหพันธรัฐมาลายา" หรือ "มาเลเซีย" ในปัจจุบันโดยมีผู้นำ "สิงคโปร์" คนแรกคือ "ลี กวน ยู" และเป็นผู้นำตลอดกาลยาวนานมากว่า 25 ปี จนกระทั่งเกษียณอายุ ในปัจจุบันนายกรัฐมนตรีประเทศนี้ คือ "ลี เซียน ลุง" ซึ่งก็เป็นลูกชายของ " ลี กวน ยู" ก็บริหารจัดการประเทศนี้ต่อ ถือว่าเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีระบบเผด็จการรัฐสภาอย่างแท้จริง ซึ่งฝ่ายรัฐบาลคุมเสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จครับ

“ตึกแถวไม่บาน”

          อดีตนายกรัฐมนตรี "ลี กวน ยู" นั้นเชื่อว่าการที่จะนำพา "สิงคโปร์" ไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองภายใต้สภาวะการขาดแคลน "ทรัพยากรธรรมชาติ" นั้นไม่มีทางเลือกอื่น จะต้องพัฒนา "ทรัพยากรมนุษย์" อย่างเข้มข้นและจริงจัง เป็นผลให้ "สิงคโปร์" จึงเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา ดังนั้นงบประมาณส่วนใหญ่จึงทุ่มเทไปที่ "กระทรวงศึกษา" ก็ได้ผลครับ "คนสิงคโปร์" จึงเป็นคนที่มีคุณภาพสูงกว่าทุกชาติใน "อาเซียน" ทั้ง ๆ ที่เป็นประเทศที่เล็กที่สุด,ประชากรน้อยที่สุด และขาดแคลน "ทรัพยากรธรรมชาติ" ที่สุดใน "อาเซียน" แม้แต่น้ำที่ใช้อุปโภค บริโภคยังต้องนำเข้ามาจากประเทศ "มาเลเซีย" โดยผ่าน "จอร์โหบารู" น่าแปลกใจครับว่า "สิงคโปร์" เป็นผู้ค้าข้าวระดับโลกแต่ไม่เคยปลูกข้าว เป็นผู้ค้าน้ำมันระดับโลกแต่ก็ไม่เคยมีบ่อน้ำมัน การค้าการลงทุนใน "สิงคโปร์" ก็ถือว่าเฟื่องฟูที่สุดใน "อาเซียน" มีท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่และทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกและยังเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าปลอดภาษี ทั้งเป็นศูนย์การลงทุนทางการเงินและการธนาคารน้อยใหญ่ทั่วโลกก็จะกระจุกตัวบนเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้ หากใครคิดจะลงทุนในกลุ่มประเทศ "อาเซียน" หรือต้องการระดมทุนก็ต้องมาตั้งสำนักงานที่ "สิงคโปร์" และปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่ง "สิงคโปร์" ได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่มี "การคอรัปชั่น" ต่ำที่สุดประเทศหนึ่งในโลกครับ
“ตึกแถวไม่บาน”          คน "สิงคโปร์" ประกอบด้วยคนหลายเชื้อชาติครับ ไม่ว่าจะเป็น "จีน" (76.5%) , ชาว "มาเลย์" (13.8%) , ชาว "อินเดีย" (8.1%) และอื่น ๆ สามารถอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน ไม่มีความขัดแย้งรุนแรง ทุกครั้งที่ผมไป "สิงคโปร์" ผมชอบไปย่าน "ไชน่าทาวน์" เพื่อที่จะไปทานอาหารประจำชาติของ "สิงคโปร์" คือ "ข้าวมันไก่ไหหลำ" และกลับไปย้อนรอยดูอดีตอันรุ่งเรืองของ "สิงคโปร์" ในยุคล่าอาณานิคมของ "อังกฤษ" ซึ่งผมชื่นชมรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่หลากหลายของ "ตึกแถว" ในสไตล์ "ชิโน-โปรตุกีส" ที่มีลักษณะพิเศษเรียกว่า "หง่อคาขี่" และที่น่าชื่นใจ คือ "สิงคโปร์" ได้ก้าวไปข้างหน้าสู่ความ "ทันสมัย" โดยไม่ทำลายอาคารเก่า ซึ่งจะว่าไปแล้ว "กรุงเทพฯ" ในอดีตก็มี "ตึกแถว" ในสไตล์ที่คล้ายคลึงกันนี้อยู่มิใช่น้อย ตลอดสองฟากฝั่งของถนน "เจริญกรุง" ที่มีชื่อเดิมว่า "นิวโรด" บนถนนตัดใหม่สมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 แต่แนวทางในการพัฒนาประเทศของเราต่างจาก "สิงคโปร์" ครับ เพราะก็มักจะทุบทิ้งและทำลายของเก่าโดยไม่ "อนุรักษ์ สืบสาน และพัฒนา" ก็เป็นที่น่าเสียดายมากครับ "ตึกแถว" ที่ "สิงคโปร์" ก็เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจของผมในการออกแบบ "ตึกแถวไม่บาน" ซึ่งผมได้พัฒนาต่อยอด จากรูปแบบ "ตึกแถว" ที่ได้สร้างนับ 100 ปีล่วงแล้ว ตั้งแต่ยุคแรก ๆ ของการล่าอาณานิคมของ "อังกฤษ" และทำให้ผมเชื่อว่า "ตึกแถว" ก็จะอยู่คู่สังคม "ไทย" และสังคม "อาเซียน" ไปอีกนานหลายสิบหลายร้อยปี ก็เพราะ "ตึกแถว" นั้นเป็น "ราก" ทางวัฒนธรรมของชาว "จีนโพ้นทะเล" มาพร้อมกับกิจการการค้าที่แทรกตัวผสมผสานอยู่ในทุกชาติ "อาเซียน" ครับ
          สำหรับสัปดาห์นี้แฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" มาลองเปรียบเทียบกันของ "ตึกแถว"สไตล์ "ชิโน-โปรตุกีส" ที่ตั้งอยู่มานานนับศตวรรษในย่าน "ไชน่าทาวน์" ของ "สิงคโปร์" กับ "ตึกแถวไม่บาน" ของอาจารย์ "เชี่ยว ชอบช่วย" ที่หากดูรูปลักษณ์ภายนอกแบบผิวเผินอาจจะดูคล้าย ๆ กัน แต่เมื่อกระแส "โลกาภิวัตน์" เปลี่ยนไปทำให้วัฒนธรรมการกินอยู่ใน "ตึกแถว" ยุคเก่าหรือยุคใหม่ก็มีความเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันไปเช่นกัน แต่มาจาก "ราก" อันเดียวกัน สำหรับ "ตึกแถวไม่บาน" ของผมมีความพิเศษ คือ เป็น "ตึกแถว" มีความสูง 4 ชั้น (หากนับดาดฟ้าก็จะเป็น 5 ชั้น) ที่เป็น "ลูกผสม" ของกิจการ ค้าขาย ออฟฟิศ และที่พักอาศัย โดยมีจำนวนห้องถึง 16 ห้องนอน 16 ห้องน้ำ และภายในยังติดตั้งลิฟท์โดยสารขนาดความจุ 4 คน เพื่อความสะดวกสบายในการขึ้นลงชั้นสูง ๆ นับเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ตึกแถวรุ่นเก่าไม่มี ส่วนตัวโครงสร้างก็เปลี่ยนไปจากเดิมเป็นการ "ก่ออิฐถือปูน" ในระบบ "กำแพงรับน้ำหนัก" มาเป็นระบบ "เสาคาน" ที่ทำให้โครงสร้างเบาขึ้นและสามารถเจาะช่องเปิดได้มากขึ้น ก็นับได้ว่าเป็นความก้าวหน้าทางด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม ตลอดจนเทคโนโลยีในการก่อสร้างครับ
          ก็อยากให้ผู้อ่านชาว "คนรักบ้าน" ลองใช้วิจารณญาณเปรียบเทียบกันดูครับ ระหว่าง "ตึกแถวรุ่นเก่า" ที่มีอายุนับร้อยปีกับ "ตึกแถวไม่บานรุ่นใหม่" ที่ผมได้ออกแบบขึ้น ซึ่งใน "ความเหมือน" ก็ย่อมมี "ความแตกต่าง" ครับ จะว่าไปแล้ว "ตึกแถวไม่บานรุ่นใหม่" สามารถตอบโจทย์ของ "วิถีชีวิตร่วมสมัย" ได้ดีขึ้น เป็นการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงโดยไม่ลืม "ราก" และไม่ลืมที่จะหอบหิ้วเอา "ของดีมีอยู่" คือ รูปแบบของ "ตึกแถว" ในอดีตตามเราไปด้วย เป็นการก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนโดยไม่ลืมที่จะเหลียวหลัง
สำหรับสาระน่ารู้เกี่ยวกับอาคารบ้านเรือนใน "ไชน่าทาวน์" ยังมีอีกมาก ติดตามกันต่ออีก 2 สัปดาห์หน้าครับ มาดูกันว่า คน "สิงคโปร์" ที่ผมชื่นชมหนักหนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการศึกษาได้ใช้ปัญญาเข้าไปแก้ปัญหา สภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นที่แดดแรงและฝนตกชุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำกันอย่างไร ก็มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบ่งปันกันครับ จะได้นำมาปรับประยุกต์ใช้ให้เข้ากับวิถีชีวิตสำหรับ "คนรักบ้าน" ชาวไทยให้อยู่ดี มีสุข ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ครับ

“มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ของ “ชาวบางสตางค์น้อย”

          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" สำหรับในสัปดาห์นี้ตามคำเรียกร้องสำหรับผู้ที่มีที่ดินในย่านใจกลางเมืองที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก 150-200 ตารางวาและอยู่ในกลุ่มชาว "บางสตางค์น้อย" คือ มี "ทุนทรัพย์น้อย" ไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง หรือ ไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาแต่กำเนิด เป็นชีวิตที่ต้องต่อสู้ฝ่าฟันด้วยตัวเอง และใฝ่ฝันที่จะมี "อพาร์ทเม้นท์ไม่บานขนาดเล็ก" หลังเล็ก ๆ สักหลัง ตั้งใจเก็บหอมรอมริบกะว่าจะสร้างไว้เก็บค่าเช่ากินยามเกษียณ เมื่อท่านได้ติดต่อมาที่ผมให้ช่วยเสนอแนวคิดในการออกแบบ "มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ของชาว "บางสตางค์น้อย" ในสไตล์ "อกาลิโก+ไฮโซ+โลว์คอส" ก็จะจัดให้ครับ จะว่าไปแล้วถือว่าเป็นโจทย์ที่ยากครับ เพราะการที่ออกแบบอาคารบนผืนที่ดินจำกัดทั้งยังมีงบประมาณค่อนข้างน้อย จึงจำเป็นต้องระมัดระวังในการใช้จ่าย เพราะไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง ทั้งยังจำเป็นต้องออกแบบให้ "สวยที่สุดในซอย" และสามารถก่อสร้างให้แล้วเสร็จในงบประมาณเพียงไม่กี่ล้านบาท

“มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ของ “ชาวบางสตางค์น้อย”

          จะว่าไปแล้ว "มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ของชุมชน "ชาวบางสตางค์น้อย" จัดได้ว่าเป็นอาคารที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะในอดีตคนจำนวนไม่น้อยที่อยู่ตามตรอกซอกซอย ในย่านใจกลางเมืองก็มักจะปลูกบ้านบนที่ดิน 150-200 ตารางวา ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในสมัย 30 -40 ปีก่อน ต่อมาบ้านเมืองเจริญขึ้นก็มีการพัฒนาถนนหนทางในตรอกซอกซอย รวมถึงการทำโครงข่ายระบบท่อระบายน้ำ ตลอดจนปรับปรุงผิวการจราจรเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก แต่ปัญหาที่ตามมาคือเมื่อได้มีการยกระดับผิวถนนให้สูงขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันน้ำท่วม ประกอบกับที่ดินใน "กรุงเทพฯ" นั้นมีการทรุดตัวอยู่ตลอดเวลา ทำไปทำมาบ้านที่เคยอยู่สูงกว่าถนนได้กลายสภาพเป็นบ้านที่อยู่ต่ำกว่าระดับถนนและระดับท่อระบายน้ำ เวลาฝนตกก็มักจะเป็นบริเวณน้ำท่วมขัง และประกอบกับบ้าน 1-2 ชั้น (ครึ่งตึกครึ่งไม้) ที่ได้สร้างตั้งแต่สมัยคุณพ่อยังหนุ่ม คุณแม่ยังสาว ก็ตกอยู่ในสภาพทรุดโทรม จำเป็นต้องบูรณะปรับปรุงกันขนานใหญ่ ซ่อมไปซ่อมมาก็พบว่า สร้างใหม่ถูกกว่าและข้อสำคัญอันดับสุดท้ายที่ผมเรียกว่ากระบวนการ "URBANIZATION" หรือ "การขยายตัวของชุมชนเมือง" เป็นผลให้ "กรุงเทพฯ" ได้ขยายตัวแบบก้าวกระโดดจากจำนวนประชากรไม่ถึงล้านคนในอดีต ในปัจจุบันเชื่อกันว่า "มหานคร" แห่งนี้ได้ดึงดูดผู้คนจากทั่วสารทิศมาใช้ชีวิตอย่างแออัดกว่า 12-15 ล้านคน จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องจัดหาที่พักอาศัยที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีราคาเหมาะสม ทำให้บ้าน 1-2 ชั้น ที่มีเพียง 2-3 ห้องนอนไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้

“มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ของ “ชาวบางสตางค์น้อย”

          จากเหตุผลดังกล่าวผมจึงไม่แปลกใจว่าบ้านเดี่ยวบนเนื้อที่ 150-200 ตารางวา ใน "ทำเลทอง" ที่อยู่ในตรอกซอกซอยใจกลางเมือง เช่น ย่านลาดพร้าว , ย่านเพชรบุรี, ย่านสุขุมวิท ฯลฯ ได้ปรับเปลี่ยนตัวเองเป็น "มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ขนาดความสูง 3-5 ชั้น หลายแห่งที่เจ้าของที่ดินก็พักอาศัยอยู่ในที่เดิมในอาคารหลังใหม่โดยไม่ย้ายไปไหน โดยเลือกเอาว่าจะอยู่ชั้นล่างสุดหรือบนเพนส์เฮ้าส์ชั้นบนสุด ซึ่งผมแนะนำให้ติดตั้ง "ปล่องลิฟท์โดยสาร" เอาไว้ ถึงแม้ "พรบ.ควบคุมอาคาร" จะไม่กำหนดว่าจะต้องมี "ลิฟท์" แต่การทำ "ปล่องลิฟท์" เตรียมเอาไว้ก็น่าจะเป็นการดี เพราะในอนาคตหากมีความจำเป็นต้องติดตั้ง "ลิฟท์" ก็จะได้ทำได้อย่างสะดวกเพราะมีการเตรียมการรองรับไว้แล้วครับ

          เสน่ห์อย่างหนึ่งของ "มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" คือ การใช้เงินลงทุนไม่มาก อยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้ ทั้งยังไม่ไกลเกินเอื้อม เพราะเจ้าของที่ดินอาจจะมีเงินสดที่เก็บหอมรอมริบไว้บางส่วนประมาณ 2-3 ล้านบาท และที่เหลือก็ขอสนับสนุนทางสถาบันการเงินโดยให้รายรับจากอพาร์ทเม้นท์ทำการผ่อนตัวเองประมาณ 6-8 ปี ก็คืนทุน ทั้งยังได้ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บานขนาดเล็ก" ฟรีมา 1 หลัง และเงินลงทุนที่คืนไปก็ได้กลับคืนมา ทั้งยังได้บ้านหลังใหม่มาแทนหลังเก่าที่ชำรุดทรุดโทรมและยังเป็นที่มาของรายได้แบบ "น้ำซึมบ่อทราย" ที่มั่นคงเพราะ "มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ในลักษณะนี้มักจะได้เปรียบในด้านทำเลที่ตั้ง เพราะอยู่ในย่านกลางใจกลางเมือง มีกลุ่มลูกค้าแน่นอน ทำให้สร้างเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอหรอกครับ

          ในสัปดาห์นี้มาชื่นชมความงามของ "มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ในย่าน "ลาดพร้าว" ในซอย "จอมพล" ซึ่งถือว่าเป็น "ทำเลทอง" ที่การคมนาคมแสนจะสะดวกอีกทำเลหนึ่ง ทั้งยังอยู่ใกล้ "เซ็นทรัลพลาซ่า" และ "ยูเนียนมอลล์" ใกล้ออฟฟิศสำนักงาน ตลอดจนมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาหลายแห่ง ทำให้ผมเชื่อว่าเมื่อสร้างเสร็จก็คงจะคึกครื้น คึกคัก พอสมควร เพราะเป็นย่านที่มีความต้องการที่พักอาศัยสูงมาก ๆ สำหรับแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" ประเภทชาว "บางสตางค์น้อย" และสนใจที่จะลงทุนใน "อพาร์ทเม้นท์ไม่บานขนาดเล็ก" ในสไตล์ "อกาลิโก+ไฮโซ+โลว์คอส" บนพื้นที่ 100-200 ตารางวาก็ลองพิจารณารูปแบบ "มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ของผม แล้วนำไปต่อยอดทางความคิดกันดูครับ ส่วนท่านที่สนใจศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถดูได้ที่เว็ปไซต์ยอดฮิตของชาว "คนรักบ้าน" www.homeloverthai.com หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการลงทุนทำ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บานขนาดเล็ก" ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ 081-4218323 ก่อนจากกันในสัปดาห์นี้ขอให้ทุกท่านโชคดีมีชัย แล้วพบกันใหม่อีกสองสัปดาห์ครับ

“รถไฟไทย”

          ผมมีความผูกพันกับ "รถไฟไทย" มานานตั้งแต่ครั้งยังเล็กเมื่อ 50 ปีล่วงมาแล้ว อาจเป็นเพราะบ้านอยู่ต่างจังหวัดไกลจาก "กรุงเทพฯ" เกือบ 500 กิโลเมตร ตอนที่แม่ส่งให้เข้ามาเรียนใน "กรุงเทพฯ" ตอนนั้นการเดินทางก็ไม่ค่อยจะสะดวกสบายสักเท่าไหร่ รวมทั้งไม่ปลอดภัยหากเดินทางทางรถยนต์ ก็ได้อาศัยบริการ "รถไฟไทย" นี่แหละครับ แม้จะ "ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง" แม้จะช้าหน่อยแต่ก็ปลอดภัยและเพลิดเพลินจำเริญใจครับ ยิ่งพอโตขึ้นได้มีโอกาสเรียนรู้ อะไรมากขึ้นก็ค้นพบความจริงว่า "รถไฟไทย" ในสมัยยุคแรกเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2433 ครั้ง "พระพุทธเจ้าหลวง" ทรงมีพระราชดำริว่าจะใช้โครงข่าย "รถไฟไทย" ในการเชื่อมโยง "สยามประเทศ" อันกว้างใหญ่ไพศาลจากเหนือสุดจรดใต้สุดไปจนปลาย "แหลมมลายู" จากตะวันออกไปจรดตะวันตก เป็นผลให้สถานีรถไฟ "หัวลำโพง" ก็ได้ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ท่าน เพื่อให้เป็นศูนย์กลางของการขนส่ง "ระบบราง" ที่ดีที่สุด มีประสิทธิภาพที่สุด เมื่อทรงมีพระราชประสงค์เช่นนี้การ "รถไฟไทย" จึงเป็นศูนย์รวมของทั้ง "คนเก่ง" และ "คนดี" และเป็นที่ยอมรับว่า "เทคโนโลยี" ของ "รถไฟไทย" ในยุคนั้นดีที่สุดใน "เอเชีย" กล่าวได้ว่า เหนือกว่า "รถไฟญี่ปุ่น" เสียด้วยซ้ำ พูดง่าย ๆ ก็ยังถือว่าล้าหลังอยู่ หากเทียบกับ "การรถไฟไทย" แต่อนิจจาไม่รู้ว่าได้เกิดอะไรขึ้น "มรดกทางวัฒนธรรม" และ "ภูมิปัญญา" ของ "ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5" ที่ได้ทรงพระราชทานไว้ จากเดิมที่เคย "ดีที่สุดในเอเชีย" กลายเป็น "แย่ที่สุดแห่งเอเชีย"

          หากพิจารณากันตามเนื้อผ้าแล้ว"รถไฟไทย" ถือว่าน่าจะเป็น "กิจการของรัฐ" หรือ "รัฐวิสาหกิจ" ที่ร่ำรวยที่สุดเฉพาะที่ดินที่มีอยู่กระจัด กระจายไปทั่วประเทศตามหัวเมืองต่าง ๆ ที่โครงข่ายรางรถไฟที่มีความยาวกว่า 4,070 กิโลเมตร ทอดผ่าน ผมยกตัวอย่าง เช่น ที่ดินใจกลาง "กรุงเทพ" ริม "ถนนรัชดาภิเษก" ตลอดแนว มีมูลค่ามหาศาล เชื่อไหมครับว่าเป็นที่ดินของ "การรถไฟ" ทั้งสิ้น ทั้งห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดและมีค่าเช่าพื้นที่แพงที่สุดก็ตั้งอยู่บนพื้นที่ดิน "การรถไฟ" ที่ดินผืนใหญ่ทำเลทองที่ตั้งอยู่กลางใจเมืองหลายแห่งก็ล้วนแล้วเป็นกรรมสิทธิ์ของ "การรถไฟ" เช่น ที่ดินย่าน "จตุจักร", "มักกะสัน", "เพชรบุรีตัดใหม่" ฯลฯ ทั้ง ๆ ที่มีทรัพย์สินมากมายมหาศาลเช่นนี้ก็ยังเป็น "รัฐวิสาหกิจ" ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนมากที่สุด (ถึง 7,584 ล้านบาท) ผลาญเงินภาษีของคนไทยไปทุกปีเช่นกัน ทำให้เกิดความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นใน "แดนสนธยา" แห่งนี้ครับ

          แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ "โครงข่ายรถไฟ" ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในโครงข่ายที่สำคัญที่สุดของระบบ "โลจิสติกส์" ซึ่งประสิทธิภาพระบบ "โลจิสติกส์" นี้ เป็นเครื่องชี้เป็นชี้ตายของความก้าวหน้าหรือกดถอยของเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังจะเป็น "HUB" และเป็น "ศูนย์กลาง" การขนส่งผู้คน,สินค้าและการบริการของคนในภูมิภาค "อาเซียน" กว่า 600 ล้านคน หากพิจารณาตามเนื้อผ้าในปัจจุบันก็ถือว่า "การรถไฟ" เป็น "จุดบอด" ครับ ที่อาจจะทำให้ทั้งประเทศต้องพ่ายแพ้ในการแข่งขันกันบนเวที "อาเซียน"ได้โดยง่าย ความจริงก็ย่อมเป็นความจริงวันยังค่ำทำให้ตลอดระยะเวลาหลายปี สังคมไทยได้ยินเรื่องราวที่ "ติดลบ" ของ "การรถไฟไทย" แบบซ้ำซาก ยิ่งมาตอกย้ำในกรณีที่พนักงานที่อยู่ในการกำกับดูแลของ "การรถไฟ" ได้ทำการขมขื่นและฆ่าผู้โดยสารที่เป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะอย่างไร้ทางสู้ มิหนำซ้ำยังจับโยนออกทางหน้าต่างขบวนรถไฟอย่างโหดเหี้ยมไร้มนุษย์ธรรม แบบไม่สนใจในความรู้สึกของคนทั้งประเทศ อีกทั้ง "ผู้ว่าการรถไฟ" ก็ไม่ได้มาออกความรับผิดชอบแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังประกาศชัดเจนว่ายังไงก็ไม่ลาออก (เลยต้องเชิญให้ออก) เป็นความรู้สึกที่เหนือคำบรรยายครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผมที่หลงรักและผูกพันกับการเดินทางด้วย"รถไฟไทย" ตั้งแต่ครั้งยังเด็กเป็นชีวิตจิตใจ ยิ่งเคยได้มีโอกาสใช้ชีวิตใน "ยุโรป" เห็นการให้บริการรถไฟของเขาเปรียบกับรถไฟของเราที่ต่างกันราว "นรก" กับ "สวรรค์" ถ้าไม่ทำการ "ผ่าตัดใหญ่" กันทั้งระบบก็เกรงว่า "การรถไฟไทย" ก็จะกระหน่ำซ้ำเติมสังคมไทยที่บอบซ้ำอยู่แล้วให้หนักข้อขึ้นไปอีก ตลอดระยะเวลาหลายปีผลงานที่ออกมาก็ฟ้องตัวท่านเองอยู่แล้ว ดังนั้นผู้บริหาร "รถไฟไทย" ต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบเถอะครับ หากกล้ายอมรับผิดสังคมก็พร้อมจะให้อภัย และยอมรับถึงความด้อยทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทั้งยอมให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขก่อนจะสายเกินแก้ ยกเครื่อง "รถไฟไทย" กันใหม่เสียทีก็คงดีแน่ครับ

แก้ “วิกฤติแรงงาน” ต้อง “ปฏิรูปการศึกษา”

            ในสภาวะวิกฤตขาดแคลนแรงงานแบบสุด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้าง เพราะอยู่ดี ๆ ภายในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์แรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานสัญชาติ "กัมพูชา" ได้หายไปแบบกะทันหันกว่า 4 แสนคน ในบางไซต์งานก่อสร้างถึงขั้นเป็นอัมพาตกันเลยทีเดียวครับ เพราะในการก่อสร้าง ก็ต้องอาศัยแรงงานนี่แหละครับเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการปิดงาน ผมเคยเกริ่นในเรื่อง "วิกฤติแรงงาน" มาหลายปีแล้ว เกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนระเบิดเวลาที่กำลังรอเวลาที่จะระเบิด ซึ่งผมขอฟันธงลงไปตรงนี้ว่าสาเหตุสำคัญนั้นมาจากการเดินนโยบายที่ผิดพลาดมาหลายรัฐบาล ที่ไม่ใช้นโยบายระยะยาว มีแต่มุ่งเน้นนโยบายระยะสั้น แบบ "ประชานิยม" หวังผลจากการเลือกตั้ง จึงเป็นการบริหารจัดการแบบ "ไปตายเอาดาบหน้า" ซึ่ง "นโยบายปฏิรูปการศึกษา" ก็เป็นอีกนโยบายหนึ่งที่ล้มเหลวและเดินผิดทางครับ

            ระบบการศึกษาของไทยในปัจจุบันที่ทำให้คนเชื่อว่ายิ่งเรียนสูง ยิ่งได้รับประกาศนียบัตร และปริญญาบัตร จะยิ่งนำมาซึ่งโอกาสในหน้าที่การงานที่ดี ในปัจจุบันเด็กไทยส่วนใหญ่จึงไม่สนใจที่จะเรียนในสาขาวิชาชีพ อาทิ เป็นช่างก่อสร้าง ช่างซ่อมเครื่องยนต์กลไก ฯลฯ มุ่งแต่ที่จะเรียนให้สูงโดยหวังงานที่สบาย คอยนั่งชี้นิ้ว เป็นเจ้าคนนายคน ผลคือเด็กไทยล้วนแล้วแต่มีใบปริญญาใส่กรอบเต็มบ้าน และในขณะเดียวกันก็ตกงานกันเต็มเมืองเช่นกัน ถ้าไม่เชื่อผมท่านลองไปเยี่ยมบ้านของคนที่ท่านรู้จัก จะเห็นได้ว่าแทบทุกบ้านเต็มไปด้วยรูปรับประกาศนียบัตร ใบปริญญาแขวนประดับข้างฝาเต็มไปหมด เป็นการเรียนแบบความรู้ท่วมหัว แต่เอาตัวไม่รอด กลายเป็นคนทำงานไม่เป็น เพราะดูเผิน ๆ เหมือนรู้กว้างแต่แท้จริงแล้วไม่รู้ลึก รู้จริง ประกอบกับค่านิยมที่ปลูกฝังมาแบบผิด ๆ ผลที่ได้รับคือ ใบปริญญาตรี โท เอก เต็มบ้านไปหมด (จะว่าไปแล้วรวมทั้งผมด้วยที่สะสมปริญญาบัตรมาหลายใบ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยได้ใช้) ไว้เป็นความภาคภูมิใจและเป็นยันต์กันคนดูถูกเท่านั้น

            ความจริงแล้วในความเห็นของผมการศึกษาที่ถูกต้องนั้นควรจะต้องสะท้อนความเป็นจริงของชีวิต แต่การศึกษาของไทยในปัจจุบันกลับสวนทางดึงลูกหลานไทยออกจากความเป็นจริงของชีวิต เช่น จากการเป็นเกษตรกร, การเป็นช่างฝีมือ ฯลฯ จึงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าครับที่การศึกษาทำให้การสืบทอดทางนวัตกรรมอันเป็นภูมิปัญญาโบราณก็มีอันเป็นต้องสูญหายไป เช่น บรรพบุรุษเป็นช่างไม้, ช่างปูนที่มีฝีมือ ก็ไม่อยากให้ลูกหลานได้สืบทอด อยากให้ทำงานสบาย ๆ ในห้องเครื่องติดปรับอากาศ ผลคือ พอจบการศึกษาได้รับใบปริญญามาก็ไปเป็นพนักงานขายสินค้า,พนักงานเข็นรถ, พนักงานเสริฟอาหาร ฯลฯ ส่วนอาชีพของบรรพบุรุษก็กลับต้องพึ่งพาบรรดาแรงงานต่างชาติ เช่น เขมร, มอญ, พม่า, ฯลฯ ที่ยังหนักเอาเบาสู้อยู่ครับ

            ผมได้มีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตใน "ยุโรป" ทำให้ชื่นชม และชื่นชอบในระบบการศึกษาของ "เยอรมัน" มากครับ หนุ่ม สาวจำนวนไม่ใช่น้อยในประเทศนี้ เลือกที่จะประกอบอาชีพเป็นช่างในสาขาต่าง ๆ ที่หลากหลาย อาทิเช่น ช่างไม้, ช่างปูน, ช่างซ่อมเครื่องยนต์กลไก ฯลฯ และสังคมโดยรวมก็ให้เกียรติว่าเป็นอาชีพที่มีศักดิ์ศรี ทั้งยังได้รับค่าตอบแทนที่สูง (ช่างที่ชำนาญการบางคนมีเงินเดือนเป็นแสน) มักเรียกคนกลุ่มนี้ว่า "บลูคอร่า" คือ พวกที่อยู่ตรงข้ามกับพวกที่ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว ใส่สูทผูกไท ที่เรียกว่า "ไวท์คอร่า" ที่นั่งหน้าใสอยู่ในออฟฟิศ ที่อาจดูสวย โก้ ดูดี แต่ส่วนใหญ่มักจะมีรายได้น้อยกว่าพวก "บลูคอร่า" เกือบ 2 เท่า พวก "บลูคอร่า" นี้แหละครับเป็น "Backbone" หมายถึง "กระดูกสันหลัง" ที่แข็งแกร่งของชาติ "เยอรมัน" บรรดาหนุ่มสาวเหล่านี้หลังจากจบการศึกษาเบื้องต้นในภาคบังคับก็มุ่งมั่นที่จะเข้าเรียนต่อในสาขาวิชาชีพ ประเภท "วิทยาลัยเทคนิค" หรือ "Technical College" และใครสนใจใฝ่รู้มากกว่านั้นก็ศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นไปอีกทางเชิงช่างที่มักเรียกว่า "สถาบันเทคโนโลยี" หรือ "Institute of Technology" ซึ่งเต็มไปด้วยตัวจริง เสียงจริง ที่เก่งจริง มีผลงานจริง ไม่ใช่เต็มไปด้วยนักวิชาการประเภท "หมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อม" อย่างในสถาบันการศึกษาไทย

            จะว่าไปแล้วการวางโครงสร้างทางการศึกษาที่ผิดพลาดเปรียบเหมือน "กระดุมเม็ดแรกที่กลัดผิด" จะตั้งใจกลัดเม็ดที่ 2, 3,4 ให้ดีอย่างไรก็ผิด ผลคือ ในแต่ละปีแรงงานไทยนับล้านคนต้องสูญเปล่าเพราะการศึกษาไทยได้นำเอาเด็กดี ๆ มันสมองดี ๆ ไปปู่ยี่ปู่ยำทำเสียหมด มีจำนวนมิใช่น้อยที่หลงระเริงไปกับแสงสีของลัทธิ "บริโภคนิยม" และ "สุขนิยม" รวมทั้งบางคนแย่ไปกว่านั้นตกเป็นทาสของ ยาเสพติด จะเห็น "เด็กแว๊น" และ "เด็กสก๊อย" เต็มบ้านเต็มเมือง

            คงไม่มีข้อแก้ตัวอะไรหรอกครับ เพราะความจริงก็เป็นความจริงวันยังค่ำ ในปัจจุบันมีคนงานต่างชาติทั้งถูก "กฎหมาย" และถูก "กฎหมู่" อยู่ราว 8-12 ล้านคน แทรกอยู่ในทุกอุตสาหกรรม หลายล้านคนก็แทรกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ที่ทุกไซต์งานก่อสร้างต่างก็มีชาวต่างชาติกำลังทำงานที่คนไทยไม่อยากทำ นี่ยังไม่นับอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการแปรรูปอาหารทะเล, อุตสาหกรรมการประมง และอุตสาหกรรมการบริการอื่น ๆ คิดแล้วก็หงุดหงิดพอสมควรครับ เพราะว่าสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤติเกือบสายเกินแก้ เพียงแค่แรงงานต่างชาติกลับบ้าน 4-5 แสนคน ยังสาหัสสากรรจ์ถึงเพียงนี้ หากพร้อมใจกันกลับบ้านเกินครึ่งสัก 6 ล้านคน ผู้ประกอบการหรือเจ้าของกิจการคนไทยคงทำอะไรไม่ถูกหรอกครับ

ดังนั้นเมื่อ "รู้เช่นเห็นชาติ" ได้รับทราบถึง "ต้นตอ" ของปัญหา ก็ "ต้อง" แก้ที่ "เหตุ" ที่ก่อให้เกิดปัญหา คือ ต้องแก้ที่โครงสร้างระบบการศึกษาในปัจจุบันที่กำลังเป็น "กระทงหลงทาง" ไหน ๆ ก็ "ปฏิรูปการเมือง" กันแล้วก็ควรจะ "ปฏิรูปการศึกษา" ไปพร้อมกันเสียทีก็น่าจะดีครับ

ผลลัพธ์ “5 เด้ง” กับการลงทุน “ฮ็อตแท็ปไม่บาน”

            สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ก็ปิดฉากลงอย่างสวยสดงดงามกับกิจกรรมที่ผมและ "เนชั่นทีวี" ได้จัดขึ้นใน การบรรยาย+สัมมนา+เวิร์คชอร์พ แบบ "มาราธอน" เข้มข้น 4 วันเต็ม ในหัวข้อ "การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน" ของ "บ้านไม่บาน" + "อาคารพาณิชย์ไม่บาน" + "โฮมออฟฟิศไม่บาน" + "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" + "โรงแรม+รีสอร์ทไม่บาน"+ "คอนโดมิเนียมไม่บาน" ที่ได้จัดขึ้นในวันวันเสาร์ที่ 21 และวันอาทิตย์ที่ 22 และวันเสาร์ที่ 28 และวันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน นี้ ณ โรงแรม "NOVOTEL" บางนา และต้องขอขอบคุณแฟน ๆ ทั่วประเทศ อีกครั้ง หลายท่านอุตส่าห์เดินทางมาไกล ทั้งเหนือ ใต้ ออก ตก เช่น จาก พะเยา,สมุย,หนองคาย,อุดร,นครสวรรค์,ระยอง,อยุธยา,หัวหิน,ชะอำ,เขาค้อ ฯลฯ ก็เต็มอิ่มกับเนื้อหาที่เข้มข้นแบบสุด ๆ และสะบักสะบอมไปตาม ๆ กัน แต่ที่หนักที่สุดน่าจะเป็นผม พอเสร็จสิ้นการสัมมนาถึงกับไข้ขึ้น เพราะเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแบ่งปันกันแบบ "มาราธอน" จริง ๆ บางวันก็อยู่กันถึง 3-4 ทุ่ม ก็ขอคาราวะหัวจิตหัวใจของบรรดาชาว "คนรักบ้าน" ที่ใฝ่รู้ครับ

ผลลัพธ์ “5 เด้ง” กับการลงทุน “ฮ็อตแท็ปไม่บาน”

            นอกจากนั้นผมยังได้ส่งท้ายให้กับบรรดาผู้ที่ได้เข้าฟังการสัมมนาถึงผลลัพธ์ "5 เด้ง" ของการลงทุน "ฮ็อตแท็ปไม่บาน" หากมีการวางแผนในการบริหารจัดการการอย่างรอบคอบและรัดกุม ซึ่งหลายท่านอาจจะสงสัยถึงคำว่า "ฮอตแท็ป" หรือ " HOTAP" ของผมนั้น คืออะไรกันแน่ จะว่าไปแล้วเป็น "คำนิยาม" ที่ผมคิดขึ้นมาเองครับ ซึ่งมีความหมายดังต่อไปนี้ คือ "H" หมายถึง Home คือ "บ้าน" หรือ "ที่พักอาศัย" ส่วน "O" หมายถึง Office ซึ่งหมายถึง "สำนักงาน ที่ประกอบกิจการทำธุรกิจธุรกรรมรวมไปถึงกิจการค้าขาย" ต่าง ๆ "T" หมายถึง hoTel คือ "สถานที่ให้บริการที่พัก" อาจจะเป็นโรงแรมประเภท "บูทิคโฮเทล" ที่สวยเก๋เท่ห์มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร และ "AP" หมายถึง APartment ซึ่ง "อพาร์ตเม้นท์" ในความหมายของผมไม่ใช่ อพาร์ตเม้นท์ประเภทที่เห็นกันอยู่เกลื่อนกลาดอยู่ทั่วไปนะครับ แต่เป็นอพาร์ตเม้นท์ที่นอกจากจะต้อง "สวยที่สุดในซอย" แล้วยังต้องสามารถปรับปรุง เปลี่ยนแปลง จากอพาร์ตเม้นท์ปกติให้เป็น "เซอร์วิสอพาร์ตเม้นท์" หรือเป็น "บูทิคอพาร์ตเม้นท์" ดังนั้นจะเห็นได้ว่า "ฮอตแท็ป" หรือ "HOTAP" ไม่บาน ของผมนั้น จัดได้ว่าเป็นอาคารประเภทเอนกประสงค์ (HYBRID) มีความยืดหยุ่นตัวสูงสามารถปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพเศรษฐกิจ, สังคมและการเมืองที่เปลี่ยนไปได้อย่างแท้จริง

ผลลัพธ์ “5 เด้ง” กับการลงทุน “ฮ็อตแท็ปไม่บาน”

            จากประสบการณ์กว่า 30 ปีของผม ผมได้ฟันธงลงไปว่า หากนักลงทุนในอสังหาฯ ประเภท "HOTAP" ทำการโดยไม่ประมาทแล้ว ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นมีถึง "5 เด้ง" ด้วยกันครับ "เด้งที่ 1" มูลค่าที่ดินจะสูงขึ้น เมื่อท่านได้ดำเนินการพัฒนาที่ดินที่เพิ่มกิจกรรมที่หลากหลายให้เกิดขึ้น ก็จะทำให้มูลค่าที่ดินนั้นขึ้นราคาไปโดยปริยาย " เด้งที่ 2" มูลค่าในการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 5-10% ต่อปี เนื่องจากวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้าง ตลอดจนค่าแรงงานมีการปรับตัวขึ้นทุกปี "เด้งที่ 3" อสังหาฯ ประเภท "ฮ็อตแท็ป" จะปันผลให้กับผู้ลงทุนโดยเฉลี่ย 8-12% ซึ่งหากเทียบกับเอาเงินไปฝากในธนาคารก็จะได้ดอกเบี้ยโดยเฉลี่ย 2-3% ต่อปี แม้จะลงทุนในพันธบัตรโดยทั่วไปก็มักได้รับผลตอบแทน 4-6% ก็ยังปันผลน้อยกว่าการลงทุนในอสังหาฯ ประเภท "ฮ็อตแท็ป" สำหรับ "เด้งที่ 4" คือ ความสามารถที่จะต่อกรกับสภาวะ "เงินเฟ้อ" ซึ่งมีอัตราเฉลี่ย 3-5% ต่อปี หมายความว่าเงินที่ท่านเก็บไว้ถึงแม้จำนวนเงินจะเท่าเดิมแต่มูลค่าของเงินจะลดลง ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับว่าเมื่อสมัยผมยังเด็กอยู่บ้านนอก ก๋วยเตี๋ยวชามละ 50 สตางค์ ถึง 1 บาท ก็ยังพอหาทานได้ แต่ในปัจจุบันถ้าจะให้ได้ทั้งคุณภาพและปริมาณก็ต้องชามละ 40-50 บาท ซึ่งหมายถึงว่าเงินเท่าเดิมแต่ค่าของเงินลดลงที่อันเป็นผลมาจาก "เงินเฟ้อ" หรือ "Inflation" ผมย้ำนะครับว่ายิ่งพอเปิด "AEC" เสรีอาเซียน ในอีกไม่ถึง 2 ปี ข้างหน้าค่าเงินก็จะยิ่งตกลงไปอีก หมายถึงเงินเท่าเดิมแต่ซื้อของได้น้อยลง ดังนั้นจะต้องเตรียมตัวโดยไม่ประมาทเป็นอันขาด ตัวอย่างที่เห็นชัด ๆ ของ "อัตราเงินเฟ้อ"ที่รุนแรงคือเงิน "กีบ"ของ "ลาว" นั่นแหละครับ ไปตลาดจ่ายกับข้าวกันทีก็ต้องพกเงินเป็นหมื่นเป็นแสน "กีบ" แล้วยิ่งในอนาคตทั้ง "จีน" และ "อเมริกา" ต่างก็ใช้เงินในสกุลของตนเองทั้ง "หยวน" และเงิน "ดอลล่าร์" เป็นหัวหอกในการบุกทะลุทะลวงประเทศน้อยใหญ่ "อัตราแลกเปลี่ยน" และ "อัตราเงินเฟ้อ" จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ครับ ดังนั้นนอกจาก "รู้เขารู้เรา" แล้วก็ต้อง "รู้เท่าทัน" ด้วยครับ สุดท้าย "เด้งที่ 5" คือ การเปิด"วิสัยทัศน์" (VISIONNARY) ที่จะนำไปสู่ "กระบวนทัศน์" (MISSIONARY ) เป็นเหมือนสนามประลอง "วิถีคิด" และ "วิถีปฏิบัติ" ซึ่ง "สตีฟ จอบส์" เรียกกระบวนการนี้ว่า "การลากเส้นต่อจุด" เป็นเหมือนการได้มีโอกาสเรียนรู้ธุรกิจใหม่ ทั้งประเภท อพาร์ทเม้นท์,โรงแรม,รีสอร์ท เป็นเหมือนที่ฝึกงานของรุ่นลูกรุ่นหลาน ให้มีโอกาสได้เรียนรู้จากการประหยัดมัธยัสถ์และอดออม เพราะการบริหารจัดการ "ฮ็อตแท็ป" นั้นเป็นเรื่องที่ทั้งเหนื่อยและหนัก เพราะต้องเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมงใน 365 วัน มีผลตอบแทนแบบค่อยเป็นค่อยไป ในลักษณะ "น้ำซึมบ่อทราย" หรือ แบบ "ตู้เย็น" หรือ "ตู้กับข้าว" ซึ่งจะทำให้คนในครอบครัวอุ่นใจได้ว่ามีอาหารรับประทานอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะหิวขึ้นมายามใด

ผลลัพธ์ “5 เด้ง” กับการลงทุน “ฮ็อตแท็ปไม่บาน”

            จากทั้ง "5 เด้ง" จะเห็นว่าการลงทุนในประเภท "อสังหาฯ" ประเภท "ฮ็อตแท็ป" นั้นเหมาะสำหรับคนที่มีทั้งน้ำอดและน้ำทน ทั้งยังต้องเป็นคนประเภทหนักเอาเบาสู้ เหมือนกับการลงทุนปลูกต้นไม้ยืนต้นไว้ทานผลนั่นแหละครับ นอกจากจะต้องคัดเลือก "พันธุ์ไม้" ที่ดีมี "รากแก้ว" แข็งแกร่งแล้วก็ยัง ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าจะสามารถต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคได้หรือไม่ แต่เมื่อไหร่ที่ต้นไม้ต้นนี้ตั้งตัวได้สามารถแตกกิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา ให้ดอกออกผลได้ เมื่อนั้นแหละครับ อสังหาฯ ประเภท "HOTAP" ก็จะเป็นที่พักพิงพึ่งพาของบรรดาผู้คนในครอบครัว

            สำหรับท่านที่สนใจการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนแบบ "5 เด้ง" ของ "ฮ็อตแท็ปไม่บาน" ก็สามารถติดต่อได้ที่ 081-4218323 ยินดีตอบทุกคำถามครับและก่อนจะจากกันไปในสัปดาห์นี้ก็ต้องขอขอบคุณอีกครั้งกับบรรดาผู้ร่วมสัมมนาที่นับไปนับมาก็บานไปกว่า 140 ท่าน รวมทั้งต้องขอโทษกับเกือบ 40 ท่านที่พลาดโอกาส เพราะที่นั่งเต็มจนล้นจริง ๆ ครับ เอาไว้รอฟังข่าวในคราวหน้าอาจจะเป็นปลายปีนี้หรือปีหน้าก็คงต้องรีบลงทะเบียนเข้าร่วม สัปดาห์นี้สาระน่ารู้คงมีเพียงแค่นี้แล้วพบกันใหม่อีกสองสัปดาห์หน้าครับ

<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 1 - 10 of 1600
บ้านไม่บานยอดนิยม อพาร์ตเม้นท์ไม่บานยอดนิยม พิมพ์เขียวแบบบ้าน 999 บาท

เปิดตัวแล้วสำหรับ หนังสือรวม  52  รูปแบบ “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน”  กับอาจารย์ “เชี่ยว  ชอบช่วย”

“HOTAP + CONDO” แดงแรงฤทธิ์ @ บ้านฉาง”

ออกแบบ+ก่อสร้างอพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอาจารย์เชี่ยว

บริการงานออกแบบตกแต่งภายในด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้จริง

บ้านไม่บานอัพเดต

"ตึกแถวไม่บาน"

“ตึกแถวไม่บาน”              สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "คนรักบาน" สำหรับสัปดาห์นี้ผมจะพาแฟน ๆ ไปเที่ยวเกาะเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า "สิงคโปร์" หรือมีชื่อเรียกเป็นทางการว่า "สาธารณรัฐสิงคโปร์" กันครับ ซึ่งมีพื้นที่เพียง 697 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 5,543,494 คน ซึ่งพื้นที่ดินถือว่าไม่ใหญ่ไม่โตกว่าเกาะ "ภูเก็ต" ของไทยเราเท่าไหร่ครับ จะว่าไปแล้ว "สิงคโปร์" เป็นประเทศที่ไม่มี "ทรัพยากรธรรมชาติ" อะไรเป็นชิ้นเป็นอันครับ "ทรัพยากร" อย่างเดียวที่ "สิงคโปร์" มีก็คือ "คน" นอกจากนั้น "สิงคโปร์" ถือว่าเป็นประเทศเกิดใหม่ เพิ่งได้รับเอกราชในวันที่ 9 สิงหาคม ปี พ.ศ.1965 โดยแยกตัวมาจาก "สหพันธรัฐมาลายา" หรือ "มาเลเซีย" ในปัจจุบันโดยมีผู้นำ "สิงคโปร์" คนแรกคือ "ลี กวน ยู" และเป็นผู้นำตลอดกาลยาวนานมากว่า 25 ปี จนกระทั่งเกษียณอายุ . . .

อ่ า น ต่ อ . . .

"มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ของ "ชาวบางสตางค์น้อย"

“มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ของ “ชาวบางสตางค์น้อย”          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" สำหรับในสัปดาห์นี้ตามคำเรียกร้องสำหรับผู้ที่มีที่ดินในย่านใจกลางเมืองที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก 150-200 ตารางวาและอยู่ในกลุ่มชาว "บางสตางค์น้อย" คือ มี "ทุนทรัพย์น้อย" ไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง หรือ ไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาแต่กำเนิด เป็นชีวิตที่ต้องต่อสู้ฝ่าฟันด้วยตัวเอง และใฝ่ฝันที่จะมี "อพาร์ทเม้นท์ไม่บานขนาดเล็ก" หลังเล็ก ๆ สักหลัง ตั้งใจเก็บหอมรอมริบกะว่าจะสร้างไว้เก็บค่าเช่ากินยามเกษียณ . . .

อ่ า น ต่ อ . . .
คลินิกคนรักบ้าน

"รถไฟไทย"


               ผมมีความผูกพันกับ "รถไฟไทย" มานานตั้งแต่ครั้งยังเล็กเมื่อ 50 ปีล่วงมาแล้ว อาจเป็นเพราะบ้านอยู่ต่างจังหวัดไกลจาก "กรุงเทพฯ" เกือบ 500 กิโลเมตร ตอนที่แม่ส่งให้เข้ามาเรียนใน "กรุงเทพฯ" ตอนนั้นการเดินทางก็ไม่ค่อยจะสะดวกสบายสักเท่าไหร่ รวมทั้งไม่ปลอดภัยหากเดินทางทางรถยนต์ ก็ได้อาศัยบริการ "รถไฟไทย" นี่แหละครับ แม้จะ "ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง" แม้จะช้าหน่อยแต่ก็ปลอดภัยและเพลิดเพลินจำเริญใจครับ ยิ่งพอโตขึ้นได้มีโอกาสเรียนรู้ อะไรมากขึ้นก็ค้นพบความจริงว่า "รถไฟไทย" ในสมัยยุคแรกเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2433 ครั้ง "พระพุทธเจ้าหลวง" ทรงมีพระราชดำริว่าจะใช้โครงข่าย "รถไฟไทย" ในการเชื่อมโยง "สยามประเทศ" อันกว้างใหญ่ไพศาลจากเหนือสุดจรดใต้สุดไปจนปลาย "แหลมมลายู" จากตะวันออกไปจรดตะวันตก เป็นผลให้สถานีรถไฟ "หัวลำโพง" ก็ได้ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ท่าน . . .

อ่ า น ต่ อ . . .

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
รายการคนไทยไม่ท้อ >>  

รายการ แผ่นดินพอเพียง   

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
 

นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับ อ.เชี่ยว ฉบับสะสม
นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอ.เชี่ยว ฉบับสะสม เหลือเพียง 6 เล่ม
(เล่ม 7,8,9,10,11,12)  ราคาชุดละ 300 บาท  รวมค่าจัดส่งแบบลงทะเบียน
รายละเอียดการโอนเงิน
ชื่อบัญชี ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  ธนาคารกรุงเทพ ฯ  สาขาห้วยขวาง  ประเภทสะสมทรัพย์  บัญชีเลขที่  1764267272
แฟกซ์ pay  in
พร้อมระบุชื่อที่อยู่   หมายเลขโทรศัพท์ และ เล่มหนังสือที่สั่งซื้อ   มาที่หมายเลข  02-6441479 หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-2451399 และ 02-6441478 หรือ สำนักงานบ้านไม่บาน  เลขที่ 1  ซ.ประชาสงเคราะห์ 12   แขวงดินแดง  เขตดินแดง  กทม.  10400