สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

ห้ามพลาด!!! การสัมมนาการลงทุนอสังหาฯ “ยันต์แปดทิศพิชิตอสังหาฯ” 25-26 พฤศจิกายนนี้

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว “คนรักบ้าน” ตามคำเรียกร้องของบรรดาแฟน ๆอยากให้ผมจัดงานสัมมนาเกี่ยวกับการลงทุน “อสังหาฯ”อย่างไรที่จะอยู่รอดปลอดภัยและคืนทุนไวในช่วงสภาวะเศรษฐกิจที่ทรงตัวดังเช่นในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการสัมมนาอย่างเข้มข้นส่งท้ายปี 2560 ในหัวข้อ“ยันต์แปดทิศพิชิตอสังหาฯ” นอกจากนั้นเป็นการเปิดเผย “กลเม็ดเคล็ดลับ”ในการลงทุนอสังหาฯ อย่างไรที่สามารถทำกำไรได้อย่างมืออาชีพซึ่งครอบคลุมแทบทุก “มิติ” ในการลงทุนอสังหาฯ “แบบ 360 องศา”ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับว่าในทางปฏิบัติแล้วที่ดินแปลงหนึ่งผมเคยทำการวิเคราะห์เจาะลึกก็ค้นพบผลลัพธ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจเพราะสามารถทำธุรกิจธุรกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์ได้ถึง 36 ประเภทซึ่งในเบื้องต้นผมได้จัดกลุ่มแนวทางพัฒนาอสังหาฯที่มีความเป็นไปได้และมีความสลับซับซ้อนไม่มากนัก ออกเป็น “8 มิติ”ที่จะบรรยายกันในงานสัมมนาในครั้งนี้อันประกอบไปด้วย “มิติที่ 1” คือที่ดินเปล่าและอสังหาฯ มือสอง “มิติที่ 2” คือ ทาวน์เฮ้าส์,ทาวโฮมส์,ตึกแถว “มิติที่3” คือ โฮมส์ออฟฟิศ, โฮสเทล, มินิอพาร์ทเม้นท์ “มิติที่ 4” คือ อพาร์ทเม้นท์,เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ “มิติที่ 5” คือ คอนโดมิเนียม “มิติที่ 6” คือโรงแรม,รีสอร์ท“มิติที่ 7” คือ บ้านจัดสรรขนาดเล็ก ไม่เกิน 8 แปลงและขนาดกลาง “มิติที่ 8” คือการลงทุนอสังหาฯ

ที่มีความหลากหลายแบบผสมผสานบนที่ดินแปลงเดียวที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่สาเหตุที่ผมต้องบรรยายครอบคลุมถึง “8 มิติ”ก็เพื่อเป็นการให้ความรู้แบบเข้มข้น โดยจะใช้ระยะเวลา 2 วันเต็ม คือวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 25 และ 26 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้ โดยเริ่มตั้งแต่เช้า 9.30 น.ไปเสร็จสิ้นเอาบ่ายแก่ ๆ ประมาณ 18.00 น. ณ.โรงแรมThe Palazzo ห้อง Milano-Roma ถ.รัชดาภิเษก เพราะผมต้องการให้ “นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์”ได้เห็นภาพที่แท้จริงทั้งในวงกว้างและวงลึกของ “อสังหาฯ 8 มิติ”ซึ่งผมตั้งชื่อให้จำง่าย ๆ ว่า “ยันต์แปดทิศพิชิตอสังหาฯ”

ท่านที่สนใจก็สามารถจองสำรองที่นั่งได้โดยด่วนครับที่เบอร์ 098-9456568 ,064-6913746 และ 02-0533918 หรือสมัครได้ที่ Fan Page https://www.facebook.com/อ-เชี่ยว- ชอบช่วยถือได้ว่าเป็นการบรรยายครั้งสำคัญส่งท้ายปี 2560 ของผมครับมีหลายท่านถามผมว่าเป็นเพียงมนุษย์เงินเดือน ไม่มีความรู้ ไม่มีที่ดินไม่มีเงินเก็บ จะได้อะไรจากการเข้าร่วมฟังสัมมนาในครั้งนี้แต่ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อนะครับว่าอภิมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งของประเทศก็เริ่มจากการขายหอยทอดและก็ไม่น่าเชื่ออีกนะครับว่ามหาเศรษฐีอีกคนที่รวยที่สุดในประเทศอีกท่านก็เติบโตมาจากการขายเมล็ดพันธุ์ผัก ทำให้ผมเชื่อว่าหากได้เริ่มอย่างถูกต้องเลือกที่จะหว่านเมล็ดพันธุ์เม็ดแรกให้ถูกต้องกลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้องก็ไม่แน่นะครับ ท่านก็สามารถเป็น “เศรษฐีอสังหาฯ”ได้ไม่เกินความรู้ความสามารถเช่นกันนอกจากนั้นผมยังอยากจะเปรียบอีกว่าอย่างนี้นะครับว่าการเริ่มต้นวิชาชีพของการลงทุนในโครงการอสังหาฯ น้อยใหญ่ของผมก็เหมือนกับการที่ไปเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดีเมล็ดพันธุ์หนึ่งต้องมีการเพาะเมล็ดให้เจริญเติบโต (หมายถึงการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงนะครับ)ไม่ใช่เรียนลัดจากการทาบกิ่ง หลังจากเมล็ดพันธุ์นี้สามารถลงหลักปักฐานจนกระทั่ง“รากแก้ว” หยั่งลึกลงใต้ผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ได้ ในช่วงแรก ๆ อาจจะดูว่าเติบโตช้าแต่เมื่อถ้าตั้งต้นเติบโตได้แล้วก็จะเติบโตเรื่อย ๆ ไป อย่างยั่งยืนในช่วงปีแรกที่เพิ่งเริ่มปลูกลำต้นก็อาจจะมีขนาดโตเท่านิ้วก้อยใช่ไหมครับ พอปีที่ 2ขึ้นปีที่ลำต้น 3 อาจจะเจริญเติบโตเท่าหัวแม่โป้งเรา พอปีที่ 5- 6 ก็มีขนาดเท่าแขนเราพอปีที่ 50 ลำต้นก็มีขนาดเท่ากับหลายคนโอบจะว่าไปแล้วทุกสิ่งอย่างก็เริ่มต้นจากเม็ดพันธุ์เล็กๆนี่แหละครับจากเมล็ดพันธุ์ความคิดและการลงมือปฏิบัติที่ถูกต้องในการลงทุนอสังหาฯนี่ก็คล้ายคลึงกันครับ ถ้าเราสามารถวางรากฐานได้อย่างมั่นคงและชัดเจนผมเชื่อว่าทุกคนสามารถเติบโตเป็น “เศรษฐีอสังหาฯ” ได้ครับดังนั้น “การรู้เท่าทัน” การลงทุน “อสังหาฯ แบบบูรณาการ”จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ผมนึกถึงคำสอนปรมาจารย์ “ซุนหวู่” ได้เตือนสติว่า


“รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง”ผมจึงเชื่อมั่นว่าการสัมมนาของผมในครั้งนี้สิ่งที่ท่านจะได้รับคือท่านจะรู้จักตัวท่านเองมากขึ้น ว่าท่านได้รู้จักการลงทุนอสังหาฯ ประเภทต่าง ๆ ทั้ง “8 มิติ”อย่างถูกต้องมากน้อยเพียงใด แค่ไหนและอสังหาฯประเภทไหนที่เหมาะกับตัวของท่านนอกจากนั้นท่านพบว่าคำแก้ตัวหรือข้ออ้างที่ผมมักจะได้ยินบ่อยๆ คือ “ยังไม่พร้อม”ซึ่งจะว่าไปแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะมีข้ออ้างแบบนี้แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นหากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าเราไม่เคยมีความพร้อมไม่มีเงินก็ไม่พร้อม ต่อให้มีเงิน ก็ไม่พร้อม จริงไหมครับ ถ้าอย่างนั้นที่มักจะพูดกันว่ารอพรุ่งนี้ก่อนนะ ถึงจะพร้อม ผมว่าพรุ่งนี้ไม่มีวันที่จะมาถึงหรอกครับ เพราะ“พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว” (อมตะวาจาของ “ศ.ศิลป์ พีระศรี”)ผมจึงมักบอกกับบรรดาลูกศิษย์ลูกหาและเพื่อนร่วมงานของผมเสมอว่า“จงลงมือทำอสังหาฯ ในชาตินี้ อย่ารอให้ถึงชาติหน้าจึงค่อยคิดจะลงมือทำอสังหาฯเลย” เพราะไม่มีใครรู้อนาคตหรอกครับว่า “ชาติหน้า” จะมีหรือไม่ หรือจะเป็นอย่างไร ดังนั้นการไม่ “ผัดวันประกันพรุ่ง” ลงมือทำเดี๋ยวนี้ ทำทันที ด้วย“สติ” + “ปัญญา” ที่ “เข้าใจ” + “เข้าถึง” + แล้วจึง “พัฒนา” อสังหาฯแล้วท่านจะประสบกับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในการลงทุนอสังหาฯ ของท่านครับย้ำนะครับสำหรับท่านที่สนใจการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในหลากหลาย “มิติ”ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด การสัมมนาครั้งสำคัญของผมส่งท้ายปี 2560 ในหัวข้อ“ยันต์แปดทิศพิชิตอสังหาฯ” ก็น่าจะเปิดมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนอสังหาฯในทิศทางที่ถูกที่ควร เป็นการเริ่มต้นอย่างถูกต้องในการ “เข้าใจ” + “เข้าถึง”แล้วจึง “พัฒนาอสังหาริมทรัพย์” แบบ “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งมีชัยร้อยครั้ง”ในโอกาสพิเศษสุดเช่นนี้นานทีปีหนสำหรับท่านที่สนใจก็ต้องรีบสำรองจองที่นั่งโดยด่วนแล้วผมจะรอพบกับทุกท่านครับในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 25 - 26 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ที่เรามีนัดกันมาเรียนรู้เกี่ยวกับ “ยันต์แปดทิศพิชิตอสังหาฯ” กับผมครับ

“แบบร่าง” ของ “พระเมรุมาศ” จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของ “งานรังสรรค์” อันล้ำค่าที่ยิ่งใหญ่





จะว่าไปแล้วคนไทยทั้งประเทศยังคงตกอยู่ในบรรยากาศแห่งความเศร้าโศกในช่วงวันราชพิธีที่สำคัญยิ่งที่จะติดตราตรึงใจคนไทยไปตราบนานเท่านาน คือ งาน“พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9”ซึ่งเป็นงานพระราชพิธีที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ “พระเมรุมาศ” ในคติความเชื่อของ“ไตรภูมิ”แบบ “พราหมณ์” ที่เชื่อกันว่า “พระเจ้าอยู่หัว” นั้น คือ “สมุติเทพ” ทรงเป็น“พระนารายณ์” ที่อวตารลงมาเพื่อบำบัดทุกข์เข็ญให้กับอาณาประชาราชดังนั้นเมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว ก็เสด็จกลับไปที่เคยประทับ ณ. “เขาพระสุเมรุ”หรือ “เขาไกรลาศ” เป็นที่สถิตของมวล “มหาเทพ” น้อยใหญ่ต่าง ๆ โดยมี“พระศิวะ” เป็นองค์ประธาน บริเวณเชิงเขาโดยรอบนั้นมีสระ “อโนดาต”ที่แวดล้อมไปด้วย “ป่าหิมพานต์” เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ในวรรณคดีอาศัยอยู่รวมไปถึงบรรดาเทวดาอารักษ์ต่าง ๆ ก็อยู่กันเป็นลำดับชั้นดังนั้นจึงไม่แปลกที่มักจะแทนพระนาม “พระเจ้าอยู่หัว” ว่า “พระรามาธิบดี” ก็คือ“พระราม” ที่ทรงเป็น “พระนารายณ์” อวตารลงมาดังนั้นเมื่อพระองค์ท่านเสด็จสวรรคตแล้วก็กลับไปประทับที่ “เขาพระสุเมรุ”ดังเดิมครับสำหรับกระบวนการออกแบบ “พระเมรุมาศ”ก็เป็นสาระน่ารู้ที่คนไทยควรจะรู้ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็มีวิวัฒนาการกันมาอย่างยาวนานจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เท่าที่ผมค้นคว้าหามาได้ก็มีบันทึกไว้หลายครั้งทั้งในพงศาวดารและจดหมายเหตุตั้งแต่สมัย “กรุงศรีอยุธยา ฯ”ซึ่งขนาดของ “พระเมรุมาศ” ในสมัยนั้น มีขนาดใหญ่โตมโหฬารมากครับหากคิดไม่ออกเพื่อให้จินตนาการได้ง่ายขึ้นว่ากันว่าก็อาจจะมีขนาดใกล้เคียงหรืออาจมีขนาดใหญ่กว่าขนาดของ“พระปรางค์วัดอรุณฯ” (มีความสูงกว่า 70 เมตร) ซึ่งรูปแบบ “พระเมรุมาศ”ที่นิยมในอดีตจะเป็นทรง “ปรางค์” แบบ “ฝักข้าวโพด” มีหลักฐานของ“พระเมรุมาศ”ในลักษณะนี้เห็นได้จากภาพถ่ายในสมัยต้นรัตนโกสินทร์โดยช่างภาพชาวยุโรปที่

ได้เข้ามาถ่ายภาพ “พระเมรุมาศ” ของ“พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ”ทำให้ได้เห็นรูปแบบของ “พระเมรุมาศ”ในอดีตที่ได้ถูกบันทึกไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างชัดเจนครับพอผมได้ศึกษาค้นคว้าเบื้องลึกลงไปอีกก็ได้เห็นวิวัฒนาการครั้งสำคัญของการออกแบบและก่อสร้าง “พระเมรุมาศ” ในสมัย “ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 และ 6” ซึ่งเริ่มเปลี่ยนเป็นทรง “มณฑป” และก็ใช้กันเรื่อยมาภายใต้การกำกับดูแลของ “สมเด็จครู ฯ” หรือ“สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์” ซึ่งได้รับการยกย่องว่าทรงเป็น“นายช่างใหญ่” แห่ง “กรุงรัตนโกสินทร์” และมีการสืบทอดสกุลช่างของ “สมเด็จครู”เรื่อยมาตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นจนถึง “ดร.ประเวศ ลิมปรังษี”(ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรม) ประจำปี พ.ศ.2532)“พลอากาศตรีอาวุธ เงินชูกลิ่น” (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประยุกต์ศิลป์)สาขา สถาปัตยกรรม ประจำปี 2541) แล้วก็ตกทอดมาถึง “อาจารย์ก่อเกียรติทองผุด” ซึ่งเป็นนายช่างใหญ่ของ “กรมศิลปากร”ซึ่งได้สืบทอดแนวทางการออกแบบ “พระเมรุมาศ” ของ “พลอากาศตรีอาวุธเงินชูกลิ่น” ผสมผสานกับแนวคิดการออกแบบ “พระเมรุมาศ” ของ “ดร.ประเวศลิมปรังษี” ทำให้สามารถรังสรรค์ขึ้นมาเป็นรูปแบบ “พระเมรุมาศ” ของ ล้นเกล้า“รัชกาลที่ 9” เป็นทรง “บุษบก 9 ยอด” โดยมี “บุษบก” องค์ประธานเป็น 7 ชั้นเชิงกลอนลดหลั่นถึงปลียอดเป็นการ “รังสรรค์”ออกมาได้อย่างวิจิตรพิศดารมีเอกลักษณ์เฉพาะและสมพระเกียรติโดยแท้จริงแล้วในการออกแบบ “พระเมรุมาศ”ในแต่ละรัชกาลนั้นจะไม่มีการทำซ้ำหรือลอกเลียนแบบกันโดยเด็ดขาด(ซึ่งถือได้ว่าเป็นคติความเชื่อมาแต่โบร่ำโบราณ) ต้องเป็นการรังสรรค์งานขึ้นมาใหม่เป็นเอกลักษณ์ใหม่ของศิลปกรรมแบบใหม่ ๆ แขนงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในรัชกาลนั้น ๆ“ดร.ประเวศ ลิมปรังษี” เคยกล่าวกับผมไว้ว่า งานรังสรรค์ “พระเมรุมาศ”นั้นถือว่าเป็น “จุดสูงสุด” ของการออกแบบทาง “สถาปัตยกรรมไทย”ซึ่งจะต้องสมพระเกียรติอย่างหาที่สุดมิได้,ต้องทำเต็มที่,เต็มกำลังความรู้ความสามารถอย่างที่สุด นอกจากนั้นยังต้องศึกษาโบราณราชประเพณีเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานให้ถูกต้องมิผิดเพี้ยนจึงเป็นการรวบรวมทั้งศาสตร์และศิลป์ทุกแขนงที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม, จิตรกรรม, ปติมากรรม ฯลฯ หลอมรวมกันซึ่งจะต้องระดมสุดยอดช่างผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาที่เกี่ยวข้องมาทำงานร่วมกันนับพันชีวิตที่ทุ่มเททำงานด้วยด้วยจิตบริสุทธิ์ถวายงานด้วยความจงรักภักดีและเพื่อจุดหมายเดียวกัน คือ การส่งเสด็จสู่ “สวรรคาลัย” ของ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”กลับไปสู่ “เขาพระสุเมรุ” อย่างสมพระเกียรติทั้งยังถือว่าเป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตที่ได้ถวายงานเป็นครั้งสุดท้ายให้กับพระองค์สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ ผมภูมิใจนำเสนอ “แบบร่าง” ของ“พระเมรุมาศ” ทรง “บุษบก 9 ยอด” อันเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของงาน “รังสรรค์”ที่ล้ำจากจินตนาการที่ผสมผสานกับประสบการณ์ที่ทำงานมายาวนานเกือบ 30 ปีของ “อาจารย์ก่อเกียรติ ทองผุด” ด้วย “ดินสอ” กับ “กระดาษไข” บน “โต๊ะดราฟ”หรือ “โต๊ะเขียนแบบ” ที่บรรดาสถาปนิกช่างออกแบบในสมัยก่อนนิยมใช้กันซึ่งการขึ้น “แบบร่าง” นี้แหละครับมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเพราะเป็นการค้นหา“สัดส่วน” ที่งดงามลงตัวให้ได้เสียก่อน ที่เป็นเสมือนจุดเริ่มต้นหรือการกลัด“กระดุมเม็ดแรก” ของการออกแบบ “พระเมรุมาศ” โดยเริ่มจากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆที่ผสมผสานกับ “ความเพียรอันบริสุทธิ์” และ “สติปัญญา” ที่ “เฉลียวฉลาด”อีกทั้งยังมีความ “พอเพียง” ในทุก “มิติ” ต้องมีทั้ง “ความรู้” และ “เข้าใจ” อย่าง“เพียงพอ” จึงจะสามารถ “เข้าถึง”และจึง “พัฒนา” ทั้ง “ศาสตร์” และ “ศิลป์”ในการออกแบบ “พระเมรุมาศ” ได้ผลที่ออกมาคือความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เกิดเป็นงานรังสรรค์ “พระเมรุมาศ” ของ“ในหลวงรัชกาลที่ 9”ที่ถึงพร้อมและสมพระเกียรติมีเอกลักษณ์อย่างวิจิตรพิสดารและสวยงามอย่างที่สุดที่หาสถาปัตยกรรมใดมาเปรียบมิได้ครับ

ตึกแถว+อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน 155


ในช่วงเวลาของงาน “พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช”

 เมื่อตั้งสติได้พอจะคลายความโศกเศร้าลงก็พบความจริงว่าคนไทยทุก ๆคนรวมทั้งตัวผมนั้นนับว่าโชคดีมีบุญวาสนามากครับ เพราะได้มีโอกาสเกิดมาใน“รัชสมัย” ของ “พ่อหลวงรัชกาลที่ 9”ที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์อันยิ่งใหญ่ที่สุดและประเสริฐที่สุดที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุด สำหรับตัวผมเองพอเกิดมาลืมตาดูโลกพอรับรู้ความได้ ก็เห็นรูปของพระองค์ท่านในทุกทุกที่ที่ผมไปดังคำกล่าวที่ว่ารูปของพระองค์ท่านนั้นเป็น “รูปที่มีทุกบ้าน”รวมทั้งได้เห็นพระจริยวัตรอันงดงามที่ทรงทำเพื่อคนไทยทุกหมู่เหล่าและที่น่าทึ่งคือ คนไทยทุกชั้นวรรณะต่างก็ยอมรับพระองค์ท่านเปรียบเสมือน “พ่อ”หรือ “พ่อหลวง” และที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือพระองค์ท่านก็ทรงรับคนไทยทุกชั้นวรรณะไม่ว่าจะยาก,ดี,มี,จนเพียงใดเข้ามาเป็นสมาชิกร่วมสุขร่วมทุกข์อยู่ใน “บ้าน” ของพระองค์ เสมือนกับว่าเป็น “ลูก” ของพระองค์พระองค์ก็ได้ทรงทำหน้าที่ของ “พ่อ” ที่ดูแลสารทุกข์สุขดิบของ “ลูก”โดยไม่ขาดตกบกพร่องมายาวนานกว่า 70 ปีจึงเป็นการทรงงานที่หนักหนาแสนสาหัสกว่า 4,685 โครงการพระราชดำริทั่วราชอาณาจักร (ตั้งแต่ปี พ.ศ.2495-2557) ดังปฐมบรมราชโองการในปี พ.ศ.2489ที่ทรงรับสั่งว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ซึ่ง “ชนชาวสยาม” ก็เปรียบเสมือน“ลูก”ของพระองค์ท่าน ด้วยความสัมพันธ์ที่พิเศษสุดและงดงามที่สุดของ“พระมหากษัตริย์” กับ “พสกนิกร” ของพระองค์ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติ ทรงเป็น “พ่อ”พร้อมที่จะเสียสละทุกสิ่งอย่างที่พระองค์มี ทรงทุ่มเทพระวรกายทุกเวลาทุกนาทีที่พระองค์มี ให้กับการอยู่ดีกินดีของ “ลูก”จึงเป็นความสัมพันธ์ที่พิเศษสุดและมหัศจรรย์เป็นอย่างยิ่งครับจะหาความสัมพันธ์ระหว่าง “พระมหากษัตริย์” กับ “ประชาชน”ที่มีลักษณะพิเศษเช่นนี้หาไม่ได้อีกแล้วในประเทศใดในโลก มีอยู่เพียงที่เดียวคือ“ประเทศไทย” เท่านั้นครับ เมื่อพระองค์ท่านรักประชาชนขนาดนี้ก็ไม่น่าแปลกใจหรอกครับที่ประชาชนที่เป็น “ลูก”ต่างก็ถวายความจงรักภักดีกับพระองค์ท่านอย่างสุดหัวใจ ถึงขนาดยอม“พลีกายถวายชีวิต” ได้ให้กับ “พ่อ” ได้เช่นกันความสัมพันธ์มีลักษณะพิเศษเช่นนี้ ได้กลายเป็น “แกนหลัก”ที่สำคัญที่ทำให้สังคมไทยสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงปลอดภัยถึงแม้ว่าสังคมไทยจะเต็มไปด้วยนักการเมืองที่ฉ้อฉล, ข้าราชการที่คอรัปชั่น,สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่เสื่อมโทรม มีปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆที่หมักหมมทับถมกันอยู่มากมายทั้งทาง “เศรษฐกิจ”, “สังคม” และ “การเมือง” ฯลฯแต่ถึงจะหนักหนาสาหัสสักเพียงไหนก็ไม่เป็นไรหรอกครับ เพราะคนไทยมี“แกนหลัก” ที่เป็นเหมือน “ศูนย์รวมจิตใจ”เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่เติบโตแผ่กิ่งก้านสาขา ถึงแม้บางครั้งอาจต้องสายลมสายฝน พายุที่พัดโหมกระหน่ำ เป็นผลให้กิ่งบางกิ่งบางครั้งที่ต้านทานไม่ไหวจะหักไปบ้าง แต่เพราะมี “แกนหลัก” ที่เป็นเสมือน“รากแก้ว” ที่เข้มแข็ง ทำให้เราก็สามารถผ่านไปได้ทุกครั้งดังจะเห็นว่าสังคมไทยในอดีตได้ผ่านการทดสอบมาหลายต่อหลายครั้งจากวิกฤติการณ์ต่าง ๆในบางครั้งในบางสถานการณ์อาจตกอยู่ในสภาวะที่ดูเหมือนว่าจะคับขันแต่ก็เป็นความมหัศจรรย์ครับ ด้วย “แกนหลัก” อันเป็น “ศูนย์รวมจิตใจ”ที่เปรียบประดุจดั่ง “พลังของแผ่นดิน” ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสสักเพียงใดก็สามารถประคองตัวผ่านไปได้ทุกครั้งก็เพราะ “แกนหลัก”ที่เป็นพลังอันแข็งแกร่งนี้เองครับในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้าของสังคมไทยอันเกิดจากการพลัดพรากครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงไปที่น่าประทับใจเป็นอย่างยิ่งครับ คนไทย“รู้รักษ์สามัคคี” กันมากขึ้น “รวมใจเป็นหนึ่งเดียว” กันมากขึ้นรักกันและให้อภัยกันมากขึ้น อาจเป็นเพราะจิตใจคนไทยทั้งประเทศกว่า 70ล้านดวง ต่างมุ่งพุ่งตรงไปที่ “พ่อ”นอกจากนั้นคนไทยยังได้มีโอกาสเรียนรู้พระจริยวัตรอันงดงามของพระองค์ท่านมากยิ่งขึ้น จาก “โครงการพระราชดำริ” น้อยใหญ่ต่าง ๆ ซึ่งกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่าคนทุกคนในผืนดินของ “พ่อ” ล้วนแล้วแต่ได้รับ “อานิสงส์”ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมจาก “โครงการพระราชดำริ” ของ “พ่อ”กันแบบทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในชุมชนเมืองหรือชนบทห่างไกลไม่มีพื้นที่ไหนในพระราชอาณาจักรที่รอดพ้นจากสายพระเนตรอันยาวไกลของ “พ่อ”ก็เป็นเรื่องเหลือเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อครับ ที่ “มหาธรรมราชา รามาธิบดีที่ 9” พระองค์นี้ได้ทุ่มเททำเพื่อ “ลูก” ของพระองค์ท่านมากมายขนาดนี้สารภาพตามตรงครับว่าผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้พูดถึง “พ่อ”และมีความมุ่งมั่นที่อยากทำให้ “พ่อ” เป็น “อมตะ” อยู่ในจิตใจของ “ลูก”หลานไทยตราบนิจนิรันดร์ ดังนั้นจึงอยากให้มาร่วมแรงร่วมใจกันส่งเสด็จ “พ่อ” สู่“สวรรคาลัย” อย่างสมพระเกียรติ ใน “งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” ในครั้งนี้ครับย้ำกันอีกครั้งครับว่ามาร่วมแรงร่วมใจกันในพระราชพิธีส่งเสด็จ “พ่อ” สู่“สวรรคาลัย”ให้สมพระเกียรติอย่างที่สุดโดยพร้อมเพรียงกันและประกาศให้ก้องไกลไปทั้งโลกให้รับรู้ว่าบรรดา “ลูก ๆ” ของ “พ่อ” รักและคิดถึง “พ่อ” มากขนาดไหนครับ

“ชีวาโคซี่” ความ “พอเพียง” แบบ “5 in 1”


จะว่าไปแล้วปรัชญาแนวคิดที่ว่าด้วย “ความพอเพียง” ที่ “พ่อหลวงรัชกาลที่ 9”ได้ทรงพระราชทานแด่ปวงชนชาวไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 เป็นระยะกว่า 40ปีมาแล้วนั้นได้ถูกนำมาปรับประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดประสิทธิผลมิใช่เฉพาะแค่ในภาค “เกษตรกรรม”เท่านั้นแต่ยังสามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้กับการลงทุน “อสังหาริมทรัพย์”สร้างผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม ซึ่ง “ชีวาโคซี่” แบบ “5 in 1”ก็เป็นหนึ่งในการปรับประยุกต์ใช้ปรัชญาแนวคิดเศรษฐกิจ “พอเพียง”ในการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภท “อาคารพาณิชย์” + “โฮมส์ออฟฟิศ”โดยมีหลักการสำคัญ อันประกอบไปด้วย “3 ห่วง”, “2 เงื่อน” อันจะนำมาซึ่ง “4ผลลัพธ์” ที่จะสรุปสั้น ๆ แบบสังเขป ได้ดังต่อไปนี้สำหรับ “3 ห่วง” นั้นประกอบไปด้วย“ห่วงที่ 1” คือ “พอประมาณ”“ห่วงที่ 2” คือ “ มีเหตุผล”“ห่วงที่ 3” คือ “มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี”ส่วน “2 เงื่อน” นั้นประกอบไปด้วย“เงื่อนไขที่ 1” คือ “เงื่อนไขความรู้” ที่ต้องรอบรู้,รอบคอบและต้องระมัดระวัง“เงื่อนไขที่ 2” คือ “เงื่อนไขคุณธรรม” ที่นอกจากจะต้องซื่อสัตย์,สุจริตแล้วยังต้องมีสติปัญญา,ขยัน,อดทน นอกจากนั้นยังต้องแบ่งปัน และต้องประหยัดสำหรับ “4 ผล” อันเกิดจากความ “สมดุลย์” ของการลงมือปฏิบัติภายใต้“กรอบ” (Configuration) ของ “3 ห่วง”, “2 เงื่อน” จะนำมาซึ่ง “ผลลัพธ์” ทั้ง 4มีซึ่งมีดังต่อไปนี้ คือ “ผลลัพธ์ที่ 1” คือ “ชีวิต” ที่ดีขึ้น, “ผลลัพธ์ที่ 2” คือ“เศรษฐกิจ” ที่ดีขึ้น “ผลลัพธ์ที่ 3” คือ “สังคม” ที่ดีขึ้น และ “ผลลัพธ์ที่ 4” คือ“สิ่งแวดล้อม” ที่ดีขึ้น ก่อให้เกิดเป็น “ความสมดุล” ที่มั่นคง , มั่งคั่งและยั่งยืนต่อไปในอนาคตซึ่งแนวคิดดังกล่าว “น้องพูนจิตต์ภัทร์” หรือ “น้องพูน”ซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้รุ่นเยาว์ของชาว “คนรักบ้าน”ก็ได้น้อมนำเอาหลักคิดดังกล่าวนี้นำมาปรับประยุกต์ใช้ ในการดำเนินการปรับปรุง“อาคารพาณิชย์” + “โฮมส์ออฟฟิศ” ย่าน “หอการค้า”โดยเริ่มจากการทำร้านขายขนมและร้านกาแฟเล็ก ๆ เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว(ตอนที่เริ่มต้นนั้นยังเรียนอยู่ชั้น ม.2 จะขึ้น ม.3)ด้วยความเพียรอันบริสุทธิ์และสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดพร้อมกับสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง (อยากให้ไปศึกษาเพิ่มเติมในบทพระราชนิพนธ์ “มหาชนก”) พร้อมจะ“เผชิญกับปัญหา” และ “ฝ่าฟันอุปสรรค” ด้วย “Mind Set”แบบ“ไม่ยอมแพ้ก็ไม่พ่ายแพ้” และ “ไม่ล้มเลิกก็ไม่ล้มเหลว” จนกระทั่งมา “ตกผลึก”ค้นพบ “จุดสมดุล” ที่ลงตัวเกิดเป็น “ชีวาโคซี่” แบบ “5 in 1”ที่จัดได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในเป็น “นวัตกรรมอสังหา ฯ” ที่ “น้องพูน”ให้คำจำกัดความว่า “Multi - Functional Real Estate” ซึ่งเป็นการพัฒนาอสังหาฯประเภท “อาคารพาณิชย์” + “โฮมส์ออฟฟิศ” ที่จะต้องมีความ “เข้าใจ”+ “เข้าถึง” จน“ตกผลึก” แล้วจึงค่อยคิด “พัฒนา” เป็น “อสังหาฯ แบบบูรณาการ” ที่มี “ภูมิคุ้มกัน”ในรูปแบบผสมผสานของกิจกรรมต่าง ๆ ถึง 5กิจกรรมในอาคารคูหาเดียวก็เป็นเรื่องที่น่าทึ่งทีเดียวครับตลอดระยะเวลา 4-5 ปี ของการเรียนรู้ จากเด็ก “นักเรียนมัธยม” ชั้น ม.2 ขึ้นม.3 “โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย” เติบโตขึ้นจนเป็น “นิสิตคณะทัตแพทย์” ชั้นปีที่ 2ขึ้นปีที่ 3 ของ “มหาวิทยาลัยรังสิต” จากการที่ได้น้อมนำเอาวิถีคิดเศรษฐกิจ“พอเพียง” ที่นำมาปรับประยุกต์ใช้ เกิดเป็นกระบวนการเรียนรู้ในการลงทุน“อสังหาฯ แบบบูรณาการ” ที่มีค่ามากอย่างยิ่งครับ เป็นการ“ผสมผสานอย่างสมดุล” ของกิจกรรมทั้ง 5 ประเภทโดยเริ่มจาก “กิจกรรมที่ 1” เป็น“Coffee Shop” ให้บริการน้ำชา กาแฟ ไม่ว่าจะเป็น “อเมริกาโน่”, “เอสเปรสโซ่”,“ลาเต้” ฯลฯ รวมถึงไอครีมโฮมเมท, เบเกอรี่, เค้ก ฯลฯ รสเลิศที่หลากหลาย ส่วน“กิจกรรมที่ 2” คือ “ร้านอาหาร” ที่ให้บริการอาหารทั้งไทยและเทศไม่ว่าจะเป็นเมนูยอดฮิตอย่าง “กระเพราไก่กรอบ”, “สปาเก็ตตี้ขี้เมา”, “พิซซ่า” ฯลฯ“กิจกรรมที่ 3” เป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์มีกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน เรียกว่า “Co-Living Space” ที่ถูกออกแบบให้รองรับกิจกรรมที่หลากหลายเป็นอย่างยิ่งครับ“กิจกรรมประเภทที่ 4” คือ “Art Gallery” เป็นพื้นที่จัดนิทรรศการทางศิลปะแขนงต่าง ๆ สำหรับคนรุ่นใหม่ไฟแรงต้องการพื้นที่แสดงผลงานและกิจการประเภทสุดท้าย เป็น “กิจกรรมประเภทที่ 5” เกี่ยวกับที่ “พักอาศัย”โดยออกแบบให้เป็น “มินิอพาร์ทเม้นท์” รวมทั้งเป็น “โฮสเทล”ให้เป็นห้องเช่าทั้งรายวันและรายเดือนก็ถือได้ว่า ครบถ้วนทุกกระบวนความ แบบ“5 in 1” ตามแนวคิดปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ก่อให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ร่ำรวยแบบยั่งยืน หากพิจารณาแบบผิวเผินก็อาจจะดูเหมือนเป็นก้าวเล็ก ๆ ของ “น้องพูน”ครับ แต่แท้จริงแล้วเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของเด็กนักเรียนระดับมัธยมศึกษาโดยใช้ระยะเวลาเกือบ 5 ปี “ลองผิดลองถูก” จน “ตกผลึก” เกิดเป็น “ชีวาโคซี่” ย่าน“หอการค้า” เป็น “นวัตกรรมอสังหาฯ” ที่มีความลงตัว และมี “ภูมิคุ้มกัน”เป็นอย่างยิ่งครับ ซึ่งในอนาคต “น้องพูน” ก็มีเป้าหมายที่จะขยายสาขา “ชีวาโคซี่”ออกไปเป็น “เชน” (Chain) ในลักษณะ “เครือข่าย” หรือ “เน็ตเวิร์ค” (Network)ของ “อสังหาฯ บูรณาการ” ประเภท “โฮมส์ออฟฟิศ” + “อาคารพาณิชย์” แบบ “5 in1” นี้ให้กระจายออกไปทั้งประเทศตลอดระยะเวลาเกือบ 5 ปี การเติบโตขึ้นอย่างมั่นคงของ “ชีวาโคซี่”ผมได้ทำหน้าที่ “สถาปนิก” และ “พี่เลี้ยง”ที่ติดตามเฝ้าดูและเอาใจใส่รวมทั้งให้คำปรึกษาหารืออันเป็นกระบวนการเติบโตขึ้นภายใต้พื้นฐานแห่ง “ความพอเพียง”อย่างแท้จริงที่จัดได้ว่าเป็นกรณีศึกษาเป็นอย่างยิ่งครับ โดยเฉพาะท่านที่เป็นเจ้าของ“อาคารพาณิชย์” หรือ “โฮมส์ออฟฟิศ” ที่สนใจก็สามารถโทรสอบถามมาได้ที่เบอร์081-4218323 หรือ เข้าร่วมฟังการบรรยายของผมในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 25 - 26พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้ ก็สามารถโทรมาสำรองจองที่นั่งได้ด้วยเช่นกันโครงการพัฒนา “ชีวาโคซี่” ย่าน “หอการค้า” แบบ “5 in 1”ก็เป็นรูปแบบหนึ่งในการพัฒนา “อสังหาฯ บูรณาการ” แบบ “พอเพียง”ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งและไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาดครับสำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้คงมีเพียงแค่นี้ท่านสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารย้อนหลังได้จาก “เว็ปไซต์” ยอดฮิตคนรักบ้านwww.homeloverthai.com ครับ

ตึกแถว+อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน 156

1:59PM
สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว “คนรักบ้าน” ตามคำเรียกร้องของบรรดาแฟน ๆอยากให้ผมจัดงานสัมมนาเกี่ยวกับการลงทุน “อสังหาฯ”อย่างไรที่จะอยู่รอดปลอดภัยและคืนทุนไวในช่วงสภาวะเศรษฐกิจที่ทรงตัวดังเช่นในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการสัมมนาอย่างเข้มข้นส่งท้ายปี 2560 ในหัวข้อ“ยันต์แปดทิศพิชิตอสังหาฯ” นอกจากนั้นเป็นการเปิดเผย “กลเม็ดเคล็ดลับ”ในการลงทุนอสังหาฯ อย่างไรที่สามารถทำกำไรได้อย่างมืออาชีพซึ่งครอบคลุมแทบทุก “มิติ” ในการลงทุนอสังหาฯ “แบบ 360 องศา”ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับว่าในทางปฏิบัติแล้วที่ดินแปลงหนึ่งผมเคยทำการวิเคราะห์เจาะลึกก็ค้นพบผลลัพธ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจเพราะสามารถทำธุรกิจธุรกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์ได้ถึง 36 ประเภทซึ่งในเบื้องต้นผมได้จัดกลุ่มแนวทางพัฒนาอสังหาฯที่มีความเป็นไปได้และมีความสลับซับซ้อนไม่มากนัก ออกเป็น “8 มิติ”ที่จะบรรยายกันในงานสัมมนาในครั้งนี้อันประกอบไปด้วย “มิติที่ 1” คือที่ดินเปล่าและอสังหาฯ มือสอง “มิติที่ 2” คือ ทาวน์เฮ้าส์,ทาวโฮมส์,ตึกแถว “มิติที่3” คือ โฮมส์ออฟฟิศ, โฮสเทล, มินิอพาร์ทเม้นท์ “มิติที่ 4” คือ อพาร์ทเม้นท์,เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ “มิติที่ 5” คือ คอนโดมิเนียม “มิติที่ 6” คือโรงแรม,รีสอร์ท“มิติที่ 7” คือ บ้านจัดสรรขนาดเล็ก ไม่เกิน 8 แปลงและขนาดกลาง “มิติที่ 8” คือการลงทุนอสังหาฯที่มีความหลากหลายแบบผสมผสานบนที่ดินแปลงเดียวที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่สาเหตุที่ผมต้องบรรยายครอบคลุมถึง “8 มิติ”ก็เพื่อเป็นการให้ความรู้แบบเข้มข้น โดยจะใช้ระยะเวลา 2 วันเต็ม คือวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 25 และ 26 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้ โดยเริ่มตั้งแต่เช้า 9.30 น.ไปเสร็จสิ้นเอาบ่ายแก่ ๆ ประมาณ 18.00 น. ณ.โรงแรมThe Palazzo ห้อง Milano-Roma ถ.รัชดาภิเษก เพราะผมต้องการให้ “นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์”ได้เห็นภาพที่แท้จริงทั้งในวงกว้างและวงลึกของ “อสังหาฯ 8 มิติ”ซึ่งผมตั้งชื่อให้จำง่าย ๆ ว่า “ยันต์แปดทิศพิชิตอสังหาฯ”

 

ท่านที่สนใจก็สามารถจองสำรองที่นั่งได้โดยด่วนครับที่เบอร์ 098-9456568 ,064-6913746 และ 02-0533918 หรือสมัครได้ที่ Fan Page https://www.facebook.com/อ-เชี่ยว- ชอบช่วยถือได้ว่าเป็นการบรรยายครั้งสำคัญส่งท้ายปี 2560 ของผมครับมีหลายท่านถามผมว่าเป็นเพียงมนุษย์เงินเดือน ไม่มีความรู้ ไม่มีที่ดินไม่มีเงินเก็บ จะได้อะไรจากการเข้าร่วมฟังสัมมนาในครั้งนี้แต่ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อนะครับว่าอภิมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งของประเทศก็เริ่มจากการขายหอยทอดและก็ไม่น่าเชื่ออีกนะครับว่ามหาเศรษฐีอีกคนที่รวยที่สุดในประเทศอีกท่านก็เติบโตมาจากการขายเมล็ดพันธุ์ผัก ทำให้ผมเชื่อว่าหากได้เริ่มอย่างถูกต้องเลือกที่จะหว่านเมล็ดพันธุ์เม็ดแรกให้ถูกต้องกลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้องก็ไม่แน่นะครับ ท่านก็สามารถเป็น “เศรษฐีอสังหาฯ”ได้ไม่เกินความรู้ความสามารถเช่นกันนอกจากนั้นผมยังอยากจะเปรียบอีกว่าอย่างนี้นะครับว่าการเริ่มต้นวิชาชีพของการลงทุนในโครงการอสังหาฯ น้อยใหญ่ของผมก็เหมือนกับการที่ไปเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดีเมล็ดพันธุ์หนึ่งต้องมีการเพาะเมล็ดให้เจริญเติบโต (หมายถึงการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงนะครับ)ไม่ใช่เรียนลัดจากการทาบกิ่ง หลังจากเมล็ดพันธุ์นี้สามารถลงหลักปักฐานจนกระทั่ง“รากแก้ว” หยั่งลึกลงใต้ผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ได้ ในช่วงแรก ๆ อาจจะดูว่าเติบโตช้าแต่เมื่อถ้าตั้งต้นเติบโตได้แล้วก็จะเติบโตเรื่อย ๆ ไป อย่างยั่งยืนในช่วงปีแรกที่เพิ่งเริ่มปลูกลำต้นก็อาจจะมีขนาดโตเท่านิ้วก้อยใช่ไหมครับ พอปีที่ 2ขึ้นปีที่ลำต้น 3 อาจจะเจริญเติบโตเท่าหัวแม่โป้งเรา พอปีที่ 5- 6 ก็มีขนาดเท่าแขนเราพอปีที่ 50 ลำต้นก็มีขนาดเท่ากับหลายคนโอบจะว่าไปแล้วทุกสิ่งอย่างก็เริ่มต้นจากเม็ดพันธุ์เล็กๆนี่แหละครับจากเมล็ดพันธุ์ความคิดและการลงมือปฏิบัติที่ถูกต้องในการลงทุนอสังหาฯนี่ก็คล้ายคลึงกันครับ ถ้าเราสามารถวางรากฐานได้อย่างมั่นคงและชัดเจนผมเชื่อว่าทุกคนสามารถเติบโตเป็น “เศรษฐีอสังหาฯ” ได้ครับดังนั้น “การรู้เท่าทัน” การลงทุน “อสังหาฯ แบบบูรณาการ”จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ผมนึกถึงคำสอนปรมาจารย์ “ซุนหวู่” ได้เตือนสติว่า

 

“รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง”ผมจึงเชื่อมั่นว่าการสัมมนาของผมในครั้งนี้สิ่งที่ท่านจะได้รับคือท่านจะรู้จักตัวท่านเองมากขึ้น ว่าท่านได้รู้จักการลงทุนอสังหาฯ ประเภทต่าง ๆ ทั้ง “8 มิติ”อย่างถูกต้องมากน้อยเพียงใด แค่ไหนและอสังหาฯประเภทไหนที่เหมาะกับตัวของท่านนอกจากนั้นท่านพบว่าคำแก้ตัวหรือข้ออ้างที่ผมมักจะได้ยินบ่อยๆ คือ “ยังไม่พร้อม”ซึ่งจะว่าไปแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะมีข้ออ้างแบบนี้แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นหากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าเราไม่เคยมีความพร้อมไม่มีเงินก็ไม่พร้อม ต่อให้มีเงิน ก็ไม่พร้อม จริงไหมครับ ถ้าอย่างนั้นที่มักจะพูดกันว่ารอพรุ่งนี้ก่อนนะ ถึงจะพร้อม ผมว่าพรุ่งนี้ไม่มีวันที่จะมาถึงหรอกครับ เพราะ“พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว” (อมตะวาจาของ “ศ.ศิลป์ พีระศรี”)ผมจึงมักบอกกับบรรดาลูกศิษย์ลูกหาและเพื่อนร่วมงานของผมเสมอว่า“จงลงมือทำอสังหาฯ ในชาตินี้ อย่ารอให้ถึงชาติหน้าจึงค่อยคิดจะลงมือทำอสังหาฯเลย” เพราะไม่มีใครรู้อนาคตหรอกครับว่า “ชาติหน้า” จะมีหรือไม่ หรือจะเป็นอย่างไร ดังนั้นการไม่ “ผัดวันประกันพรุ่ง” ลงมือทำเดี๋ยวนี้ ทำทันที ด้วย“สติ” + “ปัญญา” ที่ “เข้าใจ” + “เข้าถึง” + แล้วจึง “พัฒนา” อสังหาฯแล้วท่านจะประสบกับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในการลงทุนอสังหาฯ ของท่านครับย้ำนะครับสำหรับท่านที่สนใจการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในหลากหลาย “มิติ”ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด การสัมมนาครั้งสำคัญของผมส่งท้ายปี 2560 ในหัวข้อ“ยันต์แปดทิศพิชิตอสังหาฯ” ก็น่าจะเปิดมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนอสังหาฯในทิศทางที่ถูกที่ควร เป็นการเริ่มต้นอย่างถูกต้องในการ “เข้าใจ” + “เข้าถึง”แล้วจึง “พัฒนาอสังหาริมทรัพย์” แบบ “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งมีชัยร้อยครั้ง”ในโอกาสพิเศษสุดเช่นนี้นานทีปีหนสำหรับท่านที่สนใจก็ต้องรีบสำรองจองที่นั่งโดยด่วนแล้วผมจะรอพบกับทุกท่านครับในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 25 - 26 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ที่เรามีนัดกันมาเรียนรู้เกี่ยวกับ “ยันต์แปดทิศพิชิตอสังหาฯ” กับผมครับ

<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 1 - 10 of 1850
บ้านไม่บานยอดนิยม อพาร์ตเม้นท์ไม่บานยอดนิยม พิมพ์เขียวแบบบ้าน 999 บาท

 

 

คนรักบ้าน : เจาะลึกเคล็ดลับที่ไม่ลับ กับ โครงการ The Chiva Sanctuary  ตอนที่ 1

 

 

คนรักบ้าน : เจาะลึกเคล็ดลับที่ไม่ลับ กับ โครงการ The Chiva Sanctuary  ตอนที่ 2

 

 



 

 

บ้านไม่บานอัพเดต


สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว  "คนรักบ้าน"  สาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้  ก็เป็นเรื่องราวที่ผมภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับโรงเรียนอนุบาลเล็ก ๆ ที่อยู่ไกลถึงอำเภอ "ฝาง"  จังหวัด "เชียงใหม่"  สืบเนื่องมาจากมีแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" ครอบครัวหนึ่งที่บริหารจัดการโรงเรียนในระดับอนุบาลที่ "ฝาง" มีความประสงค์ที่จะขยับขยายและสร้างห้องเรียนใหม่เพิ่มเติมขึ้น  ที่ในสภาพปัจจุบันห้องเรียนเดิมมีขนาดคับแคบเนื่องจากมีนักเรียนเพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้นทุกปี  และเนื่องจากเจ้าของโรงเรียนอนุบาลก็มีอายุพอสมควรแล้วและสุขภาพก็ไม่สู้จะดีนักจำเป็นที่จะต้องไปหาแพทย์อยู่เนือง ๆ  ทั้งยังต้องได้รับการดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิด   จึงคิดจะส่งต่อโรงเรียนอนุบาลให้กับลูกชายสุดที่รักมารับช่วงต่อในการบริหารจัดการต่อ   จึงตัดสินใจจะปรับปรุง ต่อเติม เพิ่มขยายโรงเรียนอนุบาลขึ้นใหม่ภายใต้งบประมาณที่จำกัด  เพราะไม่ต้องการทำอะไรจนเกินความพอเพียงของครอบครัว...

อ่ า น ต่ อ . . .

“โฮสเทลไม่บาน” ที่ “ช้างคลาน”




สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" สาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ก็สืบเนื่องจากแฟน ๆ ชาว  "คนรักบ้าน"  ท่านหนึ่งมีอาคารพาณิชย์อยู่ทำเลที่ดีเยี่ยมย่าน "ช้างคลาน" ใจกลางเมือง "เชียงใหม่"    ซึ่งปัจจุบันก็ปิดทิ้งไว้ไม่ได้ทำประโยชน์อันใด  เพราะจะทำกิจการการค้าในช่วงสภาวะเศรษฐกิจตกสะเก็ดดังเช่นในปัจจุบันก็ดูเหมือนจะไม่เข้าท่าเข้าทีเลยมีดำริว่าน่าจะปรับปรุงให้เป็น "โฮสเทลไม่บาน" ก็น่าจะเป็นการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่ามากกว่า   เพราะโดยปกติแล้วการเปิดกิจการค้าขายในอาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่มักจะใช้พื้นที่เฉพาะชั้นหนึ่งเท่านั้น      แต่สำหรับชั้น  2   ขึ้นไปก็มักจะใช้พื้นที่ไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไรนัก  ส่วนใหญ่ที่ผมเห็นมักใช้เป็นพื้นที่เก็บของ เก็บสินค้า   หรือเป็นที่พักของพนักงานหรือปิดทิ้งไว้เฉย ๆ ให้ฝุ่นจับ เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างเปล่าประโยชน์ครับ  และในขณะที่สภาพเศรษฐกิจการค้าการขายโดยรวมตกอยู่ในสภาพเศรษฐกิจตกสะเก็ด... 

อ่ า น ต่ อ . . .
คลินิกคนรักบ้าน

“นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์”

การลงทุนอสังหาริมทรัพย์โครงการน้อยใหญ่ไม่ว่าจะเป็น "บ้านเดี่ยว", "บ้านแฝด", "ทาวเฮ้าส์", "อาคารพาณิชย์",  "โฮมส์ออฟฟิศ",  "มินิอพาร์ทเม้นท์",  "อพาร์ทเม้นท์",  "บูทิคอพาร์ทเม้นท์",  "เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์",  "บูทิคโฮเทล",  "โรงแรม",  "รีสอร์ท",  "คอนโดมิเนียม",   "บ้านจัดสรร"  ฯลฯ   ไม่ว่าจะต้องใช้งบประมาณในการลงทุนมากหรือน้อยเพียงใดสำหรับผมแล้วทุกโครงการจะต้องเป็น "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์" หรือ  "Real Estate Innovation"

 

อ่ า น ต่ อ . . .

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
รายการคนไทยไม่ท้อ >>  

รายการ แผ่นดินพอเพียง   

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
 

นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับ อ.เชี่ยว ฉบับสะสม
นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอ.เชี่ยว ฉบับสะสม เหลือเพียง 6 เล่ม
(เล่ม 7,8,9,10,11,12)  ราคาชุดละ 300 บาท  รวมค่าจัดส่งแบบลงทะเบียน
รายละเอียดการโอนเงิน
ชื่อบัญชี ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  ธนาคารกรุงเทพ ฯ  สาขาห้วยขวาง  ประเภทสะสมทรัพย์  บัญชีเลขที่  1764267272
แฟกซ์ pay  in
พร้อมระบุชื่อที่อยู่   หมายเลขโทรศัพท์ และ เล่มหนังสือที่สั่งซื้อ   มาที่หมายเลข  02-6441479 หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-2451399 และ 02-6441478 หรือ สำนักงานบ้านไม่บาน  เลขที่ 1  ซ.ประชาสงเคราะห์ 12   แขวงดินแดง  เขตดินแดง  กทม.  10400