สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

“บ้านไม่บาน” ในระบบฐานราก “ลอยน้ำ”

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน"  ความเดิมตอนที่แล้วผมได้นำเสนอ "บ้านไม่บาน"  ซึ่งเป็นการศึกษาค้นคว้า,วิจัย,พัฒนา รูปแบบและทดสอบโดยการสร้างบ้าน "ต้นแบบ" ที่ "ร่วมสมัย" ในระบบ "Floating Foundation"  หรือ ฐานราก "ลอยน้ำ" (ในส่วนของฐานรากโดยไม่ใช้ระบบเข็มรับน้ำหนัก)  เพื่อการพัฒนาไปสู่บ้าน "ต้นแบบ" ที่ "เรียนรู้ อยู่ร่วม" กับภัยพิบัติ "น้ำท่วม" และ "แผ่นดินไหว" ตามแนวคิดแบบ "พอเพียง"  ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากท่านผู้อ่านเป็นอย่างดี  เพราะสามารถตอบโจทย์บ้านที่กำลังเผชิญกับปัญหา "น้ำท่วม"และปัญหา "แผ่นดินไหว"  ซึ่ง  "บ้านไม่บาน" ที่เป็นบ้าน "ต้นแบบ" หลังนี้เป็นความพยายามครั้งสำคัญของผมที่จะออกแบบ "บ้านไม่บาน" ที่สามารถเรียนรู้อยู่ร่วมกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ  เพราะในส่วนตัวผมนั้น  ภัยพิบัติทางธรรมชาติต่าง ๆ  เหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีอยู่อย่างยาวนาน  จะว่าไปตามความเป็นจริงแล้วไม่มีใครสามารถเอาชนะธรรมชาติได้หรอกครับ  นอกเสียจากเราจะเรียนรู้อยู่ร่วมกับธรรมชาติ  อย่างผสมผสานและกลมกลืนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน    น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกอันเป็นทางรอดครับ

การศึกษาค้นคว้าและวิจัยของผมทำให้ผมทราบว่าระบบฐานรากแบบ"Floating Foundation"    หรือ ฐานราก  "ลอยน้ำ" นั้น   ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลายและใช้กันมาอย่างยาวนาน   หลักฐานที่เห็นได้ชัดเจน คือ  "พระปฐมเจดีย์"  ที่มีอายุนับพันปี   ย้อนกลับไป "สมัยทวารวดี" นั่นแหละครับ    จึงเชื่อว่าเป็นเจดีย์รุ่นแรก ๆ ใน "ผืนดินธรรมผืนดินทอง" ที่มักเรียกว่า  "สุวรรณภูมิ"  จึงได้ชื่อว่า "พระปฐมเจดีย์" ที่ได้สร้างขึ้น  ที่จังหวัด "นครปฐม"  ก็ได้ใช้ระบบฐานรากแบบ  "Floating Foundation"  และก็ยืนยงคงอยู่มาตราบจนทุกวันนี้และที่คุ้น ๆ ตากัน คือ  "พระปรางค์วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร"  หรือ  "วัดแจ้ง"  ที่มีอายุกว่า  200  ปี  ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา  มีความสูงเทียบเท่าตึกกว่า   20  ชั้น  มีน้ำหนักหลายพันตัน  ก็ไม่ได้ตอกเข็มแต่ประการใดครับ   เพราะได้ใช้ฐานรากในระบบ "Floating Foundation"  จะว่าไปแล้วอาคารบ้านเรือนทั้งวัด  ทั้งวัง ในสมัยธนบุรีและในสมัยต้นรัตนโกสินทร์  หลังจากที่เสีย "กรุงศรีอยุธยา" ในพ.ศ. 2310  พม่าก็ได้เผาผลาญ "กรุงศรีอยุธยา" ไปจนหมดสิ้น   "ล้นเกล้ารัชกาลที่  1"   ที่ได้สืบทอดพระราชอำนาจจาก "พระเจ้ากรุงธนบุรี" ก็ได้เริ่มสร้างบ้านแปลงเมืองขึ้นมาใหม่  ในสมัยนั้นยังไม่มีใครใช้เข็มในการทำฐานรากอาคารบ้านเรือนกันหรอกครับ   การใช้ฐานรากก็ใช้ระบบ "ลอยน้ำ" แบบ "Floating Foundation"  แม้ "พระที่นั่งอนันตสมาคม" ที่สร้างขึ้นในสมัย  "ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5"  ก็ไม่ได้ใช้เข็มครับ  ก็ใช้ฐานรากระบบ  "ลอยน้ำ" หรือ  "Floating Foundation"  เช่นกัน   แต่ไป ๆ มา ๆ  ฐานรากในระบบนี้อยู่ดี ๆ มายาวนานกว่าพันปีก็เลิกใช้ ถูกทดแทนด้วยการ  "ตอกเข็ม"  ซึ่งโดยปกติอาคารบ้านเรือนในเขตที่ราบลุ่มภาคกลางโดยเฉพาะใน  "กรุงเทพฯ"  และ  "ปริมณฑล" จะต้อง  "ตอกเข็ม" ลึกลงไปจากผิวดินตั้งแต่  18  เมตร ถึง  23  เมตร  กระทั่งถึงชั้นดินปนทรายจึงจะสามารถรับน้ำหนักได้  แต่ระบบการรับน้ำหนักฐานรากโดยใช้เข็มก็มีจุดอ่อนนะครับ    เพราะจะรับแรงในแนวนอนไม่ได้  รับได้เฉพาะแนวดิ่งเท่านั้น  ดังนั้นเวลาเกิดเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยพิบัติทางแผ่นดินไหว  ระบบเข็มจะไม่สามารถต้านทานแรงกระทำในแนวนอนได้     ดังนั้นหากในอนาคตเกิดแผ่นดินไหวขึ้น  เชื่อแน่ว่าบรรดาอาคารบ้านเรือนที่ใช้ระบบฐานรากแบบ "เข็ม" รับน้ำหนักกว่าครึ่งก็จะพังลงมาครับ 

การศึกษา, ค้นคว้า, วิจัยและพัฒนาฐานรากในระบบ "Floating Foundation"  หรือ ระบบฐานราก  "ลอยน้ำ"  ที่ผมได้ทำการทดลองมากว่า  5  ปีนั้น   แท้จริงแล้วก็ไม่มีอะไรใหม่หรอกครับ  เป็นองค์ความรู้ที่มีมาแต่โบราณอันเป็น "ของดี มีอยู่" มายาวนาน เป็นภูมิปัญญาที่บรรดา  "ครูช่าง" ได้เรียนรู้และนำมาปรับประยุกต์ใช้  จะว่าไปแล้วผมเป็นแค่เพียงผู้ "อนุรักษ์สืบสาน และพัฒนา"ระบบ "Floating Foundation"  โดยนำมาใช้กับอาคารบ้านเรือนขนาดเล็กครับ

สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอการออกแบบและการจัดกลุ่ม "บ้านไม่บาน"  ที่เป็นบ้าน "ต้นแบบ" ในลักษณะ "ไทยประยุกต์"  ซึ่งเป็นบ้าน "ต้นแบบ" ขนาด 3  x  4  เมตร  ซึ่งผมออกแบบให้เป็น  "1  Living Unit"   ที่เป็น  "Modular Co-ordination"   อันประกอบไปด้วย  1  ห้องนอน,1  ห้องน้ำ, 1  ห้องนั่งเล่น พร้อมระเบียงนั่งเล่น      สำหรับสาระน่ารู้ในครั้งหน้าห้ามพลาดโดยเด็ดขาด   ผมจะนำเสนอกระบวนการประกอบติดตั้ง  "บ้านไม่บาน" ที่เป็นบ้าน "ต้นแบบ" ที่ร่วมสมัยในระบบ "Floating Foundation" หรือฐานราก "ลอยน้ำ"  ที่สามารถประกอบติดตั้งได้อย่างรวดเร็วและประหยัด   รวมทั้งสามารถขนส่งไปในที่ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกครับ 

สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ก็คงมีแค่นี้  พบกับสาระน่ารู้กันได้ใหม่ในสองสัปดาห์หน้าครับ   ท่านที่สนใจรายละเอียดย้อนหลังก็สามารถติดตามได้ใน www.homeloverthai.com และ  www.chivagroup.com   หรือต้องการติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ Fan Page https ://www.facebook.com/อ-เชี่ยว-ชอบช่วย  ครับ


“นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์”


การลงทุนอสังหาริมทรัพย์โครงการน้อยใหญ่ไม่ว่าจะเป็น "บ้านเดี่ยว", "บ้านแฝด", "ทาวเฮ้าส์", "อาคารพาณิชย์",  "โฮมส์ออฟฟิศ",  "มินิอพาร์ทเม้นท์",  "อพาร์ทเม้นท์",  "บูทิคอพาร์ทเม้นท์",  "เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์",  "บูทิคโฮเทล",  "โรงแรม",  "รีสอร์ท",  "คอนโดมิเนียม",   "บ้านจัดสรร"  ฯลฯ   ไม่ว่าจะต้องใช้งบประมาณในการลงทุนมากหรือน้อยเพียงใดสำหรับผมแล้วทุกโครงการจะต้องเป็น "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์" หรือ  "Real Estate Innovation"  เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด  เป็นเสมือนการเตรียมการที่จะกลัด "กระดุมเม็ดแรก"  ซึ่ง  "ดร.สุเมธ  ตันติเวชกุล" ซึ่งท่านดำรงตำแหน่งเป็น "เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา"  ได้เคยสอนผมครั้งเมื่อผมทำงานกับ "มูลนิธิชัยพัฒนา" ว่า   "กระดุมเม็ดแรก  หากกลัดผิด  กระดุมเม็ดที่  2,3,4  ถัดมา  ถึงจะตั้งใจทุ่มเททั้งความรู้ความสามารถมากเท่าไรก็จะผิดหมด"  ดังนั้นการตั้ง "สมมุติฐาน" (Hypothesis) ที่มีความเป็นไปได้จะต้องมาจากพื้นฐานของความเป็น "นวัตกรรม" อันเป็นความคิด "สร้างสรรค์" เท่านั้น    และ "นวัตกรรม" จำนวนไม่น้อย  ล้วนแล้วแต่เป็น "นวัตกรรม" ที่คิด  "นอกกรอบ" นำมาซึ่งการปฏิวัติและปฏิรูปทั้งในด้านศิลปะและวิทยาการครั้งสำคัญและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญให้กับโลก  เช่น    "Smart Phone"  ที่  "สตีฟ จอบส์" เป็นผู้คิดค้น "นวัตกรรม" ชิ้นนี้ขึ้นได้  ส่งผลกระทบในมุมกว้างไปทั่วโลก  และเมื่อ "นวัตกรรม" ได้เกิดแล้วจะไม่มีวันย้อนกลับมาอีกครับ


บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับแนวหน้าของโลกก็ล้วนแล้วแต่เป็นเจ้าแห่ง "นวัตกรรม"  ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัย "พื้นฐานความรู้" และ "การลงทุน"  ถ้าหากผลงานวิจัย ค้นคว้าชิ้นเยี่ยมจบลงแค่วิทยานิพนธ์  1  หรือ 2  เล่ม ในห้องสมุดก็จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดในวงกว้าง     เป็นได้เพียงแค่บทความที่กล่าวอ้างถึงในวงวิชาการ  ที่ทำอะไรไม่ได้  ทำอะไรไม่เป็น เป็นสถานการณ์ที่เรียกว่า  "ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด"   ดังนั้น  "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์" ในมุมมองของผมจะต้องก่อให้เกิดผลกระทบทั้งแนวกว้างและลึกและก่อให้เกิดรายได้นำมาซึ่ง  "ประโยชน์"  และ  "ความสุข"  ให้แก่เจ้าของ "นวัตกรรม" เองและแก่สังคมโดยรวมครับ 

ผมยกตัวอย่าง  "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์" ที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ  "นวัตกรรม" ในการก่อสร้าง "ระบบสำเร็จรูป" ("Pre-Fabrication" ) ซึ่งได้เข้ามาอย่างแพร่หลายอย่างรวดเร็วในระยะเวลาเพียง 10  กว่าปี  โดยเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงาน,  การควบคุมคุณภาพ, การควบคุมเวลาและการควบคุมการใช้ทรัพยากร  นี่เป็นตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนใน "นวัตกรรม" ที่เกิดขึ้นและเกี่ยวข้องโดยตรงกับการลงทุน "อสังหาริมทรัพย์"    

หลังจากที่ได้ตัดสินใจลงทุนทำแน่แล้ว     จำเป็นต้องหา  "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์"  ที่ทำให้มีชัยชนะเหนือคู่แข่ง แบบ  "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง  ชนะร้อยครั้ง"  ซึ่ง  "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์" ทั้ง  8  ข้อ  ประกอบด้วยสาระสำคัญดังนี้


นวัตกรรมข้อที่  1   "Real Estate  Hypothesis  Innovation"  ซึ่งหมายถึง  การสร้าง "สมมุติฐาน" ซึ่งนำไปสู่การสร้าง "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์"  

นวัตกรรมข้อที่  2  "Real Estate  Feasible + Business  Model  Innovation"   ซึ่งหมายถึง  การศึกษาความเป็นไปได้และโมเดลธุรกิจที่เป็น "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์"   

นวัตกรรมข้อที่  3   "Real Estate  Architectural  Design  Innovation"   ซึ่งหมายถึง รูปแบบทางสถาปัตยกรรมซึ่งเป็น "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์"  

นวัตกรรมข้อที่  4  "Real Estate  Construction  Innovation" ซึ่งหมายถึง  ระบบการก่อสร้างที่เป็น "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์"  

นวัตกรรมข้อที่  5  "Real Estate  Working Process  Innovation"  ซึ่งหมายถึง  ขั้นตอนการทำงานอย่างเป็นระบบระเบียบในการพัฒนา "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์"   

นวัตกรรมข้อที่  6  "Real Estate  Marketing  +  Service   Innovation"    ซึ่งหมายถึง   การทำตลาดและการให้บริการต่าง ๆ แก่ลูกค้า  ที่เป็น "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์" 

นวัตกรรมข้อที่  7   "Real Estate   Flexible  Innovation"  ซึ่งหมายถึง  ความสามารถในการปรับเปลี่ยนตัวเองเมื่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ  สังคม  เปลี่ยนไปของ "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์"     นวัตกรรมข้อที่  8  "Real Estate   Assessment Innovation"  ซึ่งหมายถึง  กระบวนการตรวจสอบและประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาในการพัฒนา "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์"   

ซึ่ง "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์" ทั้ง  8  ข้อนี้แหละครับที่ผมจำเป็นต้อง "หาให้ได้  หาให้เจอ หาให้พบ" ก่อนตัดสินใจลงทุนทำ "อสังหาริมทรัพย์" ไม่ว่าจะเป็นโครงการน้อยใหญ่  เป็นกระบวนการที่สำคัญในการกลัด "กระดุมเม็ดแรก" ของผม ซึ่งหากน้อยกว่านี้ก็ไม่เอา จะต้องทำอย่างน้อยให้ได้เท่านี้หรือทำได้มากกว่านี้  ท่านผู้อ่านก็ลองนำเอาไปพิจารณากันดูครับ  และนำไปปรับประยุกต์ใช้ก็น่าจะเกิดประโยชน์ผมลองนำไปปรับประยุกต์ใช้กับตัวเองแล้วเกิดผลดีเป็นอย่างยิ่งครับ



“บ้านไม่บาน” ในระบบ “ฐานรากลอยน้ำ”

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน"  สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้เป็นเรื่องราวของ "บ้านไม่บาน" ในระบบ "Floating Foundation"  หรือ  "ฐานรากลอยน้ำ"  ก็เป็น "บ้านไม่บาน"  อีกรูปแบบหนึ่งที่ผมภูมิใจนำเสนอเพราะเป็นผลงานที่ผมได้ทำการพัฒนาศึกษาค้นคว้า วิจัยมายาวนานกว่า  5  ปี   และยัง ได้มีการจัดนิทรรศการเผยแพร่ผลงานออกแบบและสร้างสรรค์ของคณาจารย์   ภายใต้ "โครงการ สถาปัตย์นิทรรศน์  ครั้งที่  1" อันประกอบด้วย   คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,   คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร   และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์    ซึ่งผมก็ได้นำเสนอผลงาน  การศึกษาค้นคว้า,พัฒนา รูปแบบและทดสอบโดยการสร้างบ้าน "ต้นแบบ" ที่ "ร่วมสมัย" ในระบบ "Floating Foundation"  (ในส่วนของฐานรากโดยไม่ใช้ระบบเข็มรับน้ำหนัก)  เพื่อการพัฒนาไปสู่บ้าน "ต้นแบบ" ที่ "เรียนรู้ อยู่ร่วม" กับภัยพิบัติ "น้ำท่วม" และ "แผ่นดินไหว" ตามแนวคิดแบบ "พอเพียง"  ที่ผมตั้งใจทำการศึกษาค้นคว้าและวิจัย  "บ้านไม่บาน" หลังนี้ขึ้นมาเพื่อคนหมู่มากที่กำลังทุกข์ยากในสังคม  ด้วยงบประมาณที่จำกัด  300,000  บาท ++  ต่อหลัง      ซึ่งผมได้นำเสนอแนวคิดและวิวัฒนาการที่มีมาอย่างยาวนานในการใช้ระบบ   "Floating Foundation"   ไม่ว่าจะเป็น "พระปฐมเจดีย์", "พระปรางค์วัดอรุณฯ" ฯลฯ  ซึ่งสามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้ในการออกแบบและก่อสร้าง "บ้านไม่บาน"  ที่เป็นบ้าน  "ต้นแบบ"  ทำให้สามารถรองรับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ  ไม่ว่าจะเป็นภัย  "น้ำท่วม" หรือ  "แผ่นดินไหว" ที่มีโอกาสอย่างสูงที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

สำหรับในสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอ การทดสอบ "การลอยน้ำ" ในส่วนของฐานรากระบบ   "Floating Foundation"  ที่ประกอบขึ้นในระบบ  "สำเร็จรูป" หรือระบบ "Prefabrication"   รวมถึงภาพ  "Perspective"  ที่แสดงให้เห็นถึง  การนำเอา "บ้านไม่บาน" ที่เป็นบ้าน  "ต้นแบบ" ("Prototype") ไปจัดวาง  "Site  Plan" หรือ "ผังบริเวณ"  ในลักษณะ   "Cluster"  แบบ "Cul-de-sac" ก่อเกิดเป็นชุมชนขนาดพอเหมาะ,พอดีและพอเพียง  6-8  Unit

ซึ่งนิทรรศการเผยแพร่ผลงานออกแบบและสร้างสรรค์ภายใต้ "โครงการ สถาปัตย์นิทรรศน์   ครั้งที่ 1"  นี้จะจัดแสดงขึ้นตั้งแต่วันที่  19-26  กรกฎาคม  ท่านที่สนใจก็สามารถไปดู "บ้านไม่บาน" ที่เป็นบ้าน  "ต้นแบบ" นี้ได้ในงานนิทรรศการดังกล่าว   ณ  ห้องนิทรรศการหมุนเวียน   ที่  พิพิธภัณฑ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย    แท้จริงแล้วบ้าน  "ต้นแบบ" หลังนี้อาจจะมีขนาดเล็กเพียง  3 x 4 เมตร  ซึ่งเป็นขนาด  "1  Living Unit"   (อันประกอบไปด้วย  1  ห้องรับแขก,1  ห้องนอน, 1  ห้องน้ำและระเบียงหน้าบ้าน)  ที่ผมออกแบบขึ้นภายใต้ระบบ  "Modular Co-ordination"   แต่เป็นขนาดที่สามารถต่อขยายได้ในทุกทิศทุกทางโดยไม่มีข้อจำกัด    ซึ่งเปรียบเหมือน  "เรือนไทย" โบราณ   ซึ่งเป็น  "เรือนขยาย"  สามารถเชื่อมต่อไว้ด้วย  "ชานบ้าน" ครับ

สาระน่ารู้ของ "บ้านไม่บาน" ที่เป็นบ้าน  "ต้นแบบ" ที่  "เรียบง่าย" ในระบบ"Floating Foundation"  หรือระบบ "ฐานรากลอยน้ำ" นี้ยังมีอีกมากครับ  เอาไว้ต่อในตอนหน้า   ผมจะนำเสนอถึงการติดตั้งส่วนต่าง ๆ  ของบ้าน "ต้นแบบ" ที่ทำให้ "บ้านไม่บาน" หลังนี้สามารถก่อสร้างได้อย่างรวดเร็ว  มีราคาประหยัด และข้อสำคัญ  เมื่อใช้ระบบ  "Floating Foundation"  แล้วก็ไม่จำเป็นต้องใช้เข็มแต่ประการใดทำให้นอกจากประหยัดงบประมาณในการก่อสร้างลงไปมากพอสมควรแล้วยังมีความแข็งแรงอีกด้วยครับ

สาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้คงมีเพียงเท่านี้ท่านที่สนใจศึกษาหาความรู้ย้อนหลังก็สามารถเข้าไปได้ที่  www.homeloverthai.com  และ  www.chivagroup.com   หรือต้องการติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ Fan Page https ://www.facebook.com/Dr.chivagroup  ครับ

“ตู้ตั๋วแตก” อีกครั้งกับการบรรยายของ “อ.ดร.เชี่ยว ชอบช่วย”

สวัสดีครับแฟนๆ ชาว  "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณบรรดาแฟน ๆ  ที่ให้เกียรติเข้ารับฟังการบรรยายของผมในหัวข้อ"8 อาวุธลับ  สูตรทำกำไรอสังหาฯ ที่ใครลงทุนทำแล้วเจ๊งท่าน (โคตร) เก่งมากเลย  กับ  อ.ดร.เชี่ยว  ชอบช่วย"   ที่จัดขึ้น  ณ.โรงแรมเดอะพาลาซโซ  รัชดา  กันอย่างล้นหลามกว่า  200  ท่าน   จนเกิดปรากฎการณ์  "ตู้ตั๋วแตก" ขึ้นอีกครั้งครับ   เพื่อฟังการบรรยายของผมตั้งแต่  9  โมงเช้า  ไปเสร็จเอา  5  โมงเย็น   ก็เต็มอิ่มทั้งผู้บรรยายและผู้ฟังครับ  ก็มีบรรดาลูกศิษย์ลูกหาเข้ามาขึ้นเวทีร่วมแจมเป็นระยะ ๆ  ต่างก็มาบอกเล่าถึงประสบการณ์ในการทำอสังหาริมทรัพย์ที่กว่าจะประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่กันได้    ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานานัปการ  ซึ่งผมก็ได้ฝาก  "อาวุธลับสำคัญ  8 ประการ" สำหรับท่านที่สนใจลงทุนทำ  "อสังหาริมทรัพย์ไม่บาน" ว่า  "ไม่ล้มเลิก  ก็ไม่ล้มเหลว  และไม่ยอมแพ้ก็ไม่พ่ายแพ้"   สำหรับผมแล้วก็ได้อาศัย   "อาวุธลับ 8 ประการ"  นี้แหละครับเป็นตัวกำกับทั้ง "วิสัยทัศน์" (Visionary)  และ  "กระบวนทัศน์" (Missionary)  ของผม  ซึ่งสาระสำคัญของ "อาวุธลับสำคัญทั้ง 8 ประการ"  ของผมจะต้องประกอบไปด้วย  อาวุธลับข้อที่  1  ต้องดีกว่าคู่แข่งรอบ ๆ  เสมอ   อาวุธลับข้อที่  2  ต้องแตกต่างกว่าคู่แข่งรอบ ๆ เสมอ    อาวุธลับข้อที่   3  ต้องคุ้มค่าคุ้มราคากว่า (Best  Value)     อาวุธลับข้อที่   4  ต้องสร้าง  "Branding" ให้ได้   อาวุธลับข้อที่    5    ต้องสร้าง  "เครือข่าย" หรือ  "Networking"    อาวุธลับข้อที่   6  ต้องสามารถดัดแปลงปรับเปลี่ยนตามกาละและเทศะตามสภาพเศรษฐกิจสังคมได้    อาวุธลับข้อที่    7   ต้องมีความรู้และความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง(Deep  Understanding)   อาวุธลับข้อที่ 8   ต้องงามง่ายและพอเพียง (Simplicity + Sufficiency)

ซึ่งอาวุธลับข้อ  1  และ  อาวุธลับข้อ 8  นั่นแหละครับเป็นสอง "อาวุธลับ" ที่สำคัญที่สุด   สำหรับอาวุธลับข้อที่  1  คือ  ต้องเป็น "นวัตกรรมอสังหาฯ"  ที่ต้องดีกว่าและโดดเด่นกว่าคู่แข่งรอบ ๆ   หมายถึง  "กระดุมเม็ดแรก" ที่กลัดอย่างถูกต้อง  เป็นการเริ่มต้นที่ถูกต้องซึ่งผมมักจะเรียกว่า  เป็น  "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์"  เพราะความหมายของคำว่า  "นวัตกรรม"  หากแปลเป็นภาษาอังกฤษ  คือ  "Innovation" ถ้าแปลตรงตัวหมายถึง   "สิ่งใหม่ที่ถูกรังสรรค์ขึ้น"    ดังนั้นหาก "กระดุมเม็ดแรก" กลัดผิด   ถ้าเราไม่สามารถหา  "นวัตกรรมของสังหาริมทรัพย์" ได้      ก็หมายความว่าอสังหาริมทรัพย์ของเราที่ได้ลงทุน,ลงแรงไปนั้นไม่ว่าจะเป็น  "บ้านเดี่ยว", "บ้านแฝด", "ทาวเฮ้าส์", "อาคารพาณิชย์",  "โฮมส์ออฟฟิศ",  "มินิอพาร์ทเม้นท์",  "อพาร์ทเม้นท์",  "บูทิคอพาร์ทเม้นท์",  "เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์",  "บูทิคโฮเทล",  "โรงแรม",  "รีสอร์ท",  "คอนโดมิเนียม",   "บ้านจัดสรร"  ฯลฯ   ก็ไม่ได้มีความแตกต่างหรือความพิเศษหรือไม่มีอะไรที่น่าสนใจ  หาก  "กระดุมเม็ดแรก" กลัดผิดแล้วถึงจะพยายามกลัดกระดุมเม็ดต่อไปจะมีความตั้งใจมุ่งมั่นทุ่มเทเพียงใด ก็จะกลัดผิดหมดครับ   และ "อาวุธลับ" ข้อสุดท้ายคือ  ข้อ  8   นั้นจะต้องมี "ความงามง่าย  พอเพียง" ไม่ทำการใดเกินตัว  เกิน "ความพอเพียง"  ของความรู้,ความสามารถและทรัพยากรที่มีอยู่  และต้องมีความงามที่ง่าย ๆ   ที่สามารถทะนุบำรุงดูแลรักษาง่าย  ที่ไม่ก่อให้เกิดภาระ   ซึ่ง "อาวุธลับ" ที่สำคัญทั้ง  8  ข้อนี้แหละครับเป็นสาระสำคัญในการบรรยายของผมและตลอดเวลากว่า   7  ชั่วโมง  ซึ่งผมก็นำเสนอโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์น้อยใหญ่ต่าง ๆ   ประกอบการบรรยายก็เป็นที่ชื่นชม  ชื่นชอบ  สังเกตได้จากไม่มีใครง่วงเหงาหาวนอน  หรือลากลับระหว่างการบรรยายเลยครับ

"โปรเฟสเซอร์ แฮมมิงตัน"  ซึ่งเป็นของครูผมที่  "King' College" บอกผมว่า "กระบวนการเรียนรู้เป็นกระบวนการแห่งความสุข  ยิ่งได้เรียนรู้มากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น"  ในการบรรยายของผมครั้งนี้คนกว่า  200  คน   ก็ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแบ่งปันกับผมในสาระน่ารู้หลากหลายที่เกี่ยวกับการลงทุน "อสังหาริมทรัพย์ไม่บาน"   และตัวผมเองก็ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบ่งปันกับท่านเหล่านี้  ในบางสถานะผมก็เป็นอาจารย์ของคนเหล่านี้  แต่ในบางสถานะ  ในเรื่องราวและศาสตร์ที่ผมไม่รู้ คนเหล่านี้ก็เปรียบเสมือนอาจารย์ผม  ดังนั้นทุกครั้งที่ผมจัดการบรรยายขึ้น  ถึงแม้จะเหนื่อยหนักหนาสาหัสตั้งแต่การเตรียมงานและจัดการต่าง ๆ  ตลอดจนการเตรียมเนื้อหาการบรรยาย  เชื่อไหมครับว่าทุกครั้งที่ผมบรรยายเสร็จผมจะมีความสุขลึก ๆ อย่างประหลาด  เพราะว่าผมได้เรียนรู้อะไรต่ออะไรอีกมากมายจากผู้เข้าร่วมสัมมนาเหล่านี้ครับ     ส่วนท่านที่พลาดโอกาสจากการเข้าฟังการบรรยายของผมในคราวนี้  ก็คงต้องรอปีหน้าฟ้าใหม่  ซึ่งบรรดาลูกศิษย์ผมจะจัดขึ้นปีละครั้งครับในเดือนกรกฎาคมของทุกปี    เป็นเสมือนการร่วมเฉลิมฉลองในวาระคล้ายวันเกิดของผม  ก็คงอีกไม่นานเกินรอ  ค่อยมาพบกันได้ใหม่  มาเรียนรู้สาระที่น่ารู้กันใหม่เกี่ยวกับการลงทุน "อสังหาฯ"  ใน "มิติ" ต่าง ๆ ที่หลากหลายก็ต้องขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับบรรดาที่สนใจใฝ่รู้ที่ได้เข้ามาร่วมฟังการบรรยายของผมครับ

“ระบบนิเวศอสังหาฯ” ที่ “ม้าหิวน้ำ”

ในการลงทุน  "อสังหาริมทรัพย์ไม่บานแบบบูรณาการ" ในรูปแบบต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็น "บ้านเดี่ยว", "บ้านแฝด", "ทาวเฮ้าส์", "อพาร์ทเม้นท์", "โรงแรม", "รีสอร์ท" หรือ "คอนโดฯ"  ฯลฯ  ผมมักจะเรียกว่า "ระบบนิเวศ" หรือ "Ecology System"  ซึ่งก็เปรียบเสมือน "ป่าไม้ในเขตร้อนชื้น"  ที่อุดมสมบูรณ์มีความหลากหลายของบรรดาพืชพันธุ์ไม้และสรรพสิ่งมีชีวิตเป็นอย่างยิ่ง  ทั้งยังมีความสลับซับซ้อนของการอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกันอย่างกลมกลืน  แต่ถ้าเมื่อไหร่ "ระบบนิเวศ" นี้ขาด "ความสมดุล"  แล้ว "ป่าร้อนชื้น" ที่อุดมสมบูรณ์ก็จะค่อยล่มสลายลง  ก็เหมือนกับการเกิด "ฟองสบู่" ในวงจรของธุรกิจการลงทุน "อสังหาริมทรัพย์"   หลังจากเกิดวิกฤติอย่างรุนแรง   ดูเหมือนว่า "ระบบนิเวศ" ของ "อสังหาฯ"  จะจบลง  แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ครับ  ก็จะเกิด "ระบบนิเวศน์" ของ "อสังหาฯ" ระบบใหม่   ซึ่งเป็น "กระบวนการปรับตัว" (Evolution) และเกิดเป็น "ระบบนิเวศ" ใหม่ของ "อสังหาริมทรัพย์ใหม่" ขึ้นมาแทนที่ครับ  ทำให้ผมนึกถึงทฤษฎีของ "ชาลส์ ดาร์วิน" ( "Charles  Robert Darwin")  ที่ศึกษา,ค้นคว้า,วิจัยถึงการปรับตัวของบรรดาสิ่งมีชีวิตพืชพันธุ์ไม้  ก็เพื่อการอยู่รอด  เป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มากครับ  เป็นกระบวนการเกิดขึ้น เติบโตขยายตัวขึ้นและก็ชะลอตัวลง  แล้วล่มสลายลง (หากปรับตัวไม่ได้หรือปรับตัวไม่ทัน)  แล้วเกิดกระบวนการสร้างขึ้นใหม่

ตลอดระยะเวลา  30  ปี  ที่ผมคลุกคลีกับวงการ "อสังหาริมทรัพย์" ผมเห็นกระบวนการดังกล่าวนี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา  ดังนั้นก่อนที่จะลงทุน "อสังหาริมทรัพย์" น้อยใหญ่จึงจำเป็นที่จะต้องรู้จริง,รู้ลึกให้ถึง "แก่น" ของอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ  ดังคำพูดที่ว่า  "เข้าใจ เข้าถึง แล้วจึงพัฒนา"  รู้ถึง "ภูมิศาสตร์"  (Physical Geography)   และ "ภูมิสังคม" ( Human  Geography )  ซึ่งก็จัดว่าเป็นเรื่องยากครับแต่ก็จำเป็นต้องรู้  หากต้องการอยู่รอดครับ

เพื่อให้เข้าใจถึง "ระบบนิเวศ" ของ "อสังหาฯ"  ผมขอยกตัวอย่าง  "ระบบนิเวศ" ในสิ่งมีชีวิตบางประเภทที่สามารถเรียนรู้อยู่ร่วมและปรับตัวได้ มายาวนานนับแสนปี  ยกตัวอย่างเช่น สัตว์โลกประเภท  "ปลวก",  "ยุง",  "จระเข้"  ฯลฯ  สัตว์ประเภทนี้มีมานานตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์  อาจจะมาก่อนยุค "จูราสสิก"  คือ  ยุค "ไดโนเสาร์" ครองโลกเสียอีก   แต่ทำไมกลับไม่สูญพันธุ์ยังคงสามารถสืบเผ่าพันธุ์ได้เพราะเป็นสัตว์ที่เกิดง่าย อดทน  ตายยาก  ไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะเป็นอย่างไรก็สามารถปรับตัวได้  ซึ่งก็เป็นข้อคิดที่น่าสนใจมากครับ  และก็เป็นโจทย์ที่ท้าทายว่าจะมี "อสังหาฯ"  ประเภทไหนที่สามารถยืนยงคงอยู่ได้ในทุกสถานการณ์อย่างสัตว์โลกประเภทนี้และสามารถปรับ  เปลี่ยนตัวเองได้  ไม่ว่าเศรษฐกิจ  สังคมและการเมืองจะเป็นอย่างไร  ไม่ว่าจะตกอยู่ในสภาวะวิกฤติอย่างไร  ก็จะอยู่รอดปลอดภัยเสมอ

            จากแนวคิดระบบ "นิเวศน์วิทยาอสังหาฯ" ดังกล่าวจึงนำผมไปสู่ปรัชญาคำสอนของ "ขงจื้อ" ที่มีมายาวนานนับพันปี  จนเกิดเป็นทฤษฎี "ม้าหิวน้ำ"  ที่ผมนำมาปรับประยุกต์ใช้และสามารถประคับประคองตัวให้อยู่รอดปลอดภัย  ไม่ว่า "ระบบนิเวศ" ของ "อสังหาฯ" จะเป็นเช่นไร  ซึ่งทฤษฎี "ม้าหิวน้ำ" ของผมนั้นเข้าใจได้ง่ายมากครับ  ไม่ว่าท่านจะศึกษาจบชั้นประถม,มัธยม,ปริญญาตรี,โท,เอก  ผมเชื่อว่าท่านก็จะต้องอยู่ในบทบาทของ "ม้า" หรือของ "น้ำ" ครับ  "ม้า" คือ  "ผู้ประกอบการลงทุนในอสังหาฯ"  น้อยใหญ่ ที่มีความหลากหลายทั้งรูปแบบและราคา  ส่วน "น้ำ"  ก็เปรียบเหมือน "ผู้ซื้อ"  เป็นผู้บริโภค  เป็นผู้ที่เข้ามาใช้  มาเช่า  มาพักอาศัย ฯลฯ โดยปรมาจารย์ "ขงจื้อ" ท่านได้กล่าวสั้น ๆ  และจับใจผมดังนี้ครับ  "ถ้าม้าไม่หิวน้ำจะกดคอม้าอย่างไร  บังคับขู่เข็ญอย่างไร ม้าก็จะไม่กินน้ำโดยเด็ดขาด  แต่ในทางกลับกัน ถ้าม้าหิวกระหายน้ำ   มันก็จะสะบัดเชือกที่พันธนาการมันอยู่  สะบัดเจ้าของที่นั่งบนหลังมันอยู่แล้วก็วิ่งไปที่บ่อน้ำที่มันคุ้นเคยเพื่อดื่มน้ำอย่างหิวกระหาย"  ดังนั้นจะเห็นได้ว่ายิ่งม้าหิวกระหายมากเท่าไร  ม้าก็ยิ่งออกแรงสะบัดพันธนาการมากเท่านั้น  เพื่อเร่งวิ่งไปหาน้ำ   ข้อคิดนี้แหละครับที่ผมใช้กับการบริหารจัดการ "ระบบนิเวศ" ของ "อสังหาริมทรัพย์ไม่บาน"   คงจะไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่าไม่มี "อสังหาฯ" ราคาถูก หรือราคาแพง  ไม่มี "ผู้ซื้ออสังหาฯ" จะจ่ายมากหรือน้อย มีแต่ "ม้าหิวน้ำ" ผมจึงพบ "สัจจะธรรม" ในการลงทุน "อสังหาฯ" ว่าจะขาย  "อสังหาฯ" ในราคาถูกแสนถูกอย่างไร  แต่หากไม่เป็นที่ต้องการของผู้ซื้อ ก็ขายไม่ได้ไม่มีใครซื้อ  ในทางกลับกัน  "อสังหาฯ" ที่มีราคาแพงแสนแพงหากเป็นที่ต้องการก็จะสามารถขายได้  เพราะฉะนั้นจงหา "ฝูงม้า" ให้เจอ  และหา  "แหล่งน้ำ" ที่ใสสะอาดบริสุทธิ์เตรียมเอาไว้เมื่อ "ม้าหิวน้ำ" เมื่อไหร่อะไรก็หยุดไม่อยู่หรอกครับ

            อยากให้ท่านผู้อ่านลองนำเอาแนวคิด "ระบบนิเวศวิทยา" ของ "อสังหาไม่บานแบบบูรณาการ" ของผมนำไปปรับประยุกต์ใช้พร้อมกันกับแนวคิดทฤษฎี "ม้าหิวน้ำ" หา "จุดร่วม" อันเป็นการแสวงหา "ความเหมือนในความต่าง" ที่ลงตัวให้ได้ อาจจะยุ่งและยากสักหน่อย    แต่คงไม่เกินความรู้และความสามารถหรอกครับ  ผมก็ใช้ทั้งแนวคิดและทฤษฎีที่ได้กล่าวมานี้แหละครับมาโดยตลอดระยะเวลา  30  ปี  ก็ได้ผลสำเร็จที่ดีเยี่ยมครับ

<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 21 - 30 of 1856
บ้านไม่บานยอดนิยม อพาร์ตเม้นท์ไม่บานยอดนิยม พิมพ์เขียวแบบบ้าน 999 บาท

 

 

คนรักบ้าน : เจาะลึกเคล็ดลับที่ไม่ลับ กับ โครงการ The Chiva Sanctuary  ตอนที่ 1

 

 

คนรักบ้าน : เจาะลึกเคล็ดลับที่ไม่ลับ กับ โครงการ The Chiva Sanctuary  ตอนที่ 2

 

 



 

 



อพาร์ทเม้นท์ไม่บานที่เบิกบานเพื่อนักศึกษาย่าน .ธุรกิจบัณฑิตย์

images/stories/uuuuuu10.jpg

ในบรรดารูปแบบอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน ที่มีความหลากหลายในรูปแบบและขนาดการลงทุนนั้น อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน เพื่อนักศึกษา นับได้ว่าเป็นหนึ่งในรูปแบบอพาร์ทเม้นท์ไม่บานยอดนิยมที่มีความน่าสนใจไม่น้อยเพราะหากสังเกตดูกันให้ดีในเรื่องของทำเลที่ตั้งจะพบว่าบริเวณใดที่เป็นแหล่งสถานศึกษาในบริเวณนั้นโดยรอบจะพบเห็นหอพักหรืออพาร์ทเม้นท์ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับนักศึกษาที่ต้องการพักอาศัยอยู่ใกล้สถานศึกษากันเป็นจำนวนมากและมักจะไม่เพียงพอกับความต้องการของปริมาณนักศึกษาที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี

 

อ่ า น ต่ อ . . .

แก่น ใน  การลงทุน อสังหาฯ ราคาประหยัด” 


images/stories/ภาพประกอบ 11111.jpg

คงต้องยอมรับกันนะครับว่า ในปัจจุบันกระแสการลงทุนในอสังหาฯราคาประ หยัดเช่นคอนโดฯราคาประหยัด,โรงแรมราคาประหยัด,อพาร์ทเม้นต์ราคาประหยัด ฯลฯ กำลังเป็น เทรนด์ที่มาแรงแซงโค้งการลงทุนในอสังหาฯประเภทอื่น ที่เคยทำกันมาในอดีตหลายครั้งหลายคราที่บรรดาคนทั่วไปแม้แต่ผมเองก็มักจะหลงไปจากแก่นซึ่งเป็นสาระสำคัญอันเป็นหลักในการลงทุนอสังหาฯราคาประ หยัดซึ่งในความคิดของผมแล้วแก่นนี้มีความสำคัญเป็นที่สุดในการพัฒนาทั้งในด้านวิสัยทัศน์และกระบวนทัศน์ครับ  ผมมักจะย้ำเสมอ ว่าให้หาแก่นให้พบไม่ว่าจะคิดอ่านทำกิจการงานใด

อ่ า น ต่ อ . . .

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
รายการคนไทยไม่ท้อ >>  

รายการ แผ่นดินพอเพียง   

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
 

นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับ อ.เชี่ยว ฉบับสะสม
นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอ.เชี่ยว ฉบับสะสม เหลือเพียง 6 เล่ม
(เล่ม 7,8,9,10,11,12)  ราคาชุดละ 300 บาท  รวมค่าจัดส่งแบบลงทะเบียน
รายละเอียดการโอนเงิน
ชื่อบัญชี ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  ธนาคารกรุงเทพ ฯ  สาขาห้วยขวาง  ประเภทสะสมทรัพย์  บัญชีเลขที่  1764267272
แฟกซ์ pay  in
พร้อมระบุชื่อที่อยู่   หมายเลขโทรศัพท์ และ เล่มหนังสือที่สั่งซื้อ   มาที่หมายเลข  02-6441479 หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-2451399 และ 02-6441478 หรือ สำนักงานบ้านไม่บาน  เลขที่ 1  ซ.ประชาสงเคราะห์ 12   แขวงดินแดง  เขตดินแดง  กทม.  10400