สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

ยันต์โป๊ยก่วย” ป้องกันความล้มเหลวในการลงทุน “อสังหาริมทรัพย์”

            "ยันต์โป๊ยก่วย"  หรือ  "ยันต์  8  ทิศ"  ซึ่งในอดีต "พระเจ้าฟูชิ" กษัตริย์ของจีนโบราณจีนโบราณทรงคิดค้นขึ้นโดยนำเอารูปแบบของ  "หยิน"  และ  "หยาง" มาผสมผสานกัน  เป็นการรังสรรค์สัญลักษณ์แห่งการคุ้มครองป้องภัยและสกัดสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ   รวมทั้งยังเป็นการป้องกันอำนาจจากวิญญาณร้ายที่จะเข้ามาสู่อาคารบ้านเรือน  คงจะไม่ผิดนะครับที่จะ "ยันต์ 8  ทิศ" หรือ  "ยันต์โป๊ยก่วย"  จึงเป็นเสมือนเครื่องรางปกป้องคุ้มครองภัยอันตราย  รวมไปถึงบรรดาสิ่งที่เป็นอัปมงคลต่าง ๆ  และยังถือว่าเป็นเครื่องสะท้อนสิ่งที่ชั่วร้ายไม่ให้เข้ามาแผ้วพาน    นอกจากนั้นเป็นการเสริมสิริมงคลให้กับอาคารบ้านเรือนได้อีกด้วยครับ   แต่สำหรับสาระ  "ยันต์  8  ทิศ"  หรือ "ยันต์โป๊ยก่วย"  ของผม    ที่ผมมักจะนำมาใช้ในการเริ่มต้นจะทำกิจการงานใดที่เกี่ยวกับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ซึ่งผมเชื่อว่าจะเป็นการป้องกันความล้มเหลวในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์น้อยใหญ่ต่าง ๆ  ได้เป็นอย่างดีครับ  ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า  30  ปี  ผมได้พัฒนาแนวคิด  "ยันต์โป๊ยก่วย"  หรือ  "ยันต์ 8  ทิศ" ของผมจนสามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้ได้ผลมานักต่อนักแล้วครับ

            "ยันต์โป๊ยก่วย"  หรือ  "ยันต์  8  ทิศ" ของผมนั้นแบ่งเป็นข้อคิดทิศทั้ง  8  ดังนี้    "ทิศที่ 1"   คือ   ต้อง "แตกต่าง"  ซึ่ง "อสังหาฯ"  ที่ผมคิดจะลงทุนทำนั้นจะต้อง  "แตกต่าง"  ซึ่ง "แตกต่าง" ในที่นี้ผมเรียกว่าเป็น "นวัตกรรม" หรือ "Innovation"  ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์อสังหาฯ  รูปแบบใหม่ ๆ ที่ไม่เหมือนใคร   "ทิศที่  2"   ต้อง "ดีกว่า"   ซึ่งผมหมายถึง  "อสังหาฯ"  ที่ผมจะลงทุนทำนั้นจะต้อง "ดีกว่า"  คู่แข่งทั่วไป ในระดับเดียวกัน  คือ จะต้อง "Better"  Or  "Best"  และหาก "ไม่ดีกว่า"  หรือ  หาข้อที่  "ดีกว่า" ไม่ได้ก็จะไม่ลงมือทำ   "ทิศที่ 3"  ต้อง "คุ้มค่ากว่า" (Economy to Scale)  ซึ่งหมายถึงจะต้อง  "ประหยัดกว่า"  หากเปรียบเทียบกับ "อสังหาฯ" ในระดับเดียวกัน  ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่าโครงการ "อสังหาฯ  ไม่บาน"  ที่ลงมือทำนั้น  "คุ้มเกินคุ้ม" ไม่ลังเลที่จะซื้อ   หากไม่ตัดสินใจซื้อจะรู้สึกว่าเสียโอกาสไปครับ   "ทิศที่  4"   จะต้องเป็นโครงการที่สามารถจดจำใน  "Brand" หรือ  "ยี่ห้อ" ให้ได้ ในทางการตลาดของ "อสังหาฯ"   การสร้างความเชื่อมั่นให้กับโครงการก็เป็นการสร้าง"Branding"  ที่สำคัญครับ   "ทิศที่  5"   ต้องสร้าง "เครือข่าย" และ "โครงข่าย"  (Network)  ในปัจจุบันการทำธุรกิจธุรกรรมเกี่ยวกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มีความจำเป็นอย่างที่สุด   โดยเฉพาะการสร้าง "เครือข่าย" และ "โครงข่าย" ทั้งในรูปแบบ "Offline" และ  "Online"  ซึ่งผมหมายถึงบรรดา  "E-marketing"  เป็นการสร้างฐานลูกค้าซึ่งไม่ทำไม่ได้แล้ว   "ทิศที่  6"  ต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้  ("Adjustable")   เนื่องจากในปัจจุบันสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ  สังคมและการเมืองทั้งในประเทศและต่างประเทศมีความอ่อนไหว  ดังนั้นโครงการ "อสังหาฯ"  จะต้องพลิ้วไหวปรับตัวเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์   ต้องทำการประเมินความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา ("Worst-case scenario analysis" และ " Crisis  Management")  หากโครงการ "อสังหาฯ"  โครงการไหนที่พลิ้วไหวได้มากกว่า   สามารถปรับเปลี่ยนได้รวดเร็วกว่า   ก็จะมีโอกาสอยู่รอดปลอดภัยได้ดีกว่า   "ทิศที่  7"  ต้อง "เข้าใจ  เข้าถึง  แล้วจึงพัฒนา"  หรือ  "Deep Understanding"  ซึ่งผมหมายถึงต้องเข้าใจถึง "แก่น"  อย่างแท้จริง    ไม่หลอกตัวเอง  ไม่หลงตัวเอง  เพราะในการลงทุน "อสังหาฯ ไม่บาน" แต่ละโครงการใช้เวลายาวนาน  ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบโครงการ  ดังนั้นหากขาดความเข้าใจใน "แก่น" อย่างลึกซึ้งก็จะทำให้มีโอกาสพลาดพลั้งไปได้ง่าย  "ทิศที่ 8"   ซึ่งเป็นทิศสุดท้ายและมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ ต้อง "งามง่าย,เรียบง่ายและ พอเพียง"  ( "Simplicity" + "Sufficiency"  )  ซึ่งข้อนี้แหละครับเป็นเสมือน  "จุดตาย" ในการลงทุนทำ  "อสังหาฯ"  แต่ละโครงการของผม  และจะต้องประเมินตัวเองให้รับรู้ถึงความ  "พอเพียง" ในทุก "มิติ" ทั้งในแง่ทรัพยากรที่มีความ "พอเพียง" ในด้าน "ความสามารถ" ขององค์กร  ความ "พอเพียง" ในด้าน "ความรู้" ,  "ความเข้าใจ" ว่ามี  "เพียงพอ" หรือยังและต้องอยู่ในกระบวนการทำงานที่  "เรียบง่าย" และ "งามง่าย" ครับ

            "ยันต์  8 ทิศ" หรือ "ยันต์โป๊ยก่วย"   ของผมก็มีหลัก ๆ  ดังที่กล่าวมาแล้วกว่าผมจะค้นพบก็ใช้เวลายาวนานกว่า  30  ปี  ได้ "ลองผิดลองถูก" ("Trial and Error") มานับครั้งไม่ถ้วน  จน "ตกผลึก"   ท่านผู้อ่านก็น่าจะลองนำไปปรับประยุกต์ใช้กันดู  ก็น่าจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย   สำหรับรายละเอียดต่าง ๆ  ในเบื้องลึกก็ไปติดตามฟังกันได้ในการบรรยายพิเศษของผมในหัวข้อ  "อัศวินอสังหาฯ พารวย"  ซึ่งเป็นการบรรยายฟรี เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองที่ผมจะมีอายุ  56  ปีบริบูรณ์ในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ครับ  รับจำนวนจำกัดครับ  ก็สามารถโทรติดต่อสำรองจองที่นั่งได้ที่  081-4218323  ครับ

“บ้านไม่บาน” ที่เรียนรู้อยู่ร่วมกับ “น้ำท่วม”

สวัสดีครับแฟน ชาว "คนรักบ้าน"  หลายพื้นที่ก็ตกอยู่ในสภาวะ "บ้านน้ำท่วม"  เพราะเข้าสู่ช่วงต้นของฤดูฝนอย่างเต็มรูปแบบก็คงต้องลุ้นระทึกกันอีกหลายเดือนครับว่าปีนี้ชาว  "คนรักบ้าน"  จะต้องเผชิญหน้ากับสภาวะ "น้ำท่วม" ที่หนักหนาสาหัสกันแค่ไหน  ที่จะไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเลยก็คงเป็นไปไม่ได้      มีแต่ว่าจะท่วมมากท่วมน้อย   ท่วมหนักท่วมเบา   ก็ขึ้นอยู่กับความเมตตาของเทวดาบนฟ้าว่าท่านจะโปรยฝนลงมาหนักหนาสาหัสเพียงใด  นอกจากนั้นก็ยังจะต้องไปลุ้นระทึกกันอีกในช่วงปลายฝนต้นหนาว ที่ต้องเจอกับสภาพน้ำไหลหลากจากทางภาคเหนือครับ

ก็คงต้องยอมรับนะครับว่าประเทศของเราเมื่อในอดีตประมาณ  30  ปีที่แล้วเราเคยมีป่าไม้ที่เป็นพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล   มีเนื้อที่ถึง  273,629.00  ตารางกิโลเมตร  คิดเป็นพื้นที่ถึง  53.33  เปอร์เซ็นต์  แต่ในปัจจุบันคนไทยได้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไร้สติ ตัดไม้ทำลายป่ากันแบบสิ้นซากแบบ  "ขุดรากถอนโคน" ไม่ต้องเหลือไว้ให้รุ่นลูก รุ่นหลานได้ใช้กันเลยทีเดียว  ผลคือ  ป่าไม้ที่ทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำขนาดยักษ์ตามธรรมชาติ  ที่สามารถดูดซับน้ำและชะลอการไหลของน้ำ  รวมทั้งเก็บกักน้ำไว้ใช้เมื่อฤดูแล้งเข้ามาเยือน  เมื่อขาดป่าไม้ก็เป็นผลให้เกิดสภาพน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าก็ได้ชะล้างหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์ ให้ไหลไปตามกระแสน้ำ  นอกจากนั้นยังทำให้แม่น้ำ,ลำคลอง,หนอง,บึงตกอยู่ในสภาพที่ตื้นเขิน  ก็เกิดเป็นปัญหาส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมกันเป็นลูกโซ่ครับ  ในปัจจุบันประเทศไทย  มีป่าไม้เหลืออยู่เพียง  102,240981.88  ไร่   ที่เป็นพื้นที่ไม่ถึง 31.60  เปอร์เซ็นต์  ซึ่งในปัจจุบันในปัจจุบันการตัดไม้ทำลายป่ารวมทั้งเผาป่าก็ยังมีอยู่ให้เห็นกันทั่วไป  ก็เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากอย่างที่เราเห็นเราเป็นนี่แหละครับ

คงจะจำกันได้นะครับเมื่อ  6   ปี ที่ผ่านมา ในปีพ.ศ. 2554   ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่  อุทกภัยดังกล่าวทำให้พื้นดินกว่า 150 ล้านไร่     ซึ่งเป็นทั้งพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมใน 65 จังหวัด    684 อำเภอ  ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 4,086,138 ครัวเรือนกว่า 13,595,192 คน  บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 2,329 หลัง บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 96,833 หลัง พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหาย 11.20 ล้านไร่ ถนน 13,961 สาย ท่อระบายน้ำ 777 แห่ง ฝาย 982 แห่ง ทำนบ 142 แห่ง สะพาน/คอสะพาน 724 แห่ง บ่อปลา/บ่อกุ้ง/หอย 231,919 ไร่ ปศุสัตว์ 13.41 ล้านตัว  ทังยังมีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงถึง  813 ราย (44 จังหวัด) สูญหาย 3 คน  นับได้ว่าเป็นความสูญเสียที่หนักหนาสาหัสเป็นอย่างยิ่งครับ   

ในช่วงนั้นผมก็ได้มีโอกาสเดินสายบรรยายเรื่องรูปแบบ "บ้านไม่บาน" ที่เรียนรู้อยู่ร่วมกับ "น้ำท่วม" กับ  "ดร.สมิทธ  ธรรมสโรช"   ซึ่งท่านเชี่ยวชาญเกี่ยวกับภัยพิบัติธรรมชาติในรูปแบบต่าง ๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผ่นดินไหวและอุทกภัย     ผมก็ได้ถามท่านว่าโอกาส "น้ำท่วม" หนักหนาสาหัสขนาดนี้ในอนาคตจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้หรือไม่และจะมีความรุนแรงมากหรือน้อยเพียงใด  ซึ่งท่านก็ตอบผมว่า  หากคนไทยยังไม่มีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรป่าไม้และทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ  รับรองล้านเปอร์เซ็นต์ก็จะเกิดอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ขึ้นอีกอย่างแน่นอนและมีแนวโน้มว่าในครั้งหน้าจะรุนแรงและหนักหนาสาหัสมากยิ่งขึ้น  รวมทั้งพื้นที่บริเวณที่ราบลุ่มภาคกลาง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  กรุงเทพฯ  และปริมณฑล   ซึ่งมีลักษณะเป็น  "Delta"    อันเกิดขึ้นจากการทับถมของตะกอน บริเวณที่ราบลุ่มปากแม่น้ำ   ซึ่งในอดีตชายฝั่งทะเลได้รุกล้ำเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ถึง "สระบุรี",  "ลพบุรี",  "โคราช"   เลยทีเดียวครับ    ถ้าหากเราพิจารณาดู "หินกาบ" ที่อยู่บริเวณ "ปากช่อง" ก็จะเห็นชั้นของการทับถมของหินอย่างชัดเจน  เผลอ ๆ เห็นเป็นสาหร่ายใต้ทะเล  จากการทับถมของดินตะกอนบริเวณปากแม่น้ำซึ่งทาง "ธรณีวิทยา" ถือว่าเกิดขึ้นมาใหม่นี่แหละครับทำให้ในปัจจุบันดินบริเวณ "กรุงเทพฯ" และปริมณฑลในบางพื้นที่เกิดการทรุดตัว   รวมถึงการขุดเจาะนำใช้น้ำบาดาลขึ้นมาใช้ทำให้เร่งอัตราการทรุดตัวของระดับพื้นดินเร็วขึ้น  ลองนึกภาพน้ำหลากจากทางเหนือและน้ำหนุนจากทะเลประกอบกับการทรุดตัวของระดับพื้นดิน   ผมก็ไม่แปลกใจหรอกครับว่าน้ำท่วมใหญ่ในครั้งหน้าก็จะหนักหนาสาหัสกว่าในอดีตขึ้นเรื่อย ๆ 

ที่ผมร่ายมาเสียยืดยาวก็เพราะในใจลึก ๆ เกิดความกังวล  แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมเราไม่ทำอะไรกันเสียจริง ๆ  จัง ๆ  เพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับ "น้ำท่วม"  อย่างทรนงและองอาจ  ผมนึกถึงคำสอนของ "ในหลวง รัชกาลที่ 9"  ที่ว่าด้วยเรื่องการ "เข้าใจ เข้าถึง  แล้วจึงพัฒนา"    แล้วเราเข้าใจสภาพ "ภูมิศาสตร์",   "ภูมิสังคม"  ของ "วัฒนธรรมการกิน อยู่" ของชนชาว "สยาม" ที่ได้เรียนรู้อยู่ร่วมกับน้ำหลาก,น้ำท่วมอย่าง "เข้าใจ  เข้าถึง"  มายาวนานนับร้อยปี  คนไทยแต่โบร่ำโบราณ  รวมถึง "คุณย่า" ผมที่ปัจจุบันท่านมีอายุยืน  104  ปีแล้ว  แต่ก็ยังคงไม่หลงไม่ลืมและยังแข็งแรงตามสภาพ บ้านของ "คุณย่า" อยู่ "บางแพ", "ดอนใหญ่"  จังหวัด  "ราชบุรี" ครับ  เป็นหมู่ "เรือนไทย" แบบ "เครื่องสับ"  โบราณยกพื้นสูงที่เรียนรู้ที่อยู่ร่วมกับน้ำท่วมหลากมาทุกปี อย่างน้อย 5-6  เดือน   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงรอยต่อของเดือน  11-12  ก็ราว ๆ  "ตุลาคม" ถึง  "พฤศจิกายน"   ก็เห็น "คุณย่า" ของผมท่านมีความสุขดี  ในช่วงน้ำท่วมก็พายเรือไปไหนต่อไหนได้อย่างสะดวกสบาย   กุ้ง,หอย,ปู,ปลา หลากพันธุ์ก็อุดมสมบูรณ์ที่มาตามน้ำหลาก  เรียกว่ามีมากจนล้นจับกันไม่หวาดไม่ไหว  ต้องทำปลาแห้ง,ปลาเค็ม,น้ำปลา,ปลาร้า  ฯลฯ  ซึ่งเป็น  "ภูมิปัญญา" ในการถนอมอาหาร  จึงจัดได้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขอย่างแท้จริงครับ  น้ำที่ท่วมหลากมาก็นำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ  

สำหรับในสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอแบบ "บ้านไม่บาน" ที่เรียนรู้อยู่ร่วมกับอุทกภัย "น้ำท่วม" ประเภท "ยอดนิยมตลอดกาล" (All  Times Hit)  ซึ่งผมได้ออกแบบไว้เมื่อเกือบสิบกว่าปีที่แล้วก็ยังดูดีอยู่  ก็ถือว่าเป็น "บ้านไม่บาน" ในสไตล์  "อกาลิโก +ไฮโซ + โลว์คอส"  อย่างแท้จริง   คือ  "สวยประหยัด",  "สวยดูดี",   "สวยมีชาติตระกูล",  "สวยทน",  "สวยทาน",   "สวยนาน",   "สวยไม่สร่าง",  "สวยซ่อมง่าย"  และข้อสำคัญคือ   "สวยแบบไม่กลัวน้ำท่วม"  เป็นรูปแบบบ้านชั้นเดียวยกพื้นสูง สำหรับครอบครัวเล็ก ๆ ที่กำลังก่อร่างสร้างชีวิตในบริเวณพื้นที่ที่น้ำเคยท่วม  ซึ่งผมรับประกันว่าอย่างไรเสียน้ำก็ต้องกลับมาท่วมอีกแน่นอนครับ  ท่านผู้อ่านก็ลองนำแบบ "บ้านไม่บาน" ทั้งสองแบบนำไปปรับประยุกต์ใช้รับรองว่าดีแน่ 

อีกสองสัปดาห์หน้ามาดูกันว่า แบบ  "บ้านไม่บาน" ที่  "เรียนรู้อยู่ร่วมกับน้ำท่วม" ที่มีขนาดหลังใหญ่ขึ้นจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร  แล้วพบกับสาระน่ารู้ได้ใหม่ในอีกสองสัปดาห์หน้าครับ

มาฟังการบรรยาย “อัศวินอสังหาฯ พารวย” กับ “อาจารย์ดร.เชี่ยว ชอบช่วย” (I)

สวัสดีครับแฟนๆ ชาว  "คนรักบ้าน" เมื่อหลายเดือนก่อนผมได้มีโอกาสไป "ปุจฉาวิสัชนา"  ในประเด็นต่าง ๆ ที่หลากหลายเกี่ยวกับ "ธรรมมะ" กับ   "ครูบาชัชวาลย์   ฐิตธัมโม"  ณ.วัดป่าภูสว่างแสงธรรม    อำเภอนายูง  จังหวัดอุดรธานี   ชื่อก็บอกแล้วว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดป่าครับ  มีบริเวณทำเลที่ตั้งอยู่ติดชายขอบของพื้นที่ป่าสงวน     จึงมีบรรยากาศที่เงียบ,สงบ สงัด  ผมได้ "ปุจฉาวิสัชนา" กับท่านอยู่หลายวัน   จนรู้สึกว่าตัวเองได้  "ดวงตาเห็นธรรม"  ขึ้นมาบ้างทำให้ผมได้เห็นบางอย่างที่ผมเคยคิดว่าจะไม่ได้เห็น   "ครูบาฯ" ได้สอนผมถึง "การให้อย่างไม่มีเงื่อนไข" ทั้งยังเป็น "การให้แบบไม่คาดหวัง" ที่จะได้รับอะไรตอบแทน    เพราะโดยปกติแล้วถ้าเราได้ให้อะไรกับใคร เราก็มักจะคาดหวังกับผลตอบแทน  อาจเป็นคำชื่นชม  หรือผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมที่จะได้รับกลับมา    แต่  "ครูบา ฯ"   สอนผมว่าต้องเรียนรู้ที่จะ "ให้อย่างไม่มีเงื่อนไข" ดู   ผมก็ได้รับปากท่านว่าจะกลับไปลองลงมือทำดู  ก็เลยเกิดเป็นโครงการพิเศษในการบรรยายในหัวข้อ  "อัศวินอสังหาฯ พารวย"   กับ  "อาจารย์ดร.เชี่ยว  ชอบช่วย"  ในช่วงเดือน "กรกฎาคม" ที่จะถึงนี้จะว่าไปแล้วหนึ่งใน  "การให้" ที่วิเศษสุด  คือ  "วิทยาทาน"  อันเป็น "ให้ความรู้" แก่บรรดาผู้คนเพื่อจะได้นำไปต่อยอดหรือนำไปปรับประยุกต์ใช้เพื่อก่อเกิด "สัมมาอาชีวะ"   เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า  การที่จะให้ข้าวปลาอาหารแก่ใครเขา  สู้สอนให้เขาเรียนรู้ที่จะปลูกข้าว จับปลา  ให้สามารถทำมาหาเลี้ยงชีพได้ด้วยตัวเอง    สามารถยืนบนขาของตัวเองได้จะดีกว่าและยั่งยืนกว่าครับ

            จะว่าไปแล้วผมเชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจเรื่อง  "อสังหาริมทรัพย์" ผิดไป  ถ้าผมจะบอกว่าหนึ่งใน "ปัจจัย  4"  พื้นฐานของการมีชีวิตนอกจาก "อาหาร",   "เครื่องนุ่งห่ม",  "ยารักษาโรค"   แล้วที่ "อยู่อาศัย" หรือ "อสังหาริมทรัพย์" ก็เป็นหนึ่งใน  "ปัจจัย  4"  ที่สำคัญที่สุดของมนุษย์  ซึ่งไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้ครับ   เพราะคนทุกคนต้องมีบ้านอยู่  ไม่ว่าบ้านจะเป็นรูปแบบไหน   "บ้านเดี่ยว",  "บ้านแฝด",  "ทาวน์เฮ้าส์",  "โฮมส์ออฟฟิศ",  "โฮสเทล", "คอนโดมิเนียม" ,"โรงแรม" ฯลฯ     ก็ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการอยู่อาศัย   จะแตกต่างกันไปบ้างตามทำเลที่ตั้ง,สถานภาพของสังคมและกำลังทรัพย์ของแต่ละคนที่ใช้ในการลงทุนครับ  ซึ่งในการบรรยายของผมในครั้งสำคัญนี้จะเล่าถึงประสบการณ์จากการลงมือทำจริงมาเกือบ  30  ปี  ที่ได้ผ่านร้อนผ่านหนาว  ผ่านวิกฤติน้อยใหญ่ที่หนักหนาสาหัสถึง  5  วิกฤติ   (ไม่รวมวิกฤติเล็กวิกฤติน้อย อีกนับร้อย)  จากระยะเวลาสามทศวรรษ    ที่ผมได้เข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนทำอสังหาฯ มากว่า  500  โครงการ  (ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ก็มาก  ที่ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าก็มีมิใช่น้อย)    จึงเป็นโอกาสดีสำหรับแฟน ๆ ที่สนใจเข้าร่วมฟังการบรรยายของผมครับ     จะได้มาเรียนรู้จากประสบการณ์จริง   คือ  "เจ็บจริง  เจ๊งจริง"  แบบการขึ้นชก "มวยไทย" แบบ  "ไทยไฟต์"  รวมถึงผมจะเปิดเผยเทคนิคพิเศษที่เป็นสุดยอดเทคนิคในการลงทุน "อสังหาฯไม่บาน" คือการ "อมเลือด"   ซึ่งในการบรรยายครั้งนี้สำหรับผมบรรยายให้เป็น "วิทยาทาน" โดยไม่มีค่าตัวครับ  ซึ่งอาจจะมีค่าใช้จ่ายบ้างก็เป็นค่าอาคารสถานที่ และก็ร่วมกันทำบุญท่านละ  199  บาท   ดังนั้นถ้าใครอยากรู้เรื่องการลงทุนใน "อสังหาริมทรัพย์ไม่บาน"  แบบ "บูรณาการ" ประเภทต่าง ๆ ที่หลากหลาย   อยากรู้เรื่องกลเม็ดเคล็ดลับและเทคนิคต่าง ๆ   อยากรู้ว่าที่ดินที่ท่านมีอยู่จะสามารถทำอะไรได้บ้าง   ท่านอาจจะไม่รู้นะครับว่าที่ดินแปลงหนึ่งสามารถจะพลิกแพลงเป็น "อสังหาฯ ไม่บาน"  รูปแบบต่าง ๆ  และกิจกรรมต่าง ๆ ไว้มากมายกว่า  36  รูปแบบ  ซึ่งผมก็จะสอนอย่างเปิดเผยจนหมดเปลือกโดยไม่ปิดบังครับ

การบรรยายพิเศษของผมในครั้งนี้จึงเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับท่านที่คิดจะเอาดีในด้านการลงทุน  "อสังหาริมทรัพย์ไม่บาน"   ก็สามารถโทรเข้ามาสำรองจองที่นั่งได้โดยด่วนเพราะมีจำนวนจำกัดเพียง  30  ท่านเท่านั้นครับ    นอกจากนั้นทุกท่านก็สามารถเตรียมคำถามที่ท่านอยากถามในทุก "มิติ" ที่เกี่ยวกับการลงทุน  "อสังหาริมทรัพย์ไม่บาน"   ซึ่งย้ำนะครับว่าผมบรรยายฟรีไม่มีค่าตัวแต่ประการใด    เป็นการให้โดยไม่มีเงื่อนไข     จะว่าไปแล้วการบรรยายในครั้งนี้ก็เป็นเสมือนเป็นการให้  "ของขวัญ" กับตัวผมเอง  ซึ่งเดือน  "กรกฎาคม" ที่จะถึงนี้เป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลองที่ผมจะมีอายุ  56  ปี บริบูรณ์ครับ   ดังนั้นท่านที่สนใจใฝ่รู้และอยากรู้ว่าการเริ่มต้นทำธุรกิจการลงทุน  "อสังหาฯไม่บาน"  ที่  "งามง่ายและพอเพียง"แบบ  "SMEs"   ที่จัดได้ว่าเป็น "อสังหาฯ ไม่บาน"  แบบ   "บูรณาการ" อย่างแท้จริงจะเริ่มต้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอนที่ถูกต้องนั้นจะต้องลงมือทำอย่างไรดี  หากตัดสินใจทำแน่แล้วจะทำอย่างไรให้ผลลัพธ์ได้ออกมาดี  เพื่อให้อยู่รอดปลอดภัยและสามารถคืนทุนได้ไวดี  รวมทั้งหาความรู้ว่าที่ดินที่ท่านมีอยู่นั้นมีศักยภาพมากน้อยแค่ไหนและสามารถทำ "อสังหาฯไม่บาน" ประเภทไหนได้บ้าง   แล้วทำไมผมถึงกล้าบอกว่าใครลงทุนทำ "อสังหาฯ  ไม่บาน"  ตามแนวทางที่ผมขีดกรอบไว้แล้วเจ๊ง ท่านโคตรเก่งมากเลย!!!   เพราะถ้า "อสังหาฯ ไม่บาน"  จัดได้ว่าเป็นหนึ่งใน "ปัจจัย 4"  ของมนุษย์ที่ไม่สามารถขาดได้   ดังนั้นก็จะเจ๊งไม่ได้เช่นกันครับ

ท่านที่สนใจต้องรีบโทรสำรองจองที่นั่งได้โดยด่วนที่เบอร์  02-2451399 , 02-6441478   ย้ำนะครับการบรรยาย  สาระดี ๆ  แบบนี้นานทีปีหนครับ  แล้วพบกับผมตัวเป็น ๆ  ได้ในการบรรยาย  "อัศวินอสังหาฯพารวย" กับ "อาจารย์ ดร.เชี่ยว  ชอบช่วย"   แล้วผมจะรอพบทุกท่านครับ

จับตานโยบาย “OBOR” (One Belt One Road) กับ “American First”

เมื่อวันที่  14  พฤษภาคม   ที่ผ่านมา "ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง"  ได้กล่าวเปิดการประชุมแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจ  "เส้นทางสายไหมใหม่"  หรือ "One  Belt  One  Road"  ("OBOR")  ทั้งยังประกาศว่า  "จีน" จะทุ่มเงินกว่า   124,000  ล้านดอลล่าร์ (ประมาณ  4,216  ล้านล้านบาท)  สำหรับโครงการนี้    จะว่าไปแล้วนโยบายนี้เปิดตัวครั้งแรก  ปี พ.ศ.  2556   หรือ  4  ปีมาแล้ว   ซึ่งนโยบาย  "OBOR"  จัดได้ว่าเป็น   "อภิมหาโครงการเขย่าโลก"  ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายทั้งในด้านเศรษฐกิจ,สังคม และการเมือง  ทั้ง "ทางบก"  คือ  ถนน ,รถไฟ และ "ทางทะเล"  คือ  ท่าเรือ  เชื่อม "เอเชีย" , "แอฟริกา" , "ยุโรป" และภูมิภาคอื่น ๆ  เข้าด้วยกัน    ในการประชุม  2  วัน  (14-15  พ.ค.)   ที่  "ปักกิ่ง" มีผู้นำจาก  29  ประเทศ   (รวมถึง  "เกาหลีเหนือ" ก็มา!!!)  แต่จุด "ไฮไลท์" ของงานประชุมครั้งนี้  คือ   นาย "วลาดิเมียร์  ปูติน"  ผู้นำ  "รัสเซีย" ก็ได้  เข้าร่วมประชุมกับเขาด้วยแนวคิดหลักของ "OBOR" พุ่งเป้าไปยัง  "การค้า"  คือ  "กลไก" ( "เครื่องจักร") ที่สำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ,สังคมและการเมืองระหว่างประเทศ   โดยไม่มุ่งเน้นการขยายอิทธิพล "จีน" ไปทั่วโลก    แต่เป็นกระบวนการสร้างประโยชน์ร่วมกัน  เปิดรับทุกประเทศ  ไม่ใช่วิถีแบบเก่า ๆ  ที่สร้างความขัดแย้ง  สิ่งเดียวที่ส่งเสริม คือ  ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

นอกจากนั้น  "ธนาคารเพื่อการพัฒนาจีน"   และ  "ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าจีน"  ได้เตรียมเงินไว้ถึง 3.8  แสนล้านหยวน   (คิดเป็นเงินไทย  1.9  ล้านล้านบาท)  เพื่อให้ประเทศที่เข้าร่วมในโครงการกู้   ทั้งยังมีการตั้ง  "กองทุนเส้นทางสายไหม"  ถึง  1 แสนล้านหยวน (5  แสนล้านบาท)    รวมไปถึงเงินให้เปล่า  6  หมื่นล้านหยวน ( 3  แสนล้านบาท)  สำหรับ "ประเทศกำลังพัฒนา" ที่อยู่บนเส้นทางของโครงการ  "OBOR"  

ในขณะที่  "จีน"  กำลังเริ่มต้นนโยบาย  "อภิมหาโครงการเขย่าโลก"  แต่  "สหรัฐฯ" กำลังเริ่มต้นใช้นโยบาย "ปกป้องการค้า" ของประธานาธิบดี  "โดนัล  ทรัมป์"    จะเห็นได้ว่าเพียง2  วันหลังพิธีสาบานตนของ  "ทรัมป์" ได้ลงนามถอนตัวจากการเจรจาข้อตกลง "หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก  (TPP)"  ที่ริเริ่มไว้ในสมัยรัฐบาล "โอบามา"   รวมไปถึงนโยบายการกีดกันการค้าเพื่อปกป้องประโยชน์ "สหรัฐฯ"   (ซึ่งสวนทางกับนโยบาย  "การค้าเสรี") โดยมุ่งเน้นนโยบาย  "American  First"  รวมไปถึงการแต่งตั้งคณะทำงานประเภท  "สายเหยี่ยว" เข้ามาดำรงตำแหน่งด้านการค้า    หากพิจารณาปี  ค.ศ.  2015   จะเห็นได้ว่า  "สหรัฐฯ" นั้น "ขาดดุล" กับ  "จีน" มากมายมหาศาลที่สุดถึง  3.67  แสนล้านดอลล่าร์    "โกลด์แมน  แซกช์"  ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์อย่างน่าสนใจเอาไว้ว่า ต่อให้ "สหรัฐฯ"  ดำเนินนโยบายเข้มงวด  กีดกันการค้ากับ  "จีน" แค่เพียงประเทศเดียว  ก็จะส่งผลกระทบในวงกว้างถึง  "ห่วงโซ่อุปทาน"   เพราะ "จีน"  เป็นผู้ผลิตสินค้าขั้นสุดท้าย  แต่สินค้า  "ขั้นกลาง"  นั้น "จีน" นำเข้าจากประเทศอื่น (รวมทั้งประเทศ "ไทย")  ประมาณว่าสินค้าส่งไป  "จีน" อย่างน้อย  40%  ถูกนำไปผลิตเพื่อส่งออกอีกต่อหนึ่ง    ในมุมมองของ  "Capital  Economic"  ผู้เชี่ยวชาญที่เป็น  "Think  Tank" เชื่อว่า  "สงครามการค้า" ระหว่าง "สหรัฐฯ"  กับ "จีน"  จะถูกตอบโต้กลับจาก "จีน" ใน 3  รูปแบบ

1)     ตอบโต้กลับโดยตรง  โดยการขึ้นภาษีสินค้า  "อเมริกัน" ที่จะขายให้ "จีน"   รวมถึง "จีน"จะเพิ่มความเข้มงวด,กฎระเบียบกับบริษัทสัญชาติ "อเมริกา"

2)     ตอบโต้กลับโดยการลดค่าเงิน "หยวน"  สร้างความได้เปรียบในการส่งออก

3)     ไม่ตอบโต้กลับ  รอจังหวะโอกาส  "นิ่งสงบ+สยบความเคลื่อนไหว"  แต่จะใช้วิธีเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศโดยผ่อนคลายมาตรการทางการเงิน  เพื่อเป็นการลดผลกระทบจากการกีดกันทางการค้าของ "สหรัฐฯ"

แนวคิด "OBOR"   จัดได้ว่าเป็น "อภิมหาโครงการเขย่าโลก" ภายใต้การกำกับของ "ประธานาธิบดี  สี จิ้นผิง"  ของ "จีน"  กำลังนำโลกไปสู่การเผชิญหน้าและจะนำไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุ่นแรงจนเกิดเป็น  "สงครามการค้า"  ระลอกใหม่อีกครั้งกับแนวคิด  "American  First"  ของ "ประธานาธิบดี  โดนัล  ทรัมป์"  อันจะนำไปสู่ความขัดแย้งของชาติ  อภิมหาอำนาจของโลกอย่าง  "จีน" และ  "สหรัฐอเมริกา"   และที่ต้องระมัดระวัง  คือ   ประเทศ "ไทย" ของเราในทาง "ภูมิศาสตร์" เป็นศูนย์กลางของ "อาเซียน"  ในแง่  "โลจิสติกส์" ก็คงหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ตามมาไม่ได้  

เอาไว้ต่อคราวหน้าผมจะทำหน้าที่  "สุนัขเฝ้าบ้าน" วิเคราะห์ให้เห็นถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับประเทศ "ไทย" อันเป็นที่รักยิ่ง      แบบ "รู้เขารู้เรา"  จะได้เตรียมตัวเตรียมใจที่จะรับมือกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น  และจะช่วยให้สามารถประคับประคองสถานการณ์แบบ  "เดินทางสายกลาง"  ให้สามารถอยู่รอดปลอดภัยและสามารถรักษาเอกราชและอธิปไตยของเราไว้ได้ครับ

โครงการ “เดอะ ชีวา” ที่ “เขาใหญ่” กับ “การก่อสร้างสำเร็จรูป”

สวัสดีครับแฟนๆ ชาว  "คนรักบ้าน" สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอความรู้เกี่ยวกับ  "ระบบก่อสร้างสำเร็จรูป"  ที่ผมได้นำมาใช้ในโครงการ "เดอะ ชีวา" ("The  Chive")  ที่ "เขาใหญ่" ซึ่งที่ผ่านมาผมก็เคยได้พูดถึงการมาถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้    และได้เผยแพร่ความรู้ให้กับสาธารณะมานานหลายปีเกี่ยวกับ  "ระบบก่อสร้างสำเร็จรูป"  หรือที่มักเรียกว่าระบบ  "Pre-Fabrication"   ซึ่งก็เป็นอย่างที่ผมได้คาดการณ์เอาไว้ครับ   เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่คนไทยยุคใหม่ไม่นิยมเข้ามาทำงานเป็นช่างก่อสร้างประเภท  ช่างอิฐ,  ช่างปูน, ช่างไม้,  ช่างปูกระเบื้อง, ช่างไฟฟ้า ฯลฯ  ทำให้บรรดาบริษัทรับเหมาก่อสร้างต่างๆ    ไม่มีทางเลือกก็เลยต้องนำแรงงานต่างชาติเข้ามาทดแทนแรงงานคนไทยที่ขาดแคลน  จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันมีคนงานต่างชาติอยู่กันเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด  ซึ่งแรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ใช่ช่างฝีมือ  อีกทั้งยังไม่ได้มาตรฐานการก่อสร้าง     รวมถึงไม่สามารถควบคุมระยะเวลาการก่อสร้างให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ได้  ก็เลยเกิดเป็นการพัฒนารูปแบบ "การก่อสร้างสำเร็จรูป" ที่ทำให้งานได้มาตรฐานและมีคุณภาพและสามารถควบคุมเวลาและงบประมาณได้

            จะว่าไปแล้วผมได้คลุกคลีกับกระบวน "การก่อสร้างสำเร็จรูป" มายาวนานกว่า  20  ปี  ในสมัยแรกๆนั้นทุกปีผมต้องเข้าไปร่วมการประชุมที่มีการนำเสนอความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการก่อสร้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างคอนกรีตสำเร็จรูปที่ "สิงคโปร์"  ในงานประชุมประจำปีของ  "เวิลด์คอนกรีต"  และผมก็เชื่อมั่นในใจลึก ๆ ว่าวันหนึ่งเราจำเป็นต้องใช้    และเป็นไปอย่างคาดครับ   ปัจจุบันบรรดาบริษัทพัฒนา "อสังหาริมทรัพย์" ยักษ์ใหญ่ในวงการ "อสังหาริมทรัพย์"   เช่น   "พฤกษา"  ฯลฯ  ก็เป็นผู้นำด้านการก่อสร้าง  "ระบบสำเร็จรูป" จึงเป็นโจทย์ที่ท้ายทายในใจผมว่า  ในอนาคต "ผู้ประกอบการอสังหาฯ รายเล็ก" โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดา "SMEs" ต่างๆก็น่าจะได้รับประโยชน์จากระบบ "การก่อสร้างสำเร็จรูป" ที่ช่วยทำให้สามารถควบคุมต้นทุน  ควบคุมเวลาและลดการสูญเสียลงได้ 

            ซึ่งในกระบวนการพัฒนา  "อสังหาริมทรัพย์ไม่บาน" ในแต่ละโครงการของผมนั้นจะแบ่งการทำงานออกเป็น  4  ส่วนสำคัญหลักๆ   ผมมักเรียกว่าแนวคิด  "ทฤษฎีเก้าอี้  4  ขา"  ซึ่ง  "ขาที่  1"  คือ การศึกษาความเป็นไปได้ตลอดไปจนการทำ  "Pre Sale"  และ " Pre  Marketing"  เพื่อตรวจสอบเบื้องต้นถึงความเป็นไปได้   "ขาที่  2"    คือ  การออกแบบที่จำเป็นต้องหารูปแบบทางสถาปัตยกรรมและทางวิศวกรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์   ที่ต้อง  "แตกต่าง" และ  "ดีกว่า"     "ขาที่  3"   คือ  "กระบวนการก่อสร้าง" และ "การควบคุมการก่อสร้าง" ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ถูกต้องทั้งทางหลัก "สถาปัตยกรรม" และ  "วิศวกรรม"    "ขาที่  4"   คือ  "การบริหารจัดการ"  เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ  รวมไปถึงการทะนุบำรุงดูแลรักษาอสังหาริมทรัพย์นั้นให้ยังคงสวยงามดูดีมีอายุใช้งานได้นาน ๆ   ซึ่ง "4  ขา" ที่ได้กล่าวมานี้เป็นหลักการที่สำคัญในการทำงานของผมมาโดยตลอด  25  ปี  กว่า   500  โครงการที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง 

สำหรับระบบ  "Pre-Fabrication"    หรือ  "การก่อสร้างสำเร็จรูป"  ก็จะจัดอยู่ใน "ขาที่ 2"   คือ  การออกแบบทางสถาปัตยกรรมและทางวิศวกรรม  และ "ขาที่  3"  คือ การก่อสร้างและการจัดการการก่อสร้าง    ย้ำนะครับว่าในการลงทุน "อสังหาริมทรัพย์ไม่บาน" นั้นจะมองข้ามหรือจะขาดขาหนึ่งขาใดไปเสียมิได้  หากคิดจะลงทุน   ก็ต้องคิดให้ครบรอบคอบถ้วนทุกกระบวนความเหมือนกับ  "เก้าอี้" ที่ต้องมี  "4  ขา"  จึงจะมั่นคงและแข็งแรงสามารถนั่งได้อย่างสบายกาย  สบายใจและปลอดภัยครับ

           

โครงการ  "คอนโดมิเนียมรักษ์ธรรมชาติและสุขภาพดี  The  Chiva" ที่ "เขาใหญ่"    ก็ใช้ "การก่อสร้างระบบสำเร็จรูป" เพื่อก่อให้เกิด  "ประโยชน์สูงสุด" และ  "ประหยัดที่สุด"  ซึ่งความประหยัดของผมไม่ได้หมายความว่าไปลดความแข็งแรงทางวิศวกรรมและลดความสวยงามทางสถาปัตยกรรม  เพราะความสวยงาม,มั่นคง,แข็งแรงและความปลอดภัยก็ป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มองข้ามไม่ได้โดยเด็ดขาดครับ 

โครงการ  "The Chiva" เป็นคอนโดฯสำหรับคนรักษ์ธรรมชาติและรักษ์สุขภาพ ที่ตั้งอยู่ "เขาใหญ่"  ที่มีโอโซนอันดับ  7  ของโลก  ถึงพร้อมด้วย  "อ.ทั้ง  6"   คือ  อ.1.อากาศดี   อ.2. อารมณ์ดี  อ.3.อาหารดี  อ.4. ออกกำลังกายดี  อ.5. อุจจาระขับถ่ายได้ดี  และ อ.6.คือ อยู่อาศัยดี   ซึ่งผมเชื่อว่าทั้ง  "6  อ." เป็นสาระสำคัญครับ   และในฝันของผมเชื่อว่าหลายคนอยากมีคอนโดฯเพื่อการพักผ่อนตากอากาศเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพและเพื่อการลงทุนไปพร้อมกัน   ดังนั้นเพื่อให้เป็น "คอนโดฯมวลชน" ที่คนส่วนใหญ่มีโอกาสเป็นเจ้าของได้  ก็ควรจะมีราคาที่ไม่สูงเกินเอื้อมไปนัก   ซึ่งราคาที่เหมาะสมก็อยู่ประมาณ  5  แสนบาท++  (สำหรับราคาในช่วงเปิดโครงการ    และผมเชื่อว่าเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จราคาก็น่าจะขึ้นไปที่   8-9  แสนบาท)  จึงเป็นคอนโดฯเพื่อสุขภาพที่ตอบโจทย์การลงทุนเป็นอย่างยิ่งครับ

            สาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอความคืบหน้าของโครงการ "เดอะ ชีวา" ที่ "เขาใหญ่" ที่ใช้ระบบ "การก่อสร้างสำเร็จรูป"  ทำให้สามารถสร้างได้รวดเร็ว  มีมาตรฐาน      รวมถึงการควบคุมการสูญเสีย  ในการก่อสร้างและทำให้คอนโดฯ "เดอะ ชีวา" ที่ "เขาใหญ่" มีราคาต่อหน่วยเพียง  5  แสนกว่าบาท ++ ที่ฟังดูเหลือเชื่อ   แต่ก็ต้องเชื่อครับ    เพราะความจริงก็คือความจริงที่สามารถตรวจสอบและพิสูจน์ได้จริง  ท่านที่สนใจไปเยี่ยมชมหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์  081-4218323  หรือถ้าท่านใดสนใจจะศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับระบบ "การก่อสร้างสำเร็จรูป" ก็สามารถติดต่อสอบถามกันเข้ามาได้เช่นกันครับ 

สำหรับสัปดาห์นี้ก็คงมีสาระน่ารู้เพียงแค่นี้   สำหรับท่านใดที่สนใจใฝ่รู้ในรายละเอียดต่างๆเพิ่มเติม     รวมทั้งรายละเอียดย้อนหลังก็สามารถเข้าไปดูได้ที่ "เว็ปไซต์" ยอดฮิตของชาว "คนรักบ้าน" www.homeloverthai.com และ "เว็ปไซต์" น้องใหม่ที่กำลังมาแรงแซงโค้ง  www.chivagroup.com    พบกับสาระน่ารู้กันได้ใหม่อีกสองสัปดาห์หน้าครับ

<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 31 - 40 of 1856
บ้านไม่บานยอดนิยม อพาร์ตเม้นท์ไม่บานยอดนิยม พิมพ์เขียวแบบบ้าน 999 บาท

 

 

คนรักบ้าน : เจาะลึกเคล็ดลับที่ไม่ลับ กับ โครงการ The Chiva Sanctuary  ตอนที่ 1

 

 

คนรักบ้าน : เจาะลึกเคล็ดลับที่ไม่ลับ กับ โครงการ The Chiva Sanctuary  ตอนที่ 2

 

 



 

 



อพาร์ทเม้นท์ไม่บานที่เบิกบานเพื่อนักศึกษาย่าน .ธุรกิจบัณฑิตย์

images/stories/uuuuuu10.jpg

ในบรรดารูปแบบอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน ที่มีความหลากหลายในรูปแบบและขนาดการลงทุนนั้น อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน เพื่อนักศึกษา นับได้ว่าเป็นหนึ่งในรูปแบบอพาร์ทเม้นท์ไม่บานยอดนิยมที่มีความน่าสนใจไม่น้อยเพราะหากสังเกตดูกันให้ดีในเรื่องของทำเลที่ตั้งจะพบว่าบริเวณใดที่เป็นแหล่งสถานศึกษาในบริเวณนั้นโดยรอบจะพบเห็นหอพักหรืออพาร์ทเม้นท์ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับนักศึกษาที่ต้องการพักอาศัยอยู่ใกล้สถานศึกษากันเป็นจำนวนมากและมักจะไม่เพียงพอกับความต้องการของปริมาณนักศึกษาที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี

 

อ่ า น ต่ อ . . .

แก่น ใน  การลงทุน อสังหาฯ ราคาประหยัด” 


images/stories/ภาพประกอบ 11111.jpg

คงต้องยอมรับกันนะครับว่า ในปัจจุบันกระแสการลงทุนในอสังหาฯราคาประ หยัดเช่นคอนโดฯราคาประหยัด,โรงแรมราคาประหยัด,อพาร์ทเม้นต์ราคาประหยัด ฯลฯ กำลังเป็น เทรนด์ที่มาแรงแซงโค้งการลงทุนในอสังหาฯประเภทอื่น ที่เคยทำกันมาในอดีตหลายครั้งหลายคราที่บรรดาคนทั่วไปแม้แต่ผมเองก็มักจะหลงไปจากแก่นซึ่งเป็นสาระสำคัญอันเป็นหลักในการลงทุนอสังหาฯราคาประ หยัดซึ่งในความคิดของผมแล้วแก่นนี้มีความสำคัญเป็นที่สุดในการพัฒนาทั้งในด้านวิสัยทัศน์และกระบวนทัศน์ครับ  ผมมักจะย้ำเสมอ ว่าให้หาแก่นให้พบไม่ว่าจะคิดอ่านทำกิจการงานใด

อ่ า น ต่ อ . . .

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
รายการคนไทยไม่ท้อ >>  

รายการ แผ่นดินพอเพียง   

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
 

นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับ อ.เชี่ยว ฉบับสะสม
นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอ.เชี่ยว ฉบับสะสม เหลือเพียง 6 เล่ม
(เล่ม 7,8,9,10,11,12)  ราคาชุดละ 300 บาท  รวมค่าจัดส่งแบบลงทะเบียน
รายละเอียดการโอนเงิน
ชื่อบัญชี ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  ธนาคารกรุงเทพ ฯ  สาขาห้วยขวาง  ประเภทสะสมทรัพย์  บัญชีเลขที่  1764267272
แฟกซ์ pay  in
พร้อมระบุชื่อที่อยู่   หมายเลขโทรศัพท์ และ เล่มหนังสือที่สั่งซื้อ   มาที่หมายเลข  02-6441479 หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-2451399 และ 02-6441478 หรือ สำนักงานบ้านไม่บาน  เลขที่ 1  ซ.ประชาสงเคราะห์ 12   แขวงดินแดง  เขตดินแดง  กทม.  10400