สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

เรียนรู้การ “ให้” และ การ “รับ” ที่ไม่มีเงื่อนไข

เมื่อสองสัปดาห์ก่อนผมได้พูดถึงการ  "ให้"  (รวมทั้งการ "ให้อภัย") คือ  "ของขวัญที่ดีที่สุด" แต่ต้อง  "ไม่มีเงื่อนไข" นะครับ  ซึ่งพระอาจารย์ท่านหนึ่งของผม  คือ  "ครูบาชัชวาลย์   ฐิตธัมโม" วัดป่าภูสว่างแสงธรรม    ตำบลนายูง  อำเภอนายูง  จังหวัดอุดรธานี   ท่านได้มีเมตตาเตือนสติกับผมให้ดวงตาเห็น "ธรรม"   โดยการ "ติวเข้ม" ทาง "ธรรมะ" แบบ "ปุจฉา+วิสัชนา" รวมแล้วเป็นเวลา  4  วันเต็ม  ในบางวันก็ยืดเยื้อไปเสร็จเอาตอนตี  2  ตี  3   ก็เพราะยังมีหลายเรื่องที่ค้างคาใจผม    จาก "กรุงเทพฯ" ผมก็ตามไปต่อที่วัดป่าของ "ครูบาฯ" ท่านได้สอนผมให้เรียนรู้และรับรู้ถึงการ "ให้" ที่ผ่านมาของผมล้วนแล้วแต่เป็นการ  "ให้"    แบบหวังผลตอบแทน  เช่น  หากผม "ให้"  ความรักกับใคร  ผมก็หวังผลตอบแทนอยากให้เขารักตอบ  ยิ่งรักมากกว่าที่ผม "ให้"  ก็ยิ่งดีใจ    แม้แต่การ "ให้"  ความรักกับลูกหลานของผมก็เช่นกัน  ก็หวังจะได้รับความรักตอบและหวังว่าอยากจะ  "ให้" เขาเป็นคนดีต่อไปในอนาคต     พอไม่สมหวัง  ผิดหวัง  ก็มาฟูมฟายเศร้าเสียใจ  ซึ่งในชีวิตประจำวันก็เป็นอย่างนี้ครับ   แต่ผมกลับมองไม่เห็นเหมือน "ผงเข้าตา"    "ครูบาฯ" ก็เลยสอน "แก่น" ของวิชา  "ธรรมะ"  ของ  "การให้"  แบบไม่ต้องการอะไรตอบแทน  และจะต้องไม่รับอะไรตอบแทนเช่นกัน  ผมก็ลองนำเอามาปรับประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันก็พบว่าผมมีความสุขมากขึ้น (มีความทุกข์น้อยลง)  แล้วผมก็พบว่า  ยิ่ง  "ให้" ก็ยิ่ง  "ได้"  ครับ  นอกจากนั้นยิ่งไม่อยากได้ก็ยิ่งได้ครับ   เป็น  "กฎธรรมชาติ" ที่แสนจะมหัศจรรย์   อันเป็นความจริงแท้   เป็น  "เหตุ"  เป็น  "ผล"  ที่ชัดเจนในทุก ๆ เรื่อง ดังคำกล่าวว่า  "เยธัมมาฯ"  คือ  "ธรรมใดเกิดแต่เหตุฯ"   ทุกสิ่งอย่างล้วนแล้วแต่มี "เหตุ" มี "ผล"   เสมอ    ดังคำกล่าวว่าปลูกพืชใดไว้  ย่อมได้ผลนั้นเสมอ  ดังนั้นลองปลูกพืชไม่หวังผลกันบ้างก็น่าจะดีครับ

นอกจากการ  "ให้" โดย  "ไม่มีเงื่อนไข" แล้ว   จะต้องเรียนรู้ที่จะ  "รับ" โดย "ไม่มีเงื่อนไข" อีกเช่นกัน   "ครูบาฯ" สอนผมว่า หากได้ทุเรียนมา  1  ลูก   ต้องเอามาทั้งเปลือกและทั้งเนื้อทุเรียนภายใน  จะทิ้งเปลือกทุเรียนที่มีหนามแหลมคมเอาเฉพาะเนื้อทุเรียนข้างในที่หอมหวานมันไม่ได้   ดังนั้น  จะ "ทุกข์"   หรือ "สุข" จะ  "ชั่ว" หรือ  "ดี"  ก็อยู่รวมกันเหมือน  "เหรียญสองด้าน"  มีทั้ง  "ด้านหัว"  และ  "ด้านก้อย"  เหมือนช่วงเวลากลางวันที่สว่างไสวและกลางคืนที่มืดมิดก็เป็นส่วนหนึ่งของกันและกันขาดกันไม่ได้  เป็น "หยิน"เป็น "หยาง"  ที่อยู่รวมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  จะเลือกเอาแต่ความดี,  ความสุข แต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้  ก็ต้องเอาความไม่ดี  และความทุกข์ไปพร้อมกันด้วย  หากจะไม่เอาก็ต้องไม่เอาทั้งหมด  หรือจะเอาก็ต้องรับเอาไปทั้งหมด  ไม่ว่าจะผิดหวังหรือสมหวังก็เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน  จะต้องรับให้ได้

"ครูบาฯ" สอนผมว่าในการใช้ชีวิต   เราต้องเป็นคนฉลาดที่จะเลือกเดินสายกลางเพื่อประคองตนให้อยู่รอด  เพราะโดยแท้จริงแล้วชีวิตมนุษย์นั้นเต็มไปด้วย  "ปัญหา" และ  "อุปสรรค"   หากได้หรือแก้ไม่ได้ก็เป็น "ธรรมชาติ"   ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาทั่วไป  ดังนั้นคนที่ฉลาดจะสามารถปรับ "วิกฤติ" ให้เป็น  "โอกาส"  โดยการเรียนรู้จากความเป็นจริงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ   "ครูบาฯ" ได้สอนผมให้ดูต้นเหตุของดอกบัวที่ผุดขึ้นมาโผล่พ้นน้ำ  ที่เบ่งบานและงดงามที่สุด เป็นตัวแทนของ "พุทธิปัญญา"  จะเห็นในทันทีว่าใต้ผิวน้ำคือ   โคลนตม อันเป็นบ่อเกิดของดอกบัวที่งดงามบริสุทธิ์  ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดพิจารณาเป็นอย่างยิ่งครับ  และท่านได้ทิ้งท้ายไว้อย่างเฉียบคมว่า   "ถังขยะ"  อันเป็นที่รอง "รับ" สิ่งปฏิกูลมูลฝอยเน่าเหม็น   ที่เหลือทิ้ง เป็นขยะที่ไม่มีใครต้องการแต่  "ถังขยะ" รอง  "รับ" ขยะโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ  แต่คนส่วนใหญ่มักจะลืมไปว่า   "ถังขยะ" นี้แหละครับทำให้อาคารบ้านเรือนสะอาดสะอ้าน  สวยงาม  ลองนึกภาพอาคารบ้านเรือนที่ขาด  "ถังขยะ" ดูซิครับว่าจะสกปรกโสโครกขนาดไหน   นอกจากนั้นหากเราใช้สติและปัญญานั่งคิดพิจารณาจะพบว่า    ขยะที่ถูกทิ้งแล้วถึงจะเน่าเหม็นก็สามารถนำมา "รีไซเคิล" เพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่  ก่อให้เกิดคุณค่ามหาศาลกับมวลมนุษยชาติ

ก็เต็มอิ่มครับกับการที่ผมได้มีโอกาส "ปุจฉา" และ "วิสัชนา" ทาง  "ธรรมะ" กับ "ครูบาชัชวาลย์"  รวมแล้ว    4  วันเต็ม  แต่ละครั้งก็ยืดเยื้อยาวนาน  4-5  ชั่วโมง   ไปเสร็จเอาตอนตี  2   ตี  3  ก็เป็นเรื่องของ  "ธรรมชาติ" หรือ  "ธรรมะ"  ที่ผมเคยมองข้าม  สำหรับวันนี้เอาเพียงแค่  2 ประเด็น  คือ  "การให้อย่างไม่มีเงื่อนไข"   และ  "การรับอย่างไม่มีเงื่อนไข"  ก็เต็มอิ่ม  ดวงตาได้เริ่มเห็น "ธรรม" มีความเข้าอกเข้าใจมากขึ้นกับ  "แนวทาง" หรือ  "มรรค" ในการดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคต  และการทำ  "หน้าที่ทางจริยธรรม" ที่ถูกต้องตามทำนอง "คลองธรรม" ก็หวังว่า "ธรรมะ" อันเบิกบานที่ผมได้เล่ามานี้นั้นคงจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย  ก็ลองดูนะครับ  ลอง  "ให้"  อย่าง  "ไม่มีเงื่อนไข" และลอง  "รับ"  อย่าง  "ไม่มีเงื่อนไข"  กันดู  ผมลองแล้วโดยค้นพบความมหัศจรรย์ในของ  "โลกาธรรมมา" ในการใช้ชีวิตเป็นอย่างยิ่งครับ

“อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ที่ “สวยที่สุดในซอย” ย่าน “สาทร”

สวัสดีครับแฟนๆ ชาว  "คนรักบ้าน" สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ    "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน"  ที่อยู่ในซอยบริเวณย่าน  "สาทร"   ซึ่งเป็น  "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ที่มีความงามแบบดูดี  "มีสไตล์" ที่ "สวยที่สุดในซอย" ครับ  ก็เป็นที่ทราบกันดีครับว่า   "ย่านสาทร"  ก็ถือได้ว่าเป็นย่านหนึ่งที่ที่ดินมีราคาแพงที่สุดใน  "กรุงเทพฯ"   ส่วนใหญ่แล้วคนในย่านนี้มักจะเป็นผู้ดีเก่า  หรือเป็นคหบดีเก่า   เพราะย่าน  "สาทร"ในอดีตนั้นจัดได้ว่าเป็นย่านพักอาศัยชั้นดีของบรรดาผู้รากมากดี   รวมทั้งบรรดาเศรษฐีที่มีเงินถุงเงินถัง   จะว่าไปแล้วผมยังเกิดทัน  "คลองสาทร" ที่สองฝั่งคลองยังร่มรื่นไปด้วยต้น  "มะฮอกกานี" ขนาดใหญ่  มี  "บ้านคหบดี" เป็นหลัง ๆ สวยงามใหญ่โตปลูกเรียงรายไว้ตลอดแนวของ "คลองสาทร"  ซึ่งในภาพรวมก็มักจะเป็นบ้าน "ก่ออิฐถือปูน" สไตล์  "ชิโนโปรตุกีส"  หรือ สไตล์  "โคโรเนียล"  และมักจะมีหลังคาเป็นทรง "ปั้นหยา" มุงหลังคาด้วย  "กระเบื้องซีเมนต์" ซึ่งในอดีตนั้น   "คลองสาทร" ก็เป็นคลองคู่ขนานกับ  "คลองสีลม"  ซึ่งในปัจจุบันแทบจะไม่เหลือเค้าอะไรให้เห็นอีกแล้ว   ที่สุดปลายคลองก็คือ  "แม่น้ำเจ้าพระยา" นั้นมี  "โรงสี"  และมีโกดังสินค้า ก็เลยเป็นที่มาของคำว่า "สีลม"   ก็เป็นเรื่องราวที่คุณพ่อของผมได้เล่าให้ฟังตอนที่ผมยังเด็กครับ

ผมยังจำได้ครับว่า  คุณพ่อพาผมนั่ง "รถเมล์สาย  15"   สมัยนั้นเป็นรถเมล์ของบริษัท "บุญผ่อง"   โดยนั่งผ่าน  "คลองสาทร" นี่แหละครับ   บรรยากาศก็ช่างร่มรื่นเย็นสบายเสียนี่กระไร  น้ำในคลองก็ยังสะอาดใสเย็นเห็นตัวปลา  ปัจจุบัน  "คลองสาทร" ก็ไม่เหลือเค้าเดิมแล้วครับ   ส่วนใหญ่ก็ถูกถมแทนที่ด้วยถนนคอนกรีต  ต้น "มะฮอกกานี" อายุเกือบร้อยปี  หลายร้อยต้น  ขนาดหลายคนโอบ ก็ถูกตัดโค่นลงทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย  แทนที่ด้วยความเจริญทางด้านวัตถุ  อาคารบ้านเรือนที่สวยงาม  2  ฝั่งคลองก็ถูกรื้อทิ้งไปจนแทบจะหมดสิ้นเหลือเพียงไม่กี่หลังเท่านั้นครับ   บางครั้งความเจริญทางด้านวัตถุที่ได้มาก็ต้องแลกกับการสูญสิ้นไปของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์   น้ำใน  "คลองสาทร" เต็มไปด้วย  "มลพิษ" ก็ไม่ใสสะอาดอย่างที่ผมเคยเห็น  ปัจจุบันถนน "สาทร" ก็แออัดเต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องขนาดใหญ่โตมโหฬาร  ส่วนมากก็เป็นตึกระฟ้า     30-40  ชั้น  สร้างกันแน่นเต็มไปหมดตลอดสองข้างทางของ  "ถนนสาทร"

            สำหรับ  "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ที่เรียบหรูดูดี   "มีสไตล์"  และ  "สวยที่สุดในซอย"  และมีสไตล์ในบริเวณย่าน  "สาทร" หลังนี้    จะว่าไปแล้วก็เข้าไปในซอยไม่ลึกนัก    แต่เนื่องจากซอยมีขนาดค่อนข้างแคบ   คือ  กว้างไม่ถึง   6  เมตร  จาก "พรบ.ควบคุมอาคาร" ก็เลยทำให้สามารถสร้างอาคารสูงได้ไม่สูงเกิน  15   เมตร  หรือ   5   ชั้น  โดยประมาณ  แต่ในตำแหน่งที่ตั้งก็ถือว่าเป็นทำเลทอง  อยู่ในย่านที่ผู้คนพลุกพล่าน  จอแจ   ทำให้เหมาะสำหรับการลงทุนทำเป็นที่พักอาศัยประเภท "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" เป็นอย่างยิ่ง  เพราะบริเวณย่าน "สาทร"ในปัจจุบันเต็มไปด้วยแหล่งงานและอาคารสำนักงานประเภทออฟฟิศ     เป็นผลให้มีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศก็หลั่งไหลเข้ามาทำงานในย่านนี้  จึงมีความต้องการที่พักอาศัยอย่างสูงเรียกว่าสร้างเท่าไหร่ก็ไม่พอหรอกครับ 

            โจทย์ของผมคือ   จะต้องออกแบบ  "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ที่สะท้อนถึงความเป็นย่าน  "สาทร"  ทั้งยังต้องมีความสวยงามสง่า  และจำเป็นต้องดู "ไฮโซ" เล็กน้อย   เพราะเป็นย่านที่อยู่อาศัยที่ค่อนข้างจะมีราคาสูง  แต่ในขณะเดียวกันก็จะต้องควบคุมราคาค่าก่อสร้างให้มีความเหมาะสม ไม่ให้สูงจนเกินไป  เพราะจะต้องคิดถึงจุดคุ้มทุนในการลงทุนไปพร้อมกันด้วยครับ    นอกจากนั้นยังต้องคิดเผื่อไว้ว่าอาจจะต้องปรับปรุงดัดแปลงให้เป็น  "เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน"  หรือ  "บูทิคอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน"  หรือเป็น  "บูทิคโฮสเทลไม่บาน" ในอนาคต   เพราะผมได้เดินทางสำรวจพื้นที่บริเวณโดยรอบอย่างละเอียดแล้ว  ก็เห็นว่ามีชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อย  ต่างนิยมพักในย่าน  "สาทร" นี้  เพราะนอกจากการเดินทางที่สุดแสนสะดวกสบายแล้ว   ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันครับ

            เมื่อทำการออกแบบแล้วเสร็จก็ถูกใจผมเป็นอย่างยิ่งครับ  เพราะนอกจากจะเป็น "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ที่เรียบหรูดูดี "มีสไตล์"+"สวยที่สุดในซอย" แล้วยัง  มีความเป็น  "ไทยร่วมสมัย" (" Modern  Thais  Contemporary")  ที่สามารถอวดสายตากับชาวโลกได้อย่างไม่อายใคร   ก็ถึงพร้อมและลงตัวเป็นอย่างยิ่งครับ  ท่านใดที่สนใจใฝ่รู้ในรายละเอียดเพิ่มเติม     รวมทั้งรายละเอียดย้อนหลังก็สามารถเข้าไปดูได้ที่ "เว็ปไซต์" ยอดฮิตของชาว "คนรักบ้าน" www.homeloverthai.com   และ "เว็ปไซต์" น้องใหม่ที่กำลังมาแรงแซงโค้ง  www.chivagroup.com  หรือ  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  081-4218323  ครับ 

สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ก็มีเพียงเท่านี้  พบกับสาระน่ารู้กันได้ใหม่อีกสองสัปดาห์หน้าครับ

“บ้านมวลชนไม่บาน” แบบ “บ้านแฝด” + “บ้านเดี่ยว”

สวัสดีครับแฟน ๆ  ชาว "คนรักบ้าน"  สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้เป็นการเปิดเผยเบื้องหลังเบื้องลึกของกระบวนการออกแบบ "บ้านมวลชนไม่บาน" หลังเล็ก ๆ  ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง "กรอบทางความคิด" ของผมที่ว่า "ความฝัน+ความหวังเป็นของฟรี"  เพราะถ้ามนุษย์เราขาดทั้ง "ความฝัน"  และ  "ความหวัง"  ทั้งยังไม่กล้าที่จะ  "วาดฝัน" และ "คาดหวัง"  กับการตั้ง "เป้าหมาย" ของชีวิตในอนาคต  หากเป็นเช่นนั้นแล้วชีวิตคงไม่เหลืออะไรให้กับตัวเอง ให้กับพ่อแม่ ให้กับญาติพี่น้องลูกหลานได้ภาคภูมิใจ  เพียงแค่จะ "คิด"และ "ฝัน" ก็ยังไม่กล้าทั้ง ๆ ที่  "ความฝัน+ความหวัง" นั้น "เป็นของฟรี"  ดังนั้นในช่วงเวลาที่ผมสับสน  อ่อนแอหรือท้อแท้     ผมก็มักจะบอกตัวเองเสมอครับว่า  "ความฝัน+ความหวังเป็นของฟรี" ที่สำคัญจะต้องกล้าที่จะ "ฝัน"  และกล้าที่จะตั้ง "ความหวัง"  รวมทั้งกล้าที่จะตั้งเป้าหมาย และกล้าที่จะตัดสินใจลงมือทำตามแนวทางที่ "ฝัน+หวัง" ไว้   และที่สำคัญคือจะต้องตัดสินใจลงมือทำแต่วันนี้  อย่าผลัดวันประกันพรุ่งเป็นอันขาด  มิฉะนั้นชีวิตจะเต็มไปด้วยข้ออ้างและเต็มไปด้วยเหตุผลประเภท "ร้อยเหตุผลเดียว" ที่จะไม่ลงมือทำเสียที  ซึ่งผมก็มักจะเตือนสติกับตัวเองเสมอ ๆ ครับว่า  ลงมือทำชาตินี้ครับอย่าทำชาติหน้า    คือลงมือทำวันนี้   เดี๋ยวนี้   ไม่ใช่พรุ่งนี้  หรือมะรืนนี้ครับ 

การเดินไล่ล่าตามหา  "ความฝัน" และ "ความหวัง"  ของผมมีขั้นตอนง่าย ๆ  คือเมื่อผมได้คิด "ฝัน" และได้วาด "หวัง" ไว้ในสิ่งใด  ผมก็จะหยิบปากกาหรือดินสอลงมือเขียนสิ่งที่ผมคิดและฝันวาดไว้ลงในกระดาษ   ซึ่งจะว่าไปแล้วขั้นตอนนี้จัดได้ว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดครับ  เพราะผมต้องก้าวข้าม  "ความกลัว" ให้ได้เสียก่อนครับ   เพราะแท้จริงแล้วที่ผมยังลังเล    เกิดอาการกลัว ๆ  กล้า ๆ  เพราะกลัวว่าสิ่งที่ลงมือทำนั้นอาจจะล้มเหลว  ทำให้จะต้องสูญเสียทั้งเวลา    ทั้งทรัพย์สินเงินทอง  ทั้งยังอาจจะดูถูกดูหมิ่นดูแคลนว่าไม่มีวันที่ "ความฝัน + ความหวัง" ที่ผมได้ตั้งใจไว้นั้นจะเป็นจริง  ก็เพราะความกลัวอนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั่นเอง  ทำให้ดับทั้งความฝันความหวังของผู้คนไปมากมายนับไม่ถ้วน   

เมื่อผมได้วาด "ความฝัน" และตั้ง"ความหวัง" ไว้ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะออกแบบสร้างสรรค์  "บ้านมวลชนไม่บาน"  ชั้นเดียวที่ สามารถดัดแปลงให้เป็นทั้ง  "บ้านเดี่ยว"  และ  "บ้านแฝด"   ในสไตล์   "อกาลิโก+ไฮโซ+โลว์คอส"  ที่สุดคุ้มค่ามีราคาแสนประหยัด    นอกจากนั้นยังจะต้อง ดูวันนี้ก็สวย   พรุ่งนี้ก็ดูสวย  อีกสิบปีก็ยังคงสวยสดงดงามอยู่   จะว่าไปแล้วโจทย์ที่ผมได้ตั้งขึ้นนั้นก็นับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับผมมากครับ  เป็นสิ่งที่ผมได้ครุ่นคิดและคาดหวังมายาวนานและผมก็เชื่อว่าหากทำได้จริงขึ้นมาก็น่าจะเป็นประโยชน์เป็นอย่างยิ่งกับชุมชน "ชาวบางสตางค์น้อย"  ซึ่งหมายถึง   ชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ  ที่ยังต้องหาเช้ากินค่ำ   ไม่ได้เกิดมาคาบ  "ช้อนเงินช้อนทอง" มี "เงินถุงเงินถัง"  ที่ผมตั้งท่าลังเลด้วยความกลัวมายาวนาน  เพราะกังวลว่าภายใต้งบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างอันแสนจำกัด  คงจะไม่สามารถออกแบบให้"สวยทน",  "สวยทาน",   "สวยนาน",  "สวยดูดี",  "สวยมีชาติตระกูล" แบบ "อกาลิโก+ไฮโซ+โลว์คอส" อย่างที่ผมต้องการได้   แต่พอตัดสินใจแน่วแน่ว่า "เป็นไงเป็นกัน" พอผมได้ก้าวข้ามความกลัวก็หยิบดินสอ และกระดาษขึ้นมาทำงาน  เป็นการเริ่มต้นจากภาพ "เสก็ต"  ที่มีนัยสำคัญเป็นอย่างยิ่ง   เพราะเมื่ออารมณ์กลัวถูกตัดออกไป  จะเหลือเพียงแต่การมุ่งมั่นเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย  คือ  การแสวงหารูปแบบ  "บ้านมวลชนไม่บาน" ชั้นเดียวสไตล์  "บ้านเดี่ยว" +  "บ้านแฝด" แบบ " 2  in 1"  ผมก็ใช้เวลานั่ง "เสก็ต" อยู่เกือบ  3   ชั่วโมง  (โดยไม่ใช้ยางลบ)   ทุกเส้นดินสอที่เขียนลงไปบนกระดาษมีเป้าหมายที่ชัดเจน  เป็นการทำงานอย่างมี "สติ" ที่มั่นคง  ครูบาอาจารย์ผมก็สอนว่าเมื่อมี  "สติ" ที่มั่นคงแล้วก็เกิด  "สมาธิ" และก็นำไปสู่  "ปัญญา"  ในที่สุด    ก็ถือว่าเป็น "บ้านมวลชนไม่บาน"  ประเภท "บ้านเดี่ยว" + "บ้านแฝด" แบบ "2 in 1" ในสไตล์ "อกาลิโก+ไฮโซ+โลว์คอส" ที่เป็นขวัญใจชุมชน  "ชาวบางสตางค์น้อย" โดยแท้จริงครับ  

เมื่อผมทำการ "เสก็ต" โดยไม่มีความหวั่นเกรงกลัวใด ๆ    ผลงานก็ออกมาดังที่ท่านผู้อ่านกำลังได้เห็นครับ  เป็นการเดินไล่ล่าหา "ความฝัน"และ "ความหวัง" อัน  "เป็นของฟรี"  ที่อยากจะช่วยทำให้คนส่วนใหญ่มีบ้านพักอาศัย  ที่สามารถคุ้มแดด คุ้มฝน  ก็สมศักดิ์ศรี  "บ้านมวลชนไม่บาน" ครับ  พอผมได้ทำการ "เสก็ต" แล้วเสร็จ  ผมก็ได้ใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่ผมมีอยู่  ทำการขึ้นเป็นภาพ  "3  มิติ"  โดยใช้โปรแกรมทาง "คอมพิวเตอร์กราฟิก" ที่สามารถดูรอบ ๆ  "บ้านมวลชนไม่บาน" หลังนี้ได้  ยิ่งดูก็ยิ่งเพลิดเพลิน ก็เกิดอาการหลงรักแบบถอนตัวไม่ขึ้นครับ  เพราะเป็น  "บ้านไม่บานมวลชน" ที่ก่อให้เกิด  "ประโยชน์สูงและประหยัดสุด" ในสไตล์  "อกาลิโก+ไฮโซ+โลว์คอส"  ก็โดนใจ "ชาวบางสตางค์น้อย" แบบตรง ๆ  เต็ม ๆ  เป็นอย่างที่ "คาดหวัง" และ "วาดฝัน" ไว้ครับ

สำหรับรายละเอียดของ "บ้านมวลชนไม่บาน" ที่เป็นหนึ่งใน "ความฝัน" + "ความหวัง" ของผมที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อชุมชน "ชาวบางสตางค์น้อย" ในรูปแบบ  "บ้านเดี่ยว" ผสมผสานกับ  "บ้านแฝด"  แบบ  "2  in  1"  คือ  จะเป็น  "บ้านเดี่ยว"  ก็ได้หรือจะเป็น  "บ้านแฝด"  ก็ดี  ท่านใดที่สนใจในรายละเอียดเพิ่มเติม     รวมทั้งรายละเอียดย้อนหลังก็สามารถเข้าไปดูได้ที่ "เว็ปไซต์" ยอดฮิตของชาว "คนรักบ้าน" www.homeloverthai.com   สำหรับสาระน่ารู้ของ "บ้านไม่บาน" ในสัปดาห์นี้ก็คงมีเพียงเท่านี้  พบกับสาระน่ารู้กันได้ใหม่อีกสองสัปดาห์หน้า   แล้วพบกันให้ได้ครับ

คอนโดฯ “รักษ์สุขภาพ” 500,000++ที่ “เขาใหญ่”

สวัสดีครับแฟนๆ ชาว  "คนรักบ้าน" สำหรับในสัปดาห์นี้เป็นการรายงานความคืบหน้าของโครงการคอนโดฯ   "The Chiva  Sanctuary" สำหรับคน "รักษ์สุขภาพ"    ที่ "เขาใหญ่"  ก็น่าชื่นใจครับเพราะการก่อสร้างมีความคืบหน้าไปมาก    ดังที่ผมเคยเรียนให้ทราบว่าในการ  "กินดีอยู่ดี"  ได้อย่างปรกติสุขนั้นจะต้องมี  "อ."ให้ครับทั้ง  "6  อ."   ซึ่งจะขาด "." ใด "." หนึ่งเสียมิได้  "อ.ที่  1"  คือ  "อากาศดี",   "อ.ที่ 2" คือ  "อารมณ์ดี" , "อ.ที่ 3" คือ "อาหารดี" ,  "อ.ที่ 4"   คือ  "การออกกำลังกายดี" ,  "อ.ที่ 5" คือ  "อุจจาระดี" ส่วน  "อ.ที่  6"  คือ  "อยู่อาศัยดี" ที่ต้องถูกสุขลักษณะ ทั้ง   "6  อ." ที่ผมได้กล่าวมานี้นี่แหละครับเป็น "กรอบทางความคิด"  (Configuration) ของโครงการ  "The Chiva  Sanctuary" ตั้งแต่ผมเริ่มเลือกทำเลที่ตั้ง,ออกแบบและวางผังโครงการก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องทำให้ครบ  "6  อ." ให้ได้   "อ.ที่1"  คือ  "อากาศ" เพราะ  "เขาใหญ่" เป็นแหล่ง  "โอโซน" อันดับ 7  ของโลก ครับ  ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงความบริสุทธิ์ สะอาดของอากาศ   ที่แวดล้อมไปด้วยแมกไม้สีเขียวขจีและทิวเขาที่สลับซับซ้อนสวยงามเหนือคำบรรยายเป็นอย่างยิ่ง  ส่วน "อ.ที่ 2"  คือ "อารมณ์ดี" จะว่าไปแล้วช่วงนี้ผมจะมี "อารมณ์ดี" เป็นพิเศษครับ    ทุกครั้งที่ผมไปพักผ่อนที่ "เขาใหญ่"  เพราะนอกจาก  "อากาศดี" แล้ว  "อารมณ์ก็ดี" ด้วย  ส่วน  "อ.ที่ 3"   คือ  "อาหาร" การกินก็อุดมสมบูรณ์ดีครับ  โดยเฉพาะพืชผัก ผลไม้ปลอดสารพิษ  รวมไปถึงอาหารประเภท "สโลว์ฟูด" (Slow Food) ที่อยู่ตรงข้ามกับพวก "ฟ๊าดฟูด" (Fast  Food)  และ "จั๊งฟูด" (Junk Food)  ที่เรากินกันอยู่ทุกวันในเมือง  "อ.ที่ 4"  คือ  "ออกกำลังกายดี" ส่วน  "อ." ที่ตามมาคือ "อ.ที่5" คือ  "อุจจาระ" สามารถขับถ่ายได้ดี  และ "อ."สุดท้าย "อ.ที่6"   คือ "อยู่อาศัยดี"  ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างสวยงามจนถึงกระบวนการก่อสร้างมั่นคงที่แข็งแรงดี  ถูกต้องตามหลัก "วิศวกรรม" และ "สถาปัตยกรรม"  ซึ่งผมตั้งใจใช้ "ระบบก่อสร้างสำเร็จรูป" (Pre-Fabrication)  ทำให้สามารถก่อสร้างได้รวดเร็ว  สามารถคุมต้นทุนได้และไม่รบกวนสภาพแวดล้อม  โดยผมคาดการณ์ไว้ว่าภายใน  3  เดือนจะต้องก่อสร้างให้เสร็จถึงชั้น  7   ซึ่งเป็นชั้นดาดฟ้าก็เป็นเรื่องที่ท้าทายแต่เชื่อว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรงและสามารถทำได้ครับ

              "The Chiva  Sanctuary" ที่ "เขาใหญ่"  เป็นโครงการ  "คอนโดมิเนียมสุขภาพดี" ที่ไม่ได้เปิดขายทั่วไป เพราะทางโครงการจะค่อนข้างคัดสรรลูกค้าผู้ที่เข้ามาอยู่ในโครงการ  ต้องเป็นคน "รักษ์สุขภาพ" และ "รักษ์ธรรมชาติ" คล้าย ๆ กัน  นอกจากนั้นยังต้องชอบความสงบเงียบเหมือนกัน   และข้อสำคัญโครงการ  "The Chiva  Sanctuary" ที่ "เขาใหญ่"ในอนาคตจะเป็น "ต้นแบบ" ของ "คอนโดฯรักษ์สุขภาพ" ทั่วประเทศ ที่ครบถ้วนทั้ง  "6 อ."  คือ  "อากาศดี", "อารมณ์ดี", "อาหารดี", "ออกกำลังกายดี"  , "อุจจาระดี"  และ "อยู่อาศัยดี" ก็ถึงพร้อมครบถ้วนในทุก "มิติ" ครับ

            สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอความคืบหน้าของ"The Chiva  Sanctuary"ที่กำลังจะประกอบติดตั้งเสาชั้น  2  เพื่อรับพื้น ชั้น 3 เป็น "ระบบสำเร็จรูป" ที่เป็นมิตรกับสภาพแวดล้อม  ทั้งยังประหยัดทรัพยากร  และยังสามารถลดความสูญเสียวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้าง  รวมถึงการลดระยะเวลาในการก่อสร้างรวมไปถึงมีความมั่นคงแข็งแรง ทางด้านวิศวกรรมและมีความสวยงามทางด้านสถาปัตยกรรม  แต่ที่ในวงการกำลังทึ่งอึ้งกันอยู่ก็คือ  มีราคาต่อหน่วยเพียง 500,000  บาท++  น่าจะเป็น "คอนโดฯ" ที่คุ้มค่าคุ้มราคาที่สุดที่ "เขาใหญ่" รวมทั้งในสายตานักลงทุนยังเป็น "คอนโดฯ" รักษ์สุขภาพที่น่าลงทุนที่สุด  ก็ฟังดูดีเกินจริงครับ  ถ้าท่านอยากสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและอยากหาคำตอบก็สามารถติดต่อได้ที่เบอร์  063-8032855  หรือ 081-4218323  หรือหากท่านมีโอกาสเดินทางผ่านไปที่บริเวณ "เขาใหญ่" ก็แวะเวียนไปที่โครงการได้ยินดีต้อนรับทุกท่านครับ   หรือท่านใดที่สนใจก็ติดตามรายละเอียดตลอดจนความคืบหน้าของโครงการก็สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่  www.chivagroup.com  ก็ย้ำนะครับว่าอย่า "กระพริบตา" กับโครงการ "The Chiva  Sanctuary" ที่ "เขาใหญ่"  ที่ผมตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะให้เป็น "ต้นแบบ" ของ "คอนโดฯ  ไม่บาน"  ราคาสุดประหยัด  สำหรับ "คนรักษ์สุขภาพ" และ "รักษ์ธรรมชาติ"ที่ถึงพร้อมด้วย  "อ.ทั้ง 6"  สำหรับสาระน่ารู้ในอีกสองสัปดาห์นี่คงมีเพียงเท่านี้  พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ

การ “ให้” คือ “ของขวัญ” ที่ดีที่สุดใน “วันตรุษไทย”

สวัสดี "ปีใหม่ไทย" ครับ  ซึ่ง  "วันตรุษไทย"  หรือ "วันมหาสงกรานต์" ปีนี้ตรงกับวันศุกร์ที่  14  เมษายน เวลา 2 นาฬิกา  49   นาที  12  วินาที  "นางสงกรานต์" นามว่า  "กาฬกิณีเทวี" ทรงพาหุรัด ทัดดอกมณฑา อาภรณ์แก้วมรกต หัตถ์ขวาทรงขอช้าง หัตถ์ซ้ายทรงปืน เสด็จไสยาสน์หลับเนตร  มาเหนือหลังกุญชร เป็นพาหนะ"   ก็เป็นที่วิตกกันว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะไม่ใคร่ดี  มีความขัดแย้ง  รวมถึงผลผลิตทางการเกษตรจะได้ผล 1  ส่วน  เสีย  5  ส่วน  ก็เป็นคำทำนายทายทักที่เป็น "โหราศาสตร์" มาแต่โบร่ำโบราณ  บางครั้งคำทำนายทายทักก็ก่อให้เกิดทุกข์ แต่พระอาจารย์ของผมคือ  "ครูบาชัชวาลย์   ฐิตธัมโม"  วัดป่าภูสว่างแสงธรรม    ตำบลนายูง  อำเภอนายูง  จังหวัดอุดรธานี   ได้สอนผมว่า  "ผู้ใดเห็นทุกข์  ผู้นั้นเห็นธรรม" และ   "ผู้ใดเห็นธรรม  ผู้นั้นก็เห็นองค์ศาสดา"  ในช่วงวันหยุด "ตรุษไทย" ปีนี้ผมก็ได้มีโอกาสเดินทางไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บิดามารดาที่ล่วงลับไปแล้ว  ครั้งท่านมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาวันหยุด "ตรุษสงกรานต์" ก็เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขเป็นอย่างยิ่งครับ  เพราะสมาชิกในครอบครัวต่างก็อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา  เมื่อเวลาล่วงไป   หลายท่านก็ละสังขารไป  ทำให้ในปัจจุบันก็เหลือสมาชิกในครอบครัวกันเพียงไม่กี่คนหรอกครับ  ก็เกิด "ทุกข์"  แต่  "ไม่เห็นทุกข์ก็ไม่เห็นธรรม"  ผมนึกถึงคำสอนของ "ครูบาฯ"   ที่สอนผมถึงการ  "ให้"  ซึ่งเป็นการ  "ให้"  ที่มุ่งแต่จะ  "ให้" อย่างเดียว    ไม่  "รั้ง" ไม่ "รับ" อะไรเป็นการตอบแทนทั้งสิ้น  การ  "ให้" เป็นหนึ่งใน  "ภารกิจ+ภารกรรม"  เป็น  "หน้าที่ทางจริยธรรม" ซึ่งการ "ให้" นั้นจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์เมื่อหมดลมหายใจครับ

            แท้จริงแล้วการ "ให้" ก็เป็น "อุบาย" อย่างหนึ่งของการ "ปฏิบัติธรรม"  เพราะส่วนใหญ่ที่คนเรา "ให้" ไปนั้นก็มักหวัง "ผลตอบแทน" เสมอ  เช่น ให้ความรักแก่ใครไปก็หวังว่าจะได้รับความรักนั้นตอบแทนกลับมา  ดูผิวเผินก็เหมือนจะไม่มีอะไรครับ  แต่แท้จริงแล้วการ "ให้" ในลักษณะที่หวังผลตอบแทนนี้คือการกระตุ้น  "ตัวรู้"  ที่อยู่ในใจเรา  "ครูบาฯ" ได้สอนผมว่า  "ตัวรู้"  นั่นแหละครับเป็นตัวก่อให้เกิดความ "ทุกข์" ยิ่ง "ให้มาก" ก็ยิ่ง "ทุกข์มาก"  เหมือนผมให้ความรักแก่บิดามารดาของผมมากเท่าไหร่  ผมก็ยิ่งทุกข์ทรมานมากขึ้นเท่านั้นเมื่อท่านไม่อยู่แล้ว   เพราะ  "ตัวรู้"บอกกับผมเสมอว่าคิดถึงท่านเสียเหลือเกิน  อยากไปรดน้ำขอพรท่านตามประเพณี  แต่ท่านทั้งสองก็ไม่อยู่เสียแล้ว  ก็อดอิจฉาคนที่ยังมีพ่อมีแม่อยู่ครบ    ก็เพราะ  "ตัวรู้" นี่แหละครับ เป็นตัวตอกย้ำความ "ทุกข์" ยิ่งผมรักพ่อแม่มากเท่าไหร่     ผมก็ได้ความรักจากพ่อแม่ผมเป็นการตอบแทนกลับมามากขึ้นเท่านั้น  เป็นความรักที่ดูผิวเผินว่าไม่มีเงื่อนไขแต่แท้จริงแล้วมียิ่งกว่าเงื่อนไข  ยิ่งรักมากก็ยิ่งทุกข์มาก  แต่ในขณะเดียวกัน  "ยิ่งทุกข์มาก  ก็ยิ่งเห็นธรรมมาก" ครับ  ผมเริ่มที่จะลองฝึกที่จะ  "ให้"  โดยไม่หวังผลตอบแทนอะไร    "ให้" แล้วก็ "ให้" เลย  ไม่รั้งไม่รับอะไร   ถึงใครจะ  "ให้"  อะไรตอบแทนกลับมาก็ไม่รับและรับไม่ได้   เพราะ  "ภาชนะ"  คือ  "ตัวรู้" ที่รองรับไม่มี  ว่างเปล่า

            "ตัวรู้" หรือ  "ธาตุรู้"  แท้จริงแล้วคือ  "จิตวิญญาณ" อันเป็นตัวการสำคัญ    บรรดาครูบาอาจารย์หลายท่านสามารถดับ  "ธาตุรู้" หรือ   "ตัวรู้" จน  "ว่างเปล่า" ไม่มีอะไร  ไม่เหลืออะไรให้รู้อีกต่อไป  บางครั้งความหมายที่แท้จริงของการ  "ตรัสรู้"  หมายถึง  "การตัดรู้"   เพราะ "ตัวรู้"  แท้ที่จริงแล้วคือ  "จิตวิญญาณ" ของเรา    เป็น  "กายละเอียด"  เมื่อหลอมรวมกันกับ  "กายหยาบ"  คือ  "ธาตุทั้ง  4"    (ดิน,น้ำ,ลม,ไฟ)  มาประชุมกันก็  "เกิดเป็นเขา" ,  "เกิดเป็นเรา",  "เกิดเป็นฉัน", "เกิดเป็นเธอ" ฯลฯ   เกิดเป็นอะไรต่ออะไรอีกมากมาย   ตามแต่  "ตัวรู้" จะ  "สมมุติ" ขึ้น  ต่างคนต่างแตกต่าง ตาม "สภาวะกรรม"  หากไม่สามารถตัด  "ตัวรู้" ออกไปได้    ก็จะไม่สามารถมี  "สมาธิ" ที่นำไปสู่  "ปัญญา" อันจะนำพาเราไปสู่  "นิพพาน" ได้  ต้องตกอยู่ใน "วงล้อแห่งกรรม" ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดกันอยู่อย่างไม่รู้จบรู้สิ้น   จะเห็นได้ว่าถึง "ธาตุทั้ง  4"  ถึงแม้แตกดับไปแล้วตามกฎแห่ง  "ไตรลักษณ์"  แต่ "ธาตุรู้" คือ  "ตัวรู้" ที่ยังอยู่    ก็ทำให้  "จิตวิญญาณ" ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด  เพราะยังมีตัวตน  ยังยึดติด   ว่ากันว่าพอละสังขาร "ตัวรู้" ก็ยังเวียนว่ายตายเกิด   หากพลังบุญสะสมไว้ในชาตินี้ไม่เพียงพอ   ก็จะหาร่างคนลงมาจุติไม่ได้  ก็มาจุติในสัตว์เดรัชฉาน   เช่น   หมู,  หมา,  กา,  ไก่  ฯลฯ   เพราะ "ตัวรู้" หรือ  "ธาตุรู้" ยังคงยึดติดอยู่กับความ  ต้องการกลับมาเกิดอยู่

            ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการ "ให้" อย่างเดียวไม่หวังอะไรตอบแทน  เป็นการลด ละ  เลิก   "ตัวรู้"   ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย ๆ  เช่น  เราให้เงิน  100  บาท  กับคนขายล็อตเตอรี่  พอได้ล็อตเตอรี่เป็นการตอบแทนจากเงิน  100  บาทที่ให้ไป  "ตัวรู้" ก็บอกว่าถ้าโชคดีก็อาจจะถูกรางวัลใหญ่หลายสิบล้านบาท  ก็เกิดความทุกข์เมื่อไม่ถูก  ถึงถูกก็ทุกข์เพราะมีลาภจำนวนมากมายมหาศาลไม่รู้จะทำอย่างไรดีเพราะไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้  จะเห็นได้ว่าแค่  "ธรรมะ" ที่เกี่ยวกับการ  "ให้" นั้นลึกซึ้งเหลือเกินครับ  ก็ต้องขอขอบคุณช่วงเวลาวันหยุด "ตรุษสงกรานต์" ที่ได้มีเวลาพักผ่อนหลายวันทำให้ได้มีโอกาสทบทวน "ธรรมะ"อันเบิกบานของครูบาอาจารย์ที่ได้สอนผมไว้   ก็นำมาฝากท่านผู้อ่านเป็น  "ของขวัญ"  วันปีใหม่ไทย ให้ลองไปคิดพิจารณาการ  "ให้"  ที่ไม่ต้องการผลตอบแทนใด ๆ  (รวมถึงการ "ให้อภัย" ต่อกัน) ซึ่งเป็น "ธรรมะ" อันวิเศษสุดและผมเชื่อว่า "ธรรมะ" ก็ย่อมคุ้มครอง "ผู้ปฏิบัติธรรม"  ครับ

            ขอให้สุข สดชื่น สมหวังใน "วันขึ้นปีใหม่ไทย" จุลศักราช  1379  กันทั่วถ้วนหน้าครับ  และฝากเตือนสติว่าจะทำการใดก็อย่าทำโดยประมาท   จะขึ้นรถลงเรือไปเหนือล่องใต้ก็ขอให้ระมัดระวัง จะได้เดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย   และสวัสดีมีชัยกันทุกท่านครับ

<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 41 - 50 of 1856
บ้านไม่บานยอดนิยม อพาร์ตเม้นท์ไม่บานยอดนิยม พิมพ์เขียวแบบบ้าน 999 บาท

 

 

คนรักบ้าน : เจาะลึกเคล็ดลับที่ไม่ลับ กับ โครงการ The Chiva Sanctuary  ตอนที่ 1

 

 

คนรักบ้าน : เจาะลึกเคล็ดลับที่ไม่ลับ กับ โครงการ The Chiva Sanctuary  ตอนที่ 2

 

 



 

 



อพาร์ทเม้นท์ไม่บานที่เบิกบานเพื่อนักศึกษาย่าน .ธุรกิจบัณฑิตย์

images/stories/uuuuuu10.jpg

ในบรรดารูปแบบอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน ที่มีความหลากหลายในรูปแบบและขนาดการลงทุนนั้น อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน เพื่อนักศึกษา นับได้ว่าเป็นหนึ่งในรูปแบบอพาร์ทเม้นท์ไม่บานยอดนิยมที่มีความน่าสนใจไม่น้อยเพราะหากสังเกตดูกันให้ดีในเรื่องของทำเลที่ตั้งจะพบว่าบริเวณใดที่เป็นแหล่งสถานศึกษาในบริเวณนั้นโดยรอบจะพบเห็นหอพักหรืออพาร์ทเม้นท์ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับนักศึกษาที่ต้องการพักอาศัยอยู่ใกล้สถานศึกษากันเป็นจำนวนมากและมักจะไม่เพียงพอกับความต้องการของปริมาณนักศึกษาที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี

 

อ่ า น ต่ อ . . .

แก่น ใน  การลงทุน อสังหาฯ ราคาประหยัด” 


images/stories/ภาพประกอบ 11111.jpg

คงต้องยอมรับกันนะครับว่า ในปัจจุบันกระแสการลงทุนในอสังหาฯราคาประ หยัดเช่นคอนโดฯราคาประหยัด,โรงแรมราคาประหยัด,อพาร์ทเม้นต์ราคาประหยัด ฯลฯ กำลังเป็น เทรนด์ที่มาแรงแซงโค้งการลงทุนในอสังหาฯประเภทอื่น ที่เคยทำกันมาในอดีตหลายครั้งหลายคราที่บรรดาคนทั่วไปแม้แต่ผมเองก็มักจะหลงไปจากแก่นซึ่งเป็นสาระสำคัญอันเป็นหลักในการลงทุนอสังหาฯราคาประ หยัดซึ่งในความคิดของผมแล้วแก่นนี้มีความสำคัญเป็นที่สุดในการพัฒนาทั้งในด้านวิสัยทัศน์และกระบวนทัศน์ครับ  ผมมักจะย้ำเสมอ ว่าให้หาแก่นให้พบไม่ว่าจะคิดอ่านทำกิจการงานใด

อ่ า น ต่ อ . . .

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
รายการคนไทยไม่ท้อ >>  

รายการ แผ่นดินพอเพียง   

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
 

นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับ อ.เชี่ยว ฉบับสะสม
นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอ.เชี่ยว ฉบับสะสม เหลือเพียง 6 เล่ม
(เล่ม 7,8,9,10,11,12)  ราคาชุดละ 300 บาท  รวมค่าจัดส่งแบบลงทะเบียน
รายละเอียดการโอนเงิน
ชื่อบัญชี ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  ธนาคารกรุงเทพ ฯ  สาขาห้วยขวาง  ประเภทสะสมทรัพย์  บัญชีเลขที่  1764267272
แฟกซ์ pay  in
พร้อมระบุชื่อที่อยู่   หมายเลขโทรศัพท์ และ เล่มหนังสือที่สั่งซื้อ   มาที่หมายเลข  02-6441479 หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-2451399 และ 02-6441478 หรือ สำนักงานบ้านไม่บาน  เลขที่ 1  ซ.ประชาสงเคราะห์ 12   แขวงดินแดง  เขตดินแดง  กทม.  10400