สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

“ตรึงใจนิจนิรันดร์” กับ “ครู” ที่เป็นยิ่งกว่า “ครู”

         ผมเป็นหนึ่งใน "ลูกศิษย์" ที่ใกล้ชิดของ "อาจารย์ตรึงใจ" หรือ "ศาสตราจารย์ ดร.ตรึงใจ บูรณสมภพ" ที่ท่านเป็น "ครู" ของผมที่ได้พร่ำสอนผมมากมายหลาย "มิติ" ของการใช้ชีวิต ไม่ใช่เฉพาะในด้านวิชาการเท่านั้น ความรู้ประการหนึ่งที่เป็นประโยชน์อย่างมากที่ "ครู" ได้สอนผมคือ "สิ่งมหัศจรรย์อันล้ำค่าที่ปลายจมูก" อันเป็น "ความลับของลมหายใจ" ซึ่งเป็นการสอนของ "ครู" ที่มีคุณค่ายิ่งและผมได้นำมาปรับประยุกต์ใช้กับการทำงานและการดำเนินชีวิตของผมตลอดมาครับ

“ตรึงใจนิจนิรันดร์” กับ “ครู” ที่เป็นยิ่งกว่า “ครู”

        ซึ่ง "ครู" ได้สอนผมว่าหนึ่งใน "ปัจจัยสำคัญ" ที่ทำให้ผู้นั่ง "สมาธิ" อย่างสม่ำเสมอมีใบหน้าอ่อนกว่าวัย ก็เพราะพวกเขาได้มีโอกาสฝึกหายใจ ให้ลึก ยาว และละเอียดบ่อยครั้งนั่นเอง ซึ่งนอกจากจะช่วย เพิ่ม "ความสงบสุขในใจ" และลด "สารความเครียด" ที่เรียกว่า "คอร์ซิตอล" อันเป็นสาเหตุหลัก ของความแก่ชราก่อนวัยอันควร แล้ว การหายใจอย่างเต็มปอดยังช่วย "ฟอกเลือด" ที่นำพา "ออกซิเจน" ไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของใบหน้าอย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอ ทำให้ใบหน้ามีน้ำมีนวล เต่งตึง สดใส อ่อนกว่าวัย และสุดท้ายเลือดเหล่านั้น ก็ยังช่วย "ขับสารพิษตกค้าง" ต่างๆ (Detox) ออกจากอวัยวะทุกส่วนของร่างกายและบนใบหน้าได้อย่างทั่วถึงอีกด้วย จะสังเกตได้ว่าเวลาที่เราโกรธ กลัว ตกใจ เครียด หงุดหงิด กังวล หรือทุกข์ ลมหายใจของเราจะสั้นและตื้น แต่เวลาที่เรามีความสุข สงบ มีพลัง นิ่ง สุขุม มั่นใจ สบายใจ ลมหายใจของเรา จะยาวจะลึก. ทั้งนี้สิ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ หากเราตั้งใจที่จะหายใจให้ยาวลึกสัก 4-5 ครั้ง สมองของเราก็จะถูกป้อนการรับรู้ว่าเรากำลังรู้สึกสบาย สุขุม และมีพลังเช่นกัน กระบวนการนี้เรียกว่า การทำ "Biofeedback" หรือ "การป้อนกลับทางชีวภาพ" โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใดๆ ให้สิ้นเปลืองเลย

        เทคนิคการหายใจที่ดีคือ การหายใจอย่าง "ละเอียด" ซึ่งเป็นการหายใจให้ช้าลึกและเบา โดยสูดลมหายใจเข้า จนสุดปอด ให้หน้าท้องและหน้าอกพองตัว จนไม่สามารถพองต่อไปได้อีก แล้วจึงค่อย ๆ ปล่อยลมหายใจออกยาวๆ อย่างไม่รีบร้อนจนหมดทั้งปอด ทำเท่านี้เพียง 3 - 4 ครั้ง ก็จะรู้สึกว่าร่างกายเริ่มเบา ใจเริ่มเย็น จิตเริ่มโล่ง และสมองเริ่มปลอดโปร่งขึ้น แล้วถามว่าต้องทำ และต้องฝึกบ่อยครั้งแค่ไหน คำตอบคือ รู้ตัวเมื่อไหร่ ก็ทำเมื่อนั้น หรือทำทุกครั้งที่รู้สึกว่าจิตเริ่มตก คือ เริ่มกลัว โกรธ กังวล เหนื่อย เครียด เบื่อ ท้อ ทุกข์ หากจะว่าไปแล้วชีวิตของคนเรา แท้จริงอยู่ได้ด้วย "ลมหายใจ" ที่เชื่อมต่อกัน และการหายใจที่ดีก็เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดประการหนึ่ง ในการสร้างจิตใจที่ดีที่สงบ ทั้งยังสร้างชีวิตที่ประสบความสำเร็จ และสร้างสุขภาพให้ยืนยาวอย่างง่ายที่สุด หลายคนเสียเงินเสียทองกันมากมายไปกับการเข้าคอร์สบริหารจิต หรือปลุกพลังจิตต่างๆในราคาแพงแสนแพง โดยลืมหันกลับมาหา "ความลับของลมหายใจ" ที่ "ครู" ได้สอน อันเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันล้ำค่า ที่อยู่ตรงปลายจมูกของเรานี่เอง

        ในวันนี้ "ครู" ของผมได้เดินทางก้าวล่วงไปแล้ว ผมมีโอกาสได้ไปกราบ "ครู" เป็นครั้งสุดท้าย ได้ไปร่วมรับเสด็จ "สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี" ที่เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพให้ "ครู" ที่เป็นยิ่งกว่า "ครู" ของผมคือ "ศาสตราจารย์ เกียรติคุณ ดร.ตรึงใจ บูรณสมภพ ม.ป.ช., ม.ว.ม." เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ที่ผ่านมา ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร ผมอยากจะบอกกับ "ครู" ว่าไม่ว่า "ครู" จะสถิตย์อยู่ที่ไหน ผมก็ขอตั้งจิตอธิษฐานว่าจะเป็น "ลูกศิษย์" ของ "ครู" ที่เป็นยิ่งกว่า "ครู" ท่านนี้ตลอดไปและผมขอให้สัญญาว่าจะนำเอาความรู้ใน "มิติ" ต่าง ๆ ที่ "ครู" ที่เป็นยิ่งกว่า "ครู" ของผมที่ได้พร่ำสอนนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับสังคมให้มากที่สุดเท่าที่ลูกศิษย์คนนี้จะทำได้ครับ

อนาคต “ปลาเล็กกินปลาใหญ่”

            ในปัจจุบันนั้นการลงทุนในโครงการ "อสังหาริมทรัพย์" จะว่าไปแล้วเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเป็นอย่างยิ่งครับ แต่จะว่าไปแล้ว "ความไม่แน่นอนแท้จริงแล้วคือความแน่นอน" โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบ "ทุนนิยม" ในยุค "โลกาภิวัตน์" ที่ทุกสิ่งอย่างได้ถูกถักทอเรียงร้อยเข้าด้วยกัน ด้วย "โครงข่าย" ("Networking") ของ "อินเตอร์เน็ต" ความเร็วสูง ในอดีตโครงสร้างหลักของระบบ "ทุนนิยม" นั้นจะเป็นระบบที่ "ปลาใหญ่กินปลาเล็ก" แต่ "คลื่นลมแห่งการค้า" ("Trade wind") ที่กำลังสลับเปลี่ยนบทบาทกัน คือ "ปลาเล็กกินปลาใหญ่" ผมนึกถึงฝูง "ปิรันย่า" ซึ่งเป็นนักล่าลุ่มน้ำ "อะเมซอน" จะว่าไปแล้วก็เป็นเพียงแค่ปลาตัวเล็ก ๆ ที่มีเขี้ยวแหลมคมเล็ก ๆ แต่ทรงพลังเป็นอย่างยิ่งครับ ถึงแม้จะเล็กแต่ก็เป็น "เล็กพริกขี้หนู" มีพิษสงรอบตัว แหวกว่ายได้ฉับไว เจอปลาใหญ่หลงเข้ามาเมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละครับ ปลาใหญ่ถูกกินเรียบ ไม่เหลือหรอ

            ในอนาคตทุกอย่างต้องเป็น "โครงข่าย" หรือ "Networking" แม้แต่ "ผู้บริโภค"จะต้องบริโภคสินค้าและบริการอยู่บน "โครงข่าย" (Consumer Networking) หากไม่สามารถอยู่บน "Networking" หรือ "โครงข่าย" ได้ก็ยากที่จะประคองตัวให้อยู่รอดปลอดภัย เมื่อก่อนก็เป็นการทำธุรกิจธุรกรรมประเภท ซื้อมาขายไป ทำกำไรตามความเหมาะสม แต่ในปัจจุบัน "Consumer Networking" มีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นอีกนับสิบนับร้อยเท่า ตามความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดของ "เทคโนโลยีดิจิตอล" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "โครงข่าย" การสื่อสารผ่านดาวเทียมเป็นผลให้ จากเดิมที่บริษัท "อสังหาฯ" ขนาดใหญ่ไล่บี้บริษัท "อสังหาฯ" ขนาดเล็กแบบ "ปลาใหญ่กินปลาเล็ก" แต่สถานการณ์ในปัจจุบันกำลังแปรเปลี่ยนไปครับ บริษัท "อสังหา ฯ" ขนาดเล็กที่สามารถพัฒนาค้นหารูปแบบนวัตกรรม "อสังหาฯ" รูปแบบใหม่ ๆ กำลังรุกคืบและเข้าโจมตีบริษัท "อสังหาฯ" ขนาดใหญ่ ในทุก "มิติ" ก็เพราะบริษัท "อสังหาฯ" ขนาดเล็ก ก็เหมือนปลา "ปิรันย่า" ตัวเล็ก ๆ เคลื่อนไหวได้อย่างแคล่วคล่องว่องไวและรวดเร็ว สามารถปรับตัวให้สามารถอยู่ได้ทุกสภาวะภายใต้ความกดดันที่ยากลำบาก ผิดกับบริษัท "อสังหาฯ" ขนาดใหญ่ที่เชื่องช้า อุ้ยอ้าย มีพนักงานนับร้อยนับพันคนในแต่ละปี เปิดตัวโครงการนับสิบโครงการพร้อม ๆ กัน จึงเต็มไปด้วยกฎกติกาและข้อบังคับต่าง ๆ ยิ่งแตกสาขาออกไปมากเท่าไหร่ กฎข้อบังคับก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ค่าใช้จ่ายที่เป็น "Fixed Costs" ในแต่ละเดือน ที่สูงลิบลิ่ว ก็เปรียบเหมือนเรือใหญ่กินน้ำลึก ที่สถานการณ์บีบบังคับให้เข้ามาในคลองเล็ก ที่แคบตื้นเต็มไปด้วยโคลนเลนจะเดินหน้าก็ไม่ได้ จะถอยหลังก็ไม่ดีติดในกับดักเกยตื้น ก็เหลือเพียงช้าหรือเร็วเท่านั้นครับ ไม่รู้ว่าจะถูกปลาเล็กรุมกินโต๊ะเมื่อไหร่

            สถานการณ์ "ปลาเล็กกินปลาใหญ่" นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับบริษัท "อสังหาฯ" ขนาดใหญ่ แต่ก็เกิดขึ้นกับบรรดาห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ บรรดาธนาคารขนาดใหญ่ และบรรดาบริษัทอะไรก็ได้ที่มีขนาดใหญ่ การที่ "โครงข่าย" ("Networking") ได้เติบโตขึ้นในยุค "ดิจิตอลเทคโนโลยี" ซึ่งพัฒนาโดยผ่าน "Plateform" และ "Application" ต่าง ๆ ทำให้สมรภูมิธุรกิจการค้า,การลงทุนกลับกลายเป็นพื้นที่แคบและสลับซับซ้อน ที่ผมมักจะเรียกว่า เป็น "แมททริกซ์" ซ้อน "แมททริกซ์" ( "Matrix") หากยังขืนดึงดันต่อไปก็ไปไม่รอด            การเกิดขึ้นของ "Consumer Networking" และการหา "Plateform" ที่ถูกต้องและ "Application" ที่เหมาะสมคือกระบวนการ "ปลาเล็กกินปลาใหญ่" ในอนาคตอันใกล้จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกหลายครั้งในยุค "Digital Networking" ครองโลก และที่น่ากลัวที่สุดคือ "โครงข่าย" ต่าง ๆ เหล่านี้ไม่มีพรมแดน ไม่มีเชื้อชาติไม่มีภาษา พร้อมจะรุกเข้ามาจากทุกทิศทุกทางครับ

            ดังนั้นก็รู้ไว้เถอะครับว่า "ฝูงปลา" เล็กที่เฉลียวฉลาดปราชญ์เปรื่องในการสร้างนวัตกรรม ทั้งยังแคล่วคล่องว่องไวและมีความทรหดอดทนกำลังจะไล่ล่า "ปลาใหญ่" ที่เชื่องช้า,อุ้ยอ้าย ให้ค่อยทยอยสูญพันธ์กันไปครับ

ศึกษาดูงาน “อสังหาฯ มวลชนไม่บานครึ่งราคา”

          เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็มีบรรดาแฟน ๆ และลูกศิษย์ลูกหารวมตัวกันเกือบ 40 ท่านขอไปศึกษาดูงานโครงการ "อสังหาฯ มวลชนไม่บานครึ่งราคา" แบบ "บูรณาการ" โดยมีโปรแกรมคร่าว ๆ ว่าในช่วงเช้าก็จะแวะไปเยี่ยมชมโครงการ "บ้านเก้าพอเพียง" ที่ "รังสิต คลอง 7" ซึ่งเป็นโครงการ "บ้านจัดสรรมวลชนไม่บานครึ่งราคา" ขนาดกำลังพอดีจำนวนเกือบ 200 หลัง สำหรับความพิเศษในโครงการแรกนี้ คือ เป็นโครงการบ้านเดี่ยว 2 ชั้น บนที่ดินขนาด 50 ตารางวา ขนาด 5 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1 ห้องเตรียมอาหารหรือ "แพนทรี่" รวมทั้งบริเวณรับประทานอาหาร ก็จัดได้ว่าถึงพร้อมครับในการเริ่มต้นชีวิต สำหรับผู้ที่กำลังก่อร่างสร้างฐานะ เหตุผลที่ต้องมีถึง 5 ห้องนอน ก็เพราะในความเห็นส่วนตัวผมเชื่อว่าบ้านที่ดีควรที่จะต้องมีคน 3 วัย อาศัยอยู่ร่วมกัน คือ บรรดา "สว." หรือ "สูงวัย" คือ รุ่นปู่, ย่า, ตา, ยาย และรุ่น พ่อ,แม่,ลุง,ป้า,น้า,อา, ที่กำลังอยู่ในวัย "เจริญพันธุ์" และรุ่นลูกหลาน คือ วัย "กำลังเติบโต" ขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันหน้า ซึ่งหากคน 3 วัยอยู่ร่วมกันก็ทำให้บ้านนั้นอบอุ่น เพราะ ปู่, ย่า, ตา, ยาย, พ่อ, แม่, ลุง,ป้า,น้า,อา,ลูก, หลาน ก็อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาในร่มไม้ชายคาเดียวกัน จัดได้ว่าเป็น "บ้านไม่บาน" ประเภท "ยุ้ยญาติเยอะ" นอกจากนั้นเหตุผลที่จำเป็นจะต้องออกแบบให้มีที่จอดรถถึง 5 คัน ก็เพราะในปัจจุบันบ้านจัดสรรทั่วไปมักจะมีปัญหาเรื่องการแย่งที่จอดรถกันครับ ดังนั้น การจัดเตรียมให้มีที่จอดรถอย่างพอเพียงก็ถือได้ว่ามีความจำเป็นมิใช่น้อย จะเห็นได้ว่าบ้านจัดสรรหลายแห่ง มีปัญหาเรื่องที่จอดรถจึงเป็นสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทกันของคนที่อยู่อาศัยในหมู่บ้าน และมักจะนำไปสู่ การไม่รู้รักษ์สามัคคีในที่สุดครับ

ศึกษาดูงาน “อสังหาฯ มวลชนไม่บานครึ่งราคา”

          ก็เป็นที่ชื่นชม ชื่นชอบครับ เพราะบรรดาแฟน ๆ และลูกศิษย์ลูกหาก็ได้มาเห็นของจริงกันกับตาว่าบ้านเดี่ยว 50 ตารางวา 5 ห้องนอนและที่จอดรถ 5 คันนั้น สามารถทำได้จริง และที่สำคัญราคาตอนเปิดโครงการ "บ้านเก้าพอเพียง" ก็ทำเอา ช็อกวงการเพราะเปิดขายในราคาเพียง 1,000,000 บาท++ ในขณะที่ราคาในท้องตลาดทั่วไปขายอยู่ที่ราคา 3,000,000 บาท++ ถูกกว่าชาวบ้านไม่ใช่ครึ่งราคานะครับแต่ทำไปทำมาก็ถูกกว่าเกือบ 3 เท่าตัว ก็เป็นที่กล่าวขานกันไปทั่วทั้งวงการ ก็เป็นเรื่องแปลกแต่จริง ซึ่ง "บ้านเก้าพอเพียง" นี้ ต่อไปในอนาคตก็อาจจะเป็น "ต้นแบบ" ของ "บ้านจัดสรรไม่บาน" ที่เป็น "บ้านมวลชนไม่บานครึ่งราคา" สามารถตอบโจทย์เกี่ยวกับการอยู่อาศัยได้อย่างครบถ้วน และจะทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงการมีบ้านในราคาประหยัดได้ในอนาคต

          หลังจากในช่วงเช้าที่เยี่ยมชมโครงการ "บ้านเก้าพอเพียง" ในย่าน "รังสิต คลอง 7" จนอิ่มอกอิ่มใจ เต็มอิ่มไปด้วยความรู้ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในช่วงบ่ายก็เดินทางต่อไปที่โครงการ "The Chiva Sanctuary" ที่ "เขาใหญ่" ซึ่งก็เป็นโครงการ "นำร่อง" อีกโครงการที่จัดว่าเป็น "คอนโดฯ มวลชนไม่บานครึ่งราคา" ในขณะที่โครงการคอนโดฯ ทั่วไปขายอยู่ในราคา 1-2 ล้านบาท++ (ตารางเมตรละ 50,000 - 70,000 บาท++ ) แต่โครงการ "The Chiva Sanctuary" เปิดขายในราคาเพียง 500,000 บาท++ (ตารางเมตรละ 20,000 บาท ++) ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ใคร ๆ บอกว่าเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นเพื่อให้หายข้อข้องใจบรรดาลูกศิษย์ลูกหา ก็เลยต้องจัดทริปกันมาเป็นคันรถบัสเพื่อมาดูของจริง ให้เห็นกับตาผมว่ามีกระบวนการคิดและการลงมือปฏิบัติเป็นแบบใด

ศึกษาดูงาน “อสังหาฯ มวลชนไม่บานครึ่งราคา”

          ซึ่งในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้ต้อนรับบรรดาแฟน ๆ และลูกศิษย์ลูกหาที่มาเยี่ยมชมโครงการที่ "เขาใหญ่" รวมทั้งได้บรรยายสรุปที่มาที่ไปจนรู้แจ้งเห็นจริงว่า "คอนโด ฯ มวลชนไม่บานครึ่งราคา" นั้นมีความเป็นไปได้และก็เป็นจริงไปแล้ว รวมทั้งได้อธิบายถึงกระบวนการก่อสร้างใน "ระบบสำเร็จรูป" ที่ผมเรียกว่า(Pre-fabrication) ที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูง และประหยัดสุด ทั้งเวลา ค่าใช้จ่ายและลดการสูญเสีย ซึ่งผมก็ได้ทำการติดตั้งระบบ "เสา,คานและพื้นสำเร็จรูป" ให้บรรดาแฟน ๆ และลูกศิษย์ลูกหาได้เห็นกันจะๆ รวมทั้งการทำพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อเสริมสิริมงคลในการ "ยกเสาเอก"

ศึกษาดูงาน “อสังหาฯ มวลชนไม่บานครึ่งราคา”

            ก็เต็มอิ่มครับ บรรดาแฟน ๆ และคณะลูกศิษย์ลูกหาที่สนใจใฝ่รู้ออกเดินทางดูงานกันตั้งแต่เช้า 8 โมง กว่าจะกลับถึงกรุงเทพฯ ก็ 2 ทุ่มผมยังนึกถึงคำสอนของ "โปรเฟสเซอร์ แฮมมิงตัน" ครูของผมที่ "King' College" ได้บอกกับผมว่า "กระบวนการเรียนรู้ เป็นกระบวนการแห่งความสุข" ("Learning is a process of Happiness") เพราะได้เต็มอิ่มกับการได้เรียนรู้ในสิ่งที่อยากรู้ และได้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่รู้ ก็ยินดีเสมอครับที่หมู่คณะใดที่สนใจใฝ่รู้ก็สามารถแจ้งให้ผมทราบถึงความจำนงที่จะมาเยี่ยมชมโครงการ ถ้าผมไม่ติดธุระอะไรก็ยินดีต้อนรับทุกท่านครับ ผมมักพูดเสมอครับว่า "ความฝันและความหวัง เป็นของฟรี" ผมเองก็มี "ความฝัน" และ "ความหวัง" ครับว่าวันหนึ่ง "บ้านมวลชนครึ่งราคาไม่บาน" แบบโครงการบ้าน "เก้าพอเพียง" และ "คอนโดฯ มวลชนครึ่งราคาไม่บาน" แบบโครงการคอนโดฯ "The Chiva Sanctuary" ก็ได้เป็น "ต้นแบบ" ในอนาคตสำหรับการลงทุนใน โครงการ"อสังหาริมทรัพย์มวลชนไม่บาน" แบบ "ครึ่งราคา" ทั่วทุกจังหวัดของประเทศ สำหรับท่านใดที่สนใจใฝ่รู้ในรายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็ปไซต์ www.chivagroup.com  หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 081-4218323 ครับ

            สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ ก็คงมีเพียงแค่นี้แล้วพบกันใหม่อีกสองสัปดาห์หน้าครับ

“ศาลาปฏิบัติธรรมไม่บาน”

          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "บ้านไม่บาน" สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกิจกรรมอันก่อให้เกิดบุญกุศลและสาธารณะประโยชน์ สืบเนื่องจากมีแฟน ๆ จาก "เมืองราช" ที่ฝักใฝ่ธรรมะท่านหนึ่งได้ร้องขอให้ผมออกแบบ "ศาลาเอนกประสงค์" สำหรับ "การปฏิบัติธรรม" ที่ในอนาคตก็จะมีการนิมนต์บรรดาเกจิอาจารย์ที่นับถือหลายท่านแวะเวียนสลับเปลี่ยนวันกันเพื่อมาแสดง "ธรรมเทศนา" อันเป็น "เนื้อนาบุญอันประเสริฐ" ที่นำมาซึ่งความ "สวัสดี มีชัย" ในการดำเนินชีวิต ซึ่งในความเห็นของผมการที่ได้ฟัง "ธรรมเทศนา" จะว่าไปแล้วก็เปรียบเหมือนกับการที่เราได้ตั้ง "สติ" เพราะมีโอกาสได้คิดทบทวนเกิด "ดวงตาเห็นธรรม" ในสภาวะเช่นนี้นะครับ เมื่อเราสามารถหยุด "อารมณ์" คิดฟุ้งซ่านทำให้สามารถตั้ง "สติ" เกิด "สมาธิ" ได้เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น "ปัญญา" คือ "เพื่อนแท้" ที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวเราอย่างเงียบเชียบ ก็จะค่อย ๆ เผยตัวตนออกมาจาก "ม่านแห่งอารมณ์" ที่บดบังอยู่

“ศาลาปฏิบัติธรรมไม่บาน”

          จะว่าไปแล้ว "อารมณ์" ที่ผมพูดถึงนั้นมีความหลากหลายเป็นอย่างยิ่งครับ ไม่ว่าจะเป็น "อารมณ์รัก", "อารมณ์คิดถึง" , "อารมณ์โกรธ" , "อารมณ์เกลียด" ฯลฯ ก็ล้วนแล้วแต่ไม่ดีทั้งนั้นครับ ในทาง "ธรรม" แล้วเราจะต้องเป็น "ผู้ตื่น", "ผู้รู้" ให้ตื่นและรู้เท่าทันและไม่หลงไปกับ "อารมณ์" เช่น มี "สติ" สามารถรับรู้ได้ว่าในช่วงนี้กำลังตกอยู่ใน "อารมณ์รัก" ในช่วงนี้กำลังตกอยู่ใน "อารมณ์โกรธ" หรือในช่วงนี้กำลังตกอยู่ใน "อารมณ์เกลียด" ฯลฯ หลายสิ่งอย่างในชีวิตที่พังทลายลงอย่างที่ไม่น่าจะเป็นก็เพราะ "อารมณ์" นี่แหละครับเป็นสาเหตุสำคัญ การที่เราจะรู้เท่าทัน "อารมณ์" ได้นั้นจำเป็นที่จะต้องเริ่มจากการที่มี "สติ" เป็นปฐม สมกับคำกล่าวที่ว่า พอมี "สติ" ขึ้นมา "ปัญญา" ก็เกิด การตั้ง "สติ" กับการทำ "สมาธิ" นั้น ใกล้เคียงกันมากครับ พอมี "สติ" จากการได้รับฟัง "ธรรมเทศนา" จนเกิด "สมาธิ" พอมี "สมาธิ" ก็เกิด "ปัญญา" ที่เป็นเสมือน "เพื่อนแท้" ก็ ตามมาแบบเป็นขั้นเป็นตอนครับ

            "ศาลาปฏิบัติธรรมไม่บาน" แห่งนี้ ได้ถูกออกแบบเพื่อให้ผู้คนที่เข้ามาใช้งานได้เกิด "สติ" เป็นการเตือน "สติ" ให้ได้ฉุกคิดถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เราได้ทำมานั้นล้วนแล้วแต่เป็นกระบวนการ "ธรรมใดเกิดแต่เหตุ ฯ" หรือ "เยธัมมาฯ" เพราะ "มีสิ่งนั้น จึงมีสิ่งนี้" เป็นเหตุและเป็นผลของ "กรรม" อันเกิดจากการกระทำครับ การที่ได้มีโอกาสเรียนรู้ "แก่น" ของ "ธรรม" หรือ "ธรรมชาติ" ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีวิเศษมากครับ พอผมได้รับการร้องขอให้ออกแบบ "ศาลาปฏิบัติธรรม" ในใจลึก ๆ ก็มีความยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง จะว่าไปแล้ว "ศาลาปฏิบัติธรรมไม่บาน" หลังนี้ก็จัดได้ว่าเป็นสไตล์ "อกาลิโก" + "ไฮโซ" + "โลว์คอส" ที่ "สวยทน", "สวยทาน", "สวยนาน", "สวยประหยัด", "สวยดูดี", "สวยมีชาติตระกูล" อย่างแท้จริง ซึ่งผมพยายามนำเอาความเป็น "ไทยร่วมสมัย" ("Modern Thais Contemporary") มาประยุกต์ใช้กับการออกแบบ "ศาลาปฏิบัติธรรมไม่บาน" หลังนี้ นอกจากนั้นผมยังออกแบบให้มีชายคาที่ยื่นยาว ที่สามารถคุ้มแดดคุ้มฝน รวมไปถึงชายคาที่ยื่นออกไปจากตัว "ศาลาปฏิบัติธรรมไม่บาน" เพื่อให้รถที่ทำการรับส่งบรรดาเกจิอาจารย์และญาติโยมสามารถจอดเทียบกับอาคารได้ โดยไม่ต้องตากแดดหรือเปียกฝน เป็นการอำนวยความสะดวกเวลานิมนต์พระสงฆ์องค์เจ้าที่ท่านจะมาปฏิบัติธรรมและแสดงธรรมเทศนา ก็สามารถใช้งานได้สะดวกสบาย ซึ่งการยื่นชายคาในบริเวณที่รถจอดเทียบได้ในลักษณะนี้ ก็เป็นรูปแบบที่นิยมกันของอาคารบ้านเรือนในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่อยู่ดี ๆ ก็หายไป ก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร ทั้ง ๆ ที่สามารถตอบโจทย์กับสภาพ "ภูมิอากาศแบบร้อนชื้น" ของบ้านเราที่ "ฝนแปดแดดสี่" ดังนั้นผมจึงนำกลับมาใช้ใหม่ครับ

            เมื่อผมออกแบบ "ศาลาปฏิบัติธรรมไม่บาน" หลังนี้แล้วเสร็จก็เกิดมีความปิติสุขขึ้นมาอย่างประหลาดอาจจะเป็นเพราะผมได้ทำในสิ่งที่ผมอยากทำมานาน เพราะเป็นการออกแบบอาคารที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับคนหมู่มากที่จะได้มีโอกาสฟัง "ธรรมเทศนา" รวมทั้งมา "ปฏิบัติธรรม" ร่วมกันอันเป็นบ่อเกิดของ "สติ" , "สมาธิ"และ "ปัญญา" ก็ขออนุโมทนาบุญไว้ ณ โอกาสนี้ แฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" ท่านใดมีความประสงค์จะให้ผมช่วยออกแบบ ศาสนสถาน (ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใด) หรืออาคารสาธารณะประโยชน์, สาธารณะกุศลในลักษณะนี้ โดยแจ้งความจำนงมาได้ที่อีเมลล์ หรือโทร 02-2451399 ก็มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้มีโอกาสรับใช้ทุก ๆ ท่านครับ สำหรับท่านที่สนใจก็สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือรายละเอียดย้อนหลังได้ที่ เว็ปไซต์ www.homeloverthai.com สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ก็คงมีเพียงแค่นี้พบกันได้ใหม่ในอีกสองสัปดาห์หน้าครับ

“ทรัมป์” เร่งให้เกิดวิกฤติ “โอเว่อร์ซับไพรม์” ในไทย (II)

          สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ก็เป็นภาคต่อจากเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วที่ผมเชื่อว่า "โดนัลด์ ทรัมป์" จะเป็นเสมือน "ตัวเร่งปฏิกิริยา" หรือ "Catalysts" ให้เกิดวิกฤติ "โอเว่อซับไพรม์" ในธุรกิจการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในบ้านเรา ซึ่งในปัจจุบันสถานการณ์ในภาพรวมก็ไม่ใคร่จะดีกันอยู่แล้ว ดังเห็นได้จากสถิติที่ผมได้เก็บเอาไว้ เอาเฉพาะที่เห็นชัด ๆ คือ การลงทุนก่อสร้างโครงการอสังหาฯ น้อยใหญ่ต่าง ๆ เอาเฉพาะปีที่ผ่านมาปีเดียว มีโครงการอสังหาฯ ที่เสนอขายต่อสาธารณะรวมแล้วกว่า 108,000 หน่วย และในปีนี้ก็คาดการณ์ว่าบริษัทอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ก็เตรียมจะเปิดโครงการอีกกว่า 122,000 หน่วย จากตัวเลขเชื่อว่ามีโครงการที่แล้วเสร็จพร้อมโอนแต่โอนไม่ได้ เพราะผู้ซื้อไม่ยอมมาโอนถึงแม้ว่าจะจ่ายเงินดาวน์หมดแล้ว หรืออยากจะโอนแต่กู้แบงค์ไม่ผ่าน ทำให้มียูนิตตกค้างกว่า 50,000 หน่วย (ในความเป็นจริงอาจจะสูงถึงเกือบแสนหน่วย)

          เมื่อ "โดนัลด์ ทรัมป์" ได้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ ก็ได้ประกาศว่าจะลงมือจัดการกับบรรดาแรงงานต่างชาติอยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมายที่กำลังแย่งงานคน "อเมริกัน" ให้ออกไป จะเห็นได้จากการที่ "ทรัมป์" ได้ประกาศแข็งกร้าวว่าจะสร้างกำแพงปิดกั้นพรมแดนกับ "เม็กซิโก" เพื่อมิให้แรงงานชาว "เม็กซิกัน" ที่เข้ามาโดยผิดกฎหมาย กว่า 5.8 ล้านคน เข้ามาแย่งงาน ซึ่งกำแพงดังกล่าวมีความยาวตั้งแต่รัฐ "เท็กซัส" , "นิวเม็กซิโก", "แอริโซนา" ไปจนจรด "แคลิฟอร์เนีย" เลยทีเดียว

          ในขณะเดียวกัน "ทรัมป์" ก็ได้ประกาศถอนตัวและลดบทบาทจากหลาย ๆ องค์การค้าระหว่างประเทศ เช่น การถอนตัวจาก "TPP" (ข้อตกลงการค้าเสรีหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก) และการลดบทบาท "NAFTA" (ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ) ผลคือ สภาพคล่องในตลาดโลกจะลดฮวบลงทันที เพราะ "สหรัฐอเมริกา" ถือได้ว่าเป็น "พี่เบิ้ม" ที่ควบคุมกว่า 20% ของ GDP ทั้งโลก โดยจะหันกลับไปสนใจการลงทุนในประเทศตัวเอง

          นอกจากนั้นในอนาคตอันใกล้จะเห็นการเผชิญหน้ากันอย่างรุนแรงในทุก "มิติ" ระหว่าง "สหรัฐอเมริกา" กับอภิมหาอำนาจอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "จีน" ซึ่งเป็น "จุดเริ่มต้นของสงครามทางการค้า"อย่างเป็นทางการ!!! ภายใต้ความคิดของ "ธุรกิจการเมือง" แบบ "ชาตินิยม" อย่าง "สุดขั้ว" ซึ่งในความเห็นของผมมีความสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง ที่ความขัดแย้งอาจจะลุกลามบานปลายออกไปจนยากเกินจะเยียวยาและควบคุม ซึ่งก็ไม่แน่นะครับ เพราะจากบทเรียนในอดีตที่ผ่านมา ประวัติศาสตร์อันยาวนานของมวลมนุษย์ชาติก็ได้สอนเราว่า "สงครามทางการค้า" จะนำมาซึ่งความขัดแย้งที่ค่อย ๆ ขยายตัวจนบานปลายเกิดเป็น "สงครามที่ใช้อาวุธ" ในที่สุด

            ในกลุ่มประเทศ "อาเซียน" คู่ค้าที่สำคัญกับ "จีน" ก็มี 3 ประเทศหลัก ๆ คือ "ไทย" , "สิงคโปร์" และ "มาเลเซีย" ซึ่งส่งสินค้าไปขายใน "จีน" ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภท "วัตถุดิบ" ซึ่ง "จีน" ก็นำสินค้าเหล่านี้นำไปแปรรูปผลิตต่อยอด เป็นสินค้าทางอุตสาหกรรมและส่งไปขายทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "สหรัฐอเมริกา" ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของ "จีน" เมื่อ "ทรัมป์" เริ่มใช้ "นโยบายกีดกันการค้าเสรี" แบบ "ชาตินิยม" สุดขั้ว สุดท้ายก็จะส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้กับเศรษฐกิจของประเทศเล็ก ๆ อย่างบ้านเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกไป "จีน"

          ดังนั้นในอนาคตไม่ต้องพูดถึงหรอกครับว่านโยบายของ "ทรัมป์" จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนในธุรกิจอสังหาฯ ของบ้านเราหรือไม่ เอาเป็นว่าจะส่งผลกระทบมากกระทบน้อยเท่าไหร่หรือหนักหนาสาหัสขนาดไหนกันดีกว่า เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวกำลังซื้อของคนไทยก็ลดลง ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ค่อย ๆ ก่อตัวเกิดวิกฤติ "โอเว่อร์ซับไพรม์" ส่วน "โดนัลด์ ทรัมป์" ก็เหมือน "ตัวอันตราย" ที่ "เร่งปฏิกิริยา" ให้เกิดวิกฤติเร็วยิ่งขึ้น

         เมื่อ "สหรัฐอเมริกา" เริ่มเดินหน้าเต็มสูบกับ "นโยบายกีดกันการค้าเสรี" และเมื่อทุนหรือเงินดอลล่าร์จำนวนมหาศาลของ "สหรัฐอเมริกัน" ได้ถอนตัวจากภูมิภาค "อาเซียน" ไหลกลับไปเพื่อฟื้นฟูพัฒนาประเทศก็จะเกิดเป็น "สุญญากาศ" ของการลงทุน บรรดานักลงทุนในธุรกิจอสังหาฯ ไม่ว่าจะเป็น "ผู้ขาย" คือบรรดาเจ้าของโครงการน้อยใหญ่ต่าง ๆ หรือ "ผู้ซื้อ" ก็ต้องระวังกันให้ดีครับ

<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 51 - 60 of 1856
บ้านไม่บานยอดนิยม อพาร์ตเม้นท์ไม่บานยอดนิยม พิมพ์เขียวแบบบ้าน 999 บาท

 

 

คนรักบ้าน : เจาะลึกเคล็ดลับที่ไม่ลับ กับ โครงการ The Chiva Sanctuary  ตอนที่ 1

 

 

คนรักบ้าน : เจาะลึกเคล็ดลับที่ไม่ลับ กับ โครงการ The Chiva Sanctuary  ตอนที่ 2

 

 



 

 



อพาร์ทเม้นท์ไม่บานที่เบิกบานเพื่อนักศึกษาย่าน .ธุรกิจบัณฑิตย์

images/stories/uuuuuu10.jpg

ในบรรดารูปแบบอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน ที่มีความหลากหลายในรูปแบบและขนาดการลงทุนนั้น อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน เพื่อนักศึกษา นับได้ว่าเป็นหนึ่งในรูปแบบอพาร์ทเม้นท์ไม่บานยอดนิยมที่มีความน่าสนใจไม่น้อยเพราะหากสังเกตดูกันให้ดีในเรื่องของทำเลที่ตั้งจะพบว่าบริเวณใดที่เป็นแหล่งสถานศึกษาในบริเวณนั้นโดยรอบจะพบเห็นหอพักหรืออพาร์ทเม้นท์ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับนักศึกษาที่ต้องการพักอาศัยอยู่ใกล้สถานศึกษากันเป็นจำนวนมากและมักจะไม่เพียงพอกับความต้องการของปริมาณนักศึกษาที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี

 

อ่ า น ต่ อ . . .

แก่น ใน  การลงทุน อสังหาฯ ราคาประหยัด” 


images/stories/ภาพประกอบ 11111.jpg

คงต้องยอมรับกันนะครับว่า ในปัจจุบันกระแสการลงทุนในอสังหาฯราคาประ หยัดเช่นคอนโดฯราคาประหยัด,โรงแรมราคาประหยัด,อพาร์ทเม้นต์ราคาประหยัด ฯลฯ กำลังเป็น เทรนด์ที่มาแรงแซงโค้งการลงทุนในอสังหาฯประเภทอื่น ที่เคยทำกันมาในอดีตหลายครั้งหลายคราที่บรรดาคนทั่วไปแม้แต่ผมเองก็มักจะหลงไปจากแก่นซึ่งเป็นสาระสำคัญอันเป็นหลักในการลงทุนอสังหาฯราคาประ หยัดซึ่งในความคิดของผมแล้วแก่นนี้มีความสำคัญเป็นที่สุดในการพัฒนาทั้งในด้านวิสัยทัศน์และกระบวนทัศน์ครับ  ผมมักจะย้ำเสมอ ว่าให้หาแก่นให้พบไม่ว่าจะคิดอ่านทำกิจการงานใด

อ่ า น ต่ อ . . .

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
รายการคนไทยไม่ท้อ >>  

รายการ แผ่นดินพอเพียง   

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
 

นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับ อ.เชี่ยว ฉบับสะสม
นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอ.เชี่ยว ฉบับสะสม เหลือเพียง 6 เล่ม
(เล่ม 7,8,9,10,11,12)  ราคาชุดละ 300 บาท  รวมค่าจัดส่งแบบลงทะเบียน
รายละเอียดการโอนเงิน
ชื่อบัญชี ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  ธนาคารกรุงเทพ ฯ  สาขาห้วยขวาง  ประเภทสะสมทรัพย์  บัญชีเลขที่  1764267272
แฟกซ์ pay  in
พร้อมระบุชื่อที่อยู่   หมายเลขโทรศัพท์ และ เล่มหนังสือที่สั่งซื้อ   มาที่หมายเลข  02-6441479 หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-2451399 และ 02-6441478 หรือ สำนักงานบ้านไม่บาน  เลขที่ 1  ซ.ประชาสงเคราะห์ 12   แขวงดินแดง  เขตดินแดง  กทม.  10400