สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

“บ้านไม่บาน” ที่ “เรียนรู้อยู่ร่วม” กับน้ำ(ท่วม)

          สวัสดีปี "ระกา" ครับแฟน ๆ ชาว "บ้านไม่บาน" สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้เพื่อเป็นการปลุกปลอบขวัญและเป็นการให้กำลังใจกับบรรดาชาว "ปักษ์ใต้" ที่กำลังได้รับความทุกข์ทรมานอย่างหนักหนาแสนสาหัสกับวิกฤตน้ำท่วม ซึ่งจะว่าไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้เองในปี พ.ศ.2554 เกิดน้ำท่วมใหญ่ในบริเวณพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางในครั้งนั้นก่อให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินกันอย่างใหญ่หลวงครับ จากสถิติที่ผมเก็บรวบรวมไว้จะเห็นได้ว่า "มหาอุทกภัย" ในครั้งนั้นได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงถึง 65 จังหวัด 684 อำเภอ 4,917 ตำบล 43,600 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับความเดือดร้อน 4,039,459 ครัวเรือน 13,425,869 คน ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างเหลือคณานับ ก็เป็นไปตามคำที่ผมพูดไว้ไม่ผิดครับว่าไม่ช้าหรือเร็วหากยังพัฒนาเศรษฐกิจ,สังคมกันในรูปแบบเดิม ๆ ทำการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนกันในรูปแบบเดิม ๆ หากเกิดน้ำท่วมขึ้นมาอีกก็ต้องเสียหายกันเหมือนเดิม ๆ ครับ จะเห็นได้ว่าภัยพิบัติจากน้ำท่วมใหญ่ในครั้งนี้ครอบคลุมรวม 111 อำเภอ 663 ตำบล 4,993 หมู่บ้าน ได้รับผลกระทบ 369,680 ครัวเรือน ประชาชน 1,105,731 คน ผู้เสียชีวิต 25 ราย สูญหาย 2 ราย ถนน 218 จุด คอสะพาน 59 แห่ง ได้รับความเสียหาย กว่าจะเยียวยา ให้กลับพลิกฟื้นคืนดีดังเดิม ต้องใช้เวลาอีกยาวนานกันอีกหลายเดือนหลายปีครับ และที่สำคัญคือในอนาคตหากเกิดอุทกภัยน้ำท่วมอีก บรรดาผู้คนเหล่านี้ก็คงต้องตกอยู่ในสภาพเดิม ๆ อีก เป็นปัญหาซ้ำซาก ยากที่จะแก้ไข หากคิดแบบเดิม ทำแบบเดิมซ่อมสร้างอาคารบ้านเรือนกันแบบเดิม จะหวังผลลัพธ์ใหม่ ๆ ได้อย่างไร

“บ้านไม่บาน” ที่ “เรียนรู้อยู่ร่วม” กับน้ำ(ท่วม)

            เพื่อให้แฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" โดยเฉพาะชาว "ปักษ์ใต้" ได้นำไปปรับประยุกต์ใช้ต่อยอดทางความคิด หากจะสร้างบ้านเรือนขึ้นมาใหม่ภายหลังน้ำท่วมก็นำเอารูปแบบ "บ้านไม่บาน" ของผมที่เรียนรู้อยู่ร่วมกับน้ำท่วมนำไปใช้กันครับ รับรองว่าเกิดประโยชน์ได้อย่างแน่นอนครับ

            สำหรับแบบ "บ้านไม่บาน" ที่ "เรียนรู้อยู่ร่วม" กับน้ำ(ท่วม) ในสัปดาห์นี้ เป็นแบบที่ผมมีความชื่นชม ชื่นชอบมากเป็นพิเศษ เพราะเป็นแบบ "บ้านไม่บาน" ในสไตล์ "อกาลิโก +ไฮโซ+โลว์คอส" อย่างแท้จริง ซึ่งหมายถึง "สวยประหยัด สวยดูดี สวยมีชาติตระกูล สวยสร้างง่าย สวยซ่อมง่าย สวยทน สวยทาน สวยนาน" และที่สำคัญ คือ "สวยแบบไม่กลัวน้ำท่วม" ซึ่งแรงบันดาลใจในการออกแบบ "บ้านไม่บาน" หลังนี้แท้จริงแล้ว ก็มาจาก "เรือนไทย" ของ "คุณย่า" ผมนี่แหละครับ ที่ตั้งอยู่ที่ "บางแพ" จังหวัด "ราชบุรี" พอเดือน"สิบ" ย่างเข้าเดือน "สิบเอ็ด" น้ำก็เริ่มไหลนอง ท่วมหลาก เต็มท้องทุ่ง "คุณย่า" ก็จะให้บรรดาบ่าว และบริวาร ทำการย้ายขนของบริเวณใต้ถุนบ้านมาไว้บนชั้นสอง บริเวณ "ชานเรือน" ของบ้าน "คุณย่า" ที่เป็น "เรือนไทย" แท้ มีลักษณะเป็นเรือนกลุ่ม มี "เรือนไทย" หลังเล็ก,หลังใหญ่เกาะกลุ่มกันอยู่หลายหลัง และเชื่อมเรือน แต่ละหลังด้วย "ชานเรือน" ครับ

“บ้านไม่บาน” ที่ “เรียนรู้อยู่ร่วม” กับน้ำ(ท่วม)

         สำหรับผมแล้วฤดูน้ำท่วมหลากในช่วง "เดือนสิบเอ็ด" และ "เดือนสิบสอง" (พฤศจิกายน) (ซึ่งเป็นช่วงเทศกาล "ลอยกระทง") เป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุดครับ เพราะฤดูแห่งการเก็บเกี่ยวข้าวก็เสร็จแล้ว เป็นช่วงเวลาของการพักผ่อนจากการทำงานหนักกันมานานหลายเดือน ทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่มีปลามากมายหลายหลากพันธุ์ที่แหวกว่ายลอยมาพร้อมกับกระแสน้ำที่หลากมา ทำให้มีโอกาสจับปลากันครับ แล้วนำเข้าสู่กระบวนการถนอมอาหารเก็บไว้กินกันได้นาน ๆ อาทิเช่น ทำเป็นปลาแห้ง ปลาเค็ม ปลาร้า น้ำปลา น้ำพริกปลาแห้ง ฯลฯ เป็นที่สนุกสนานครื้นเครง ตลอดไปจนถึงบรรดางานประเพณี งานวัด งานบุญต่าง ๆ ก็มีช่วงนี้แหละครับ ที่คนโบราณเล่น "เพลงเรือ" ก็เล่นกันช่วงนี้ คนไทยโบราณสมัย "คุณย่า" ผมได้เรียนรู้อยู่ร่วมกับน้ำท่วม 3-4 เดือน สบาย ๆ ไม่เห็นจะเดือดเนื้อร้อนใจแต่ประการใด ทั้งหลายทั้งปวงที่เล่ามานี้ก็อยู่ในความทรงจำของผมในช่วงเยาว์วัยอันแสนสุขและสนุกนี่แหละครับ ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้คือ "ภูมิสังคม" คือ เป็น "ภูมิบ้าน" , "ภูมิเมือง" เกิดเป็น "ภูมิปัญญา" และกลายเป็น "ภูมิสังคม" บางครั้งก็อาจเรียกว่า "ภูมิธรรม" หรือ "ภูมิธรรมชาติ" ก็ได้ครับ ซึ่งเป็นการเรียนรู้อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุลย์ครับ

            สำหรับรูปแบบ"บ้านไม่บาน" ที่ "เรียนรู้อยู่ร่วม" กับน้ำ(ท่วม) ที่ผมกำลังนำเสนอในสัปดาห์นี้ เป็นการ "ต่อยอด" จาก "เรือนไทย" โบราณบ้าน "คุณย่า" ที่ "บางแพ" ครับ จะว่าไปแล้วก็มีอายุของ "เรือนไทย" นับร้อยปีครับ มี "ฝาประกน", "ปั้นลม" ฯลฯ ถูกต้องตามลักษณะ "เรือนไทย" โบราณอย่างครบถ้วน เป็นการฝากฝีไม้ลายมือของสกุลช่าง "เมืองราชฯ" และ "เมืองเพชรฯ" ที่เรียกกันว่าเป็นการ "ปรุงเรือน" ซึ่งมหัศจรรย์มากครับที่ "เรือนไทย" ของ "คุณย่า" ผมไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียวครับ ใช้สลัก,ใช้เดือย "หางเหยี่ยว" ถือว่าเป็นช่าง "ปรุงเรือนไทย" ฝีมือชั้นครูเลยทีเดียว ปัจจุบันหาฝีมือระดับนี้ทำยาได้ยากมากแล้วครับ

          ในการออกแบบ "บ้านไม่บาน" ที่ "เรียนรู้อยู่ร่วมกับน้ำ (ท่วม)" หลังนี้ผมจงใจออกแบบให้ยกพื้นสูงแบบ "เรือนไทย" ของ "คุณย่า" ครับ บริเวณชั้นล่างก็จัดให้เป็นส่วนเอนกประสงค์ เช่น มีพื้นที่นั่งเล่น นอนเล่น สันทนาการ เป็นห้องครัวแบบไทย ที่ต้องทนทานใช้งานหนัก ในการเตรียมอาหาร ตลอดจนการผัด การทอด ฯลฯ รวมทั้งใช้วัสดุที่มีความทนทานต่อน้ำท่วม เช่น พื้นกระเบื้อง ผนังขัดมันและพยายามหลีกเลี่ยงสีทาบ้าน เพราะจะเสียหายมากเวลาน้ำท่วมขังนาน ๆ ครับ รวมทั้งพื้นไม้ประเภท "ปาร์เก้" ก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่ใช้เพราะกาวที่ใช้มักจะหลุดล่อนและจะส่งผลให้ไม้ "ปาร์เก้" จะเสียหายมากครับ นอกจากนั้นประตูบริเวณพื้นที่ชั้นล่างก็ออกแบบเป็นประตู "บานเฟี้ยม" สามารถพับเปิดเป็นช่องโล่งได้ เวลาน้ำหลากจะได้ระบายออกได้สะดวกและรวดเร็ว สำหรับบริเวณชั้น 2 ก็เป็นการต่อยอดจาก "เรือนไทย" ของ "คุณย่า" ที่ "บางแพ" อีกเช่นกัน คือ มีชานบ้านและมีศาลานั่งเล่น ซึ่งคนไทยโบราณก็จะเล่นพวก "บอนไซ" ไม้ดัด ประเภท "ตะโก" หรือ "ข่อย" ฯลฯ เอาไว้นั่งชื่นชมน้ำในช่วงที่น้ำท่วมหลากยาวนาน 3-4 เดือน

            การใช้ชีวิตใน "บ้านไม่บาน" ที่ "เรียนรู้อยู่ร่วม" กับน้ำ(ท่วม)หลังนี้ เป็นการกลับไปสู่วิถีของกินอยู่แบบไทยอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ต้องรอคอยความช่วยเหลือจากใคร (มีแต่จะคอยช่วยผู้อื่นที่ลำบาก) สามารถอยู่ร่วมกับน้ำท่วมอย่างน้อย 3-4 เดือน เป็นการต่อยอดของ "ภูมิปัญญา" เป็นการก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ละทิ้ง "ของดีมีอยู่" ต่อให้น้ำท่วมอีกกี่สิบครั้ง "บ้านไม่บาน" ของผมหลังนี้คงไม่เป็นไรครับ ก็เหมือนบ้าน "คุณย่า" ของผมที่เป็น "เรือนไทย" แบบโบราณอยู่ที่ "บางแพ" ก็สู้กับน้ำท่วมมายาวนานนับสิบนับร้อยปี ตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวด ก็อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขกาย สบายดี น้ำท่วมก็เรียนรู้อยู่ร่วมกับน้ำ ไม่สู้กับน้ำแต่อยู่ร่วมกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน น้ำท่วมเป็นเรื่องธรรมชาติ และก็ไม่ต้องกลัวว่าน้ำท่วมแล้วจะไม่ท่วมอีก เพราะยังไง "น้องน้ำ" มาแน่ อีกสองสัปดาห์หน้ามาดูรายละเอียดในเบื้องลึกของ "บ้านไม่บาน" ที่ "เรียนรู้อยู่ร่วม" กับน้ำ(ท่วม) หลังนี้ซึ่งผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมาก ก็อยากให้ทั้ง "ภาครัฐ" และ "ภาคเอกชน" นำเอารูปแบบ "บ้านไม่บาน" ของผมนำไปปรับประยุกต์ใช้กันโดยด่วนครับ

“3 หลักการ” สำคัญในการรังสรรค์ “อาคารบ้านเรือนที่ไม่บาน”

          เนื่องจาก "วันครู" เพิ่งผ่านพ้นไป พอนึกถึง "ครู" ก็จำได้ว่าผมถูกสอนจาก "ครู"ตั้งแต่ครั้งไปทำปริญญาโทและปริญญาเอกที่ "King's College" ถึงหลักการและกระบวนการสำคัญก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะลงมือทำกิจการงานใด ซึ่งผมก็ได้นำมาใช้โดยตลอดและส่วนใหญ่ก็ได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพึงพอใจเป็นอย่างยิ่งครับ แม้แต่ในการรังสรรค์ "อาคารบ้านเรือนที่ไม่บาน" ไม่ว่าจะเป็น "บ้านไม่บาน" , "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน", "บูทิโฮเทลไม่บาน", "คอนโดมิเนียมไม่บาน" ฯลฯ ผมก็ใช้ "หลักการสำคัญ 3 ประการ" นี้ครับในการทำงาน

  • ประการแรก คือ "ต้องรู้ให้ได้เสียก่อนว่าเรารู้อะไร" หมายถึง จะต้องเข้าไปถึง "แก่น" ของ "องค์ความรู้" ในศาสตร์นั้น ๆ โดยการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล รวมถึงทฤษฎีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งใน "แนวราบ" และ "แนวลึก" เพื่อให้เข้าใจถึง "แก่น" อย่างลึกซึ้งว่าเรา "รู้อะไร" ยกตัวอย่างเช่น ผมกำลังจะออกแบบ "โฮมส์ออฟฟิศ" ที่ไม่กลัวน้ำท่วม ผมจะต้องรู้ให้ได้เสียก่อนว่า "โฮมส์ออฟฟิศ" คืออะไร ควรจะมีรูปแบบอย่างไร และน้ำท่วมสาเหตุเกิดจากอะไร มีความรุนแรง หนักหนาสาหัสเพียงใด แค่ไหน และทรัพยากรรวมทั้งศักยภาพในการรับมือกับน้ำท่วมมีอยู่นั้นมีมากน้อยแค่ไหน ผมยังจำได้ว่า "ครู" ผมที่เคยสอนไว้ว่า "You Do Know , What You Do Know!!!" หมายความว่า เราต้องรู้ให้ได้เสียก่อนว่า "เรารู้อะไร"

  • ประการที่ 2 คือ "ต้องรู้ให้ได้เสียก่อนว่าเรารู้ว่าเราไม่รู้อะไร" ซึ่ง "ประการแรก" นั้นเป็น "การเข้าใจ" ส่วนประการที่สอง คือ "การเข้าถึง" การที่ "เรารู้ว่าเราไม่รู้อะไร" (คือ "You Do Know, What You Don't Know!!!") นั้นจะนำไปสู่กระบวนการตั้ง "โจทย์" หรือ "สมมุติฐาน" (Hypothesis) ที่ถูกต้อง มีคำกล่าวว่าการตั้ง "โจทย์" หรือการตั้ง "คำถาม" ที่ถูกต้องนั้นสำคัญกว่า "คำตอบ" ที่ได้รับเสียอีกครับ ก็เปรียบเหมือนการกลัด "กระดุมเม็ดแรก" ครับ หาก "กระดุมเม็ดแรก" กลัดผิดเสียแล้ว เม็ดที่สอง,สาม,สี่,ห้า หรือเม็ดถัด ๆ ไปจะตั้งใจกลัดสักเท่าไหร่หรือทุ่มเทสักเท่าไหร่ก็จะผิดหมดเพราะกลัดผิดตั้งแต่เม็ดแรกแล้วครับ เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า "หากเริ่มต้นดีก็จะมีชัยไปกว่าครึ่ง" ครับ หลังจากที่ศึกษาหาข้อมูล,ความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีที่ถูกต้อง ก็ถึงขั้นการตั้ง "โจทย์" หรือ "สมมุติฐาน" ที่ถูกต้องซึ่งในขั้นนี้สมองทั้ง "ซีกซ้าย" และ "ซีกขวา" ต้องทำงานร่วมกันซึ่งจำเป็นต้องใช้ "จินตนาการ" เป็นตัวช่วยอย่างมากครับ

  • สำหรับประการที่ 3 คือ "ต้องนำ "โจทย์" หรือ "สมมุติฐาน" นั้นนำไป "ลงมือปฏิบัติให้เกิดสัมฤทธิ์ผล" ไม่ว่า "ผลลัพธ์" ที่ออกมาจะเป็นเช่นไร ก็ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งสิ้น ต่างกันเพียงแต่จะเกิดประโยชน์มากหรือน้อย นอกจากนั้นยังก่อเกิด "กระบวนการลองผิดลองถูก" (Trial Error) ถ้าผิดก็เป็นครูครับได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ จากประสบการณ์ หากถูกก็พัฒนาต่อไปให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นครับ ซึ่ง "ครู" บอกว่าเป็นขั้นตอนของการที่ "เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้อะไร" (คือ "You Don't Know, What You Don't Know!!!") จึงทำให้เราต้องลงมือปฏิบัติ เพราะต้องการค้นหาคำตอบ ค้นหาสิ่งที่เราไม่รู้ครับ

            พอคิดมาถึงตอนนี้ใจผมนึกถึง "กระแสพระราชดำรัส" ของ "ในหลวงล้นเกล้ารัชกาลที่ 9" ซึ่งจะว่าไปแล้วพระองค์ท่านก็ทรงเป็น "บรมครู" ของผม แนวทางของพระองค์ท่าน ก็คล้าย ๆ กันนี่แหละครับ คือจะต้องทำการ "เข้าใจ เข้าถึง แล้วจึงพัฒนา" เป็นกระบวนการทำงานแบบ "เป็นขั้นเป็นตอน" (ซึ่งห้ามข้ามขั้นตอนโดยเด็ดขาด) เพื่อที่จะทำ "ความเข้าใจ" หมายถึง "การรู้แจ้ง"ให้ถึง "แก่น" ในหลักการ เหตุผล ใน "ภาคทฤษฎี" ส่วน "การเข้าถึง" หมายถึง "การต่อยอด" จาก "ภาคทฤษฎี"เป็นการเตรียมการที่นำไปสู่ "ภาคปฏิบัติ" คือ การตั้ง "โจทย์" หรือ ตั้ง "สมมุติฐาน" รวมทั้งเป็นการตั้ง "เป้าหมาย" และการ "โฟกัส" ที่เป้าหมายเพื่อนำไปสู่ขั้นตอนสุดท้าย คือ "การพัฒนา" ซึ่งหมายถึง "การลงมือปฏิบัติ" นำไปสู่ "ความไม่รู้ ที่เราไม่รู้" เกิดเป็น "นวัตกรรม" (Innovation) พอทับถมกันไปนาน ๆ เข้า ก็เกิดเป็น "ภูมิปัญญา" อันเป็นมรดกตกทอดสืบไปจนถึงรุ่นลูก หลาน ก่อให้เกิดประโยชน์และความสุขให้กับตนเอง และคนหมู่มากในสังคมครับ

            "3 หลักการ" และขั้นตอนหลัก ๆ นี้แหละครับ เป็นสาระสำคัญที่ "ครู" ได้สอนผมและผมก็ได้นำมาปรับประยุกต์ใช้ในการทำงานมาตลอดเกือบ 30 ปี ที่ผมทำงานรังสรรค์ "อาคารบ้านเรือนที่ไม่บาน" กว่า 500 โครงการก็ถือว่าได้รับผลดียิ่ง ก็ลองนำเอา "หลักทั้ง 3 ประการ" นำไปปรับประยุกต์ใช้กันดูครับ ก็น่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ครับ

“โฮมส์ออฟฟิศ+มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ที่ “ไม่กลัวน้ำ(ท่วม)”

          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" ก็เป็นทราบกันนะครับว่า "วิกฤติมหาอุทกภัย" น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงให้กับชีวิตและทรัพย์ของพี่น้องชาวใต้ ในส่วนตัวผมก็เชื่อว่าหากพื้นที่ใดน้ำเคยท่วมแล้ว ไม่ช้าหรือเร็ว น้ำก็จะท่วมอีก เหตุผลสำคัญคือการที่คนในปัจจุบันได้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติกันอย่างสิ้นคิดและไม่ได้เผื่อไว้สำหรับลูกหลาน กะกันว่าจะใช้กันให้หมดไม่ให้เหลืออะไรไว้เลยสำหรับอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดานายทุนที่ชอบระเบิดภูเขา ตัดเผาทำลายป่าไม้ น่าประณามเป็นที่สุด เมื่อความอุดมสมบูรณ์ของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติโดยเฉพาะบรรดาพืชพรรณไม้ในป่าลดลง ความสามารถในการดูดซับน้ำของป่าไม้ก็ลดลง เปรียบเสมือน "ฟองน้ำ" ธรรมชาติที่ทำหน้าที่ดูดซับและอุ้มน้ำถูกทำลายลงนั่นแหละครับ พอเกิดฝนตกหนักคราวใดก็มักจะเกิดน้ำท่วมฉับพลัน รับมือกันไม่อยู่ กว่าจะฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับมาดีเหมือนเดิม คงต้องใช้เวลายาวนานกันอีกหลายปีครับ ต้องเริ่มต้นอย่างจริงจังและจริงใจกันเสียตั้งแต่วันนี้ จะเห็นได้ว่าสังคมไทยนอกจากต้องเรียนรู้ที่จะ"รักษ์สามัคคี" แล้ว ยังต้องเรียนรู้ที่จะ "รักษ์ธรรมชาติ" หันกลับมาอนุรักษ์ฟื้นฟูธรรมชาติ มิฉะนั้นสังคมไทยก็จะประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก คงจำกันได้นะครับว่าน้ำท่วมใหญ่ครั้งที่แล้ว ซึ่งเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2554 ก็เพิ่งผ่านไปแค่ 5-6 ปีเท่านั้นเอง ต่อไปในอนาคตหากเรายังใช้ทรัพยากรธรรมชาติกันแบบสิ้นคิดไร้ความรับผิดชอบเช่นนี้ รับรองล้านเปอร์เซ็นต์ครับ น้ำจะท่วมหนักหนาสาหัสกว่าเดิม และมีความถี่มากขึ้นกว่าเดิม ก็ได้แต่พร่ำบ่นกันไปครับ จะทำได้หรือไม่ก็อยู่ที่พวกเรา ๆ พวกท่าน ๆ กันนี่แหละครับ ถ้าคนรุ่นเราต้องลำบากกันขนาดนี้ หากไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรกันสักอย่าง รับรองว่าคนรุ่นลูกหลานจะหนักหนาสาหัสกว่านี้อีกหลายเท่าครับ

“โฮมส์ออฟฟิศ+มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ที่ “ไม่กลัวน้ำ(ท่วม)”

          สำหรับสาระน่ารู้ที่ผมภูมิใจนำเสนอในสัปดาห์นี้ คือ รูปแบบ "โฮมส์ออฟฟิศ" + "มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ที่ "ไม่กลัวน้ำ(ท่วม)" ซึ่งผมออกแบบให้ "โฮมส์ออฟฟิศ" + "มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" หลังนี้ สามารถยืนหยัดสู้น้ำท่วมได้ถึง 3.50 เมตรกันเลยทีเดียว ก็เรียกกันว่าถึงแม้น้ำจะท่วมมิดหลังคาชั้นหนึ่ง ก็ยังคงอยู่ได้ สบาย ๆ ชิลล์ ๆ สามารถนั่งตรงระเบียงกินลม ชื่นชมน้ำท่วม จะว่าไปแล้วรูปแบบที่ท่านผู้อ่านกำลังชื่นชมกันอยู่นี้ก็จัดได้ว่าเป็นรูปแบบของ "อาคารบ้านเรือนที่ไม่บาน" ที่ผมชื่นชอบมากเป็นพิเศษอีกหลังหนึ่งครับ เป็นอาคารสูง 4 ชั้น พร้อมดาดฟ้า (ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นชั้นที่ 5) สำหรับชั้นล่างโล่งยกพื้นสูง สามารถใช้เป็นพื้นที่เอนกประสงค์ จะจัดเป็นพื้นที่จอดรถ หรือจะจัดให้เป็นบริเวณนั่งเล่นก็สามารถทำได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ออกแบบเป็นพื้นที่เพื่อรองรับกับน้ำท่วมหลากแบบฉับพลันทันใด บรรดาเครื่องใช้ไม้สอยตลอดจนเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ก็เป็นแบบ "ลอยตัว" สามารถเคลื่อนย้ายไปไว้ชั้น 2 ได้สะดวกสบายภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่น้ำท่วมมากหรือน้ำท่วมน้อย นอกจากนั้นผมออกแบบให้บันไดทางขึ้นมี 2 ทางที่สามารถขึ้นด้านหน้าอาคารและสามารถขึ้นจากด้านในอาคาร สำหรับบริเวณด้านหน้าเป็นบันไดสาธารณะ ถูกออกแบบไว้เพื่อเพิ่มความสง่างาม สำหรับผู้ที่เข้ามาติดต่อธุรกิจธุรกรรมต่าง ๆ ส่วนบันไดด้านในก็เป็นส่วน "ไพรเวท" มีความ "เป็นส่วนตัว" สำหรับคนที่คุ้นเคยและบรรดาสมาชิกภายในครอบครัว บริเวณชั้น 3 ชั้น 4 ผมได้ออกแบบให้เป็นส่วนพักอาศัย ซึ่งสามารถจัดได้ถึง 8 ห้องนอน 8 ห้องน้ำ สำหรับบนชั้นดาดฟ้าของอาคารหรือจะเรียกว่าชั้น 5 ผมออกแบบให้เป็นพื้น ค.ส.ล.เรียบ สามารถดัดแปลงให้เป็นบริเวณเก็บของ ที่เก็บแทงค์น้ำสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน หรือเป็นบริเวณเอนกประสงค์ เช่น เป็นสวนหย่อมประเภทไม้กระถางบนดาดฟ้า สำหรับการพักผ่อนสันทนาการภายในครอบครัว เพราะต้องเรียนรู้อยู่ร่วมกับสภาพน้ำท่วม 3-4 เดือน อย่างมีความสุขที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือให้มีความทุกข์น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ

“โฮมส์ออฟฟิศ+มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ที่ “ไม่กลัวน้ำ(ท่วม)”

          จะว่าไปดูไปดูมาก็สามารถดัดแปลงให้เป็น "มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" , "โฮสเทลไม่บาน" ฯลฯ ก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด รวมทั้งยังออกแบบให้โครงสร้างสามารถก่อสร้างได้ง่ายรวดเร็ว และมีราคาประหยัด นอกจากนั้นที่ใครเห็นก็ชอบ ใครเห็นก็ชื่นชม ยังมีความ "งามง่าย" ก็เป็นหนึ่งในอาคารประเภท "อกาลิโก" + "ไฮโซ"+ "โลว์คอส" อย่างแท้จริง มิหนำซ้ำยัง "ไม่กลัวน้ำท่วม" อีกครับ ก็อยากให้แฟน ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาชาว "ปักษ์ใต้" ที่กำลังประสบภัยน้ำท่วม หลังน้ำลดในครั้งนี้ ในการสร้าง "อาคารบ้านเรือน" ที่ "ไม่กลัวน้ำ(ท่วม)" ต่อไปในอนาคต ก็ลองเอาแนวคิดผมไปปรับประยุกต์ใช้กันดูครับ

          สาระน่ารู้ของ "โฮมส์ออฟฟิศ" + "มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ที่ "ไม่กลัวน้ำ(ท่วม)" ในสัปดาห์นี้คงมีสาระน่ารู้เพียงแค่นี้ครับ แล้วพบกันได้ใหม่ในอีกสองสัปดาห์หน้าครับ ท่านสามารถศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.homeloverthai.com หรือ www.chivagroup.com ก็ขอให้ช่วยกันส่งกำลังใจไปช่วยชาว "ปักษ์ใต้" ที่กำลังเผชิญกับภัยน้ำท่วมครับ สู้ ๆ ครับ เพราะผมเชื่อว่าพรุ่งนี้ย่อมดีกว่าวันนี้เสมอครับ

ภูมิใจที่ “ครู” ได้เป็น “ศิลปินแห่งชาติ”

          ของขวัญ "ปีใหม่" ที่ชื่นใจที่สุดของผมในปีนี้ คือ การประกาศรายนามของบรรดา "ศิลปินแห่งชาติ" ประจำปี พ.ศ.2559 หนึ่งในนั้นคือ "ครู" ของผม คือ "รองศาตราจารย์เสนอ นิลเดช" ซึ่งท่านได้รับการยกย่องให้เป็น "ศิลปินแห่งชาติ" "สาขาทัศนศิลป์" (สถาปัตยกรรมไทยประเพณี) ซึ่งสำหรับผมและในวงนักวิชาการทางด้านศิลปะสถาปัตยกรรมแล้วก็ไม่แปลกใจอะไรเลยครับ เพราะด้วยความรู้ความสามารถอันเป็นที่ยอมรับทั้งทางด้านศิลปกรรมในหลากหลายแขนง รวมทั้งทางด้านสถาปัตยกรรมไทยประเพณี ส่งผลให้ "ครู" ได้รับการยกย่องเชิดชูให้เป็น "ศิลปินแห่งชาติ" ครับ

ภูมิใจที่ “ครู” ได้เป็น “ศิลปินแห่งชาติ”

          พอนึกย้อนหลังก็รับรู้ได้ทันทีครับว่า ผมเป็นคนที่โชคดีมากครับที่ได้มีโอกาสเรียนรู้ศิลปะวิทยาการต่าง ๆ จาก "ครู" ดี ๆ ซึ่งจะว่าไปแล้ว "ครู" ของผมหลายท่านก็ได้รับการยอมรับและยกย่องให้เป็น "ศิลปินแห่งชาติ" เช่น "ดร.ประเวศ ลิมปรังษี" ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2532 สาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรม), "รองศาสตราจารย์ฤทัย ใจจงรัก"ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2543 สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม, "อาจารย์วนิดา พึ่งสุนทร" ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2546 สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม (แบบประเพณี), "พลอากาศตรีอาวุธ เงินชูกลิ่น" ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2539 สาขาทัศนศิลป์ (ประยุกต์ศิลป์สถาปัตยกรรม)ฯลฯ ก็นับว่าเป็นบุญวาสนาครับที่ได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้กับ "ครู" ซึ่งเป็น "ศิลปินแห่งชาติ"หลายท่าน

          ประวัติย่อ ๆ ของ "ครู" ผม ซึ่งเป็น "ศิลปินแห่งชาติ" คนล่าสุดท่านนี้มีดังต่อไปนี้ครับ "รองศาตราจารย์เสนอ นิลเดช" เกิดเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2477 ที่จังหวัดสระบุรี ปัจจุบันอายุย่าง 83 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีศิลปะบัณฑิต คณะโบราณคดีและได้รับประกาศนียบัตรชั้นสูง ทางด้านสถาปัตยกรรมไทยจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยท่านได้เริ่มเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ตรีที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 และรับราชการเรื่อยมา จนกระทั่งเกษียณอายุราชการในตําแหน่ง "รองศาสตราจารย์ระดับ 9" เมื่อปี พ.ศ. 2538

          ด้วยความรู้ความสามารถที่เปี่ยมล้นจึงทำให้ "ครู" ได้รับเชิญไปเป็นอาจารย์พิเศษทางด้านสถาปัตยกรรมไทยในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง ทั้งยังเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ปรึกษาและกรรมการของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน มากมาย อาทิ เช่น กรมศิลปากรในการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม โครงการอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย เป็นต้น รวมทั้งมีการตีพิมพ์เผยแพร่องค์ความรู้ทางสถาปัตยกรรมไทยผ่านสื่อสิ่งพิมพ์จำนวนมาก

            สำหรับผลงานการออกแบบสถาปัตยกรรมไทยแต่ละชิ้น "ครู"จะเป็นผู้กำหนดรายละเอียดต่าง ๆ ขึ้นเองทั้งหมด ตั้งแต่การกำหนดแนวคิด ตลอดไปจนถึงลงรายละเอียดต่าง ๆ รวมทั้งการตรวจแบบก่อสร้าง ก็ทำด้วยตนเองเช่นกัน ผลงานที่ "ครู" ได้รังสรรค์ขึ้นนั้นมีมากมายครับ อาทิเช่น

  • ออกแบบพระอุโบสถวัดศรีบุรีรัตนาราม จังหวัดสระบุรี
  • ออกแบบพระอุโบสถวัดบึงทองหลาง กรุงเทพฯ
  • ออกแบบศาลาไทยท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ฯลฯ

นอกจากนั้นยังมีหนังสือและตำหรับตําราวิชาการ ต่าง ๆ ที่มีการตีพิมพ์เผยแพร่อีกมากมาย

            การที่ผมได้เป็น "ศิษย์" ของ "ครู" นั้นเป็นความสัมพันธ์ที่แนบแน่นแบบไทยแท้แต่โบราณครับ พอผมได้ผ่านพิธี "ครอบครู" เมื่อตอนเริ่มเข้ารับการศึกษาในระดับปริญญาตรี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ชั้นปีที่ 1 หลังจากได้ฝากตัวเป็น "ลูกศิษย์" แล้ว ทั้งชีวิตก็คงไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์อันงดงามนี้ได้ โดยเริ่มตั้งแต่เป็นนักศึกษาหลายครั้งก็ไปปรนนิบัติ ไปรับใช้ กวาดบ้าน ถูบ้านให้ "ครู" ทั้งยังไปรับไปส่ง "ครู" ซึ่งทุกครั้งที่พบกัน "ครู" ก็ได้พร่ำสอนทั้งในด้านวิชาการและหน้าที่ทางจริยธรรม เป็นเรื่องปกติมากครับที่ "ครู" กับ "ศิษย์" ในสมัยผมจะแสดงความรัก,ความกตัญญูรู้คุณกันนอกเหนือจากการกราบไหว้ที่ทำกันเป็นปรกติ ซึ่งปัจจุบันนี้ความสัมพันธ์ของ "ครู" กับ "ศิษย์" ในลักษณะนี้ก็นับวันจะลดลงไปตามสภาพสังคมที่มุ่งเน้นความ "ทันสมัย" แบบ "แดกด่วน" ที่มาพร้อมกับกระแส "โลกาภิวัตน์"

          ในช่วงที่ "ครู" ยังมีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง "ครู" ได้พาผมและบรรดาลูกศิษย์ที่ติดสอยห้อยตาม ตระเวนไปทั่วประเทศนับครั้งไม่ถ้วนครับ (ที่มักเรียกว่า "Field Trip" หรือ "การออกภาคสนาม") จึงทำให้บรรดา "ศิษย์" ได้มีโอกาสสัมผัสกับของจริง ได้เรียนรู้ "แก่น" ของวิชาสถาปัตยกรรมไทย โดยการเข้าไปศึกษาจากของจริง ซึ่งจะว่าไปแล้วโบราณสถานเหล่านี้ก็ถือว่าเป็น "ครู" ของผมเช่นกัน เพียงแต่เป็น "ครูใหญ่" และ "ครูใบ้" ถึงท่านจะพูดไม่ได้ แต่ท่านก็สามารถสอนเราได้ครับ

            "ครู" ของผม เป็น "ต้นแบบ" ในการสนใจใฝ่เรียนรู้และในการการใช้ชีวิตมาโดยตลอดครับ "ครู" สอนให้ผมมีความรัก,ความเอาใจใส่และความหวงแหนศิลปะสถาปัตยกรรมไทย ภาพแห่งความประทับใจในความทรงจำของผม เวลา "ครู" จะอธิบายและไขข้อสงสัยก็มักจะเขียนแบบร่างให้ผมและลูกศิษย์ดูนับเป็นร้อยเป็นพันครั้ง ผมเองก็ถูก "ครู" วิพากษ์วิจารณ์ตำหนิติชมนับร้อยนับพันครั้ง แต่ก็ไม่เคยโกรธ "ครู" เลยสักครั้ง และผมก็รู้ว่า "ครู" ก็ไม่เคยโกรธผมหรือลูกศิษย์คนไหนสักครั้งเช่นกัน เรียกว่าเป็นความสัมพันธ์ที่พิเศษสุด ระหว่าง "ครู" กับ "ศิษย์" ตอนนี้ "ครู" ของผมก็อายุย่าง 83 ปีแล้ว สายตาก็ฝ้าฟาง จะเดินเหินก็ไม่ค่อยสะดวก ก็เป็นไปตามสังขารครับ ล่าสุดเมื่อเดือนที่แล้ว "ครู" ได้ประสบอุบัติเหตุล้มลง จนต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อเยียวยาอย่างเร่งด่วน ซึ่งโดยปรกติจะเดินเหินก็ลำบากอยู่แล้วยิ่งลำบากมากขึ้น ก็นำมาซึ่งความกังวลใจให้กับบรรดา "ศิษย์" เป็นอย่างยิ่งครับ

         ก็ถือได้ว่าผมนั้นโชคดีมากครับ ที่ได้วิชาความรู้ที่ "ครู" ได้ถ่ายทอดให้มาตลอดระยะเวลาที่ผมได้ติดสอยห้อยตาม "ครู" เกือบ 40 ปี ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มหัศจรรย์เป็นอย่างยิ่งครับ ที่จะว่าไปแล้ว "ครู" ก็ไม่เคยหยุดสอนผมเลยครับในทุกครั้งทุกที่หากมีโอกาส และผมก็ได้นำเอาความรู้มาปรับประยุกต์ใช้ก่อให้เกิดประโยชน์กับตัวผมเองและผู้อื่นรวมทั้งท่านผู้อ่าน น่าเสียดายครับที่ปัจจุบันความผูกพันธุ์อย่างลึกซึ้งกับ "ครู" และ "ศิษย์" ในรูปแบบนี้หาได้ยากยิ่งแล้ว

          ซึ่ง "ครู" ก็ได้ฝากเอาไว้เสมอครับว่า จะต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ที่จะอนุรักษ์สืบสานและพัฒนาสถาปัตยกรรมไทยให้ธำรงคงอยู่ ให้เป็น "มรดกตกทอด" ทาง "ศิลปวัฒนธรรม" ให้ถึงรุ่นลูกหลาน เห็นไหมครับว่า "ศิษย์มีครู" อย่างผมนั้นเป็นคนที่โชคดีมากแค่ไหนครับ

3 อันดับ “ท๊อปฮิต” ของ “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ปี 2559

          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" คงไม่มีใครปฏิเสธได้ครับว่า อาคารที่พักอาศัยประเภท "อพาร์ทเม้นท์" นั้นได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของคนส่วนใหญ่ของคนไทยในสังคมเมืองกันไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเศรษฐกิจตกสะเก็ด ที่ส่งผลให้บรรดาธุรกิจและธุรกรรมต่าง ๆ ตกอยู่ในสภาวะ "เงินฝืด" จากการศึกษาของผมได้พบว่า ในทุกครั้งที่ "จีดีพี" ลดลง 1% ในโลกแห่งความเป็นจริงหมายถึงการขยายตัวแบบติดลบในตลาดแรงงาน จะส่งผลให้มีคนตกงานในระบบการจ้างงานของปีนั้นกว่า 2 แสนคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาเด็กที่จบใหม่จากการศึกษาในระดับต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับมัธยมศึกษา ปวช. ถึง ปวส., ตลอดจนระดับปริญญาตรี, โท, เอก ยิ่งเรียนสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสตกงานมากยิ่งขึ้นเท่านั้น และคนเหล่านี้ก็กองทับถมกันอยู่ในตลาดแรงงานครับ ดังนั้นในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากในการก่อร่างสร้างชีวิตก็คงต้องอาศัย "อพาร์ทเม้นท์" นี่แหละครับ เป็นที่พำนักพักพิง แล้วค่อยคิดขยับขยาย เมื่อเวลาและโอกาสอำนวย ดังนั้นจะเห็นได้ว่า "อพาร์ทเม้นท์" กลายเป็นส่วนหนึ่งของที่พักราคาประหยัดสำหรับคนไม่ใช่น้อยเลยในสังคมเมืองครับ

          สำหรับในสัปดาห์นี้เป็นการจัด 3 อันดับ "ท๊อปฮิต" ของรูปแบบ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ที่ได้เผยแพร่ออกไปตลอดปี 2559 โดยเริ่มตั้งแต่รูปแบบ "มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ซึ่งเป็น "อพาร์ทเม้นท์ขนาดเล็ก" ความสูง 4-5 ชั้น มีจำนวน 12-16 ห้อง ที่ใคร ๆ ก็ใฝ่ฝันที่อยากจะเป็นเจ้าของ เพราะไม่ใช่ฝันที่ไกลเกินเอื้อม ไปจนถึง "อพาร์ทเม้นท์ไม่บานขนาดกลาง" ขนาด 40-50 ห้อง และ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บานขนาดใหญ่" ที่มีจำนวนห้องพักกว่า 100 ห้อง ซึ่งผมก็อาศัยแฟน ๆ ที่เข้ามา "ดาวน์โหลด" รูปแบบ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" เหล่านี้ผ่านทาง "เว็ปไซต์" ยอดฮิต www.homeloverthai.com ซึ่งในบางปีก็ไม่น่าเชื่อครับว่ามีสถิติแฟน ๆ เข้ามา "ดาวน์โหลด" กว่า 91 ล้านครั้ง กันเลยทีเดียวเชียวครับ

          จะว่าไปแล้วยิ่งบรรดาแฟน ๆ ชาว "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" เข้ามา "ดาวน์โหลด" รูปแบบกันมากเท่าไหร่ ผมและคณะทำงานอันประกอบไปด้วยสถาปนิก,วิศวกร ของชาว"อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ก็ยิ่งเกิดความปิติยินดีและเกิดความภาคภูมิใจมากขึ้นเท่านั้น

3 อันดับ “ท๊อปฮิต” ของ “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ปี 2559

          สำหรับ 3 อันดับ อันจัดได้ว่าเป็น "ท๊อปฮิต" ของปี 2559 ประกอบไปด้วยอันดับที่ 1 เป็น "โฮมออฟฟิศ" + "มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ของ "คนเมือง" แบบ " 3 in 1" ซึ่งได้ตีพิมพ์เผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์ "คมชัดลึก" ฉบับวันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม ซึ่งผมออกแบบให้เป็นที่พักอาศัยของเจ้าของใน "ชั้นบนสุด" หรือ "เพนท์เฮ้าส์" ส่วนชั้นล่างก็สามารถใช้เป็นออฟฟิศในการประกอบกิจการพาณิชย์ ส่วนชั้น 2 ถึงชั้น 4 ก็สามารถใช้เป็นห้องพักให้เช่า ประเภท "มินิอพาร์ทเม้นท์" หรือ "เกสเฮ้าส์" ก็จัดได้ว่าเป็น "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" แบบ "3 in 1" อย่างแท้จริง นอกจากนั้นผมยังออกแบบให้มีพื้นที่จอดรถใต้อาคาร โดยมีการกดระดับลงไปจากระดับพื้นดินประมาณ 1.2 เมตร โดยออกแบบให้มี "ทางลาด" (Ramp) ลงไปบริเวณจอดรถ ส่วนระดับพื้นชั้น 1 ก็ยกให้สูงขึ้นประมาณ 1.2 เมตร เพื่อให้ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" หลังนี้ดูเด่นเป็นสง่า อีกทั้งยังป้องกันเหตุสุดวิสัย หากในอนาคตต้องเจอกับปัญหาน้ำท่วมใหญ่อย่างที่เคยเจอในปี 2554 ซึ่งสารภาพตามตรงครับว่าไม่มีใครที่จะรับประกันว่าน้ำจะไม่ท่วมใหญ่อีก ดังนั้นการเตรียมการโดยไม่ประมาททำการยกระดับพื้นชั้น 1 ให้สูงเข้าไว้จึงเป็นเรื่องที่สมควรทำเป็นอย่างยิ่งครับ สำหรับสไตล์ของ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" หลังนี้ ผมตั้งใจที่จะออกแบบให้มีความ "ทันสมัย" แบบ "ร่วมสมัย" หรือ "Modern Contemporary" ที่สามารถยืนยงคงอยู่ได้โดยไม่ตกยุคในระยะเวลาอันสั้น ก็ไม่น่าแปลกใจครับว่า "มินิอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" แบบ "3 in 1" หลังนี้เป็น 1 ใน 3 อันดับ "ท๊อปฮิต" ของปี 2559

3 อันดับ “ท๊อปฮิต” ของ “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ปี 2559

          สำหรับอันดับที่ 2     ซึ่งได้ตีพิมพ์เผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์ "คมชัดลึก" ฉบับวันเสาร์ที่ 23 เมษายน ขนาดผมที่คลุกคลีกับการออกแบบและการลงทุนทำ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" มาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 25 ปี พอออกแบบเสร็จ ได้เห็นรูปแบบ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ที่สุดแสนจะ "โรแมนติก" แบบ "นีโอคลาสสิค" หลังนี้ ยังถึงกับต้องร้อง "ว๊าว !!!" นอกจากจะเป็น "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ที่คุ้มค่าคุ้มราคาที่สุดแล้วก็ ทั้งยังจัดได้ว่า "สวยที่สุดในซอย" เลยทีเดียวครับ ซึ่งผมได้ประยุกต์เอาความเป็นไทย ที่ผมเรียกว่า "ไทยใหม่" หรือ "ไทยทันสมัย" แบบ "ไทยร่วมสมัย" ผสมกับ "กลิ่นอาย" ของ "ศิลปะสถาปัตยกรรมแบบสากล" โดยมีการเล่นกับเส้นโค้งผสมผสานกับลวดลายปูนปั้น มีการประดับประดาตกแต่งที่ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป ซึ่งในการออกแบบในสไตล์ "นีโอคลาสสิค" นี้ มุ่งเน้นการให้ "สัดส่วน" ที่ลงตัว อย่างแท้จริงครับ นอกจากนั้นพื้นที่ด้านบนของ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" หลังนี้ (บริเวณดาดฟ้า) ผมก็ได้ใส่หลังคา "ทรงปั้นหยา" ที่ก่อให้เกิดความงดงามที่เป็นเอกลักษณ์ ก็ไม่แปลกใจครับว่าเป็น 1 ใน 3 อันดับของ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ท๊อปฮิต ปี 2559

3 อันดับ “ท๊อปฮิต” ของ “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ปี 2559

          สำหรับอันดับที่ 3 ซึ่งได้ตีพิมพ์เผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์ "คมชัดลึก" ฉบับวันเสาร์ที่ 26 มีนาคม ก็เป็น "อพาร์ทเม้นท์ไม่บานร่วมสมัย" ขนาดกำลัง "พอเหมาะ พอดี" โดยเริ่มจากความ "เรียบง่าย งามง่าย" ในการออกแบบและการวางผังที่มุ่งเน้น "ประโยชน์สูง + ประหยัดสุด" ถึงแม้ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" หลังนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 อาคาร แต่ก็ใช้ "ล็อบบี้" ร่วมกัน ทำให้ประหยัดพื้นที่ใช้สอย รวมทั้งบุคลากรที่สามารถดูแลรักษาอาคารทั้ง 2 หลังไปพร้อม ๆ กัน นอกจากนั้นในบริเวณ "ล็อบบี้"ทางเข้า ผมตั้งใจออกแบบเน้นทางเข้าเป็นพิเศษ โดยใช้หลังคาทรง "ฮิฟรูฟ" เพื่อสร้างเป็น "เอกลักษณ์" ( "Land Mark") เพื่อให้สามารถจดจำได้ง่าย ก็ถือว่าเป็น 1 ใน 3 อันดับของ "อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ยอดฮิตของปี 2559 ที่แฟน ๆ และรวมทั้งตัวผมเองชื่นชมและชื่นชอบเป็นอย่างยิ่งครับ

          สำหรับสัปดาห์นี้คงมีสาระน่ารู้เพียงเท่านี้ครับ ขอให้คุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก ตลอดจนบารมีของ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ " จงคุ้มครองป้องภัยให้ท่านผู้อ่านทุกท่านคลาดแคล้วจากโรคภัยไข้เจ็บและอันตรายต่าง ๆ รวมทั้งคิดสิ่งใดขอให้สมปรารถนา หรือจะประกอบกิจการงานใดก็ให้สำเร็จสมประสงค์ดังที่ท่านตั้งใจไว้ตลอดปี 2560 ทุกประการครับ

<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 61 - 70 of 1856
บ้านไม่บานยอดนิยม อพาร์ตเม้นท์ไม่บานยอดนิยม พิมพ์เขียวแบบบ้าน 999 บาท

 

 

คนรักบ้าน : เจาะลึกเคล็ดลับที่ไม่ลับ กับ โครงการ The Chiva Sanctuary  ตอนที่ 1

 

 

คนรักบ้าน : เจาะลึกเคล็ดลับที่ไม่ลับ กับ โครงการ The Chiva Sanctuary  ตอนที่ 2

 

 



 

 



อพาร์ทเม้นท์ไม่บานที่เบิกบานเพื่อนักศึกษาย่าน .ธุรกิจบัณฑิตย์

images/stories/uuuuuu10.jpg

ในบรรดารูปแบบอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน ที่มีความหลากหลายในรูปแบบและขนาดการลงทุนนั้น อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน เพื่อนักศึกษา นับได้ว่าเป็นหนึ่งในรูปแบบอพาร์ทเม้นท์ไม่บานยอดนิยมที่มีความน่าสนใจไม่น้อยเพราะหากสังเกตดูกันให้ดีในเรื่องของทำเลที่ตั้งจะพบว่าบริเวณใดที่เป็นแหล่งสถานศึกษาในบริเวณนั้นโดยรอบจะพบเห็นหอพักหรืออพาร์ทเม้นท์ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับนักศึกษาที่ต้องการพักอาศัยอยู่ใกล้สถานศึกษากันเป็นจำนวนมากและมักจะไม่เพียงพอกับความต้องการของปริมาณนักศึกษาที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี

 

อ่ า น ต่ อ . . .

แก่น ใน  การลงทุน อสังหาฯ ราคาประหยัด” 


images/stories/ภาพประกอบ 11111.jpg

คงต้องยอมรับกันนะครับว่า ในปัจจุบันกระแสการลงทุนในอสังหาฯราคาประ หยัดเช่นคอนโดฯราคาประหยัด,โรงแรมราคาประหยัด,อพาร์ทเม้นต์ราคาประหยัด ฯลฯ กำลังเป็น เทรนด์ที่มาแรงแซงโค้งการลงทุนในอสังหาฯประเภทอื่น ที่เคยทำกันมาในอดีตหลายครั้งหลายคราที่บรรดาคนทั่วไปแม้แต่ผมเองก็มักจะหลงไปจากแก่นซึ่งเป็นสาระสำคัญอันเป็นหลักในการลงทุนอสังหาฯราคาประ หยัดซึ่งในความคิดของผมแล้วแก่นนี้มีความสำคัญเป็นที่สุดในการพัฒนาทั้งในด้านวิสัยทัศน์และกระบวนทัศน์ครับ  ผมมักจะย้ำเสมอ ว่าให้หาแก่นให้พบไม่ว่าจะคิดอ่านทำกิจการงานใด

อ่ า น ต่ อ . . .

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
รายการคนไทยไม่ท้อ >>  

รายการ แผ่นดินพอเพียง   

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
 

นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับ อ.เชี่ยว ฉบับสะสม
นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอ.เชี่ยว ฉบับสะสม เหลือเพียง 6 เล่ม
(เล่ม 7,8,9,10,11,12)  ราคาชุดละ 300 บาท  รวมค่าจัดส่งแบบลงทะเบียน
รายละเอียดการโอนเงิน
ชื่อบัญชี ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  ธนาคารกรุงเทพ ฯ  สาขาห้วยขวาง  ประเภทสะสมทรัพย์  บัญชีเลขที่  1764267272
แฟกซ์ pay  in
พร้อมระบุชื่อที่อยู่   หมายเลขโทรศัพท์ และ เล่มหนังสือที่สั่งซื้อ   มาที่หมายเลข  02-6441479 หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-2451399 และ 02-6441478 หรือ สำนักงานบ้านไม่บาน  เลขที่ 1  ซ.ประชาสงเคราะห์ 12   แขวงดินแดง  เขตดินแดง  กทม.  10400