สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

“คอนโดฯ พอเพียงครึ่งราคา” ที่ “The Chiva ” เขาใหญ่

          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" ในช่วงต้นปลายฝนต้นหนาวของเดือนธันวาคม ก็ยังคงเป็นบรรยากาศของ "วันพ่อ" คือวันที่ "5 ธันวามหาราช" เป็นช่วงเวลาที่มีหลากอารมณ์และหลายความรู้สึกครับ จะว่าไปแล้วผมมีพ่อ "หนึ่งท่าน" กับ "หนึ่งพระองค์" คือ "พ่อบังเกิดเกล้า" ที่เลี้ยงดูผมมาแต่เด็ก ๆ ทุ่มเททั้งความรักความเอาใจใส่ให้ทุกสิ่งอย่างกับผม รวมทั้งให้การศึกษา ให้ทัศนคติในการใช้ชีวิต ฯลฯ ซึ่ง "พ่อบังเกิดเกล้า" ของผมก็ได้ละสังขารไปหลายปีแล้วครับ และพ่ออีก "หนึ่งพระองค์" นอกเหนือจาก "พ่อบังเกิดเกล้า" ก็คือ "พ่อหลวง" รัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงเป็นเสมือน "พ่อคุ้มเกล้า" ซึ่งทั้ง "พ่อบังเกิดเกล้า" และ "พ่อคุ้มเกล้า" ก็ได้จากผมไป ทำให้วันที่ 5 ธันวาคม ที่ผ่านมา จึงเป็นวันที่มีความพิเศษเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งผมก็ได้ไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ "พ่อบังเกิดเกล้า" รวมถึงตั้งใจทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลให้ "พ่อคุ้มเกล้า" นอกจากนั้นยังขอให้บารมีของพระองค์ทรง "คุ้มครองป้องภัย" ให้เป็นทั้ง "แรงบันดาลใจ" และเป็น "หลักชัย" ให้กับผม สารภาพตามตรงครับว่าตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคมที่ "พ่อคุ้มเกล้า" เสด็จสวรรคต ผมก็คิดถึงพระองค์ท่านอยู่ทุกวัน เรียกว่าหากอยู่คนเดียวได้มีโอกาสนั่งนิ่ง ๆ เงียบ ๆ ใจก็มักจะลอยไปหาพระองค์ท่าน อารมณ์เดียวกับวันที่ผมสูญเสีย "พ่อบังเกิดเกล้า" เรียกว่า ไม่มีวันไหน วันใดที่ลูกผู้ชายอกสามศอกอย่างผมไม่ร้องไห้

“คอนโดฯ พอเพียงครึ่งราคา” ที่ “The Chiva ” เขาใหญ่

          ฉะนั้นวันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม ที่ผ่านมาจึงเป็นวันที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งและเป็นมงคลอย่างยิ่งครับ นึกถึงตอนที่พ่อผมยังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ต้องดิ้นรนหาทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัด และจำเป็นต้องไปให้ถึงบ้าน ก่อนวันที่ 5 ธันวาคม เพราะจะมีการรดน้ำ ขอพรจากพ่อ พอตกเย็นก็จะเปิดโทรทัศน์ชมการถ่ายทอดสดจาก "ท้องสนามหลวง" ร่วมร้องเพลง "สดุดีมหาราชา" กับคนทั้งประเทศ ในบางปีก็ครึกครื้นเป็นพิเศษ พวกเด็ก ๆ ก็จะจุดพลุดอกไม้ไฟเล่นกันอย่างสนุกสนาน แต่ปีนี้ก็ดูเงียบเหงา เพราะ "พ่อคุ้มเกล้า" ไม่อยู่ ก็เป็นความทรงจำที่ดีครับและคงจะจำไปตราบจนชีวิตจะหาไม่ ทำให้วันที่ 5 ธันวาคมปีนี้ เป็นวันที่มีความพิเศษมากขึ้นอีกหลายเท่า และผมรู้สึกว่ามีพลังเพิ่มขึ้นในการทำ "หน้าที่ทางจริยธรรม" อุทิศส่วนกุศลให้ "พ่อบังเกิดเกล้า" และถวายเป็นพระราชกุศลแด่ "พ่อคุ้มเกล้า" ของผม แท้จริงแล้วทั้ง "พ่อบังเกิดเกล้า" และ "พ่อคุ้มเกล้า" ของผมไม่ได้ไปไหนก็อยู่กับผมในใจผมนี่แหละครับ อยู่บนผืนดินที่ผมก้าวย่างไปข้างหน้า อยู่ในสายลม สายฝน สายน้ำที่ฉ่ำเย็น อยู่ในทุกทุก ๆ ที่ แม้แต่อยู่บนท้องฟ้า ทำให้ผมรู้สึกว่าทั้ง "พ่อบังเกิดเกล้า" และ "พ่อคุ้มเกล้า" กำลังมองดูการกระทำผมอยู่

“คอนโดฯ พอเพียงครึ่งราคา” ที่ “The Chiva ” เขาใหญ่

          ดังนั้นในวันที่ 5 ธันวามหาราช ของปีนี้จึงเป็นวัน "มหาฤกษ์" ที่สำคัญยิ่งสำหรับผม ที่ผมตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเดินตาม "รอยพระบาท" อันเป็น "ศาสตร์พระราชา" ที่ว่าด้วย "ทฤษฎีใหม่" และความ "พอเพียง" ในการศึกษาค้นคว้าหารูปแบบและแนวทางของการ "พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่พอเพียง" ซึ่งผมได้ถือเอาเป็น "มหาฤกษ์" ในการตอกเสาเข็ม ซึ่งเป็นก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งในการพัฒนา "คอนโดมิเนียมครึ่งราคาแบบบูรณาการที่พอเพียง" โดยผมตั้งใจว่าหลังจากที่ผมได้รับความสำเร็จจาก "บ้านเก้าพอเพียง" ในย่าน "รังสิตคลอง 7" (ซึ่งเป็นบ้านจัดสรร โครงการขนาด 200 หลัง) แต่ละหลังสร้างอยู่บนเนื้อที่ 50 ตารางวา เป็นบ้านขนาด 5 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก พร้อมส่วนเตรียมอาหาร ห้องรับประทานอาหารและส่วนครัวและสามารถจอดรถได้ 5 คัน ที่โครงการทั่วไปในย่านนั้นเปิดขายที่ราคาเริ่มต้นประมาณ 3-4 ล้านบาท ต่อหลัง แต่ผมสามารถทำให้ "บ้านเก้าพอเพียง" ขายได้ในราคาเพียงล้านกว่าบาท สำหรับการร่วมเฉลิมฉลอง "วันพ่อ" ของผมในปีนี้ถือโอกาสตอกเสาเข็ม โครงการ "The Chiva Sanctuary" ที่ "เขาใหญ่" เป็นโครงการ "คอนโดมิเนียมครึ่งราคา" ที่ทั่วไปขายกันล้านกว่าบาท หรือตารางเมตรละ 40,000 ถึง 60,000 บาท แต่ที่โครงการ "The Chiva Sanctuary" เป็นคอนโดมิเนียมไม่บานครึ่งราคา ในราคาตารางเมตรละ 20,000 กว่าบาท หรือราคาต่อห้องขนาด 24 ตารางเมตร เพียง 499,000 บาท ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นโครงการ "นำร่อง" ครับ หลังจากที่สามารถทำโครงการหมู่บ้านจัดสรรที่ขายครึ่งราคาสำเร็จ สำหรับวันที่ 5 ธันวามหาราชในปีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของ "คอนโดมิเนียมครึ่งราคา" โดยมีโครงการ "The Chiva Sanctuary" ที่ "เขาใหญ่" เป็นโครงการ "ทัพหน้า" ครับ

“คอนโดฯ พอเพียงครึ่งราคา” ที่ “The Chiva ” เขาใหญ่

          ที่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสามารถทำได้จริงและก่อให้เกิดประโยชน์แก่คนหมู่มากได้ ทั้งยังเป็นหน้าที่ทางจริยธรรมที่ควรทำและพึงกระทำ อย่างน้อยก็ผมก็สามารถทำให้สังคมโดยรวมเชื่อว่ายังมีหนทางที่จะสามารถใช้ความรู้ทั้งในด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมและการบริหารจัดการก่อสร้างเข้ามาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนทำให้ "อสังหาฯ ที่พอเพียง" มีราคาลดลงได้กว่าครึ่งครับ

          สำหรับในสัปดาห์นี้ก็เป็นภาพบรรยากาศของการตอกเข็มในเวลา 11 โมงเช้า 59 นาที หลังจากทำบุญเลี้ยงพระก็ถึงเวลาอันเป็นมงคลร่วมเฉลิมฉลองวันที่ "5 ธันวามหาราช" เป็น "มหาฤกษ์" ของการตอกเสาเข็มต้นแรก เป็น "ปฐมบท" ของ "มหากาพย์" ของ "อสังหาฯพอเพียงครึ่งราคา" ที่โครงการ "The Chiva Sanctuary" ที่ "เขาใหญ่" อันเป็นคอนโดมิเนียม "สุขภาพดี", "อารมณ์ดี", "อากาศดี" ที่ใคร ๆ ก็สามารถเป็นเจ้าของได้ จะซื้อเพื่ออยู่หรือเพื่อการลงทุนก็คุ้มสุดคุ้ม เป็นแนวคิด "ทฤษฎีใหม่" ที่มุ่งเน้นย้ำความ "พอเพียง" ว่าสามารถทำได้จริงและก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง และจะเป็นต้นแบบโครงการ "คอนโดมิเนียมแบบพอเพียงครึ่งราคา" ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ ในอนาคตอันใกล้ครับ

           สำหรับท่านใดที่สนใจก็สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ "เว็ปไซต์" ยอดฮิต www.homeloverthai.com (ที่ในแต่ละปีมีคนเข้ามาเยี่ยมชมหลายแสนคน) และ "เว็ปไซต์" น้องใหม่ที่กำลังมาแรง www.chivagroup.com หรือสามารถรับชมและติดตามชมรายการ "คนรักบ้านกับอาจารย์เชี่ยว" ทุกวันพุธตอนช่วงเช้าเวลา 09.30 - 10.00 น. หรือชมย้อนหลังได้ที่ www.youtube : คนรักบ้าน เนชั่นทีวี หรือ www.nationtv.tv รายการ "คนรักบ้าน" แล้วพบกับสาระน่ารู้กันได้ใหม่ในอีกสองสัปดาห์หน้าครับ

“บ้านตากอากาศไม่บาน” ที่ “เขาใหญ่”

          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "บ้านไม่บาน" สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ "บ้านตากอากาศไม่บาน" ประเภทอเนกประสงค์ ที่ขนาดกำลัง "พอเหมาะ พอดี พอเพียง" ซึ่งผมมีโครงการจะสร้างขึ้นที่บริเวณ "เขาใหญ่" ซึ่งเป็นอุทยานแห่งแรกของประเทศมีพื้นที่กว่า 1,355,396 ไร่ ที่ในปัจจุบันสภาพโดยรวมยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณไม้และโอบล้อมด้วยขุนเขา ซึ่งจากความอุดมสมบูรณ์ของ "เขาใหญ่" นี้เองทำให้ได้ถูกจดขึ้นทะเบียนเป็น "มรดกของโลก" และทำให้บริเวณ "เขาใหญ่" มีระดับ "โอโซน" ของอากาศบริสุทธิ์สูงสุดติด "อันดับ 7" ของโลกเลยทีเดียว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วอากาศที่ดีและสดชื่นนั้นมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตมนุษย์มากที่สุด จะว่าไปแล้วมากกว่าน้ำ อาหาร และยารักษาโรคเสียด้วยซ้ำ ลองสังเกตดูซิครับว่าทำไมบรรดาผู้คนในชนบทที่มีวิถีชีวิตไม่ได้สุขสบาย ทั้งยังไม่ได้สะสมวัตถุมากมายอย่างคนในเมือง แต่กลับมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพดี ทั้งยังมีอารมณ์ดี เหตุผลสำคัญก็เพราะอากาศดีนั่นเองครับ ซึ่งหลายคนมักจะมองข้ามและหลงคิดไปว่าการทำงานและการใช้ชีวิตกินอยู่ หลับนอน ในห้องที่ติดการปรับอากาศที่เย็นฉ่ำ ที่ทำให้รู้สึกว่าสดชื่นจากความเย็นของอากาศที่มาจากเครื่องปรับอากาศ แท้จริงแล้วอากาศนั้นเต็มไปด้วยมลภาวะมิหนำซ้ำยังไม่มีการถ่ายเท จึงเป็นอากาศที่ไม่บริสุทธิ์ เทียบไม่ได้เลยกับอากาศธรรมชาติบริสุทธิ์ที่เต็มไปด้วย "โอโซน" อันมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิต ที่มีสุขภาพดี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บและมีอายุยืนยาว

“บ้านตากอากาศไม่บาน” ที่ “เขาใหญ่”

          เมื่อรู้ข้อเท็จจริงเช่นนี้แล้วก็เป็นความฝันลึก ๆ ที่อยากมี "บ้านตากอากาศไม่บาน" เอนกประสงค์หลังเล็ก ๆ ที่มีความ "พอเหมาะ พอดี พอเพียง" ทั้งยังต้องไม่เบียดเบียนทั้งตัวเองในการดูแลรักษาเช็ดถูปัดกวาดทำความสะอาด รวมถึงไม่เบียดเบียนสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ก็เลยเป็นที่มาของ "บ้านตากอากาศไม่บาน" ที่กำลังจะเบิกบานที่ "เขาใหญ่" ครับ

            สำหรับ "บ้านไม่บานหลังเล็กในป่าใหญ่" ที่ได้ถูกออกแบบให้เป็น "บ้านตากอากาศ" ของ "อ.เชี่ยว ชอบช่วย" หลังนี้ เป็นบ้านที่ออกแบบบนพื้นฐานของแนวคิด "ความพอเพียง" โดยแท้จริง ทั้งยังเป็น "บ้านตากอากาศไม่บาน" สไตล์ "อกาลิโก" + "ไฮโซ" + "โลว์คอส" ที่ สวยประหยัด สวยดูดีและสวยมีชาติตระกูล ทั้งยัง สวยทน สวยทาน สวยนาน สวยไม่สร่าง สวยกันไปเรื่อย ๆ แบบสวยไม่เสร็จ คือ วันนี้ก็สวย วันหน้าก็สวย และข้อสำคัญคือ เป็น "บ้านตากอากาศไม่บาน" ที่ "อ่อนน้อมถ่อมตน" หรือที่เรียกว่า "Humble" ซึ่งจะว่าไปแล้วความ "อ่อนน้อมถ่อมตน" นี่แหละครับ คือ "การให้เกียรติ" กับบรรดาผู้คน,สรรพสิ่งและสรรสัตว์ ตลอดจนบรรดาพืชพรรณไม้ ที่เรียกรวมกันว่า "ภูมิสังคม" อันเป็น "ภูมิปัญญา", "ภูมิบ้าน", "ภูมิเมือง" และสภาพทาง "ภูมิศาสตร์" ในใจลึก ๆ ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยสักเท่าไร่ครับ กับการสร้างบ้านตากอากาศแบบ "ไฮโซ" มีขนาดใหญ่โต โก้หรูหรามีราคาแพงแสนแพงที่บริเวณ "เขาใหญ่" นอกจากสร้างความแตกแยก แตกต่าง กับบรรดาบ้านเรือนพื้นถิ่นในพื้นที่แล้ว ก็ยังสร้างความแตกแยก แตกต่าง กับวิถีการดำเนินชีวิตของชาวบ้านอีกด้วยครับ

“บ้านตากอากาศไม่บาน” ที่ “เขาใหญ่”

            "บ้านตากอากาศไม่บาน" หลังนี้ ก็ได้น้อมนำเอา "ศาสตร์พระราชา" นำมาปรับประยุกต์ใช้ เพื่อให้เป็น "บ้านตากอากาศไม่บาน" ที่เรียบง่ายที่สุด งามง่ายที่สุด สร้างง่ายที่สุด และสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูง และประหยัดสุด มีการออกแบบใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วอย่างคุ้มค่า นอกจากนั้นผมยังออกแบบให้ "บ้านตากอากาศไม่บาน" หลังนี้สามารถก่อสร้างได้ไม่ซับซ้อน โดยออกแบบหลังคาให้เป็นทรง "ปั้นหยา" หรือ "Hip Roof" ที่มีชายคายื่นยาวสามารถคุ้มแดดคุ้มฝนได้ดี ทั้งยังใช้วัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างและตกแต่งที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เผื่อว่าในอนาคตจะปรับปรุง ดัดแปลง ต่อเติม ซ่อมแซม ก็สามารถเรียกช่างที่อยู่ "หัวซอยท้ายซอย" เข้ามาทำการก่อสร้างได้และซ่อมบำรุงได้

ลักษณะเด่นของ "บ้านตากอากาศไม่บาน" หลังนี้ผมออกแบบให้เป็นอาคาร 2 ชั้น ครับ โดยพื้นที่ใช้สอยส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณส่วนล่าง ที่มีทั้งเฉลียงและระเบียงกว้าง มีส่วนหลังคายื่นออกไปเพื่อเป็นพื้นที่เอนกประสงค์ สามารถเชื่อมกับการจัดกิจกรรมบริเวณ "Outdoor" ภายนอกได้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดปาร์ตี้ ดื่มด่ำกับอากาศหนาวเย็น ชมจันทร์ในคืนเดือนหงาย ชมดาวในคืนเดือนมืด พร้อมกับมีลานกิจกรรมเล่นรอบกองไฟ ทั้งยังมีลานเอนกประสงค์สำหรับการตั้งเต็นท์ เอาไว้ให้คนที่อยากสัมผัสกับธรรมชาติ จะว่าไปแล้ว "บ้านตากอากาศไม่บาน" หลังเล็ก ๆ หลังนี้ ก็สามารถจุผู้มาเยี่ยมเยียนได้พร้อมกันกว่า 20-30 คนเลยทีเดียว ในขณะเดียวกันสำหรับสมาชิกในครอบครัวที่ชื่นชอบความเงียบสงบ ก็สามารถปลีกวิเวกขึ้นไปอยู่บริเวณ "เหล่าเต้ง" ชั้น 2 ที่ผมออกแบบให้มีระเบียงกว้างเช่นกัน หรือจะจัดให้เป็นห้องพระ หรือห้องสำหรับนั่งสมาธิ หรือเป็นห้องอเนกประสงค์ ซึ่งอาจปรับปรุงดัดแปลงเป็นห้องนอนประเภทห้องเดี่ยว หรือนอนรวมหรือเป็นห้องนั่งเล่นก็แล้วแต่ความต้องการที่เปลี่ยนไปก็ไม่มีใครว่าอะไรครับ

            ผมก็ยอมรับครับว่าในใจลึก ๆ รู้สึกตื่นเต้นที่อีกรู้ว่าไม่กี่เดือนก็จะมี "บ้านตากอากาศไม่บาน" ประเภท "บ้านเล็กในป่าใหญ่" ที่ "เขาใหญ่" ซึ่งอนาคตอันใกล้การเดินทางก็จะสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นครับ เพราะกำลังมีการสร้างทาง "มอเตอร์เวย์" สายใหม่ซึ่งทางเข้า-ออกก็อยู่ไม่ไกลจากบริเวณ "บ้านตากอากาศไม่บาน" หลังนี้ เพียงใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ประมาณชั่วโมงเศษ ๆ ก็ถึงแล้ว นี่ยังไม่รวมกับ "รถไฟความเร็วสูง" ซึ่งสถานีรถไฟก็อยู่ไม่ไกลเช่นกัน ขับรถไป 15 นาทีก็ถึง ก็ไม่แน่นะครับในอนาคต "บ้านตากอากาศไม่บาน" ของผมที่ "เขาใหญ่"อาจจะถูกปรับให้เป็น "ศูนย์ดูแลสุขภาพ" แบบ "องค์รวม" ประเภท "ชะลอวัย" (Anti - Aging) หรือ "การย้อนวัย" (Revitalization) ก็เป็นไปได้ เพราะมีเพื่อนผมที่เป็นแพทย์หลายคนก็อาสาเสนอแนวทาง "แพทย์ทางเลือก" ที่ใช้ "ภูมิปัญญาตะวันออก" และการใช้ "สมุนไพร" ในการดูแลรักษา ฟื้นฟูสุขภาพ เมื่อสร้างเสร็จก็ยินดีต้อนรับแฟน ๆ ชาว "บ้านไม่บาน" ทุกท่านครับ หากผ่านมาทาง "เขาใหญ่" ก็แวะมาเยี่ยมเยียนจิบน้ำชายามบ่ายในสวนริมสระว่ายน้ำ ได้มีโอกาสมาพบปะพูดคุยกับผมตัวเป็น ๆ ถามไถ่สารทุกข์ สุขดิบกันเพียงแค่นี้ก็ดีใจมากแล้วครับ หรือใครจะมานอนพักค้างสักคืนสองคืน ผมก็ยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะเป็น "ทำเนียมไทยแท้แต่โบราณ ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ" ครับ สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ ก็มีเพียงเท่านี้ ก็อยากให้แฟน ๆ ชาว "บ้านไม่บาน" นำเอารูปแบบและความรู้ที่ได้รับจาก "บ้านตากอากาศไม่บาน" ที่ "เขาใหญ่" ของผมหลังนี้นำไปต่อยอดทางความคิดกันครับ แล้วพบกันใหม่ในอีกสองสัปดาห์หน้าครับ

“หลักการทรงงาน” ของ “ในหลวง”

          ตลอดระยะเวลา ๗๐ ปี ที่ทรงเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ "ในหลวง" อันเป็นที่รักยิ่งของเรา ได้ทรงพระราชทาน "หลักการทรงงาน"ของพระองค์ที่ใช้ในการบริหารจัดการ โครงการในพระราชดำริกว่า ๔,๐๐๐ โครงการ ถึงแม้ "ในหลวง" จะทรงงานโดยมีหลักการต่าง ๆ มากมาย แต่ในทางปฏิบัติไม่ทรงยึดติดกรอบความคิดและหลักการ เพราะในแต่ละโครงการก็จะมีลักษณะเฉพาะตัวไม่เหมือนกัน จากการที่พระองค์ทรงงานมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนเกิดสัมฤทธิ์ผล ซึ่ง "หลักการทรงงาน" ของพระองค์ท่านได้ถูกสรุปขึ้นโดย "ศาตราจารย์นายแพทย์เกษม วัฒนชัย" ( องคมนตรี ) ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างมากจึงนำมาเผยแพร่ให้รับรู้และรับทราบเป็นแบบอย่างให้ประชาชนทั่วไปสามารถน้อมนำไปปรับประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน เนื่องจากพื้นที่มีจำกัดผมขอนำเสนอ "หลักการทรงงาน" เพียง ๙ ข้อจากทั้งหมด ๒๓ ข้อดังมีรายละเอียดที่น่าสนใจยิ่งดังต่อไปนี้ครับ

  • "หลักการทรงงาน" ข้อที่ ๑. คือ การศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ การที่จะทรงพระราชทานโครงการใดโครงการหนึ่งให้กับประชาชน ทรงศึกษารายละเอียดอย่างลึกซึ้งเพื่อที่จะ "เข้าใจ,เข้าถึง,จึงพัฒนา" อย่างเป็นระบบ จากข้อมูล เอกสาร แผนที่ ฯลฯ ทั้งยังทรงสอบถามจาก เจ้าหน้าที่,นักวิชาการ และราษฎรในพื้นที่ ให้ได้รายละเอียดที่ถูกต้อง เพื่อที่จะพระราชทานความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ

  • "หลักการทรงงาน" ข้อที่ ๒. คือ การระเบิดจากข้างใน หมายความว่าต้องสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่เข้าไปพัฒนา ให้มีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน แล้วจึงค่อยออกมาสู่สังคมภายนอก มิใช่การนำเอาความเจริญหรือบุคคลจากสังคมภายนอกเข้าไปหาชุมชนในหมู่บ้านที่ยังไม่มีโอกาสเตรียมตัวหรือตั้งตัว

  • "หลักการทรงงาน" ข้อที่ ๓. คือ การแก้ปัญหาที่จุดเล็ก ถึงแม้พระองค์จะทรงมองปัญหาใน "ภาพรวม" (Macro) ก่อนเสมอ แต่การแก้ปัญหานั้นทรงเริ่มจาก "จุดเล็ก" (Micro) คือ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่คนมักจะมองข้ามดังกระแสพระราชดำรัสที่ว่า "...ถ้าปวดหัวก็คิดอะไรไม่ออก เป็นอย่างนั้นต้องแก้ไขการปวดหัวนี้ก่อน ไม่ได้เป็นการแก้อาการจริง แต่ต้องแก้ปวดหัวก่อน เพื่อที่จะให้อยู่ในสภาพที่คิดได้..."

  • "หลักการทรงงาน" ข้อที่ ๔. คือ การทำตามลำดับขั้น ทรงเริ่มต้นจาก สิ่งที่จำเป็นที่สุดของประชาชนก่อน ได้แก่ สาธารณสุข ต่อจากนั้นเป็นเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและสิ่งจำเป็นในการประกอบอาชีพ ที่เอื้อประโยชน์ต่อประชาชน โดยไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการให้ความรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยีที่เรียบง่าย เน้นการปรับใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ราษฎรสามารถนำไปปฏิบัติได้และเกิดประโยชน์สูงสุด ดังกระแสพระราชดำรัสที่ว่า "...การพัฒนาประเทศ จำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป..."

  • "หลักการทรงงาน" ข้อที่ ๕. คือ ภูมิสังคม การพัฒนาใด ๆ ต้องคำนึงสภาพภูมิประเทศของบริเวณนั้น และสังคมวิทยาเกี่ยวกับลักษณะนิสัยใจคอของคน ตลอดจนวัฒนธรรม ประเพณีในแต่ละท้องถิ่น ดังกระแสพระราชดำรัสที่ว่า "...การพัฒนาจะต้องเป็นไปตามภูมิประเทศทางภูมิศาสตร์ และภูมิประเทศทางสังคมศาสตร์ คือ นิสัยใจคอของคนเรา จะไปบังคับให้คนอื่นคิดอย่างอื่นไม่ได้ เข้าไปช่วยโดยที่คิด ให้เขาเข้ากับเราไม่ได้ แต่ถ้าเข้าไปแล้วไปดูว่าเขาต้องการอะไรจริง ๆ แล้วก็อธิบายให้เขาเข้าใจหลักการของการพัฒนา ก็จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง..."

  • "หลักการทรงงาน" ข้อที่ ๖. คือ องค์รวม ทรงมีวิธีคิดอย่าง "องค์รวม" (Holistic) หรือมองอย่าง "ครบวงจร" ทรงมองเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นและแนวทางแก้ไขอย่างเชื่อมโยง

  • "หลักการทรงงาน" ข้อที่ ๗. คือ การไม่ติดตำรา การพัฒนาโครงการต่าง ๆ ตามแนวพระราชดำริของพระองค์ท่าน มีลักษณะของการพัฒนาที่อนุโลมและรอมชอมกับสภาพธรรมชาติสิ่งแวดล้อม สภาพของสังคมจิตวิทยาแห่งชุมชน คือ ไม่ติดตำรา ไม่ผูกมัดติดกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนไทย

  • "หลักการทรงงาน" ข้อที่ ๘. คือ การประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด การพัฒนาและช่วยเหลือราษฎร ทรงใช้หลักการแก้ไขปัญหาด้วยความเรียบง่ายและประหยัดที่ราษฎรสามารถทำได้เอง วัสดุหาได้ในท้องถิ่น และประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่ในภูมิภาคนั้น ๆ มาแก้ไขปัญหา โดยไม่ต้องลงทุนสูง ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีที่ยุ่งยากนัก ดังกระแสพระราชดำรัสที่ว่า "...ให้ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก ปล่อยให้ขึ้นเองตามธรรมชาติ จะได้ประหยัดงบประมาณ..."

  • "หลักการทรงงาน" ข้อที่ ๙. คือ การทำให้ง่าย ทรงคิดค้น ดัดแปลง ปรับปรุง และแก้ไขงานการพัฒนาประเทศตามแนวพระราชดำริให้ดำเนินไปได้โดยง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน สอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่และระบบนิเวศน์โดยส่วนรวม ตลอดจนสภาพทางสังคมของชุมชนนั้น ๆ ทรงทำสิ่งที่ยากให้กลายเป็นง่าย ทำสิ่งที่สลับซับซ้อน ให้เข้ใจง่าย ดังนั้น คำว่า "การทำให้ง่าย" หรือ "Simplicity" ของพระองค์จึงเป็นหลักคิดสำคัญที่สุดประการหนึ่งของการพัฒนาประเทศ ในรูปแบบของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

          ซึ่ง "หลักการทรงงาน" ใน "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ทั้ง ๙ ข้อ ที่ผมได้นำเสนอจาก ๒๓ ข้อเหล่านี้ เป็นเสมือน "ชัยมงคลคาถา" ที่มีค่ายิ่งหากพิจารณาด้วย "สติปัญญา" ให้ถ่องแท้จนถึง "แก่น" แล้ว จะสามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิต อันจะก่อเกิดทั้งประโยชน์และความสุขให้กับตนเองและผู้อื่นสำหรับ "หลักการทรงงาน" ที่เหลืออีก ๑๔ ข้อ ผมจะทยอยนำเสนอในโอกาสต่อไปครับ

อ่ า น ต่ อ . . .
การออกแบบแปลนและตกแต่งภายในที่ “ประโยชน์สูงประหยัดสุด”แบบ “พอเพียง”

การออกแบบแปลนและตกแต่งภายในที่ “ประโยชน์สูงประหยัดสุด”แบบ “พอเพียง”

          สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้เป็นรายละเอียดในการจัดวางแปลนบ้านและการตกแต่งภายในแบบ "พอเพียง" สำหรับ "บ้านเก้าพอเพียง" โครงการรังสิตคลอง 7 ซึ่งผมได้ตั้ง "โจทย์" อันเป็นที่มาของ "สมมุติฐาน" ที่เป็นไปได้ยาก คือ บ้าน 2 ชั้น บนเนื้อที่ 50 ตารางวา 5 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1 ห้องเตรียมอาหารและรับประทานอาหาร จะเห็นได้ว่ามีพื้นที่ใช้สอยครบถ้วน สามารถตอบโจทย์การดำเนินชีวิตในปัจจุบัน ซึ่งเหตุผลสำคัญที่ผมตั้งใจจะให้บ้านหลังนี้มีพื้นที่ใช้สอยถึง 5 ห้อง เพราะโดยพื้นเพเดิมของผมเป็นคนต่างจังหวัด เติบโตมาลืมตามองโลกก็เห็นปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา และบรรดาพี่น้องที่อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาในบริเวณร่มไม้ชายคาของบ้านเดียวกัน ก็เป็นความทรงจำที่มิรู้ลืมในช่วงเยาว์วัยอันแสนสุข จัดได้ว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดีเยี่ยม ถึงจะไม่ร่ำรวยเงินทองทรัพย์สินอะไรมากมายแต่ชีวิตก็มีความสุข มีเรื่องสนุกสนานให้ทำทุกวัน แต่พอพักหลัง ๆ สังคมไทยไปยึดเอาเงินเป็นที่ตั้ง พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศภายใต้ระบอบ "ทุนนิยม" ที่นำมาซึ่ง "วัตถุนิยม" ดังที่เคยมีคำขวัญที่ว่า "งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข" เป็นผลให้คนไทยส่วนใหญ่ก็เลยละทิ้ง "ของดีมีอยู่" เกิดสภาวะบ้านแตกสาแหรกขาด มีการอพยพย้ายถิ่นฐานละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนสู่เมืองใหญ่ (ดังคำโบราณที่ว่า "ทิ้งผืนดินที่ฝังรก") จะเห็นได้ว่าในสภาวะปัจจุบันเกิดปรากฎการณ์ "รวยกระจุก จนกระจาย" ดังจะเห็นได้จากบรรดาเศรษฐีผู้ดีมีเงินก็กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ คนส่วนใหญ่ของประเทศหลายสิบล้านคนที่อยู่ต่างจังหวัด ตกอยู่ในสภาพยากจนข้นแค้นในหลายหมู่บ้านที่ห่างไกล ทิ้งไว้แต่พ่อแก่แม่แก่ เพราะลูกหลานได้อพยพย้ายถิ่นฐาน ก็จะกลับไปเยี่ยมบ้านกันปีละ 1 ถึง 2 ครั้ง เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการเยียวยาแก้ไข มิฉะนั้นเราจะอยู่ในสังคมที่พัฒนาก็ยิ่ง "ไร้เสถียรภาพ" ช่องว่างระหว่างความร่ำรวยและความยากจนก็จะกว้างขึ้นๆ เมื่อคนส่วนใหญ่ตกอยู่ในสภาพลำบากยากแค้น ขาดแคลนไปทุกด้าน แล้วเราจะอยู่กันอย่างสุข สงบ,สันติกันได้อย่างไร

การออกแบบแปลนและตกแต่งภายในที่ “ประโยชน์สูงประหยัดสุด”แบบ “พอเพียง”

          ก็นับว่าเป็นบุญวาสนาอย่างยิ่งแล้วของประชาชนชาวไทยที่พอการพัฒนาประเทศเข้าสู่หนทางที่ตีบตัน ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งยากจน ยิ่งทำลายทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์แต่ "ในหลวง" ท่านมองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่งด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล ด้วยพระปรีชาสามารถ อันเกิดมาจากการที่พระองค์ท่านได้ทรงงานลองลงมือปฏิบัติจริงจนเกิดสัมฤทธิ์ผลแล้วจึงนำมาเผยแพร่ คือ "แนวคิดทฤษฎีใหม่" และ "แนวคิดแห่งความพอเพียง" ครับ ซึ่งในการออกแบบจัดวางแปลนบ้านและตกแต่งภายในของ "บ้านเก้าพอเพียง" คือ ความพยายามที่ผมและคณะทำงานที่มุ่งมั่นเดินตาม "รอยพระบาท" เราฝันถึง "บ้านพอเพียง" ที่คนหลายรุ่นหลายวัยอยู่ร่วมกัน ถึงแม้ลูกหลานมีความจำเป็นที่จะต้องอพยพย้ายถิ่นฐานทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนไปหางานทำต่างถิ่น ก็ยังสามารถหอบพ่อแม่ปู่ย่าตายาย พี่ป้าน้าอา ลูกหลานไปอยู่ร่วมชายคากันได้ ผมจึงจัดได้ถึง 5 ห้องนอน เวลาพ่อแม่ไปทำงานนอกบ้านไปประกอบสัมมาอาชีวะก็สามารถทิ้งลูกหลานให้ปู่ย่าตายายดูแลไม่ต้องไปฝากไว้ที่สถานรับเลี้ยงเด็ก ตอนเย็นกลับบ้านทานข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตากัน และข้อสำคัญจะต้องเป็นการออกแบบจัดวางแปลนบ้านและตกแต่งภายในแบบประหยัด เพราะคนเหล่านี้จัดได้ว่าเป็น "ชาวบางสตางค์น้อย" กว่าจะหาเงินได้มาแต่ละบาทก็ต้อง "อาบเหงื่อต่างน้ำ" จะต้องเป็นการออกแบบในสไตล์ "อกาลิโก+ไฮโซ+โลว์คอส" อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นการ "เดินตามคำพ่อสอน" ในเรื่องของความประหยัด, มัธยัสถ์ และอดออม สิ่งใดควรใช้ก็ใช้ สิ่งใดไม่ควรใช้หรือไม่จำเป็นต้องใช้ก็ไม่ควรใช้ เพราะผิดจากแนวทางแห่งความ "พอเพียง" ที่ได้ทรงพระราชทานเอาไว้ บางครั้งความอยากอวดมั่งอวดมี อวดร่ำอวดรวย ก็มักจะทำให้เราลืมความ "พอเพียง" อาคารบ้านเรือนหลายหลังดูไปดูมากลายเป็นโชว์รูม อวดแข่งขันกันทางด้านวัตถุ หากแข่งขันกันในลักษณะนี้ก็จะไม่มีจบไม่มีสิ้นหรอกครับ เพราะพอทำเสร็จก็จะมีคนที่ใช้ของหรูหรากว่า มีราคาแพงกว่า ดังนั้นจงอย่าแปลกใจที่คนไทยบางคนส่วนใหญ่ของประเทศตกอยู่ในสภาพยากจน สามารถซื้อกระเป๋าถือใบละ 4-5 แสนบาท บางรายมากกว่านั้นอีก ถือกระเป๋าใบละเป็นล้านบาท มีราคามากกว่าบ้านทั้งหลังของ "บ้านเก้าพอเพียง" อีกครับ

การออกแบบแปลนและตกแต่งภายในที่ “ประโยชน์สูงประหยัดสุด”แบบ “พอเพียง”

          การออกแบบที่ผมนำเสนอในสัปดาห์นี้ที่สำคัญ คือ "แนวคิดทฤษฎีใหม่" ที่ตอกย้ำความ "พอเพียง" ในการดำรงชีวิต บ้าน 50 ตารางวา 2 ชั้นหลังนี้ สามารถให้คนหลายรุ่นหลายวัยตั้งแต่วัยชรา , วัยกลางคน,วัยทำงานและวัยเด็กสามารถอยู่ร่วมกันได้ถึง 10 ชีวิตเลยทีเดียว เพราะผมออกแบบให้มีถึง 4 ห้องนอนเล็ก และ 1 ห้องนอนใหญ่ รวมเป็น 5 ห้องนอน มี 2 ห้องน้ำ มีส่วนรับแขก นั่งเล่น ส่วนรับประทานอาหารและเตรียมอาหาร สำหรับครอบครัวที่ชอบการทำอาหาร เพราะสามารถต่อขยายออกไปด้านหลังเป็นครัวไทย และนอกจากนั้น ยังจัดให้มีพื้นที่จอดรถได้ถึง 5 คัน

การออกแบบแปลนและตกแต่งภายในที่ “ประโยชน์สูงประหยัดสุด”แบบ “พอเพียง”

          ก็คงไม่มีคำบรรยายอะไรมากไปกว่านี้แล้วครับ นอกจากการลงมือปฏิบัติจริง สร้างจริงให้เกิดสัมฤทธิ์ผลจริง รูปแบบที่ผมได้นำเสนอต่อไปนี้ก็อยากให้แฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" นำไปต่อยอดกันดู เพราะเป็นการออกแบบที่ใช้แนวคิด "ทฤษฎีใหม่" และความ "พอเพียง" นำมาปรับประยุกต์ใช้ ก็สารภาพตามตรงครับว่า ดีใจ ภูมิใจ ที่มีวาสนาได้เกิดมาในแผ่นดินของพระองค์ท่าน ได้ดำเนินชีวิตตาม "รอยพระบาท" จนเกิดความสำเร็จ สำหรับท่านที่สนใจในรายละเอียดก็สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็ปไซต์ www.homeloverthai.com และ www.chivagroup.com แล้วพบกับสาระน่ารู้กันได้ใหม่อีกสองสัปดาห์หน้าครับ

อ่ า น ต่ อ . . .
“ทฤษฎีใหม่” + “ความพอเพียง” กับ “บ้านเก้าพอเพียง”

            สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ ผมมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่จะนำเสนอ การนำเอาแนวคิดทั้ง "ทฤษฎีใหม่" และ "ความพอเพียง" ที่ผมได้นำมาปรับประยุกต์ใช้ในการออกแบบและก่อสร้างบ้านพักอาศัยในโครงการ "บ้านเก้าพอเพียง" ซึ่งในความคิดของผมแนวคิดทั้ง "ทฤษฎีใหม่" และ "ความพอเพียง" แท้จริงแล้วคือ ความลงตัวอย่าง "สมดุลย์" ของปัจจัยที่จำเป็นต่าง ๆ ซึ่งต้องศึกษาให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งครบถ้วนแบบ 360 องศาใน ทุก "มิติ" ครับ

“ทฤษฎีใหม่” + “ความพอเพียง” กับ “บ้านเก้าพอเพียง”

            โครงการ "บ้านเก้าพอเพียง" เป็นโครงการบ้านจัดสรรนำร่องที่ผมได้ริเริ่มทำขึ้น เป็นการเรียนรู้ "ศาสตร์พระราชา" จากการลงมือทำจริง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์จริง โดยการตั้ง "สมมุติฐาน" เบื้องต้นว่า เป็นไปได้หรือไม่ หากจะลงมือทำหมู่บ้านจัดสรรขนาด 200 หลังคาเรือน ในทำเลที่เหมาะสม บนถนนสายหลัก "รังสิต - นครนายก" บริเวณ "คลอง 7" ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นย่านที่มีความสะดวกสบายถึงพร้อม และแวดล้อมไปด้วย ห้างสรรพสินค้า ,โรงเรียน , ตลาด, สถานที่ราชการ ฯลฯ นอกจากนั้นยังถือว่าเป็นย่านที่เดินทางสะดวกสบายเหมาะกับการอยู่อาศัยเป็นอย่างยิ่งครับ เรียกว่าพอลงป้ายรถโดยสารประจำทางก็เดินข้ามสะพานสาธารณะ สามารถเข้าหมู่บ้านอย่างสะดวกสบายได้ โดยไม่ต้องไปเสียค่ามอเตอร์ไซค์หรือรถรับจ้างแต่ประการใด

            ตอนเริ่มต้นผมได้ตั้ง "โจทย์" เพื่อนำไปสู่การสร้าง "สมมุติฐาน" (Hypothesis) ไว้ยากมากครับ โดยกำหนดให้สร้าง "บ้านเก้าพอเพียง" บนพื้นที่ดิน 50 ตารางวา เป็นบ้านที่มีพื้นที่ใช้สอยขนาด 5 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ และผมยังออกแบบเอาไว้ให้สามารถจอดรถถึง 5 คัน เหตุผลที่จำเป็นต้องมีถึง 5 ห้องนอน เพราะผมต้องการให้คน 5 รุ่น 5 วัย สามารถใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกัน คือ รุ่นปู่ย่า ตายาย รุ่นพี่ป้าน้าอา รุ่นพ่อแม่ รุ่นลูกและรุ่นหลาน เพราะผมเชื่อว่าการที่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเช่นนี้ จะทำให้ครอบครัวอบอุ่น ไม่ตกอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด ดังเช่นในปัจจุบันที่ ปู่ย่า ตายาย อยู่ทาง พี่ป้าน้าอา อยู่ทาง พ่อแม่ อยู่ทาง ลูกหลาน อยู่ทาง ส่งผลให้เกิดปัญหาทางสังคมต่าง ๆ เกิดขึ้นตามมามากมายครับ และเหตุผลอีกประการหนึ่งที่ผมออกแบบให้มีที่จอดรถได้ถึง 5 คัน เพราะจะได้ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องแย่งพื้นที่จอดรถกันระหว่างคนที่อยู่ในหมู่บ้าน ที่ในปัจจุบันจัดได้ว่าเป็นปัญหาโลกแตกที่หลายหมู่บ้านแก้กันไม่ตก เป็นการเริ่มโครงการจากการตั้ง "โจทย์" ที่นำไปสู่ "สมมุติฐาน" ในการออกแบบบ้านและชุมชนเพื่อการอยู่อาศัย โดยมีเงื่อนไขของปัญหาที่เกิดขึ้นจริงจากการอยู่อาศัยจริงในโครงการอื่น ๆ ในย่าน "รังสิตคลอง 7" ที่กำลังประสบกันอยู่ครับ

“ทฤษฎีใหม่” + “ความพอเพียง” กับ “บ้านเก้าพอเพียง”

            นอกจากนั้น "บ้านเก้าพอเพียง" ยังตั้งใจตั้งโจทย์ให้ยากมากไปอีก ซึ่งโครงการหมู่บ้านอื่น ๆ ที่เป็นบ้าน 2 ชั้น บนพื้นที่ดิน 50 ตารางวาทั่วไปโดยรอบเสนอขายกันประมาณหลังละ 3 ล้านบาท ก็ถือว่าเป็นราคามาตรฐานไม่ถูกไม่แพงครับ เพราะโดยทั่วไปบ้านจัดสรรในย่านนี้ก็ขายกันได้ในราคานี้ ผมเลยตั้งราคาขายไว้ที่ 1,100,000 บาท ถูกกว่าชาวบ้านร้านตลาดเกือบ 2,00,000 บาท ซึ่งในทางปฏิบัติก็ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่ไม่ลองก็ไม่รู้หรอกครับว่าจะเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ หากมีความรู้,ความมุ่งมั่น ประกอบกับความเพียรอันบริสุทธิ์ ตลอดจนมีความ "พอเพียง" ในทุก "มิติ" ไม่ว่าจะเป็นความรู้และความเข้าใจในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม และในด้านการออกแบบทางวิศวกรรม รวมไปถึงความรู้และความเข้าใจในกระบวนการก่อสร้างใน "ระบบสำเร็จรูป" (Prefabrication) ที่สามารถก่อสร้างได้รวดเร็ว มีราคาประหยัด ทั้งในด้านเวลาและทรัพยากรที่ใช้ รวมถึงความรู้ความเข้าใจในการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้าง สิ่งที่เชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ก็สามารถเป็นไปได้ครับ

            นอกจากนั้นแนวคิด "ทฤษฎีใหม่" และ "ความพอเพียง" กำลังจะพิสูจน์ว่า บ้านเดี่ยว 2 ชั้นบนเนื้อที่ขนาด 50 ตารางวา ไม่จำเป็นต้องขายกันในราคาหลังละ 3 ล้านบาท แต่สามารถขายได้ในราคา 1 ใน 3 หรือถูกกว่าท้องตลาด 3 เท่า คือ หลังละล้านบาท จะมีความเป็นไปได้หรือไม่ ซึ่งในตอนเริ่มต้นของการทำงานก็ดูว่าจะเป็นไปไม่ได้ พอผมได้มีโอกาสอ่านบทพระราชนิพนธ์ "พระมหาชนก" นั่นแหละครับถึงเข้าใจว่าแม้เรือจะล่มจมลงแล้ว ถึงยังไม่เห็นฝั่ง แต่หากมีความเพียรอันบริสุทธิ์มุ่งมั่นที่จะว่ายไปให้ถึงฝั่งจนได้ ทำให้เกิดกำลังใจและเกิดแรงบันดาลใจ ผมมักจะบอกกับบรรดาลูกศิษย์และคณะทำงานว่าหากมีปัญหาอุปสรรคอันใดก็ให้เงยหน้ามองไปที่ "รูปภาพที่มีทุกบ้าน" คือ "พระบรมสาทิสลักษณ์"ของ "พ่อหลวง" จะเห็นได้ว่านับตั้งแต่ปี พ.ศ.2489 ที่เสด็จขึ้นครองราชย์ ก็ 70 ปีกว่าล่วงแล้ว ท่านอุทิศพระวรกายทุ่มเท ยังไม่เคยได้หยุดพักเลย ทรงทำเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรของพระองค์มาโดยตลอด แล้วพวกเราบรรดาสถาปนิกและวิศวกรจะมาลองร่วมแรงร่วมใจกันทำในสิ่งที่ใครหลายคนสบประมาทว่าทำไม่ได้ หรือทำได้ยาก จะว่าไปแล้วผมและคณะทำงานก็ใช้เวลานับปีครับ กว่าจะค้นพบและประสบความสำเร็จ

            สำหรับสาระน่ารู้ของ "บ้านเก้าพอเพียง" ที่นำเอาแนวคิด "ทฤษฎีใหม่" และ "ความพอเพียง" นั้น มีหลาย "มิติ" ยิ่งศึกษาก็ยิ่งได้เรียนรู้ยิ่งลงมือปฏิบัติก็ยิ่งค้นพบ ยิ่งสะท้อนให้เห็นพระอัจฉริยภาพของ "พ่อหลวง" ที่ทรงเป็น "มหาธรรมราชา รามาธิบดีที่ 9" แห่ง "กรุงรัตนโกสินทร์" พระองค์นี้ "สิบปากว่าก็ไม่เท่าตาเห็น" ครับ สำหรับสัปดาห์นี้ก็เป็นภาพของ "บ้านเก้าพอเพียง" ที่เริ่มจากตั้งแต่แนวคิดเป็นภาพ "Perspective" ของ บ้าน 2 ชั้นบนเนื้อที่ 50 ตารางวา 5 ห้องนอน ที่จอดรถ 5 คัน ที่ใคร ๆ ก็ขายกัน 3,000,000 บาท++ แต่ที่ "บ้านเก้าพอเพียง" ขายแค่ 1,100,000 บาท ลองเปรียบเทียบกันดูสำหรับบ้านในจินตนาการกับบ้านที่สร้างแล้วเสร็จ สำหรับท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็ปไซต์ www.chivagroup.com เอาไว้อีก 2 สัปดาห์หน้าค่อยมาต่อรายละเอียดในเบื้องลึกกันครับ จะว่าไปแล้ว "บ้านเก้าพอเพียง" นอกจากจะเป็นบ้านที่ถึงพร้อมทั้ง "ประโยชน์" และ "ความสุข" แล้วยังเป็นความพยายามของผมที่จะ "เดินตามรอยเท้าพ่อ" โดยการทำ "หน้าที่ทางจริยธรรม" ให้สมกับที่ได้เกิดมาเป็นหนึ่งใน 70 ล้านคน ที่เป็น "ลูกของพ่อ" ตั้งใจทำความดีถวายเป็นพระราชกุศล ส่งเสด็จ "พ่อหลวง" สู่สวรรคาลัยครับ

อ่ า น ต่ อ . . .
<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 71 - 80 of 1856
บ้านไม่บานยอดนิยม อพาร์ตเม้นท์ไม่บานยอดนิยม พิมพ์เขียวแบบบ้าน 999 บาท

 

 

คนรักบ้าน : เจาะลึกเคล็ดลับที่ไม่ลับ กับ โครงการ The Chiva Sanctuary  ตอนที่ 1

 

 

คนรักบ้าน : เจาะลึกเคล็ดลับที่ไม่ลับ กับ โครงการ The Chiva Sanctuary  ตอนที่ 2

 

 



 

 



อพาร์ทเม้นท์ไม่บานที่เบิกบานเพื่อนักศึกษาย่าน .ธุรกิจบัณฑิตย์

images/stories/uuuuuu10.jpg

ในบรรดารูปแบบอพาร์ทเม้นท์ไม่บาน ที่มีความหลากหลายในรูปแบบและขนาดการลงทุนนั้น อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน เพื่อนักศึกษา นับได้ว่าเป็นหนึ่งในรูปแบบอพาร์ทเม้นท์ไม่บานยอดนิยมที่มีความน่าสนใจไม่น้อยเพราะหากสังเกตดูกันให้ดีในเรื่องของทำเลที่ตั้งจะพบว่าบริเวณใดที่เป็นแหล่งสถานศึกษาในบริเวณนั้นโดยรอบจะพบเห็นหอพักหรืออพาร์ทเม้นท์ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับนักศึกษาที่ต้องการพักอาศัยอยู่ใกล้สถานศึกษากันเป็นจำนวนมากและมักจะไม่เพียงพอกับความต้องการของปริมาณนักศึกษาที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี

 

อ่ า น ต่ อ . . .

แก่น ใน  การลงทุน อสังหาฯ ราคาประหยัด” 


images/stories/ภาพประกอบ 11111.jpg

คงต้องยอมรับกันนะครับว่า ในปัจจุบันกระแสการลงทุนในอสังหาฯราคาประ หยัดเช่นคอนโดฯราคาประหยัด,โรงแรมราคาประหยัด,อพาร์ทเม้นต์ราคาประหยัด ฯลฯ กำลังเป็น เทรนด์ที่มาแรงแซงโค้งการลงทุนในอสังหาฯประเภทอื่น ที่เคยทำกันมาในอดีตหลายครั้งหลายคราที่บรรดาคนทั่วไปแม้แต่ผมเองก็มักจะหลงไปจากแก่นซึ่งเป็นสาระสำคัญอันเป็นหลักในการลงทุนอสังหาฯราคาประ หยัดซึ่งในความคิดของผมแล้วแก่นนี้มีความสำคัญเป็นที่สุดในการพัฒนาทั้งในด้านวิสัยทัศน์และกระบวนทัศน์ครับ  ผมมักจะย้ำเสมอ ว่าให้หาแก่นให้พบไม่ว่าจะคิดอ่านทำกิจการงานใด

อ่ า น ต่ อ . . .

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
รายการคนไทยไม่ท้อ >>  

รายการ แผ่นดินพอเพียง   

Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
Homeloverthai Multimedia
 

นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับ อ.เชี่ยว ฉบับสะสม
นิตยสารบ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกับอ.เชี่ยว ฉบับสะสม เหลือเพียง 6 เล่ม
(เล่ม 7,8,9,10,11,12)  ราคาชุดละ 300 บาท  รวมค่าจัดส่งแบบลงทะเบียน
รายละเอียดการโอนเงิน
ชื่อบัญชี ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  ธนาคารกรุงเทพ ฯ  สาขาห้วยขวาง  ประเภทสะสมทรัพย์  บัญชีเลขที่  1764267272
แฟกซ์ pay  in
พร้อมระบุชื่อที่อยู่   หมายเลขโทรศัพท์ และ เล่มหนังสือที่สั่งซื้อ   มาที่หมายเลข  02-6441479 หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-2451399 และ 02-6441478 หรือ สำนักงานบ้านไม่บาน  เลขที่ 1  ซ.ประชาสงเคราะห์ 12   แขวงดินแดง  เขตดินแดง  กทม.  10400