|
ในสมัยที่ผมยังร่อนเร่พเนจรอยู่ในดินแดนผู้ดีในความเห็นของผมแล้ว
มีผู้ทรงอิทธิพลทางความคิด 2 ท่านที่มองเรื่องเดียวกันแต่มองกันคนละมุมก็เลยทำให้จากเรื่องเดียวกันกลายเป็นคนละเรื่องเดียวกัน
ถึงแม้ทั้ง 2 ท่านจะเกิดต่างยุค ต่างสมัยกัน แต่วิถีแห่งความคิดของท่านทั้งสองได้ก่อให้เกิดพลวัตรของการเปลี่ยนแปลงต่อโลกสีน้ำเงินเล็ก
ๆ ใบนี้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเลยครับ
แนวคิดของ
"ทุนนิยมที่มาพร้อมกับการล่าอาณานิคม" ทั้งในรูปแบบเก่าและรูปแบบการล่าอาณานิคมรูปแบบใหม่
( Neo-Colonization) ที่กำลังคุกคามโลกนี่แหละครับก็ถูกพัฒนามาจากแนวคิดของ "ท่านสมิทธิ์" หรือ "อดัม
สมิทธิ์" (1723-1790 ) นักคิดชาวอังกฤษที่มีชีวิตเมื่อกว่าสองร้อยปีที่แล้ว ครั้งมีชีวิตอยู่ท่านได้เขียนหลากหลายบทความล้วนแล้วแต่เป็นชิ้นสำคัญของโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งบทที่ว่าด้วยความมั่งคั่งของชนชาติ (An Inquiry into the Nature and Causes of The Wealth of Nations ) ในช่วงปี คศ.1776 หลังจากที่ได้เขียนบทความชุดนี้แล้วแนวคิดของท่านได้จุดประกายให้เกิดขบวนการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกโดยใช้นโยบาย
"เรือปืน" หากว่ากันตรง ๆ
แบบไม่เกรงใจใครแล้วกระบวนการดังกล่าวก็คือ กระบวนการฉกฉวยแย่งชิงปล้นสะดมทรัพยากรจากเหล่าประเทศที่ตกอยู่ภายใต้โครงข่ายอาณานิคม
ซึ่งลัทธิล่าอาณานิคมที่ถูกขับเคลื่อนภายใต้แนวคิดแบบ "ทุนนิยม" อันนำไปสู่ความมั่งคั่งของชนชาติตัวเองแต่กลับก่อให้เกิดความทุกข์เวทนาและความยากจนค่นแค้นอย่างแสนสาหัสของเหล่าประเทศที่อยู่ภายใต้อาณัติ
กระบวนทัศน์นี้แหละครับได้เปลี่ยนแปลงโลกที่เคยสุขสงบสันติใบนี้ไปสู่การแข่งขันกันแบบลืมตัวลืมตาย
ใครจะไปคิดละครับว่าหนังสือเล่มเล็กเพียงไม่กี่บทที่เขียนขึ้น ต่อมาได้ทำให้สยามประเทศได้สูญเสียทรัพยากรธรรมชาติอันทรงคุณค่า
รวมทั้งเสียดินแดนจากเดิมที่เคยกว้างใหญ่ไพศาลเพื่อแลกกับเอกราชของชาติเหลือเพียงขวานทองด้ามเล็ก
ๆ ในดินแดนสุวรรณภูมิดังเช่นในปัจจุบันครับ ซึ่งในขณะเดียวกันการขยายตัวของโครงข่ายทุนนิยมก็ก่อให้เกิดความขัดแย้งและผลประโยชน์ที่ทับซ้อนของชาติอภิมหาอำนาจ
จนเกิดเป็นสงครามน้อยใหญ่นับครั้งไม่ถ้วนแล้วครับ
ส่วนท่านมาร์คของผมไม่เกี่ยวอะไรกับท่านโอบามาร์ค นายกฯสุดหล่อของเรา แต่เป็นชาวเยอรมันร่างใหญ่ที่ไว้เครางาม ชื่อ "คาร์ลมาร์ค" (1818-1883)
ซึ่งท่านได้ไปใช้ชีวิตช่วงหนึ่งในประเทศอังกฤษ และในช่วงนั้นเองท่านก็ได้ทำการศึกษาค้นคว้าโดยใช้เวลาส่วนใหญ่ในหอสมุดแห่งกรุงลอนดอนท่านมาร์คได้เขียนหลากหลายบทความใน "DAS
KAPITAL" เป็นการรวบรวมแนวคิดที่ว่าด้วยการผลิตและของความสัมพันธ์ของปัจจัยต่าง
ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตในมิติต่าง ๆ ที่ทับซ้อนกันซึ่งต่อมาก็ได้มีการตีความแตกหน่อทางความคิดออกมาเป็นฐานสำคัญของแนวคิดแบบ
"สังคมนิยม" ซึ่งเป็นลัทธิที่มีมุมมองต่างกันแบบสุดขั้วกับ
"ทุนนิยม" แต่จะว่าไปแล้วท่านสมิทธิ์เกิดก่อนท่านมาร์คนานโขอยู่
แต่ก็มาทันกันทางความคิดและทัศนคติในการมองการเปลี่ยนแปลงไปของโลกในมุมมองที่ต่างกันครับ
ในช่วงที่ผมสับสนกับอนาคต ผมมักจะย้อนนึกถึงทั้งท่านสมิทธิ์และท่านมาร์คที่ทั้งสองท่านได้ทิ้งมรดกทางความคิดเอาไว้
ผลที่ตามมาคือ สังคมโลกถูกแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ครับ ตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมเรื่อยมาถึงยุคสงครามโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสงครามเย็นในยุคปี
60-70 ยิ่งเห็นความแตกต่างอย่างชัดแบบสองขั้วทั้งในด้านเศรษฐกิจสังคมและการเมือง ช่างเป็นเรื่องเหลือเชื่อครับว่าเพียงแค่แนวคิดที่แตกต่างกันก็ก่อให้เกิดการแข่งขันในหลากหลายรูปแบบ
ก่อให้เกิดการแก่งแย่งทรัพยากรกันและจบลงด้วยสงครามทั้งร้อนและเย็นในรูปแบบที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย
ทำให้ประชากรโลกนับล้านต้องสังเวยชีวิต บาดเจ็บ บ้านแตกสาแหรกขาดเกิดการพลัดพรากเป็นจำนวนมากมายมิใช่น้อย
จะว่าไปแล้วดู ๆ ไปโลกของเรานี้ก็เปรียบเหมือนละครชีวิตโรงใหญ่ครับ
ในการที่เราจะเข้าใจละครชีวิตเรื่องนี้เราต้องเข้าใจที่มาที่ไปและวิวัฒนาการการเดินเรื่องของโศกนาฏกรรมเรื่องนี้
จะได้ไม่ต้องลุ้นกันมากจนเกินไปในตอนจบว่าใครกันแน่ที่เป็นพระเอก นางเอก
ตัวร้ายหรือเป็นได้เพียงแค่ตัวประกอบ อีกทั้งก็จะเข้าใจว่าละครเรื่องนี้ใครเป็นผู้กำกับ,ใครอยู่เบื้องหลังฉาก
และมีวัตถุประสงค์อะไร ต้องการที่จะเห็นโลกใบนี้ขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงตัวไปในทิศทางใหม่
ๆ ในทิศทางใด ( New World Order ) รวมไปถึงจะมีกฎกติกา
มารยาทในรูปแบบใหม่ ๆ ในรูปแบบใด
|