สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

ระวัง !!! ช่องทาง “มังกร” ผ่าน (1)

            จากการประชุม "อาเซียน"- "จีน" บิสิเนส ฟอรั่ม 2011 ครั้งแรกใน "ไทย" เมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวถึงว่าวัตถุประสงค์หลักในการจัดประชุมครั้งนี้ก็เพื่อเป็นการขยายโอกาสทางการค้า รวมไปถึงการลงทุนระหว่างกันและเพื่อเป็นการขยายความสัมพันธ์ทั้งเชิงลึก และเชิงกว้างในการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางการค้าและเศรษฐกิจที่แนบแน่นมากขึ้นระหว่าง "อาเซียน" และ "จีน" (10+1) หลังจากที่ความตกลง "เขตการค้าเสรี" (เอฟทีเอ) ระหว่าง "อาเซียน" กับ "จีน" ได้มีผลบังคับใช้แล้วก่อนหน้านี้ได้ส่งผลให้การค้า "อาเซียน" - "จีน" ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2552 มีมูลค่าสูงถึง 2 แสนล้านดอลลาร์(สหรัฐ) และมีแนวโน้มว่าจะขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ         

ระวัง !!! ช่องทาง “มังกร” ผ่าน (1)

            ซึ่งในการประชุมครั้งประวัติศาสตร์นี้ นายต่ง หงฉี ประธานบริษัท "อาซือหม่ากรุ๊ป" ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจเอกชนรายใหญ่ทางตอนใต้ของ "จีน" และเป็นเจ้าของโครงการศูนย์แสดงสินค้านานาชาติ "ไทย" - "จีน" (Thai-China International Products City ) ที่ใหญ่ที่สุดของ "อาเซียน" ได้ทำการเปิดตัวโครงการดังกล่าวอย่างเป็นทางการและได้กล่าวถึงรายละเอียดของโครงการว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างบนพื้นที่กว่า 65 ไร่ ริมถนนบางนา - ตราด กม.10 ซึ่งจะใช้เงินลงทุนกว่า 45,000 ล้านบาท

            ในภาพรวมของโครงการ "เมกกะโปรเจค" นี้แบ่งออกเป็น 3 เฟส โดยมีแผนการลงทุนเฟสละ 15,000 ล้านบาทโดยประมาณ บนพื้นที่ใช้สอยรวมกันถึง 2 ล้านตารางเมตร โดยเฟสแรกจะสร้างเป็น "ศูนย์แสดงสินค้าขายส่ง" ไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค "อาเซียน" และภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก บนพื้นที่ 5 แสนตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่แสดงสินค้า " จีน" 70% และสินค้า "ไทย" 30% ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างในปลายเดือนมีนาคมนี้ และจะสามารถเปิดดำเนินการได้ราวเดือนตุลาคม 2555 คาดว่าจะสร้างมูลค่าการซื้อขายในกลุ่มอาเซียนได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 45,000-50,000 ล้านบาท

            โดยเฟสที่ 2 จะขยายพื้นที่ของศูนย์ให้ใหญ่ขึ้นอีก 8 แสนตารางเมตร พร้อมกับสร้างโรงงานผลิตสินค้า "จีน" ขึ้นใน "ไทย" ขณะที่เฟสที่ 3 มีแผนสร้างโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวบนพื้นที่ 7 แสนตารางเมตร เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจธุรกรรมที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ซึ่งก็คงไม่ต้องวิเคราะห์ให้เปลืองสมองถึงบรรดาลูกค้าหลักก็คือบรรดาอาเจ๊ก, อาเฮีย, อาม่า, อาซิ้ม, อาซ้อ, อาตี๋, อาหมวย ที่กำลังจะผนึกกำลังแบบ "โต๊ะจีน" ร่วมกันบุก "ไทย" ทั้งจากบนดิน โดยผ่านโครงข่าย "รถไฟความเร็วสูง" ของ "จีน" และจากบนอากาศผ่านโครงข่าย "โลว์คอสแอร์ไลท์" จาก "จีน" ที่บุกสนามบินสุวรรณภูมิรวม ๆ กันแล้วก็ปีละหลายล้านคนครับ การรุกคืบเข้ามาของกลุ่มทุนใหญ่จาก "จีน" ในครั้งประวัติศาสตร์นี้ได้ก่อให้เกิดความกังวลของบรรดาผู้ประกอบการ "เอสเอ็มอี" น้อยใหญ่ของ "ไทย" ที่เกรงว่า ภายหลังโครงการนี้แจ้งเกิดแล้วจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจนไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าจีนที่มีราคาถูก (ซึ่งบางรายการก็อาจจะมีราคาต่ำกว่าทุน)ไหลล้นทะลัก ที่จะเข้ามาทำตลาดได้

            จริงอยู่ถึงแม้ในทางหลักการโครงการดังกล่าวจะเป็น "ศูนย์ค้าส่ง" ของบรรดาสินค้าทั้ง "ไทย" และ "จีน"อันเปรียบเสมือน "หัวหอก" ในการรุกคืบเข้าไปในตลาด "อาเซียน" และจะเป็น "สปริงบอร์ด" ที่จะออกไปสู่ตลาดโลก นอกจากนั้นฝ่าย "ไทย" เองก็น่าจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการค้าจาก "จีน" ที่เป็นผู้นำทางธุรกิจขายส่งสินค้าราคาถูกป้อนตลาดโลก ซึ่งจากข้อตกลงจะทำให้ผู้ประกอบการโรงงานผลิตสินค้าต่าง ๆ ของ "ไทย" มากกว่า 3,000 ราย ได้มีหน้าร้านในการขายส่งสินค้า ซึ่งจะว่ากันไปแล้วรูปแบบการจัดตั้งศูนย์แสดงสินค้าในครั้งนี้ ไม่ใช่อะไรแปลกใหม่ เป็นอีกหนึ่งก้าวในการรุกคืบเข้ามาครอบงำเศรษฐกิจของประเทศที่อ่อนด้อยกว่า ซึ่ง "จีน" ได้มีความร่วมมือในการจัดตั้งศูนย์ฯ ในลักษณะดังกล่าวในภูมิภาคอื่น ๆ อาทิ ตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา ตลอดไปจนถึงหลายประเทศในแอฟริกา ซึ่งล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดประโยชน์ในการขยายช่องทาง "มังกร" ผ่าน ในการขยายเครือข่ายขายส่งของสินค้ากระจายออกไปในภูมิภาคต่าง ๆทั่วทุกมุมโลก

            ในระบบ "การค้าเสรีเชิงอุดมคติ" ดูเผิน ๆ อาจจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับ "เอสเอ็มอี" ของ "ไทย"ที่จะรุกเข้าสู่ตลาด "จีน" รวมถึงตลาด "อาเซียน" และตลาดโลกจากการใช้ช่องทางดังกล่าวในการทำตลาดโดยอาศัยพึ่งพาช่องทาง "มังกร" ผ่าน แต่ในโลกความเป็นจริงแล้วดูจะยากถึงยากที่สุดหากคาดหวังไว้ว่า "ไทย" จะได้อะไรจากโครงการฯนี้ ขอแค่ไม่เจ็บตัว ประคองตัวให้รอดแบบ "เท่าทุน" ก็ถือว่าโชคมีมากแล้วครับ

<Previous   Next>