สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

หน้าแรก arrow อ่านบทความย้อนหลังที่นี่ arrow เรือนชานบ้านเมือง arrow การบริหารความเสี่ยง (Crisis Management) ในสภาวะ “วิกฤติ” (1)
การบริหารความเสี่ยง (Crisis Management) ในสภาวะ “วิกฤติ” (1)

            ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาผมพยายามทำ "หน้าที่ทางจริยธรรม" เป็นเสมือน "สุนัขเฝ้าบ้าน" เพื่อเตือนสติสังคมไทยให้รับรู้และเตรียมการที่จะรับมือกับสภาวะ "วิกฤติ" ในทุกด้านที่กำลังจะคืบคลานเข้ามาถึงไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม และคงต้องยอมรับนะครับว่า "วิกฤติ" อันเกิดจาก"ภัยพิบัติทางธรรมชาติ" ได้กระหน่ำซ้ำเติมแบบไม่ทันตั้งเนื้อตั้งตัว และคงต้องยอมรับความจริงนะครับว่า นับวันจะคืบคลานเข้ามาคุกคามมากขึ้นทุกทีและถี่ยิ่งขึ้น คงยังสะเทือนใจกับเหตุ การคลื่นยักษ์ "สึนามิ"และ "แผ่นดินไหว" ขนาด 8.9 ริกเตอร์ ที่ "ญี่ปุ่น" ทำให้เกิดกับความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินคิดเป็นมูลค่ามหาศาล รวมทั้งการระเบิดของ "เตาปฏิกรณ์ปรมาณู" ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ "ฟุกุชิมะ" เป็นผลให้ "สารกัมมันตภาพรังสี" ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ทั้งบนดิน,ในอากาศ,ในท้องทะเล (แม้แต่ในระบบน้ำประปาของกรุง "โตเกียว" ก็ยังตรวจพบการปนเปื้อนครับ) จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังคงหาวิธีแก้ไขปัญหากันอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาก็เกิด "แผ่นดินไหว" ขนาด 6.7 ริกเตอร์ ขึ้นอีกครั้งใน "พม่า" มีศูนย์กลางอยู่ที่ "รัฐฉาน" ก็ทำให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายและสูญหายกันไปมิใช่น้อย ผลจากแผ่นดินไหวในครานี้ ทำให้โบราณสถานที่สำคัญหลายแห่ง เช่น "พระธาตุเชียงแสน" ที่ "เชียงราย" มีอายุเก่าแก่กว่า 680 ปี บางส่วนเสียหายพังทลายลงมา รวมถึง "พระธาตุแช่แห้ง" และ "วิหารหลวง" ที่ "น่าน" ก็มีรอยร้าว มิหนำซ้ำก็ยังเกิด "แผ่นดินไหว" ที่ "ลาว" ขนาด 4.8 ริกเตอร์ ขึ้นอีกระรอก รวมทั้งเกิด "อาฟเตอร์ช็อค" ตามมาอีกนับร้อยครั้ง ข่าวคราเกี่ยวกับ "แผ่นดินไหว" ไม่ทันจางหายก็เกิด "พายุฝน" และ "น้ำท่วมฉับพลัน" ขึ้นอีกโดยมีพื้นที่ครอบคลุมถึง 7 จังหวัด 63 อำเภอ บริเวณภาคใต้ตอนล่าง ตั้งแต่ "ชุมพร" , "ระนอง" , กระบี่, "ภูเก็ต" , "นครศรีธรรมราช" , "สุราษฎ์ธานี" ฯลฯ ที่อาจลามไปถึง "หาดใหญ่" ซึ่งเคยเกิด "อุทกภัย" แบบซ้ำซากหลายครั้งและแต่ละครั้งก็ทำให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายและก่อให้เกิดความเสียหายมิใช่น้อยครับ

            ดังนั้นเมื่อตกอยู่ในสภาวะ "วิกฤติ" เช่นนี้ คงต้องถามกลับแบบตรง ๆ เพื่อเตือนสติกันว่า นับแต่นี้สังคมไทยจะต้องเตรียมตัวเตรียมการอย่างไร เพื่อรับมือกับ "ภัยพิบัติ" ต่าง ๆ จะว่ากันไปแล้ว นี่เป็นเพียงแค่ภัยที่เกิดจากธรรมชาติเท่านั้นนะครับ ไม่นับภัยที่เกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ด้วยกันเอง เช่น "วิกฤติ" ที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาค "ตะวันออกกลาง" และ "แอฟริกาเหนือ" ที่ผมเรียกว่าปรากฏการณ์ "ARAB - UPRISINGS" ที่เริ่มประทุขึ้นที่ "ตูนีเซีย", แล้วลุกลามบานปลายไปยัง "อียิปต์", "แอลจีเรีย", "เยร์เมน", "จอร์แดน", "ซาอุดีอาระเบีย", "โอร์มาน", "ซูดาน", "ซีเรีย", "อิรัก" เรื่อยไปจนถึง "บาร์เรน" และมาหนักหนาสาหัสกันจริง ๆ จัง ๆ ก็ที่ "ลิเบีย" ที่วันนี้ก็ยังตกอยู่ในสภาพ "สงครามกลางเมือง" ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงง่าย ๆ "วิกฤติ" ต่าง ๆ เหล่านี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น นี่ยังไม่นับรวม "วิกฤติ" ทางเศรษฐกิจใน "อเมริกา" อันเกิดจาก "อสังหาริมทรัพย์ที่ด้อยค่า" ที่เรียกกันว่าวิกฤติ "ซัพไพร์ม"ยังเป็นปัญหาแก้กันไม่ตก ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้เกิดสภาวะ "เศรษฐกิจโลกถดถอย" และเกิดสภาวะ "เงินเฟ้อ" อย่างรุนแรง เพราะรัฐบาล "อเมริกัน" ใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบง่าย ๆ ตามสไตล์ชาติ "อภิมหาอำนาจ" โดยการ พิมพ์ "แบงค์ดอลล่าร์" หลายแสนล้านเหรียญอัดฉีดเข้าไปเพื่อพยุงเศรษฐกิจทั้งระบบมิให้ล้มครืนลงมา นี่ยังไม่นับรวมถึง "วิกฤติการณ์ทางการเงิน" ในกลุ่มประเทศ "อียู" ซึ่งหลายประเทศตกอยู่ในสภาวะล้มละลายเพราะใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเกินตัว พอถึงเวลาชำระหนี้ก็ไม่มีปัญญาชดใช้ เลยต้องปล่อยทิ้งให้เป็น "หนี้เน่า" ก็เลยพากันล้มระเนระนาดแบบ "โดมิโน" ไล่มาตั้งแต่ "กรีก" ลามมาที่ "ไอซ์แลนด์" , "โปรตุเกส" หากควบคุมกันเอาไว้ไม่ดีอีกไม่ช้าคงไปถึง "สเปน" ที่มีขนาดของเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของกลุ่มประเทศ "อียู" เป็นผลให้ค่าของเงินสกุล "ยูโร" เกิดอาการผันผวนอย่างหนัก ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของโลกโดยรวมอีกระรอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

            นี่ยังไม่นับ "วิกฤติ" ทางการเมืองในประเทศ ที่หลายฝ่ายยังสนุกอยู่กับการเล่น "กีฬาสี" วันดีคืนดีอาจจะมีการบุก "ทำเนียบฯ" หรือยึด "เพลินจิต" อาจปิด "อนุสาวรีย์ชัย ฯ" และลามไปถึง "สนามบินสุวรรณภูมิ" กันอีกครั้ง ก็มีความเป็นไปได้สูงครับ นี่ยังไม่นับรวมถึง ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีการเสียชีวิตเป็นรายวัน ตลอดจนเหตุการณ์ขัดแย้งกับแนวชายแดน "เขมร" โดยเฉพาะบริเวณ "เขาพระวิหาร" และพื้นที่ทับซ้อน 4.2 ตารางกิโลเมตร อีกทั้งมีความพยายาม ที่จะนำเอาความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศมาเป็นเงื่อนไขผูกพ่วงไปกับการเมืองระหว่างประเทศ เป็นผลให้เกิดความวุ่นวายถึงขั้นใช้กำลังอาวุธมาเข่นฆ่าทำลายล้างกันอย่างที่ได้รับรู้รับทราบกันอยู่ นอกจากนั้นอีกไม่นานถ้าหากไม่มี "อุบัติเหตุทางการเมือง" ก็คงจะมี "การเลือกตั้ง" ครั้งใหญ่ ก็จะส่งผลให้สังคมไทยสับสนวุ่นวายอีกรอบเพราะพฤติกรรมของบรรดากลุ่มผลประโยชน์ที่แฝงตัวไปในคราบนักการเมืองที่มุ่งเอาแต่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม

            ในสภาวะ "วิกฤติ" ที่รุมเร้ารอบด้านเช่นนี้มีคำถามง่าย ๆ ที่ท้าทายมากครับว่าสังคมไทยจะบริหารจัดการกับ "วิกฤติ" อย่างไร (Crisis Management ) และจะหาทางออกในสภาวะ "วิกฤติ"อย่างไรเมื่อเกิดสถานการณ์ที่เลวร้ายแบบสุด ๆ กันอย่างไรครับ

<Previous   Next>