สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

หน้าแรก arrow อ่านบทความย้อนหลังที่นี่ arrow เรือนชานบ้านเมือง arrow “มานวธรรม” แนวคิดสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ (1)
“มานวธรรม” แนวคิดสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ (1)

            ผมถูกฝึกมาตลอดชีวิตของการทำงานให้เชื่อว่าก่อนจะคิดลงมือทำกิจการงานใดก่อนอื่นจะต้องแสวงหาแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และต้องสามารถอ้างอิงถึงแหล่งที่มาที่ไปได้ให้เพียงพอก่อน เพื่อประกอบกับการตัดสินใจในทุก ๆ เรื่อง ดังนั้นในห้องสมุดของผมจึงมีข้อมูลที่ผมสนใจมากมายครับที่ได้สะสมเอาไว้ ซึ่งฐานข้อมูลที่หลากหลายเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นโครงสร้างที่แท้จริงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเรา ซึ่งเป็นความจริงที่ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริงเหล่านี้ครับ ตัวอย่างเช่นจากรายงานการประเมินความยากจนของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2551) พบว่า คนไทยประมาณ 5.4 ล้านคน ตกอยู่ในสภาวะยากจนอย่างที่สุด คิดเป็นร้อยละ 8.48 คนจนในที่นี้หมายถึงผู้มีรายจ่ายเพื่อการบริโภคต่ำกว่าเส้นความยากจน (Poverty Line) ซึ่งเป็นระดับรายจ่ายซื้อสินค้าและบริการที่จำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต มูลค่า 1,443 บาท ต่อคนต่อเดือน ทั้งนี้คนจนร้อยละ 88.27 อยู่ในเขตชนบท ค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (Gini Coefficient) ของไทยอยู่ที่ 0.497 (ยิ่งเข้าใกล้ 1 ยิ่งแสดงถึงช่องว่างของความไม่เท่าเทียมของรายได้มากขึ้นเท่านั้น) ครัวเรือนยากจนร้อยละ 54.4 มีหนี้สินโดยมีหนี้สินเฉลี่ย 40,169 บาทต่อครัวเรือน สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ 4.3 เท่า ครัวเรือนยากจนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนหนี้สินสูงถึงร้อยละ 63.84 ของหนี้สินครัวเรือนยากจนทั้งหมด หนี้สินของครัวเรือนยากจนร้อยละ 47.9 ใช้จ่ายในการทำการเกษตร ครัวเรือนยากจนร้อยละ 73.8 ไม่มีบ้านและที่ดินเป็นของตนเอง ร้อยละ 84.9 ไม่มีทรัพย์สินสำหรับใช้ประกอบอาชีพ ร้อยละ 84.6 ไม่มียานพาหนะ คนจนในกรุงเทพฯ ถือครองทรัพย์สินน้อยกว่าคนไม่จนในกรุงเทพฯ 83.6 เท่า ครัวเรือนทั่วประเทศมีหนี้สินร้อยละ 60.9 มีหนี้สินเฉลี่ย 134,699 บาทต่อครัวเรือน หนี้สินต่อรายได้ 6.4 เท่า หนี้ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.7 เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้ในครัวเรือน

            นอกจากนั้นจากข้อมูลการสำรวจแรงงานนอกระบบปี 2552 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า แรงงานนอกระบบทั่วประเทศมีประมาณ 24.3 ล้านคน จากแรงงานทั้งหมด 38.4 ล้านคน คิดเป็นประมาณร้อยละ 63 ของผู้มีงานทำ ในจำนวนนี้มีการศึกษาระดับต่ำกว่าประถมศึกษาร้อยละ 43.16 มีการศึกษาระดับประถมศึกษาร้อยละ 24.83 ทั้งนี้ แรงงานนอกระบบร้อยละ 41.54 อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรม ประมาณ 14.4 ล้านคน ภาคการขายส่งและขายปลีก 3.9 ล้านคน ภาคโรงแรมและภัตตาคาร 1.9 ล้านคน และภาคการผลิต 1.3 ล้านคน ทำงานพนักงานบริการ ประมาณ 4.8 ล้านคน ที่น่าสนใจคือบรรดาแรงงานเหล่านี้ขาดหลักประกันในการคุ้มครองสวัสดิการในฐานะแรงงาน

            จากฐานข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นชัดขึ้นทุกทีว่ายิ่งพัฒนาก้าวรุดหน้ามุ่งสู่ความทันสมัยไปมากขึ้นเท่าไรโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยก็ดูจะตกอยู่ในสภาวะที่เปราะบางมากยิ่งขึ้นไปเท่านั้น (นี่ยังไม่นับความเปราะบางของโครงสร้างทางการเมืองที่กำลังกระหน่ำซ้ำเติมสังคมไทย) ทั้งยังสะท้อนให้เห็นชัดเจนอีกว่าเรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในโครงสร้างทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมแบบสุ่มเสี่ยงเพียงใด สังคมไทยกล้ายอมรับข้อเท็จจริงดังที่แสดงข้อมูลข้างต้นได้หรือไม่ หากไม่ยอมรับแล้วสังคมไทยจะเดินหน้าไปสู่เศรษฐกิจที่เป็นธรรมต่อประชาชนส่วนใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพต่อชีวิตของบรรดาสามัญชนคนธรรมดาได้อย่างไร หากสังคมไทยไม่ร่วมด้วยช่วยกันหาหนทางเยียวยาแก้ไขกันอย่างจริงจัง วิกฤตในช่วงครึ่งทศวรรษหลังที่ผ่านมาคงเป็นเพียง "บทโหมโรง" ของวิกฤตอันหนักหนาสาหัสกว่าอีกหลายเท่า ซึ่งกำลังจะมาเยือนอย่างแน่นอนในอีกไม่ช้า

            จะว่ากันไปแล้วหนทางที่ก้าวไปข้างหน้าก็ดูจะมืดมนเพราะไม่รู้ว่าจะนำนโยบายใดที่จะนำมาประยุกต์ใช้จึงเหมาะสม (แท้จริงแล้วก็มีการทดลองกันมาหลายแนวความคิดแต่ที่ผ่านมาก็ดูจะล้มเหลว) หลังจากที่ผมได้หันกลับไปปรับทัศนะคติมุมมองที่เคยคับแคบให้เป็นมุมมองที่เปิดกว้างขึ้นแบบ 360 องศา ทำให้เกิดความเชื่อว่าปัญหาต่าง ๆ อาจจะยังพอมีทางคลี่คลายทุเลาลงได้ถ้าหากลองใช้แนวคิดในเชิง "มานวธรรม" อันเป็น "ธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์" นำมาประยุกต์ใช้ในการเยียวยาแก้ไขปัญหาที่เรื้อรังนี้ เพราะสังคมไทยเคยลองแก้ไขปัญหาด้วย "วิถีคิดและปฏิบัติแบบตะวันตก" มาหลายทศวรรษแล้ว ลองปรับเปลี่ยน "วิถีคิดและปฏิบัติแบบตะวันออก" ดูบ้าง เปรียบเสมือนคนไข้ที่เจ็บป่วยเรื้อรังรักษากันมานานแรมปีจนเกิดอาการดื้อยาถึงขั้นนี้ไม่มีอะไรจะเสียแล้วครับ ถ้าไม่ลองปรับเปลี่ยนยาและวิธีการรักษาก็เห็นท่าว่าจะไม่รอดเป็นแน่ ส่วนแนวคิดในเชิง "มานวธรรม" คืออะไร ก็คอยติดตามกันต่อในสัปดาห์หน้าครับ

<Previous   Next>