สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

หน้าแรก arrow อ่านบทความย้อนหลังที่นี่ arrow เรือนชานบ้านเมือง arrow นโยบาย “สายรุ้ง” ในการ “ลากตั้ง” ของ “ไทย”
นโยบาย “สายรุ้ง” ในการ “ลากตั้ง” ของ “ไทย”

            เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดถึงบรรยากาศของการเลือกตั้งของ "สิงคโปร์" ด้วยความชื่นชมทั้งในด้าน "วิสัยทัศน์" และ "กระบวนทัศน์" คราวนี้ลองหันกลับมามองการ "ลากตั้ง" ของ "ไทย" ว่าบรรดาพรรคการเมืองต่าง ๆ มี "วิสัยทัศน์" อย่างไรและมี "กระบวนทัศน์" อย่างไร สิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องชี้วัดที่คงไม่มีใครปฏิเสธได้แน่นอนในระบบการเมืองไทย คือ การที่พรรคการเมืองที่มีขนาดเล็กกลับมีอำนาจล้นฟ้ากว่าพรรคการเมืองใหญ่ เพราะเป็นตัวแปรที่สำคัญอย่างยิ่งในการจัดตั้งรัฐบาลแต่ละครั้ง จะเห็นได้ว่าบรรดากระทรวงหลัก ๆ ที่มีผลโดยตรงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของประเทศ เช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในการกำกับดูแลของพรรคการเมืองที่มีขนาดเล็ก เป็นผลให้พลังในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าจึงอ่อนล้าเพราะขาดเอกภาพ (นี่ยังไม่นับรวมถึงปัญหาคอรัปชั่นทั้งในระบบและนอกระบบ) ผลออกมาในภาพรวมก็ชัดเจนครับ นอกจากจะก่อให้เกิดความขัดแย้งและขาดเสถียรภาพทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง (ทั้งในสภาฯและนอกสภาฯ) ดังเช่นปัจจุบันแล้ว หากมองในภาพรวมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะที่ "ไทย" มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม 4-5 % ต่อปี เทียบกับ "เวียดนาม" กำลังมาแรงแซงหน้ามีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึง 7-8 % ต่อปี คงไม่ต้องพูดถึง "สิงคโปร์" ที่มีความเป็นเอกภาพและมีเสถียรภาพทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมเป็นอย่างยิ่ง เลยส่งผลให้มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึงร้อยละ 14.5 ซึ่งเติบโตกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับบ้านเรา

            ในการ "ลากตั้ง" ที่กำลังจะเกิดขึ้นในครั้งนี้ทุกพรรคล้วนแต่นำเสนอนโยบายเชิง "สายรุ้ง" ที่ดูสวยงามแต่ไกลเกินเอื้อมจับต้องไม่ได้ นอกจากนั้นยังเป็นนโยบายที่ไม่ยั่งยืนสักพักก็จางหายไป อีกทั้งยังไม่สามารถตอบโจทย์ในเชิงโครงสร้างว่าในอนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้าประเทศจะก้าวไปอย่างมีเสถียรภาพในทิศทางใดทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ดังจะเห็นได้ว่าบรรดาพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้นำเสนอนโยบายทางด้านต่างประเทศน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย เพราะอีกไม่นานก็จะเกิดระบบ "การค้าเสรี" แบบไร้พรมแดนในภูมิภาค "อาเซียน" ซึ่งจะเป็นสาระสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต สำหรับผมแล้วดูเหมือนว่าพรรคการเมืองต่าง ๆ จะให้ความสำคัญในประเด็นนี้น้อยมากครับ

            นอกจากนั้นนโยบาย "สายรุ้ง" ยังสะท้อนออกมาชัดเจนถึงความสวยงามในความฝันเพราะเป็นนโยบายที่ฟังแล้วโดนใจเชิง "ประชานิยม" ที่บรรดาพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้รับประโยชน์ จากฐานคะแนนเสียงสำคัญกลุ่มใหญ่ที่สุดคือ ผู้ใช้แรงงาน และบรรดาลูกจ้างในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งกลุ่มนี้ได้มีสัดส่วนเพิ่มปริมาณขึ้นจากคนในภาคเกษตรกรรม ดังนั้นนโยบาย "สายรุ้ง" นอกจากจะโดนใจผู้ใช้แรงงานและเกษตรกรแล้ว ยังเป็นการหาเสียงโดยตรงให้กับบรรดาผู้แทนในสัดส่วน "ปาตีริส" เมื่อสถานการณ์ในการ "ลากตั้ง" เป็นเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นกรรมของประเทศครับเพราะไม่มีพรรคการเมืองใดให้ความสนใจอย่างชัดเจนกับการแก้ไขปัญหาในทางโครงสร้าง ทำให้ไม่มีนโยบายชัดเจนกับการแก้ปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทำให้ไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญ ลำดับ 1-2-3 คืออะไร ผมอยากย้ำนะครับว่าหากสังคมไทยจะก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนเท่าเทียมนานาอารยประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "สิงคโปร์" ได้ จำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนทั้ง "วิสัยทัศน์" และ "กระบวนทัศน์" ซึ่งฟังดูแล้วอาจจะทำได้ยากและเป็นไปได้ยากแต่อย่างไรเสียก็ต้องทำครับ

            สำหรับผมแล้วปัญหาหลักถูกละเลยมานานที่จำเป็นจะต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ "ความไม่เป็นธรรมในสังคม" ที่นำไปสู่ "ความเหลื่อมล้ำ" และนำไปสู่ "การขาดเสถียรภาพ" ในทุกมิติ ซึ่งความไม่เป็นธรรมของผมนี้นอกจากความไม่เป็นธรรมในด้านรายได้และโอกาสที่จะประกอบสัมมาอาชีวะตามกำลังความรู้ความสามารถ ตลอดจนโอกาสที่จะเข้าถึงทรัพยากรแล้ว ยังครอบคลุมไปถึงความไม่เป็นธรรมทั้งในด้านสิทธิและเสรีภาพตลอดจนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่หมักหมมทางโครงสร้าง ในขณะที่นโยบาย "สายรุ้ง" เชิง "ประชานิยม" ของพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่นำเสนอทำได้เพียงแค่การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและผ่อนผันการชำระหนี้ ตลอดจนการปรับลดภาษีนั้นไม่สามารถแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างได้ เมื่อปัญหาทางโครงสร้างยังคงอยู่ที่ยังไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไข ก็เลยเป็นผลให้พรรคการเมืองขนาดเล็กก็ยังคงมีบทบาทและเป็นตัวแปรที่สำคัญกับการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป แล้วเมื่อการเมืองไทยยังคงตกอยู่ในวงจรอุบาททำให้เกิดสภาวะ "ลากตั้ง" เช่นนี้ ก็ไม่รู้จะ "เลือกตั้ง" ไปทำไมสิ้นเปลืองงบประมาณเปล่า ๆ ครับ

<Previous   Next>