สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

หน้าแรก arrow อ่านบทความย้อนหลังที่นี่ arrow เรือนชานบ้านเมือง arrow วิกฤต “อี.โคไล” แพร่ระบาดในยุโรป (1) หวั่นกลายพันธุ์ ลามจากสัตว์สู่พืช
วิกฤต “อี.โคไล” แพร่ระบาดในยุโรป (1) หวั่นกลายพันธุ์ ลามจากสัตว์สู่พืช

            เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายจุรินทร์ ลักษณวิศิฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการตรวจเชื้อแบคทีเรีย "อี.โคไล" ชนิดรุนแรง (Enterohaemorrhagic E.Coli O104) จากตัวอย่างผัก, ผลไม้นำเข้าจาก "ยุโรป" ข องกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ว่า หลังจากที่ "ด่านอาหารและยา" ประจำท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิได้สุ่มเก็บ "อโวคาโด" และ "กะหล่ำปลี" ส่งตรวจเพาะเชื้อที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งผลจากการตรวจเบื้องต้นพบเชื้อ "อี.โคไล" แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นเชื้อ "อี.โคไล" ที่จะทำให้เกิดสารพิษรุนแรงหรือไม่ จะต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจวิเคราะห์สายพันธุ์อีกระยะหนึ่ง ในทางการแพทย์แล้วการตรวจพบเชื้อ "อี.โคไล" ใน "อโวคาโด" และ "กะหล่ำปลี" อันเป็นผัก,ผลไม้นำเข้าจาก "ยุโรป" ครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากโดยทั่วไปเชื้อ "อี.โคไล" ที่ไม่เป็นอันตรายมีหลายชนิดและเป็นเชื้อที่มีอยู่ทั่วไปในผลิตภัณฑ์การเกษตร ผัก ผลไม้ แต่ก่อนที่จะนำมารับประทานควรล้างน้ำให้สะอาดก่อนหลาย ๆ ครั้ง โดยให้คลี่ใบล้างให้สะอาดในกรณีที่เป็นผักที่มีกาบใบห่อ ซึ่งวิธีการล้างอาจล้างด้วยการเปิดน้ำไหลจากก๊อกแรงพอประมาณให้ไหลผ่านผักสด ผลไม้นานอย่างน้อย 2 นาทีหรือใช้สารละลายอื่น ๆ ในการล้างควบคู่ด้วย เช่น น้ำส้มสายชู, เกลือ เป็นต้น หรือลอกหรือปอกเปลือกชั้นนอกของผักสดหรือผลไม้ทิ้งไปเพื่อลดสิ่งปนเปื้อน ทั้งนี้ การรับประทานผักโดยปรุงผ่านความร้อน รวมทั้งผักลวกจะปลอดภัยมากยิ่งขึ้นเนื่องจากเชื้อแบคทีเรียจะตายเมื่อถูกความร้อน 70 องศาเซลเซียสขึ้นไป

            ซึ่งในขณะนี้ทั่วโลกกำลังจับตาการแพร่ระบาดของเชื้อแบคทีเรีย "อี. โคไล" ชนิดร้ายแรงในยุโรปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกและภาคเหนือของเยอรมนี รวมทั้ง สวีเดน ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 30 ราย และพบผู้ป่วยในอีกอย่างน้อย 14 ประเทศ (ซึ่งส่วนใหญ่เดินทางไปยังเยอรมนี) ขณะที่พบผู้ติดเชื้อล้มป่วยไปแล้วเกือบ 3,000 ราย ถึงตอนนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถหาต้นเหตุที่แท้จริงของการแพร่ระบาดได้ และยังสับสนกับการหาสาเหตุว่า ทำไมเชื้อ "อี.โคไล" สายพันธุ์พิเศษนี้จึงทำให้เกิดอาการในกลุ่ม "HUS" ( Hemolytic Uremic Syndrome ) ที่มีผลให้ไตวาย ชัก เม็ดเลือดแดงแตก และถึงขั้นโคม่าและเสียชีวิตในที่สุด

            แม้คาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกแต่นายดาเนียล บาห์ร รัฐมนตรีสาธารณสุขเยอรมันนีแสดงความหวังว่าจุดเลวร้ายที่สุดของการแพร่ระบาดของ "อี.โคไล" ได้ผ่านพ้นไปแล้วเนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง แต่การสืบหาแหล่งต้นตอของการแพร่ระบาด ยังดำเนินต่อไปโดยไม่มีความคืบหน้ามากนักและมีความเป็นไปสูงว่าที่สุดแล้วอาจไม่มีวันรู้ว่าต้นตอของเชื้ออยู่ที่ไหน ซึ่งข้อสงสัยได้วกกลับมายัง "แตงกวา" นำเข้าจาก "สเปน" อีกครั้งหนึ่ง หลังผลสอบสวนพบว่าชาว "เยอรมัน"ครอบครัวหนึ่งทางภาคตะวันออกของ "เยอรมัน" ล้มป่วยหลังรับประทาน "แตงกวา" นำเข้า แต่ยังไม่ทราบว่าผักปนเปื้อนเองหรือผู้ป่วยทำให้ผักปนเปื้อน แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบตัวอย่างอื่น ๆ จากบ้านหลังนี้และร้านขายผักแล้วไม่พบเชื้อ "อี.โคไล" แต่อย่างใด ขณะที่ทางการ"เยอรมัน" ยังคงเตือนให้ผู้บริโภคหลีกเลี่ยงการรับประทานผักสด เช่น มะเขือเทศ แตงกวา สลัดผัก และผักงอกจากเมล็ดถั่วชนิดต่าง ๆ ต่อไป

            "สถาบันโรเบิร์ต ค็อกซ์" ซึ่งรับผิดชอบด้านการควบคุมและป้องกันโรคติดต่อระดับชาติระบุว่า มีผู้ป่วยที่มีอาการ "HUS" ในเยอรมนีกว่า 500 คน ซึ่งโดยปกติแล้วอาการ "HUS" จะเกิดขึ้นในสัดส่วน 10% ของการติดเชื้อ "อี.โคไล" ซึ่งหมายความว่า ตัวเลขผู้ป่วยด้วยเชื้อ "อี.โคไล" ในเยอรมนีอาจจะสูงกว่าที่มีรายงานเพราะอาการที่ปรากฏไม่รุนแรงนัก ผลจากการแพร่ระบาดดังกล่าวทำให้เกษตรกรในเยอรมนีก็กำลังได้รับผลกระทบจากการทำลายพืชผักคิดเป็นมูลค่า 7 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ส่วนเกษตรกรในสเปนสูญเสียรายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตรกรคิดเป็น 286 ล้านดอลลาร์ต่อสัปดาห์ เพราะความกังวลของผู้บริโภค

            "องค์การอนามัยโลก" ประจำ "ยุโรป" ตั้งข้อสังเกตว่าสายพันธุ์ "อี.โคไล" ชนิดรุนแรงที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ขณะนี้ ดูจะเป็นชนิดพิเศษที่ไม่เคยพบมาก่อน สายพันธุ์ใหม่นี้มีลักษณะที่ผิดแผกที่ทำให้ผลิตสารพิษที่มีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ "พอล ฮันเตอร์" จากมหาวิทยาลัยอีสต์ แองเกลียที่เห็นว่า สายพันธุ์ของเชื้อ "อี.โคไล" ที่ระบาดใน "ยุโรป" รอบนี้อาจอันตรายกว่าสายพันธุ์ที่เคยพบก่อนหน้านี้ โดยอาจมีความแตกต่างของ "ยีน" ที่ทำให้ "อี.โคไล" สายพันธุ์นี้มีความรุนแรงมากขึ้น "ดร. เจ. เกล็น มอร์ริส" ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเชื้อโรค จากมหาวิทยาลัยฟลอริดา มองว่า สายพันธุ์ "อี.โคไล" ที่กำลังแพร่ระบาดใน "เยอรมนี"อาจมีการเปลี่ยนแปลงของ "ยีน" หรือกลายพันธุ์ จนทำให้แข็งแรงมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีลักษณะที่แปลกไปทำให้ผิดไปจากเดิมและยากที่จะตรวจสอบโดยใช้กรรมวิธีแบบเก่า ๆ และมีความวิตกว่าจะกลายพันธุ์ แพร่ระบาดจากสัตว์สู่พืช เมื่อได้รับทราบความเป็นไปเช่นนี้ก็ต้องระมัดระวังตัวกันไว้ให้ดี "ป้องกันไว้ดีกว่าแก้" เพราะเดี๋ยวแย่จะแก้ไม่ทันครับ

<Previous   Next>