สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

หน้าแรก arrow อ่านบทความย้อนหลังที่นี่ arrow เรือนชานบ้านเมือง arrow สัญญา “ประชาคม” อาจพากันล่มจมทั้งประเทศ
สัญญา “ประชาคม” อาจพากันล่มจมทั้งประเทศ

            คงทราบกันดีครับว่าพรรค "เพื่อไทย" เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง แบบถล่มทลายเหนือคู่แข่งคือพรรค "ประชาธิปัตย์" ทำให้เกิดความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล โดยได้มีการดึงเอาบรรดาพรรคเล็กพรรคน้อยไม่น่าต่ำกว่า 5 พรรค มาเป็นพรรค "ร่วมรัฐบาล" เพื่อก่อให้เกิดเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น เป็นผลให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่ออันดับที่ 1 (ซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์ในการบริหารกิจการบ้านเมืองมาก่อน) เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ จากผลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงความคาดหวังของประชาชนในนโยบาย "ประชานิยม" ที่ พรรค "เพื่อไทย" ได้นำเสนอในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งสัญญา "ประชาคม" เด่น ๆ ที่ครองใจคนส่วนใหญ่และนำไปสู่ชัยชนะแบบถล่มทลายก็เห็นจะได้แก่ การเพิ่มค่าแรงขึ้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท, การเพิ่มเงินเดือนของผู้จบปริญญาตรี 15,000 บาท, การเพิ่มวงเงินเบี้ยยังชีพจาก 500 บาทเป็น 1,000 บาท, การรับจำนำข้าวเปลือกเป็นตันละ 15,000 บาท, การให้เกษตรกรมีบัตรเครดิตไปจนถึงการเพิ่มกองทุนหมู่บ้านอีก 100,000 ล้านบาท นี่ยังไม่นับรวมไปถึงการพักชำระหนี้สำหรับครัวเรือนที่ต่ำกว่า 500,000 บาทไปอย่างน้อย 3 ปี, การลดภาษีบ้านหลังแรกและรถยนต์คันแรก, การยกเลิกกองทุนน้ำมันพร้อมลดภาษีน้ำมันเบนซินและดีเซล ตลอดจนการเพิ่มเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาและการสร้างรถไฟฟ้าอีก 10 สายในกรุงเทพมหานคร นี่เป็นเพียงนโยบายบางส่วนเท่านั้นนะครับ สะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงการเน้นนโยบาย "ประชานิยม" ซึ่งจะผูกมัดพรรค "เพื่อไทย" ในอนาคตเพราะเป็นสัญญา "ประชาคม" ที่จะไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะที่ได้รับเลือกมาแบบถล่มทลายในครานี้ก็เพราะนโยบายเหล่านี้

            ภายใต้เงื่อนไข สัญญา "ประชาคม" ก็ก่อให้เกิดความกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าหากพรรค "เพื่อไทย" ทำจริงตามที่ให้สัญญา "ประชาคม" ไว้ คงต้องใช้เงินเป็นจำนวนอภิมหาศาลเลยทีเดียว ผมไม่แปลกใจเลยครับที่หลายภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนต่างรู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ ไปตาม ๆ กันอาทิ เช่น กระทรวงการคลัง (ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ต้องรับผิดชอบในการหาเงินมาให้รัฐบาลใช้) ตลอดจนธนาคารแห่งประเทศไทย (ที่ต้องดูแลรักษาเสถียรภาพทางการเงินการคลังของประเทศ) รวมไปถึงสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ "ทีดีอาร์ไอ" และบรรดานักวิชาการอีกหลายท่านรวมทั้งผมเกิดความหวั่นเกรงว่าหากรัฐบาลดำเนินนโยบาย "ประชานิยม" แบบสุดขั้วเช่นนี้ อาจทำให้โครงสร้างของเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมเกิดความเสียหาย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะกลางและระยะยาว) อาจจะส่งผลกระทบต่อสภาวะการเงินคงคลัง ทุนสำรองของประเทศและอาจนำไปสู่สภาวะ "เงินเฟ้อ" ที่รุนแรงและที่สำคัญที่เป็นห่วงที่สุด คือ จะส่งผลต่อวินัยทางการเงินของประชาชนที่จะมีทัศนคติที่ผิด ๆ ที่วัน ๆ เอาแต่นั่งรอนอนรอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล

            นอกจากนั้นบางนโยบาย "ประชานิยม" ก็ได้เริ่มส่งผลกระทบอย่างรุนแรงขึ้นตามลำดับอาทิเช่น นโยบายการรับจำนำข้าวเปลือกตันละ 15,000 บาท ได้เริ่มส่งผลกระทบต่อการค้าข้าวทั้งระบบเพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันกับ "เวียดนาม") นี่ยังไม่นับถึงนโยบายการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SMEs เพราะจะทำให้ไม่สามารถจ้างแรงงานในต้นทุนที่สูงได้ อีกทั้งในเรื่องการเพิ่มเงินเดือนวุฒิปริญญาตรีที่จบใหม่เป็น 15,000 บาท ส่วนปริญญาตรีที่จบไปก่อนหน้านี้แล้วและได้ทำงานแล้วจะต้องปรับเพิ่มหรือไม่ ใครจะเป็นคนแบกรับค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็ยังคงเป็นปัญหาที่ยังค้างคา กันอยู่ แต่ที่ผมกังวลที่สุดคือปัญหาสภาวะ "เงินเฟ้อ" ที่กำลังจะตามมา ซึ่งจะเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อคนหมู่มาก เพราะเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องปากท้องและบรรดาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จะมีราคาแพงขึ้นมาก (ในขณะที่ค่าของเงินจะลดลง)

            พอใช้จ่ายเงินที่มีอยู่ในคลังจนหมด ก็จำเป็นต้องหันมาสู่การนำเอา "เงินในอนาคต" มาใช้ (นอกจากการกู้แล้วยังอาจจะออกมาในรูปพันธบัตรในรูปแบบต่าง ๆ ) ผลักภาระไว้ให้กับรัฐบาลใหม่ในอนาคตอีก 5-6 ปีข้างหน้า ก็มีบทเรียนให้เห็นกันมาแล้วที่กำลังเกิดขึ้นกับรัฐบาล "กรีซ" ในปัจจุบันที่ตกอยู่ในสภาพหนี้สินล้นตัวเดือดร้อนกันไปทั่วประชาคม "ยุโรป" ซึ่งประเด็นนี้น่าสนใจและคล้ายกับรัฐบาล "ไทย" มาก เอาไว้ต่อในสัปดาห์หน้ามาเจาะลึกลงในรายละเอียดกันครับ

            จึงอยากฝากย้ำถึงรัฐบาลใหม่ว่าให้ระมัดระวังให้ดี เพราะนโยบาย "ประชานิยม" ที่ผูกพันกับ สัญญา "ประชาคม" เผลอๆ จะพากันล่มจมกันทั้งประเทศครับ ก็ขอทำหน้าที่ "สุนัขเฝ้าบ้าน" ฝากเอาไว้จะทำกิจการงานใดก็ขอให้เตรียมการ "ป้องกันไว้ดีกว่าแก้" เพราะ "เดี๋ยวแย่จะแก้กันไม่ทัน" ครับ

<Previous   Next>