สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

หน้าแรก arrow อ่านบทความย้อนหลังที่นี่ arrow เรือนชานบ้านเมือง arrow วิกฤตเศรษฐกิจ “สหรัฐ ฯ” รอบใหม่นี้สาหัสกว่ารอบที่แล้ว
วิกฤตเศรษฐกิจ “สหรัฐ ฯ” รอบใหม่นี้สาหัสกว่ารอบที่แล้ว

            ความกังวลว่า "สหรัฐฯ" อาจเจอวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำรอบใหม่ (Double-dip Recession) ทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อ "สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส" ได้หั่นอันดับเครดิตประเทศอภิมหาอำนาจนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จาก AAA เป็น AA+ ติดตามมาด้วยการประกาศของ "ธนาคารกลางสหรัฐฯ" ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับศูนย์ต่อเนื่องไปจนถึงกลางปี 2556 ถึงแม้ว่าจะเรียกความเชื่อมั่นของบรรดานักลงทุนกลับคืนมาได้ระดับหนึ่ง แต่นักลงทุนก็มองว่า "เฟด" กำลังส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจของ "อเมริกาฯ" จะเผชิญหน้ากับสภาวะถดถอยไปอีกอย่างน้อย 2 -3 ปี จากความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์หลายสำนัก เมื่อหลายเดือนก่อนพบว่า โอกาสที่จะเกิดวิกฤตรอบใหม่นั้นมีไม่ถึง 25% แต่หลังจากการดาวน์เกรดของ "เอสแอนด์พี" บรรดานักวิเคราะห์ต่างเพิ่มน้ำหนักสูงขึ้นเป็นอย่างน้อย 50% โดยมีความเห็นว่าสาเหตุหลัก ๆ ของความตกต่ำรอบใหม่จะเกิดจากการเสื่อมมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภทที่อยู่อาศัย รวมไปถึงอัตราการว่างงานสูงที่ส่งผลต่ออัตราการบริโภคที่ถดถอย

            จะว่าไปแล้วมาตรการที่ "สหรัฐ ฯ" นำออกมารับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2551 นั้นล้วนแต่เป็นมาตรการ "คลาสสิก" ในด้าน "เศรษฐกิจมหภาค" ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรายจ่ายภาครัฐ การให้เงินช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ทรุดหนัก การผ่อนคลายนโยบายการเงินด้วยการลดอัตราดอกเบี้ย ตลอดจนการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลฯลฯ ซึ่งมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ก็ทำได้แค่เพียงช่วยพยุงอาการได้ระดับหนึ่ง แต่ในสภาพปัจจุบันปัญหาเศรษฐกิจของ "สหรัฐฯ" นั้นฝังรากลึกเกินกว่าที่มาตรการ "คลาสสิค" เหล่านี้จะแก้ไขได้ ดังนั้นที่ผ่านมาจึงทำได้แค่กดอาการไว้ โดยไม่ได้ช่วยเยียวยาต้นตอของปัญหา รอแค่เพียงเวลาที่จะล่มสลายลงทั้งระบบเท่านั้นครับ

            หลายฝ่ายต่างฟันธงลงไปตรงกันว่าวิกฤตเศรษฐกิจของ "สหรัฐฯ" ครั้งต่อไปจะหนักหนาสาหัสและจะสูญเสียยิ่งกว่าครั้งก่อน เพราะสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันดูจะเปราะบางกว่าปลายปี 2550 (ช่วงก่อนที่จะเกิดวิกฤต "ซับไพร์ม") ทั้งทางด้านการจ้างงาน รายได้ และการผลิตภาคอุตสาหกรรม

            จะเห็นได้ว่าระยะเวลา 4 ปีหลังเข้าสู่วิกฤต "ซับไพร์ม" ประชากรวัยแรงงานชาว "อเมริกัน" ขยายตัวราว 3% หากเศรษฐกิจอยู่ในสภาวะปกติ ตำแหน่งงานต้องเพิ่มขึ้นในอัตราเท่ากันเป็นอย่างน้อย แต่ในขณะนี้ตำแหน่งงานกลับลดลงโดยน้อยกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤต 5% หรือ 6.8 ล้านคน ส่วนอัตราการว่างงานในปัจจุบันที่ สูงถึง 9.1% ก็สูงกว่าช่วงปลายปี 2550 เกือบ 2 เท่า ส่วนคนที่มีงานทำก็ถูกลดชั่วโมงทำงาน เป็นสถานการณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไปในภาคเอกชน ตัวเลขที่ออกมาสูงมากเป็นพิเศษเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทส่วนใหญ่ใน "สหรัฐฯ" พยายามรัดเข็มขัด โดยการปลดบุคลากรออกและใช้พนักงานที่เหลือให้คุ้มค่าที่สุด ซึ่งหากวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่หวนกลับมาอีกครั้งก็ไม่ชัดเจนว่าภาคธุรกิจจะลดคนงานได้มากน้อยแค่ไหนโดยที่ยังดำเนินธุรกิจต่อไปได้ นอกจากนั้นเพราะตำแหน่งงานที่น้อยบวกกับชั่วโมงทำงานที่ลดลง รายได้ที่ภาคครัวเรือนจะนำไปจับจ่ายใช้สอยย่อมลดตามไปด้วย โดยเมื่อปรับปัจจัย "เงินเฟ้อ" แล้วรายได้ส่วนบุคคลในปัจจุบันลดลง 4% จากช่วงก่อนวิกฤตครั้งล่าสุด ด้านการใช้จ่ายของผู้บริโภคก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกับก่อนเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทั้ง ๆ ที่ในสถานการณ์ปกติควรจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากจำนวนประชากรขยายตัว ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ถือได้ว่าเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย ลัทธิ "บริโภคนิยม" เต็มรูปอย่าง "สหรัฐฯ"

            พอได้ลองเปรียบเทียบสถานการณ์ในภาพรวมในอดีตกับสถานการณ์ในปัจจุบัน สิ่งที่น่ากังวลใจเป็นอย่างยิ่ง คือ เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจครั้งที่แล้ว "สหรัฐฯ" ยังคงอยู่ท่ามกลาง "ฟองสบู่" ของการปล่อย "สินเชื่อ" จึงมี "ไขมัน" หรือ "สภาพคล่อง" ในตลาดในปริมาณที่มากพอให้ตัดเฉือน แต่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้สิ่งที่เหลือในปัจจุบันมีเพียงเนื้อและกระดูกเท่านั้น ดังนั้นคงเข้าขั้นหายนะกันแน่ครับ ถ้า "สหรัฐฯ" ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำได้ เพราะในสภาพเศรษฐกิจของ "สหรัฐฯ" ที่กำลังบอบช้ำเช่นนี้ รับรองได้ว่า วิกฤตเศรษฐกิจ "สหรัฐ ฯ" รอบใหม่นี้สาหัสกว่ารอบที่แล้ว และคงไม่ต้องถามนะครับว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร

<Previous   Next>