สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

บ้านไม่กลัวน้ำ(ท่วม) 2

            สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว "คนรักบ้าน" สืบเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว ก็เป็นที่สนอกสนใจของคนทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาชาว "คนรักบ้าน" ที่อยู่อาศัยในบริเวณภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคกลาง รวม 29 จังหวัด 274 อำเภอ บริเวณพื้นที่กว่า 1.8 ล้านไร่ ที่เป็นผลให้กว่า 935,000 ครอบครัว หากคิดเป็นจำนวนคนก็หลายล้านคน ที่กำลังประสบกับ "อุทกภัย" น้ำท่วมอย่างหนักหนาสาหัสกันอยู่ในหลายพื้นที่ ก็เป็นอุทาหรณ์สอนใจครับว่าสังคมไทยในปัจจุบันเวลาที่จะประกอบกิจการงานใดก็มักจะทำกันไปแบบ "ผักชีโรยหน้า" ในลักษณะ "สุกเอาเผากิน" อีกทั้งยังเป็นการทำงานแบบ "วัวหายแล้วล้อมคอก" เสมอ ทำให้เป็นการแก้ปัญหาแบบไม่ "บูรณาการ" ทั้งยังเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ประเภท "เกาไม่ถูกที่คัน"

บ้านไม่กลัวน้ำ(ท่วม) 2

            ครั้งหนึ่งในชีวิตผมก็ได้มีโอกาสไปร่ำเรียนอยู่เมืองนอกเมืองนาที่ "คิงส์คอลเลจ" มหาวิทยาลัย "อะเบอร์ดีน" ประเทศ "อังกฤษ" ซึ่งก็จัดว่าเป็นสถาบันการศึกษาที่มีอายุเก่าแก่แห่งหนึ่ง เพราะได้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1495 จึงถือได้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยประเภท ส.ว. (สูงวัย) โดยแท้จริง หากเทียบกับช่วงประวัติศาสตร์ของบ้านเราก็คงจะอยู่ราว ๆ ปลายสมัย "สุโขทัย" รอยต่อสมัย "อยุธยา" ที่ "คิงส์คอลเลจ" นั้น ผมได้มีโอกาสเรียนรู้ทฤษฎีต่าง ๆ กับบรรดา "โปรเฟสเซอร์" ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์เกี่ยวกับ "Urban Planning" และ "Regional Planning" หากแปลเป็นไทยแบบตรงตัว คือ "การวางผังเมืองและการวางผังภาค" ซึ่งจัดได้ว่าเป็นกระบวนการศึกษาแบบ "บูรณาการ" ในหลาก "มิติ" เกี่ยวกับ "การบริหารจัดการทรัพยากร" ที่มีอยู่อย่างรู้เท่าทัน ในกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวผมได้มีโอกาสวิเคราะห์เจาะลึกลงไปในหลากหลายประเด็นตั้งแต่ประเทศ "ไทย" จำเป็นต้องเปิดประเทศในสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 และต่อเนื่องมาในสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเซ็นต์สนธิสัญญา "เบาว์ริง" (Bowring Treaty) ในพ.ศ. 2398 กับประเทศ "อังกฤษ" ถือได้ว่าเป็นการเปิดเสรีทางการค้ายุคแรก ๆ ตลอดมาจนถึงการได้เริ่มใช้ "แผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1" กว่า 50 ปีล่วงแล้ว โดยศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ตลอดจน "IMF" และ "WORLD BANK" เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ (จะเห็นได้ว่าประเทศไทยได้ถูกแทรกแซงโดยสถาบันการเงินระดับโลกมากว่าครึ่งศตวรรษแล้ว) ในสมัยนั้นนายกรัฐมนตรีคือ พณ.จอมพลสกฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผลจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่ฉบับที่ 1 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ได้ก่อให้เกิดแนวทางทั้งความคิดและการปฏิบัติของทุกภาคส่วนในสังคม อีกทั้งยังได้มีแนวทางในการพัฒนาประเทศก้าวสู่ความ "ทันสมัย" เลียนแบบฝรั่ง ทำให้ระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดจนโครงสร้างของการใช้ทรัพยากรของประเทศเปลี่ยนแปลงไป ดังจะเห็นได้จากมีการก่อสร้างปรับปรุงถนนหนทาง, สร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ และผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อที่จะรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ "ทุนนิยม" เต็มรูป แบบก้าวกระโดด รวมถึงการสร้างสนามบินสร้างท่าเรือน้ำลึก การสร้างโครงข่ายการคมนาคมเป็นถนนหนทาง แทนที่การขนส่งทางน้ำ กับทางรถไฟ ที่เคยปฏิบัติกันมานานนับร้อยปี นอกจากนั้นยังได้สร้าง "คำขวัญ" (ซึ่งสำหรับผมแล้วเป็น "คำขู่ขวัญ" ที่น่าสะพรึงกลัว เป็นที่สุด) คือ "งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข" ก็เลยทำให้คนไทยทุกคนตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบันในสมองคิดถึงแต่เรื่องการหาเงินให้ได้มากที่สุด มุ่งแต่ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก คิดเพียงแค่ว่าจะผลิตอะไรเพื่อจะส่งออกไปขายในตลาดโลก มุ่งแต่เพียงอัตราการเจริญเติบโตของตัวเลข "จีดีพี" ในแต่ละปีจะสูงขึ้นเท่าไร ผลก็เป็นดังที่เห็นในปัจจุบันนี้แหละครับ ทรัพยากรธรรมชาติถูกใช้อย่างไร้จิตสำนึก ป่าไม้ถูกทำลาย, ภูเขาถูกระเบิด, เครือข่ายแม่น้ำลำคลองซึ่งเป็นระบบการขนส่งที่ถูกที่สุดและยังเป็นระบบการระบายน้ำและชลประทานที่ดีที่สุดทางธรรมชาติก็ตื้นเขิน ระบบโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยก็มุ่งสู่ลัทธิ "บริโภคนิยม" ที่ถูกขับเคลื่อนโดยระบบ "ทุนนิยม" เต็มรูป มุ่งแต่การทำงานหาเงิน และยกย่องเชิดชูคนที่ร่ำรวยมั่งคั่ง โดยไม่สนใจว่าเงินนั้นจะมาจากที่ใด

            นอกจากนั้นสังคมไทยยังถูกครอบให้หวาดกลัวความ "ไม่ทันสมัย" ทำให้เกิด "ความอยากเป็นเหมือนอย่างเขา หวาดกลัวที่จะเป็นเหมือนอย่างเรา" เป็นผลให้บรรดา "ของดี มีอยู่" ถูกมองข้าม ถูกดูหมิ่น ถูกดูแคลน บรรดา "ภูมิปัญญา" เก่า ๆ เคยทำหน้าที่เป็น "ภูมิคุ้มกัน" ที่ยังใช้ได้ดีและยังเป็นประโยชน์ กลับกลายเป็นสิ่งล้าสมัย ก็เลยเป็นผลให้เกิดสภาวะ "ภูมิคุ้มกันสังคมบกพร่อง" ในทุก "มิติ" เป็นผลให้วิถีชีวิตของ "การกินการอยู่แบบไทย" สับสนวุ่นวายจับต้นชนปลายกันไม่ถูกไปหมด เกิดปัญหามากมายดังเช่นในปัจจุบัน

บ้านไม่กลัวน้ำ(ท่วม) 2

            จากปรากฏการณ์ "อุทกภัย" น้ำท่วมที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปีก็เป็นเครื่องชี้วัดที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจจะถึงเวลาที่เราจำเป็นต้องเริ่มคิดทบทวนกันใหม่ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ หากศึกษา "ภูมิปัญญา" ของบรรพบุรุษจะพบว่าบ้านไทยหรือเรือนไทยแต่โบราณไม่ว่าจะอยู่ในภูมิภาคใดก็ล้วนแล้วแต่ยกพื้นสูง เพราะสภาพทางภูมิอากาศที่ร้อนชื้น มีฝนตกชุกอีกทั้งยังมีฤดูน้ำหลากท่วมทุกปี ก็ไม่ใช่เพราะอยากอยู่ "ทันสมัย" แบบฝรั่ง อยากเป็นแบบฝรั่ง อยากมีจมูกโด่งแบบฝรั่ง อยากมีสีผมแบบฝรั่ง อยากกินอาหารแบบฝรั่ง อยากพูดภาษาไทยคำฝรั่งคำ ฯลฯ ก็ไม่ใช่เพราะ "วิถีการดำรงชีวิต" แบบ "ผิดเพี้ยน" นี้หรือครับที่ทำให้เกิดปัญหาทับถม หมักหมมกันจนตามแก้กันไม่ทัน ก็ยังไม่สายหรอกครับที่จะกลับตัวกลับใจ กลับความคิด

            มาถึงตอนนี้ผมก็นึกถึงคำสอนของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ในช่วงที่ผมได้มีโอกาสทำงานกับ มูลนิธิชัยพัฒนา ที่ท่านเคยกล่าวว่า "อย่าอายที่จะถอยหลังเข้าคลอง" เพราะเมื่อเรารู้ดีว่า "ปากคลอง" นั้นเต็มไปด้วยกระแสน้ำวนที่เชี่ยวกราก อีกทั้งเต็มไปด้วยเกาะ แก่ง หิน โสโครก หากยังขืนดื้อดึงแล่นเรือออกไปจะเป็นอันตรายใหญ่หลวง มีหวังได้ล่มจมไปทั้งลำเรือเป็นแน่ ดังนั้นเมื่อ "รู้เช่นเห็นชาติ" เช่นนี้ก็อย่าอายเลยครับที่ใครจะบอกว่าเราต้อง "ถอยหลังเข้าคลอง" ไม่ต้องกลัวว่าจะ "ไม่ทันสมัย" รีบคัดท้ายเรือกลับสู่คลอง ที่มีน้ำใสไหลเย็น เห็นตัวปลา ว่าย แหวกไปมาอยู่ไหว ๆ เป็นชายคลองที่อุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยอาหารการกินที่บริบูรณ์ กลับไปใช้ชีวิตตาม "ศาสตร์พระราชา" ที่ว่าด้วยความ "พอเพียง" อันจะนำมาซึ่งความ "สมดุล" ของ "ประโยชน์" และ "ความสุข" ครับ

            เอาไว้ต่อตอนสุดท้ายของ "บ้านไม่บาน" ที่ไม่กลัวน้ำ(ท่วม) กันในสัปดาห์หน้า โดยผมจะนำเสนอแนวคิดอันเป็นหลักสำคัญ 6 ประการ ที่จะนำไปสู่การออกแบบ "อาคารบ้านเรือนไม่บาน" อย่างไรที่ไม่กลัวน้ำ (ท่วม) สำหรับแฟน ๆ ที่ต้องการติดตามข้อมูลย้อนหลังหรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปดูได้ที่ เว็ปไซต์ยอดฮิตของชาว "คนรักบ้าน" www.homeloverthai.com แล้วพบกับสาระน่ารู้กันได้ใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ สวัสดีครับ

<Previous   Next>