สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

หน้าแรก arrow อ่านบทความย้อนหลังที่นี่ arrow เรือนชานบ้านเมือง arrow 3 มาตรการ ทางเลือกอันอาจเป็นทางรอดของ “เฟด”
3 มาตรการ ทางเลือกอันอาจเป็นทางรอดของ “เฟด”

            ธนาคารกลาง "สหรัฐฯ" หรือ "เฟด" กำลังพิจารณานำมาตรการต่าง ๆ อย่างน้อย 3 มาตรการ เพื่อหาแนวทางในการลดดอกเบี้ย,ลดอัตราเงินเฟ้อ รวมทั้งกระตุ้นการลงทุนและการจ้างงาน ส่วนรายละเอียดและความชัดเจนของมาตรการต่าง ๆ นั้นน่าจะมีขึ้นในช่วงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของ "เฟด" ระหว่างวันที่ 20-21 กันยายนศกนี้ ปัจจัยที่เป็นแรงกระตุ้นให้ "เฟด" ต้องเร่งนำมาตรการต่าง ๆ ออกมาใช้นั้นได้แก่ ความกังวลเกี่ยวกับอัตรา "เงินเฟ้อ" ขณะเดียวกันกับที่ตัวเลขดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจอื่น ๆ กลับดูเลวร้ายลง ทำให้ "เฟด" จำเป็นต้องเร่งหาหนทางกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและทำให้สถานการณ์ทางการเงินดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ "นายเบน เบอร์นานคี" ประธาน "เฟด" ได้ออกมาแสดงความเห็นว่าพร้อมพิจารณาทุก ๆ ช่องทางที่เป็นไปได้ก่อนที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายฯ จะเริ่มขึ้น

            จากผลการศึกษาสถานการณ์เศรษฐกิจของ "สหรัฐฯ" (ซึ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อต้นเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา) พบว่าเศรษฐกิจในภาพรวมเริ่มกระเตื้องขึ้นเล็กน้อย แต่กิจกรรมทางธุรกิจยังมีความไม่มั่นใจในระดับสูง ในช่วงเวลาที่สถานการณ์เป็นปกติ "เฟด" มักจะใช้มาตรการขยับอัตราดอกเบี้ย "เฟดฟันด์ เรต" ซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่ธนาคารให้กู้ยืมแก่กันระยะสั้น เป้าหมายเพื่อให้ส่งผลต่อการปล่อยกู้ การลงทุน และการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ ซึ่งในขณะนี้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำเกือบ 0% แล้ว ในขณะเดียวกันก็ได้ใช้มาตรการซื้อ "พันธบัตรรัฐบาล"รวมทั้ง "ตราสารหนี้" อื่น ๆ ไปแล้วถึง 2.325 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อกดดันให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับลดลงมา ทำให้หลายฝ่ายเฝ้าจับตาว่า "เฟด" ยังจะมีมาตรการอะไรที่จะนำมาใช้ได้อีก

            ซึ่ง "เฟด" กำลังมองหามาตรการทางเลือกอันเป็นทางรอดอื่น ๆ อยู่ซึ่งมาตรการที่หนึ่งนั้นได้แก่ การปรับสัดส่วนการถือครองพันธบัตรของ "เฟด" ให้เป็นตราสารที่มีอายุในการชำระระยะยาวมากขึ้นและลดการถือครองตราสารที่มีอายุการชำระระยะสั้นลงไป มาตรการดังกล่าวเรียกในตลาดการเงินว่า "Operation Twist" แต่สำหรับธนาคารกลาง "สหรัฐฯ" เรียกมาตรการลักษณะนี้ว่า "Maturity Extension" ซึ่งเป็นการยืดอายุการชำระหนี้ออกไป เป้าหมายก็เพื่อกดอัตราดอกเบี้ยระยะยาวให้ลดต่ำลงเพื่อกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น มาตรการดังกล่าวคล้ายคลึงกันกับที่เคยถูกนำมาใช้ช่วงทศวรรษ 1960 โดยกำหนดให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น โดย "เฟด"ตั้งความหวังว่ามาตรการใหม่ที่ออกมาจะช่วยกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น เพราะเชื่อว่ามีธุรกิจอีกจำนวนมากที่รอตัดสินใจลงทุนและจ้างงานเพิ่มเมื่อต้นทุนการกู้ยืมปรับต่ำลง อีกทั้งมีผู้คนจำนวนมากรอตัดสินใจ "ซื้อบ้าน"หรือ "รีไฟแนนซ์บ้าน" ทันทีที่อัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับตัวลดลง แต่การนำมาตรการนี้มาใช้อาจส่งผลถึงสภาวะ "เงินเฟ้อ" แต่ "เฟด" ดูจะไม่มีทางเลือกมากนักจำเป็นต้องนำมาตรการระดับเข้มข้นมาใช้เพื่อลดอัตราว่างงานลงมาให้ได้

            สำหรับมาตรการที่สอง คือ การลดหรือยกเลิกอัตราดอกเบี้ย 0.25% ที่ "เฟด"จ่ายให้กับธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ที่นำเงินสดมาสำรองไว้กับ "ธนาคารกลาง" ทั้งนี้ในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวสูงกว่าดอกเบี้ยอัตรา 0.196% ที่ถือครองพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปี จะได้รับ บรรดานักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่า "เฟด"ไม่ควรจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ฝากเงินสดไว้กับ "เฟด" เอง แทนที่จะเอาเงินไปปล่อยกู้ให้กับธุรกิจและภาคประชาชน ถ้า "เฟด" ลดดอกเบี้ยที่ให้กับธนาคารพาณิชย์ที่นำเงินสดมาฝาก ธนาคารเหล่านั้นก็จะมีแรงผลักดันให้นำเงินไปปล่อยกู้มากขึ้น ทั้งยังจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ "สหรัฐฯ" ให้ก้าวไปข้างหน้า อย่างไรก็ตามยังมีเสียงคัดค้านเช่นกันว่า มาตรการที่สองนี้อาจจะไม่ส่งผลกระทบในเชิงบวกมากนัก เพราะในปัจจุบันดอกเบี้ยก็มีอัตราต่ำอยู่แล้วและดีไม่ดีก็อาจจะส่งผลกระทบต่อตลาดเงินกู้ระยะสั้น

            ส่วนมาตรการทางเลือกที่สาม คือ การให้ข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้นของ "เฟด"เกี่ยวกับเป้าหมายทางเศรษฐกิจและแผนการเกี่ยวกับการกำหนดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา "เฟด" ได้ออกมาประกาศว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำต่อไปจนถึงปี 2556 นั้น ยังไม่มีความชัดเจนพอว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้ตัดสินใจเช่นนั้น

            ก็เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันที่จะมีการประชุม "นโยบายการเงินฯ" ถ้าเศรษฐกิจของ "สหรัฐฯ" ยังคงอ่อนแอต่อไป หรือถ้าต้องเผชิญปัจจัยกระทบรุนแรงจากภายนอก ผมคิดว่า "เฟด" คงไม่มีทางเลือกครับ จะต้องพิจารณานำมาตรการใหม่ ๆ ที่หลากหลายมาใช้เพื่อสร้างความมั่นใจให้ได้ว่าเศรษฐกิจของ "สหรัฐฯ" จะฟื้นตัวขึ้นมา ดังนั้น "เฟด" จึงต้องทำทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ด้วยเครื่องมือทางการเงินที่มีอยู่เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวนั้น ซึ่งผลของการประชุมที่ทั้งโลกกำลังจับตาดูอยู่จะ "ออกหัวออกก้อย" อย่างไรนั้น วันที่ 20-21 กันยายนนี้ก็คงได้รู้กันครับ

<Previous   Next>