สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

            ผมเป็นคนโชคดีครับที่ภายใต้ "กฎแห่งแรงโน้มถ่วง" + "กฎแห่งแรงดึงดูด" ("Law of Gravitation" + "Law of Attraction") ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของ "พลังจักรวาล" ( "Cosmic Force" ) ได้ดึงและนำพาทั้งคนเก่ง คนดีมีศีลธรรมและจริยธรรม เข้ามาสู่ชีวิตผมเสมอ ๆ เมื่อก่อนก็ไม่เชื่อนะครับ นอกจากไม่เชื่อแล้ว ก็ยังปฏิเสธอีกว่า "พลังจักรวาล" นั้นไม่มีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตจริง ทั้งยังไม่ใช่เรื่องที่เป็นแก่นสารที่ต้องใส่ใจ แต่ไป ๆ มา ๆ ก็ได้รับรู้ถึงอนุภาพของ "พลังจักรวาล" จนได้ครับ อธิบายแบบหยาบที่สุดเพื่อให้สามารถเข้าใจได้ง่ายที่สุดก็คือเป็น "พลังธรรมชาติ" ที่ก่อให้เกิด "ธาตุทั้ง 4" คือ ดิน,น้ำ,ลม และไฟ ที่เป็นธาตุพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการดำรงชีวิต ดังนั้นหากจะพูดถึง "พลังจักรวาล" ที่เห็นและสัมผัสได้ชัดเจนที่สุดคือ "พลังงานแสงอาทิตย์" ที่ให้ทุกสิ่งอย่างแก่โลก ที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสรรพชีวิต ให้ทั้งอาหาร,เครื่องนุ่งห่ม,ยารักษาโรคและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการปลูกสร้างที่อยู่อาศัย อันเป็น "ปัจจัย 4" ที่ไม่ว่าจะยากดีมีจนเช่นไรก็จะขาดไม่ได้ ซึ่ง "พลังจักรวาล" นี้ผมเชื่อว่าได้ก่อให้เกิดทั้ง "กฎแห่งแรงโน้มถ่วง" + "กฎแห่งแรงดึงดูด" ก็ได้นำพาแพทย์ทางเลือกคือ "หมอบุณยพร ยี่มี" ที่บรรดาสื่อต่าง ๆ ให้ฉายากับท่านว่า "หมอบุณย์ปากหมา" ให้เดินเข้ามาในชีวิตผมครับ

“หมอบุณย์ปากหมา” กับ “ศีลจับยัด”            จริง ๆ แล้วฉายา "หมอบุณย์ปากหมา" เป็นฉายาที่ท่านถูกบรรดาสื่อฯ ตั้งขึ้นมา เป็นเพราะว่าท่านเป็นคนตรงไปตรงมา คำพูดคำจาออกจะขวานฝ่าซากเสียด้วยซ้ำ นอกจากนั้นท่านยังเป็นคนที่ชัดเจนกับความถูกผิด รวมถึงชัดเจนกับอุดมการณ์ในการใช้ชีวิต จึงทำให้ท่านเป็นทั้งนักคิด,นักปฏิบัติที่ดูเหมือนว่าจะทำอะไรนอกกรอบอยู่เสมอ ๆ (เพราะคิดอะไรมักจะไม่เหมือนกับชาวบ้าน) ก็เป็นธรรมดาครับในสังคมนี้ ถ้าใครมีวิถีคิดและปฏิบัติผิดแผกแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ และไม่ยอมสิโรราบต่อระบบ ทั้ง ๆ ที่รู้ทั้งรู้ว่าบางเรื่องไม่ถูกต้อง แต่กลับไม่คิดที่จะแก้ไขทำให้ "หมอบุณย์" มักจะได้รับการต่อต้านเสมอจากคนบางกลุ่มที่ยังคงยึดติดกับระบบความคิดเก่า ๆ เดิม ๆ ที่รู้ทั้งรู้ว่าผิดแต่ก็ยังติดอยู่ อาจเป็นเพราะลาภ,ยศ,สรรเสริญที่เคยได้รับจากความคิดเก่า ๆ นั้น ทุกครั้งที่ผมได้เจอกับ "หมอบุณย์" ผมรู้สึกว่าได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เพิ่มพูนขึ้นมากมายครับ ทำให้ผมได้รู้ว่าผมยังไม่รู้อะไรอีกมากมาย และทำให้ผมยังได้รู้ว่าผมต้องศึกษาหาความรู้อะไรเพิ่มเติมอีกมากมายครับ

            "หมอบุณย์ปากหมา" บอกกับผมว่าปัจจุบันระบบการศึกษาเรียนรู้ในบ้านเรานั้นเป็นระบบ "ศีลจับยัด" เปรียบได้กับเวลาเราไปทำบุญที่วัด ก็เป็นประเพณีปฏิบัติที่พระสงฆ์ก็มักจะอาราธนาศีล 5 แล้วบรรดาญาติโยมก็พร้อมกันพนมมือรับศีลอย่างพร้อมเพรียงกันทั่วถ้วนหน้า เป็นการรับศีลไปตามประเพณีนิยมว่า จะรักษาศีล 5 โดยเคร่งครัด ไม่ฆ่าสัตว์, ไม่พูดจาโกหก,ไม่ลักทรัพย์,ไม่ดื่มเหล้าเมายา,ไม่ยุ่งเกี่ยวกับลูกเมียใคร พอพระสงฆ์สอนแบบ "ศีลจับยัด" บรรดาญาติโยมก็รับเป็นพิธี เป็นผลให้พอท่านยัดศีลมา 5 ข้อ ในชีวิตจริงก็อาจจะหล่นไป 4 ข้อ เหลือเพียงข้อเดียว หรือจับยัดแล้วก็หล่นไปเสียทั้งหมด 5 ข้อ ไม่เหลืออะไรเลยก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงครับ เปรียบเหมือนกับครูบาอาจารย์ที่สอนหนังสือลูกศิษย์ลูกหาในระดับต่าง ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นระดับประถม,มัธยม หรือระดับมหาวิทยาลัย ที่ยิ่งสอนแบบ "ศีลจับยัด" ก็จะยิ่งทำให้เด็กฉลาดน้อยลงไปเรื่อย ๆ "หมอบุณย์" ก็ได้แนะนำให้กลับมาพิจารณากันที่ "รากเหง้า" ของ "ปัญหา" กันครับว่าจะแก้ไขปัญหาของการศึกษาแบบ "จับยัด" ได้อย่างไร ที่ทำให้สภาพสังคมไทยในปัจจุบันยิ่งเรียนมากเท่าไรก็ยิ่งรู้น้อยลงไปมากเท่านั้น

            ซึ่ง "หมอบุณย์ปากหมา" มีความเห็นตรงกันกับผมว่า เรื่อง "ภาชนะ" ที่จะรองรับ "ศีล" ที่ถูก "จับยัด" มานั้นเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด คนที่จะสอนจำเป็นที่จะต้องเตรียมให้คนที่จะเรียนมี "ภาชนะ" ที่พร้อมก่อนที่จะรับความรู้ที่ถูกถ่ายทอดออกมา มิฉะนั้นแล้วก็จะกลายเป็นคนประเภท "น้ำเต็มแก้ว" ที่พอเติมน้ำลงไปก็ล้นแก้วออกมาทุกทีหรือแย่ยิ่งไปกว่านั้นคือประเภท "แก้วคว่ำ" นอกจากในแก้วไม่มีน้ำเหลืออยู่แล้วก็ยังไม่สามารถจะรองรับอะไรใหม่ ๆ ได้ เปรียบเหมือนว่าเป็น "ศีลจับยัด" ต่อให้อาราธนาศีลกี่ร้อยกี่พันจบ ก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด ต่อให้สอนไปจน "ปากฉีกถึงใบหู" ก็ไม่มีผลแต่อย่างใด เพราะไม่มีพื้นที่หรือ "ภาชนะ" ที่สามารถรองรับความรู้ใหม่ ๆ ได้

            "หมอบุณย์ปากหมา" บอกกับผมว่าต้องเอา "ความจริงมาอยู่กับความจริง" เพราะในปัจจุบันในกระบวนการศึกษาเรียนรู้เรามักจะเอา "ความเท็จมาอยู่กับความจริง" เสมอ เป็นผลให้ในปัจจุบันการศึกษาเรียนรู้ในบ้านเราส่วนใหญ่ "คนที่สอนก็ไม่รู้จริง คนที่รู้จริงก็ไม่สอน" อีกทั้งคนเรียนก็เป็นคนประเภท "น้ำเต็มแก้ว" หรือ "แก้วคว่ำ" ทำให้ไม่มี "ภาชนะ" พร้อมที่จะรับความรู้ จึงเป็นสถานการณ์ที่น่าห่วงเป็นอย่างยิ่ง ภายใต้สถานการณ์ "ศีลจับยัด" เช่นนี้ครับ           

            สาระน่ารู้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง "หมอบุณย์ปากหมา" หรือ "หมอบุณยพร ยี่มี" กับ "อ.เชี่ยว ชอบช่วย" หรือ "ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์" ยังมีภาคต่อครับ "หมอทางเลือก" ท่านนี้ถือว่าเป็นระดับต้น ๆ ของประเทศ และท่านยังได้ไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในระดับโลก ในฐานะนักประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ เกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพ จนได้รับรางวัลอันทรงเกียรติจากสถาบัน "WIPO" ของ "องค์การสหประชาชาติ" ในทัศนคติของผมแล้วข้อคิดของท่านหลายข้อล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ หากสามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้ ก็อย่าพลาดนะครับในอีกสองสัปดาห์หน้ามาติดตามข้อคิดของ "หมอบุณย์ปากหมา" กันต่อครับ

<Previous   Next>