สมัครงานกับทีมงานบ้านไม่บาน คลิกอ่านรายลัเอียดด้านใน

โปรดระวังบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว   ชอบช่วย หรือ   ผศ.ดร.ภัทรพล   เวทยสุภรณ์  และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง  ฯลฯ  ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ  ทั้งสิ้น  หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์   02-2451399  หรือ  02-6441478  เท่านั้น
บุคคลที่ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ชื่ออาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ และสำนักงานบ้านไม่บานไปใช้ในการหลอกลวงให้หลงเชื่อในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์,การออกแบบ,การก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งทางสำนักงานบ้านไม่บานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านต้องการติดต่อกับทางสำนักงานต้องติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 02-2451399 หรือ 02-6441478 เท่านั้น

ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ "ตักศิลา คเณศ์ธร"

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ “ตักศิลา คเณศ์ธร”
ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”
ครบรอบ 120 ปี "ศิลป์ พีระศรี"

หน้าแรก arrow อ่านบทความย้อนหลังที่นี่ arrow บ้านไม่บาน Update arrow “แบบร่าง” ของ “พระเมรุมาศ” จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของ “งานรังสรรค์” อันล้ำค่าที่ยิ่งใหญ่
“แบบร่าง” ของ “พระเมรุมาศ” จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของ “งานรังสรรค์” อันล้ำค่าที่ยิ่งใหญ่





จะว่าไปแล้วคนไทยทั้งประเทศยังคงตกอยู่ในบรรยากาศแห่งความเศร้าโศกในช่วงวันราชพิธีที่สำคัญยิ่งที่จะติดตราตรึงใจคนไทยไปตราบนานเท่านาน คือ งาน“พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9”ซึ่งเป็นงานพระราชพิธีที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ “พระเมรุมาศ” ในคติความเชื่อของ“ไตรภูมิ”แบบ “พราหมณ์” ที่เชื่อกันว่า “พระเจ้าอยู่หัว” นั้น คือ “สมุติเทพ” ทรงเป็น“พระนารายณ์” ที่อวตารลงมาเพื่อบำบัดทุกข์เข็ญให้กับอาณาประชาราชดังนั้นเมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว ก็เสด็จกลับไปที่เคยประทับ ณ. “เขาพระสุเมรุ”หรือ “เขาไกรลาศ” เป็นที่สถิตของมวล “มหาเทพ” น้อยใหญ่ต่าง ๆ โดยมี“พระศิวะ” เป็นองค์ประธาน บริเวณเชิงเขาโดยรอบนั้นมีสระ “อโนดาต”ที่แวดล้อมไปด้วย “ป่าหิมพานต์” เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ในวรรณคดีอาศัยอยู่รวมไปถึงบรรดาเทวดาอารักษ์ต่าง ๆ ก็อยู่กันเป็นลำดับชั้นดังนั้นจึงไม่แปลกที่มักจะแทนพระนาม “พระเจ้าอยู่หัว” ว่า “พระรามาธิบดี” ก็คือ“พระราม” ที่ทรงเป็น “พระนารายณ์” อวตารลงมาดังนั้นเมื่อพระองค์ท่านเสด็จสวรรคตแล้วก็กลับไปประทับที่ “เขาพระสุเมรุ”ดังเดิมครับสำหรับกระบวนการออกแบบ “พระเมรุมาศ”ก็เป็นสาระน่ารู้ที่คนไทยควรจะรู้ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็มีวิวัฒนาการกันมาอย่างยาวนานจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เท่าที่ผมค้นคว้าหามาได้ก็มีบันทึกไว้หลายครั้งทั้งในพงศาวดารและจดหมายเหตุตั้งแต่สมัย “กรุงศรีอยุธยา ฯ”ซึ่งขนาดของ “พระเมรุมาศ” ในสมัยนั้น มีขนาดใหญ่โตมโหฬารมากครับหากคิดไม่ออกเพื่อให้จินตนาการได้ง่ายขึ้นว่ากันว่าก็อาจจะมีขนาดใกล้เคียงหรืออาจมีขนาดใหญ่กว่าขนาดของ“พระปรางค์วัดอรุณฯ” (มีความสูงกว่า 70 เมตร) ซึ่งรูปแบบ “พระเมรุมาศ”ที่นิยมในอดีตจะเป็นทรง “ปรางค์” แบบ “ฝักข้าวโพด” มีหลักฐานของ“พระเมรุมาศ”ในลักษณะนี้เห็นได้จากภาพถ่ายในสมัยต้นรัตนโกสินทร์โดยช่างภาพชาวยุโรปที่

ได้เข้ามาถ่ายภาพ “พระเมรุมาศ” ของ“พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ”ทำให้ได้เห็นรูปแบบของ “พระเมรุมาศ”ในอดีตที่ได้ถูกบันทึกไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างชัดเจนครับพอผมได้ศึกษาค้นคว้าเบื้องลึกลงไปอีกก็ได้เห็นวิวัฒนาการครั้งสำคัญของการออกแบบและก่อสร้าง “พระเมรุมาศ” ในสมัย “ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 และ 6” ซึ่งเริ่มเปลี่ยนเป็นทรง “มณฑป” และก็ใช้กันเรื่อยมาภายใต้การกำกับดูแลของ “สมเด็จครู ฯ” หรือ“สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์” ซึ่งได้รับการยกย่องว่าทรงเป็น“นายช่างใหญ่” แห่ง “กรุงรัตนโกสินทร์” และมีการสืบทอดสกุลช่างของ “สมเด็จครู”เรื่อยมาตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นจนถึง “ดร.ประเวศ ลิมปรังษี”(ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรม) ประจำปี พ.ศ.2532)“พลอากาศตรีอาวุธ เงินชูกลิ่น” (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประยุกต์ศิลป์)สาขา สถาปัตยกรรม ประจำปี 2541) แล้วก็ตกทอดมาถึง “อาจารย์ก่อเกียรติทองผุด” ซึ่งเป็นนายช่างใหญ่ของ “กรมศิลปากร”ซึ่งได้สืบทอดแนวทางการออกแบบ “พระเมรุมาศ” ของ “พลอากาศตรีอาวุธเงินชูกลิ่น” ผสมผสานกับแนวคิดการออกแบบ “พระเมรุมาศ” ของ “ดร.ประเวศลิมปรังษี” ทำให้สามารถรังสรรค์ขึ้นมาเป็นรูปแบบ “พระเมรุมาศ” ของ ล้นเกล้า“รัชกาลที่ 9” เป็นทรง “บุษบก 9 ยอด” โดยมี “บุษบก” องค์ประธานเป็น 7 ชั้นเชิงกลอนลดหลั่นถึงปลียอดเป็นการ “รังสรรค์”ออกมาได้อย่างวิจิตรพิศดารมีเอกลักษณ์เฉพาะและสมพระเกียรติโดยแท้จริงแล้วในการออกแบบ “พระเมรุมาศ”ในแต่ละรัชกาลนั้นจะไม่มีการทำซ้ำหรือลอกเลียนแบบกันโดยเด็ดขาด(ซึ่งถือได้ว่าเป็นคติความเชื่อมาแต่โบร่ำโบราณ) ต้องเป็นการรังสรรค์งานขึ้นมาใหม่เป็นเอกลักษณ์ใหม่ของศิลปกรรมแบบใหม่ ๆ แขนงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในรัชกาลนั้น ๆ“ดร.ประเวศ ลิมปรังษี” เคยกล่าวกับผมไว้ว่า งานรังสรรค์ “พระเมรุมาศ”นั้นถือว่าเป็น “จุดสูงสุด” ของการออกแบบทาง “สถาปัตยกรรมไทย”ซึ่งจะต้องสมพระเกียรติอย่างหาที่สุดมิได้,ต้องทำเต็มที่,เต็มกำลังความรู้ความสามารถอย่างที่สุด นอกจากนั้นยังต้องศึกษาโบราณราชประเพณีเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานให้ถูกต้องมิผิดเพี้ยนจึงเป็นการรวบรวมทั้งศาสตร์และศิลป์ทุกแขนงที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม, จิตรกรรม, ปติมากรรม ฯลฯ หลอมรวมกันซึ่งจะต้องระดมสุดยอดช่างผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาที่เกี่ยวข้องมาทำงานร่วมกันนับพันชีวิตที่ทุ่มเททำงานด้วยด้วยจิตบริสุทธิ์ถวายงานด้วยความจงรักภักดีและเพื่อจุดหมายเดียวกัน คือ การส่งเสด็จสู่ “สวรรคาลัย” ของ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”กลับไปสู่ “เขาพระสุเมรุ” อย่างสมพระเกียรติทั้งยังถือว่าเป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตที่ได้ถวายงานเป็นครั้งสุดท้ายให้กับพระองค์สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ ผมภูมิใจนำเสนอ “แบบร่าง” ของ“พระเมรุมาศ” ทรง “บุษบก 9 ยอด” อันเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของงาน “รังสรรค์”ที่ล้ำจากจินตนาการที่ผสมผสานกับประสบการณ์ที่ทำงานมายาวนานเกือบ 30 ปีของ “อาจารย์ก่อเกียรติ ทองผุด” ด้วย “ดินสอ” กับ “กระดาษไข” บน “โต๊ะดราฟ”หรือ “โต๊ะเขียนแบบ” ที่บรรดาสถาปนิกช่างออกแบบในสมัยก่อนนิยมใช้กันซึ่งการขึ้น “แบบร่าง” นี้แหละครับมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเพราะเป็นการค้นหา“สัดส่วน” ที่งดงามลงตัวให้ได้เสียก่อน ที่เป็นเสมือนจุดเริ่มต้นหรือการกลัด“กระดุมเม็ดแรก” ของการออกแบบ “พระเมรุมาศ” โดยเริ่มจากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆที่ผสมผสานกับ “ความเพียรอันบริสุทธิ์” และ “สติปัญญา” ที่ “เฉลียวฉลาด”อีกทั้งยังมีความ “พอเพียง” ในทุก “มิติ” ต้องมีทั้ง “ความรู้” และ “เข้าใจ” อย่าง“เพียงพอ” จึงจะสามารถ “เข้าถึง”และจึง “พัฒนา” ทั้ง “ศาสตร์” และ “ศิลป์”ในการออกแบบ “พระเมรุมาศ” ได้ผลที่ออกมาคือความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เกิดเป็นงานรังสรรค์ “พระเมรุมาศ” ของ“ในหลวงรัชกาลที่ 9”ที่ถึงพร้อมและสมพระเกียรติมีเอกลักษณ์อย่างวิจิตรพิสดารและสวยงามอย่างที่สุดที่หาสถาปัตยกรรมใดมาเปรียบมิได้ครับ

<Previous   Next>